<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2019 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิดค้น &#039;เทคโนโลยี&#039; สู้ &#039;ฝุ่นพิษ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ กับอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น&amp;nbsp;PM 2.5 และ AQI&amp;nbsp; ขนาดพกพา(MyAir)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะคลี่คลายลงในขณะนี้ ทุกพื้นที่มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่หน่วยงานต่างๆ ก็ยังคงดำเนินมาตรการสนับสนุนเพื่อลดฝุ่นและกระตุ้นให้มีการคิดค้นเทคโนโลยีในการตรวจวัด เครื่องมือดักจับฝุ่น การใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด และมาตรการทางภาษี มาต่อสู้กับปัญหาฝุ่น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติฝุ่นระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแง่เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือที่เตรียมพร้อมนั้นก็คือ อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 และ AQI ขนาดเล็กและพกพา (MyAir) โดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยโดดเด่นนำมาใช้ป้องกันสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงฝุ่น PM 2.5 ซึ่งนักวิจัยนำเสนอครั้งแรกในเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;สถานภาพเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&amp;rdquo; และนิทรรศการเทคโนโลยีในการตรวจวัดและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์กรุงเทพ จัดโดยโครงการสัมมนาเผยแพร่ฯ (TRF Forum) ภายใต้งานการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สกว.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แอปพลิเคชัน My Air แสดงผลข้อมูลค่าฝุ่นบนสมาร์ทโฟน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อดิสร กล่าวว่า จากปัญหาสภาพอากาศและปัญหาฝุ่นละอองในปัจจุบัน ส่งให้ไทยติดท็อปเท็นประเทศที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก วิกฤติเมื่อเดือนมกราคมนี้เองที่ทำให้เกิดการนำข้อมูลเรื่องค่าฝุ่นละอองมาใช้ประโยชน์เป็นปริมาณมาก ตนได้พัฒนาออกแบบอุปกรณ์&amp;nbsp; AQI ขนาดเล็กและพกพา หรือ MyAir อุปกรณ์นี้สามารถพกพาติดตัวได้ โดยบอกค่าฝุ่น PM 2.5 ด้วยระดับสีต่างๆ ได้แก่ เขียว เหลือง ส้ม และแดง นอกจากนี้ สามารถดูข้อมูลรายงานผลฝุ่นละอองบนโทรศัพท์มือถือได้ อุปกรณ์นี้ช่วยให้รู้ว่าจะสวมหน้ากากป้องกันตนเองในพื้นที่ใด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเด็กนักเรียน ปกติถ้าไม่มีอุปกรณ์นี้ต้องดูข้อมูลจากแอปพลิเคชัน ซึ่งรายงานค่าฝุ่นจากสถานีใกล้เคียง อาจอยู่ห่างไปเป็นสิบกิโลเมตร แต่อุปกรณ์นี้บอกค่าฝุ่นอย่างทันท่วงที ณ ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอุปกรณ์ชิ้นที่สอง อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5&amp;nbsp; ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. ดร.อดิสรบอกว่า&amp;nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ร่วมกัน โดยนำเซ็นเซอร์หลายชนิดมารวมกันในอุปกรณ์ขนาดเล็ก ทั้งเซ็นเซอร์วัด PM 2.5 เซ็นเซอร์ PM 10&amp;nbsp; เซ็นเซอร์วัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เซ็นเซอร์วัดโอโซน&amp;nbsp; เซ็นเซอร์วัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปกติถ้ารวมเซ็นเซอร์ 6 ตัวจะต้องเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่ และติดตั้งในสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เราต้องการได้ค่าคุณภาพอากาศที่แท้จริง โดยย่นย่อเซ็นเซอร์ทุกตัวมาไว้ในอุปกรณ์ชิ้นนี้ นำเสนอข้อมูลแบบเรียลไทม์ รายงานปริมาณฝุ่นและก๊าซได้อย่างแม่นยำ ซึ่งดูข้อมูลรายงานผลได้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน ขณะนี้อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 และ My Air ต้นแบบพร้อมถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนที่สนใจ หรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์ออกวางจำหน่ายได้ ต้นทุนอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นไม่เกินหมื่นบาท ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ อนาคตอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่นยังสามารถออกแบบให้เข้ากับชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องประดับ เข็มกลัด นาฬิกา เราดูปริมาณฝุ่นได้โดยไม่ต้องเคอะเขิน หรือพกพาในกระเป๋าได้ นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ขนาดเล็กนี้ตามโรงเรียนและโรงพยาบาลเพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศและค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ และแจ้งเตือนกิจกรรมที่เหมาะสม และป้องกันสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;quot; ดร.อดิสรกล่าว และหากประเทศไทยตื่นตัว มีการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้เอง จะลดการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 แสดงผลแบบเรียลไทม์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับภาพรวมเทคโนโลยีที่ใช้ในการลดฝุ่นละอองที่แหล่งกำเนิด การดักจับและการกำจัดฝุ่นละอองในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง ครัวเรือนและพื้นที่สาธารณะ ศ.กิตติคุณ ราชบัณฑิต ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านมลภาวะอากาศ กล่าวว่า การทำงานวิจัยด้านฝุ่นในช่วงแรกนั้นปัญหามลภาวะอากาศยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากนัก และมุ่งไปที่ PM 10 เป็นหลัก แต่ปัจจุบันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งฝุ่นมีหลากหลายรูปแบบจากแหล่งต่างๆ ยังไม่มีเครื่องกำจัดฝุ่นที่ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม ปัจจุบันเทคโนโลยีการกำจัดฝุ่นมีสองรูปแบบ คือ แบบเปียก ใช้น้ำหรือของเหลวในการดับฝุ่น และแบบแห้ง ที่คุ้นเคยคือการใช้เครื่องกรองอากาศ โดยหากโรงไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมที่มีไอเสียที่อุณหภูมิสูงต้องจับฝุ่นด้วยระบบแห้ง รวมถึงโรงงานเผาขยะ สำหรับตัวกรองที่มีสมรรถนะสูงจะต้องมี HEPA filter ที่ดักจับฝุ่นในระดับนาโนได้ นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นใยด้วย โดยเส้นใยที่ละเอียดจะจับอนุภาคขนาดเล็กได้ ถ้าดักจับฝุ่น PM 2.5 ต้องใช้เส้นใยระดับ 5 ไมครอน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล โชว์โมเดลรถโดยสารไฟฟ้า 100%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนเทคโนโลยีของรถเป็นระบบไฟฟ้า เป็นอีกหนทางพิชิตปัญหาปล่อยมลพิษของยานยนต์ในเมืองใหญ่&amp;nbsp; ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันในไทยรถยนต์ส่วนบุคคลยังใช้ยูโร 4 แต่สากลใช้ยูโร 6 ส่วนรถกระบะและรถบรรทุกใช้ยูโร 3 นี่คือแหล่งกำเนิดมลพิษภาคขนส่ง ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบาสำหรับรถโดยสารไมโครบัสไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยวัสดุคอมโพสิท จำนวนผู้โดยสาร 24 ที่นั่ง ระยะทางขับขี่ 300 กิโลเมตร หากมีภาคเอกชนสนใจร่วมพัฒนาจะเดินหน้าผลิตรถต้นแบบ เพราะปัญหามลพิษทางด้านยานยนต์ต้องมีการใช้เทคโนโลยียานยนต์ที่สะอาด การใช้เชื้อเพลิงที่สะอาด และมีมาตรการจัดการรถเก่าบนท้องถนน และการดูแลเครื่องยนต์ที่เหมาะสม รวมถึงลดการเดินทาง ที่สำคัญต้องเร่งปรับมาตรฐานของยานยนต์ไปสู่ยูโร 5-6 ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.ยศพงษ์ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพการเดินรถโดยสารไฟฟ้า รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% โดยร่วมกับ ขสมก.ทดลองวิ่งจริงในหลายเส้นทาง อาทิ สาย 137, 138, 50 โดยมีสถานีอัดประจุไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยและ ขสมก. ผลการทดสอบวิ่งวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากการจราจรค่อนข้างหนาแน่นแออัด มีการหยุดรถและเพิ่มความเร็วบ่อยครั้ง นี่คืออัตราสิ้นเปลืองพลังงานสูง อีกทั้งเป็นที่มาของฝุ่นพิษ หากเปลี่ยนรถโดยสารเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่นสะสม และประหยัดพลังงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; อยากเชิญชวนผู้ประกอบที่สนใจมาร่วมลงทุนสร้างรถโดยสารไฟฟ้าเพื่อให้คนไทยมีการขนส่งด้วยพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของการปรับมาตรฐานยานยนต์ไปสู่ยูโร 5/6 ให้เร็วที่สุด หรือภายในปี 2023 โดยหากใช้รถใหม่ในประเทศปีละ 1 ล้านคัน จะช่วยลดมลพิษลงได้มากถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับรถยนต์ยูโร 3/4 ในปัจจุบัน&amp;quot; ผศ.ดร.ยศพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เสนอมาตรการทางเศรษฐศาสตร์แก้ฝุ่นพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวทางทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาฝุ่นเป็นอีกมาตรการทั้งจูงใจและลงโทษที่น่าสนใจ ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ต้องแบ่งตามประเภทของการผลิตฝุ่น ซึ่งมี 2 สาขา คือ ฝุ่นจากเครื่องยนต์ ถ้ามีรายได้ปานกลางถึงสูง สามารถใช้ภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีประจำปีรถยนต์ตามการปล่อยมลพิษที่ปลายท่อ ซึ่งกรมการขนส่งยังไม่ขยับ ถ้ารถปล่อยควันพิษเยอะ ต้องเสียภาษี ภาคข้าราชการ ขสมก. ต้องเป็นต้นแบบที่ดี นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการภาษีน้ำมันตามค่าการปล่อยมลพิษ น้ำมันสกปรกต้องเสียภาษีแพง เพื่อจูงใจให้คนใช้น้ำมันสีเขียว ซึ่งกระทรวงการคลังทำเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องดึงกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทย ภาษีต้องวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้คนใช้น้ำมันสะอาด แล้วยังเรื่องภาษีสรรพสามิตรถ EV ภาษีศุลกากรรถ EV ถ้าลดภาษีลงมาได้ จะมีรถสะอาดใช้ในประเทศมากขึ้น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมองระยะยาวและอยากสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ นอกจากนี้ ค่าเข้าเมืองบ้านเราใช้ระบบนี้ได้ ในต่างประเทศไม่มีการตั้งด่าน แต่ใช้กล้องวงจรปิด เพื่อลดปริมาณรถยนต์เข้าเขตเมือง ถ้ารายได้น้อย ต้องไม่เพิ่มภาระให้คนจน ควรมีเงินช่วยเหลือรถประจำทาง และมีการอุดหนุนไขว้ การที่รัฐบาลจะลอยแพ ขสมก.และกดค่าบริการ ไม่ใช่มาตรการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนฝุ่นจากภาคเกษตร ดร.อดิศร์ กล่าวว่า ในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงต้องมีการรับรองที่มาของวัตถุดิบ ปฏิเสธการรับซื้อจากผู้ประกอบการที่ปลูกข้าวโพดในเขตป่าสงวน หรือผลิตน้ำตาลจากอ้อยจากไร่ที่มีการเผา ผู้ประกอบการน้ำตาลต้องไม่ใช้อ้อยจากกระบวนการปลูกที่มีการเผาที่โล่ง เป็นการทำธุรกิจเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ส่วนรายได้น้อย มีเงินกู้เครื่องจักร รถตัดอ้อยดอกเบี้ยต่ำ ระบบการจัดการของเหลือใช้ ทดแทนการเผาในที่โล่ง สนับสนุนการใช้มาตรการจูงใจให้เกิดการนำของเหลือทิ้งจากภาคเกษตรมาผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกแนวทางลดฝุ่น ดร.อดิศร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟาง ต้องมีการกระจายอำนาจเพื่อการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจจับกุม ถ้าอยู่ในส่วนกลางอย่างเดียวคงไม่ไหว โดยให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตรวจจับควันดำ รวมทั้งการเผาในที่แจ้ง อีกประเด็นควรมีการกระจายอำนาจการลงโทษผู้ประกอบการที่ปล่อยฝุ่นพิษหรือทำผิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กรมควบคุมมลพิษ เพิ่มเขี้ยวเล็บให้เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อม ทั้ง จนท.กรมควบคุมมลพิษ ทรัพยากรจังหวัดเข้าตรวจสอบ ตักเตือนและสั่งเพิกถอนใบอนุญาติได้ นอกจากนี้ ให้สัมปทานเอกชนในการควบคุมการจอดรถ การออกใบสั่ง และแบ่งรายได้เข้ารัฐ จะช่วยเพิ่มพื้นที่จราจรและลดการกระทำผิดกฎหมายจราจร จอดผิดที่จะไม่มีแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29786</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, นสพ.ไทยโพสต์, ยศพงษ์ ลออนวล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, อดิสร เตือนตรานนท์, อุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่นPM2.5, เทคโนโลยีดักจับฝุ่น, เทคโนโลยีป้องกันฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190223/image_big_5c7159f913f4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>65วันคลุกฝุ่นพิษ เสียหาย2หมื่นล. หวั่นมะเร็งลาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการประเมินฝุ่นพิษคลุ้งกรุง 65 วัน วอด 2 หมื่นล้าน ต่อไปหมอต้องวินิจฉัย &amp;quot;PM2.5&amp;quot; ก่อมะเร็งในระยะยาวหรือไม่ แนะเร่งปรับคุณภาพน้ำมัน ถึงเวลาออกกฎหมายอากาศคุมเข้มมลพิษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานการณ์คุณภาพอากาศ ดังนี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา &amp;nbsp;08.00 น. พบว่าลดลงจากเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เฉลี่ย 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง พื้นที่กรุงเทพฯ ตรวจวัดได้ 10-30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าไม่เกินมาตรฐานทุกพื้นที่ที่มีการตรวจวัด โดยมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีฟ้าจำนวน 20 เขต และสีเขียวจำนวน 4 เขต ทั้งนี้จากแบบจำลองการคาดการณ์ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ &amp;nbsp;คาดว่าในวันที่ 19 ก.พ.ปริมาณ PM2.5 มีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีการจัดเสวนา &amp;quot;แนวทางและมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทย&amp;quot; โดยนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันนี้ กทม.ฝุ่นหายฟ้าใส แสดงสัญลักษณ์เป็นสีฟ้าทุกพื้นที่ แตกต่างจากช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ทั้งที่จำนวนรถมากและติดขัดเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการขับเคลื่อนให้มีกฎหมายอากาศออกมาบังคับโดยเฉพาะ ซึ่งถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องมีกฎหมายนี้เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดใน กทม.เกิดขึ้นในระยะสั้นคือเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค. ใจกลางเมืองจะมีปัญหาเยอะเพราะตึกสูงบดบัง แต่ กทม.ไม่ได้เป็นพื้นที่ค่าฝุ่นสูงที่สุด บริเวณที่สูงคือ บริเวณ จ.สมุทรปราการ และ ถ.พระรามที่ 2 จ.สมุทรสาคร ส่วนหนึ่งของปัญหาบริเวณดังกล่าวมาจาก กทม. เพราะลมพัดมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ แทนที่ค่าฝุ่นจะสูงใน กทม.ก็พัดพาไปบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ กทม.จะเกิดปัญหานี้ทุกช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. หลังเดือน ก.พ.จะลดลงและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน วนอย่างนี้เป็นข้อมูล 9 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ถามว่าแย่กว่าเดิมหรือไม่ ก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม มันมาเร็วและไปเร็วกว่าเดิม ตอนนี้อากาศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากตัวเลขการวิเคราะห์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เกิดฝุ่น PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑลนั้น ระยะเวลา 65 วัน สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายด้านสุขภาพ ถ้าสะสมทุกปีความเสียหายจะมากขนาดไหน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันที่ต้องลงทุนหลักหมื่นล้านนั้น ถ้าลงทุนแล้วใช้ได้นานก็คุ้ม เป็นเรื่องที่โรงกลั่นจะต้องพิจารณา ราคาน้ำมันอาจจะแพงขึ้นไม่ถึง 50 สตางค์ ซึ่งทุกวันนี้ราคาน้ำมันก็เคยขึ้นลงคราวละ 80 &amp;nbsp;สตางค์มาแล้ว&amp;quot; นายสุพัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคือ เราไม่สามารถทราบภาพรวมการเกิดปัญหาทั้งใน กทม.และทั่วประเทศว่าเป็นเท่าไร และแยกไม่ได้ว่าสาเหตุการป่วยของประชาชนเกิดจาก PM2.5, ไข้หวัดใหญ่ระบาด หรือสาเหตุอื่น ทั้งนี้เรามีการเฝ้าระวัง 22 โรงพยาบาลใน กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.มีตัวเลขผู้ป่วยอยู่ที่กว่า 1,000 &amp;nbsp;ราย สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. คนเข้าสู่ระบบคัดกรองมากขึ้น กลุ่มเสี่ยงคือเด็กและผู้สูงอายุที่มีโรคหอบหืด ถุงลมอุดกั้น และโรคหัวใจ โดย จ.สมุทรปราการสูงสุด ดังนั้นหน่วยราชการต้องสื่อให้ประชาชนเข้าใจใหม่ การออกกำลังกายมีทั้งกลางแจ้งและในอาคารสถาน หากฝุ่นเกินต้องงดการออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยต่อจากนี้แพทย์จะนำ PM2.5 มาวินิจฉัยโรคต่างๆ ในระยะยาวต่อไป เพื่อติดตามการเกิดเช่นมะเร็ง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ต้องร่วมกันใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนอาจไม่ต้องเข้าแถวหรือเคารพธงชาติพร้อมกัน ให้ทำงานที่บ้าน หรือในระดับมหาวิทยาลัยในช่วงที่ฝุ่นวิกฤติอาจจะใช้วิธีการสอนผ่านช่องทางออนไลน์หรือไลฟ์สด สิ่งที่ต้องรีบทำคือการปรับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ในรถทุกประเภท นอกจากนั้นต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า รถยนต์อัตโนมัติเพิ่มขึ้น โดยปัญหาที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ทุกคนต้องมีส่วนร่วมไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานรัฐ ประเทศที่เคยเกิดปัญหาก็แก้ได้โดยใช้เวลาเป็นสิบปี แต่คนไทยลืมง่ายซึ่งเรื่องนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส.กล่าวว่า วันนี้มีคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจัดการปัญหาต้องปรับไปเรื่อยๆ การเผาในที่โล่งเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ เป็นแหล่งสำคัญของการเกิดมลพิษ ซึ่งมีข้อตกลงอาเซียนที่ต้องดูแลร่วมกัน จากการเดินทางไปประเทศเกาหลี พบว่ามีการตั้งนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมุ่งสู่อากาศสะอาดอย่างไร โดยให้ความสำคัญกรุงโซลเป็นพิเศษ ปัญหาเขายากกว่าเราเพราะเป็นภูเขาทั้งนั้น พลังงานยังใช้ถ่านหินอยู่ และได้รับมลพิษจากเพื่อนบ้านมาด้วย ทำให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหา สิ่งที่ถามเขาคือมีการกล่าวโทษรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐหรือไม่ เขาไม่กล่าวโทษรัฐบาล แต่คิดว่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง โดยมีกระทรวงสิ่งแวดล้อมดูแลประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการควบคุมแหล่งมลพิษสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เวลา 05.00 น. พบว่าจังหวัดลำพูนมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน โดยค่า PM2.5 อยู่ที่ 51 มคก./ลบ.ม. ค่า PM10 อยู่ที่ 74 มคก./ลบ.ม. และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 101 ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัดลำพูนให้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า พบไฟไหม้ในพื้นที่หลายจุดบนดอยเกลาหลวง จ.ลำพูน โดยมีลักษณะยาวทอดไปจนถึงเขตติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วงบ่ายได้นำ MI17 ลำที่ &amp;nbsp;1 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 7 รอบ ใช้ปริมาณน้ำ 24,500 ลิตร ส่วน MI17 ลำที่ 2 ขึ้นปฏิบัติการทิ้งน้ำในพื้นที่จังหวัดลำพูน 5 รอบ โดยใช้ปริมาณน้ำ 17,500 ลิตร นอกจากนี้ได้ประสานให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยลำพูนและเชียงใหม่จัดกำลังภาคพื้นดินเข้าดำเนินการด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส, พล.ต.บัญชา ดุริยพันธ์, ยศพงษ์ ลออนวล, วิจารย์ สิมาฉายา, สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6ac2c9c2c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
