<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยพาณิชย์&#039;ขยับจีดีพีปีนี้โต2.6%อานิสงส์ส่งออก-มาตรการรัฐช่วยดัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. 2564 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2.2% เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ซึ่งรับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อมูลล่าสุด พบว่า มูลค่าการส่งออกในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 และ ม.ค. 2564 ปรับเพิ่มขึ้นมาเทียบเท่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว จากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ทำให้ SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2564 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4% ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน นั้น สามารถช่วยพยุงให้กำลังซื้อสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวที่มีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากรายได้ของคนในประเทศที่ลดลง จากการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการบริโภคถูกกระทบมาก จนเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป ส่วนอัตราการว่างงานจะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากที่ 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดันจากภาคท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะมีเพียง 3.7 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเปิดประเทศต่อนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเสรีมากขึ้น โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่าในช่วงไตรมาส 2/2564 และไตรมาส 3/2564 แต่ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นช้า&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวอีกว่า คาดว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2564 และต้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณของภาครัฐที่ยังเหลือเงินพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท จาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะยังมีการเบิกใช้ออกมาได้มากขึ้น ผ่านการลงทุนโครงการต่าง ๆ และการมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม เพื่อทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศมาชดเชยภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ตลอดปี 2564 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและจัดสรรสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าเงินบาทในสิ้นปี 2564 คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปี 2563 มาอยู่ในช่วง 30-31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร็วกว่าประเทศอื่นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่การฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจของไทย และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 1.9% ต่อจีดีพีในปีนี้ ช่วยลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95736</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, ปรับจีดีพี, ยรรยง ไทยเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049c894be6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ไทยพาณิชย์&#039;เคาะจีดีพีปี63ติดลบ6.5%ข่าวดีวัคซีนโควิดหนุนท่องเที่ยวฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.2563 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ Economic Intelligence Center (EIC) กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัวที่ติดลบ 6.5% ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.8% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2563 จะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากการกลับมาระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วงปลายปี ขณะที่การระบาดในไทยที่เริ่มมีขึ้นอีกครั้ง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงสั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกเนื่องจากฐานที่ต่ำ ที่ระดับ 3.8% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเม็ดเงินของภาครัฐทั้งจากงบประมาณปกติและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการกระจายวัคซีนในช่วงครึ่งหลังชองปี แต่ผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) จะยังคงกดดันการฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคประชาชน รวมถึงประเมินว่าเม็ดเงินจากภาครัฐคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ประมาณ 9.8% และยังมีวงเงินเหลือจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท อีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ในปี 2564
สำหรับภาคส่งออกของไทย ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.7% ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก ส่วนแนวโน้มเงินบาทนั้น ยังประเมินว่ามีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกในปี 2564 ด้วย โดยคาดว่าในปีหน้าเงินบาทจะทรงตัวที่ระดับ 29.50-30.50 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดที่รัฐบาลได้ออกมาตรการคนละครึ่งระยะที่ 2 และให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงขยายเวลามาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยังพร้อมใช้มาตรการเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการใช้จ่ายของภาคประชาชน ขณะที่ข่าวดีเรื่องการค้นพบวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าอีกด้วย ซึ่ง EIC คาดว่าประชากรในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้รับการฉีดวัคซีนในครึ่งแรกของปี 2564 ขณะที่ไทยเองคาดว่าจะเริ่มต้นได้รับวัคซีนที่จองซื้อไว้ช่วงกลางปีและจะมีการฉีดอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งปีหลัง จึงทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าแน่นอน ทำให้คาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 8 ล้านคน&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว
ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายด้านการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2564 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อจำเป็น เพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี EIC มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 และความล่าช้าในการกระจายวัคซีนในไทยอย่างแพร่หลาย 2. แผลเป็นทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพสถาบันการเงินผ่านระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชน 3. ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน 4. ภัยแล้ง และ 5. เงินบาทที่แข็งค่าเร็วกว่าคู่ค้าคู่แข่งซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในระยะปานกลาง ต้องจับตาจำนวน Zombie Firm (ธุรกิจที่ขาดความสามารถในการทำกำไรเพื่อชำระดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลานาน) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวิกฤตในรอบนี้ จากการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค แต่สามารถอยู่รอดได้จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้การกระจายทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภาพในการผลิตและศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมลดลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, ยรรยง ไทยเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c34d8a3bfd00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 00:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยพาณิชย์ หั่นประมาณการณ์จีดีพี62เหลือเพียง 3.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2562 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intlelligence Center (EIC) ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรก ของปี 2562 ว่า ธนาคารได้มีการปรับประมาณการณ์จีดีพีลดลงเหลือ 3.8% จากเดิม 4.2% เนื่องจากความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้า ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามในปีนี้เศรษฐกิจของไทยยังคงมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐมีการขยายตัวและมีความชัดเจนมายิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนจากหลายๆปัจจัย อย่างไรก็ตามในปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกเชื่อว่าจะยังขยายตัวจากการที่สหรัฐมีเศรษฐกิจที่เติบโตดีแต่ชะลอลงจากแรงส่งจากนโยบายปฏิรูปภาษีที่ลดลง ยูโรโซนและญี่ปุ่นเติบโตในอัตราที่ชะลอลงด้วยเช่นกัน ส่วนทิศทางนโยบายทางการเงินของเฟด ซึ่งคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ประมาณ 2 ครั้ง คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ย เป็นต้น&amp;rdquo;นายยรรยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ธนาคารมองว่ายังเป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่จะเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวได้ที่ประมาณ 5.7% ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ ซึ่งจะเป็นการสนับที่สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีมีการเติบโต ส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนคาดว่าจะมีการเติบโตในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไปตามอัตราการว่างงานที่ต่ำ การฟื้นตัวอย่างช้าๆของรายได้และมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2562 นี้ ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงมีอัตราการเติบโตได้ในทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยบวกจากการลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ การลงทุนของภาคเอกชนที่ได้รับแรงส่งจากการใช้กำลังการผลิตที่มีแนวโน้มดีขึ้น การย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า การบริโภคของภาคครัวเรือนที่เติบโตามการฟื้นตัวของรายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมไปถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ และ การกลับมาการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคอยเฝ้าจับตามองนั้นมาจาก การค้าโลกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจประเทศสำคัญ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีน ความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคสำคัญโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป เสถียรภาพทางการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวช้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในบางอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26109</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ปี2562, ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสแรก, ยรรยง ไทยเจริญ, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c34d8a3bfd00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
