<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้“คลัง”ยกเครื่องภาษีบุหรี่ใหม่ห่วงรัฐสูญรายได้4,000ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2564 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผลการดำเนินงานของ ยสท. ในปีงบประมาณ 2563 พบว่า ภาพรวมปริมาณยอดขายบุหรี่ลดลงจากปีก่อน แต่มีกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีรายได้รวม อยู่ที่ 45,879 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 9.7% ค่าใช้จ่ายรวม อยู่ที่ 45,304 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 10% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2563 ยสท.มีกำไรสุทธิ 593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% และมีอัตราส่วนทำกำไรต่อผู้ถือหุ้น (ROE) 3.4% โดยหากไม่รวมภาระผูกพันในเรื่องค่าก่อสร้างสวนป่าเบญจกิติจำนวน 260 ล้านบาท ยสท. ก็จะมีกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 853 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดจำหน่ายบุหรี่ของ ยสท. ในปี 2563 เท่ากับ 17,473 ลดลง 6.3% จากปี 2562ที่ระดับ 18,645 ล้านมวน โดยมีส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 58% ในปี 2562 เหลือ 55% ในปี 2563 โดยยอดจำหน่ายบุหรี่กลุ่มราคาสูงกว่า 60 บาท ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 9% ของยอดขาย ในขณะที่บุหรี่กลุ่มราคาต่ำกว่าหรือเท่ากับ 60 บาท มียอดจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 91% ของยอดขาย สะท้อนให้เห็นว่า หลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในปี 2560 มีการเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ ยสท. ที่มีราคาถูกลง และมีการหันไปสูบบุหรี่ต่างประเทศที่มีความได้เปรียบด้านความเป็น International Brand แต่ราคาขายปลีกเท่ากับราคาเท่าบุหรี่ ยสท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้บริโภคบางส่วนยังหันไปสูบยาเส้นและบุหรี่เถื่อนที่มีราคาถูกว่าหลายเท่าตัว โดยปริมาณการบริโภคยาเส้นมวนเองในประเทศไทยในช่วงหลังจากปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เกือบเท่าตัว และบุหรี่เถื่อนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยแม้มีการห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่การซื้อขายออนไลน์เติบโตอย่างมากในประเทศไทย ทำให้การขายหรือการส่งเสริมการขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ผ่านทางช่องทางสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ สะดวก ดังนั้น ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุมกระบวนการลักลอบนำเข้าและค้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้ อันเนื่องมาจากมีความต้องการสินค้าดังกล่าวในปริมาณที่สูง&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากประเด็นดังกล่าว มีการประมาณการว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ในส่วนนี้ไปประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท อีกทั้ง การที่ ยสท. เสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่บุหรี่ต่างประเทศกระทบต่อผลประกอบการของ ยสท. ทำให้ไม่สามารถนำส่งรายได้เข้าสู่คลังมาเป็นเวลา 2 ปี หากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตไม่เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างภาษียาสูบให้มีความเหมาะสม และส่งผลดีต่อรัฐบาล ระบบสาธารณสุขและธุรกิจของประเทศไทย คาดว่า ยสท. จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงไปอีกและประสบภาวะขาดทุนในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการการ ยสท. กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินกู้ระยะสั้น จำนวน 1,500 ล้านบาท เพื่อให้ ยสท. ไว้ใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็น ว่า ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เป็นเพียงการดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ โดยยืนยันว่า ยสท. ยังเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งมาก ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 ยสท. มีเงินสดคงเหลือในบัญชี 8,500 ล้านบาท โดย ยสท. มีกำไร 593 ล้านบาท และมั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2564 ผลกำไรจะเพิ่มขึ้น และยังคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2565 อาจมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก ยสท.ได้ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพทางการบริหาร การผลิต การตลาด การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเดินหน้ารุกธุรกิจใหม่ ๆ การพัฒนารายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ครม. เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ ยสท. กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องปี 2564 ซึ่งเป็นการเป็นการขอเปิดวงเงินกู้ระยะสั้น (โอดี) จำนวน 1,500 ล้านบาท ว่า สาเหตุที่ ยสท. ต้องขอกู้โอดีนั้น เนื่องจาก ยสท. มีรายได้จากการขายบุหรี่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้คาดว่ายอดการขายบุหรี่ 2564 จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ถึง 50% ส่งผลกระทบกับกระแสเงินสดของ ยสท. ซึ่งคาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2564 จะเห็นอยู่ 1,540 ล้านบาท เมื่อต้องหักเงินส่งคลังแล้ว จะทำให้กระแสเงินสดของ ยสท. ติดลบ มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ทำให้ต้องขอวงเงินกู้โอดีไว้รองรับปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริมาณยอดขายบุหรี่ลดลง, ภาษียาสูบ, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_604596eeb7c42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าการยาสูบ ยืนยันองค์กรยังมั่นคงแข็งแกร่ง มีกำไรต่อเนื่อง พร้อมจับมือสถาบันการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้เกษตรกรชาวไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย ยืนยัน การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ยังคงเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงแข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารงานอย่างมืออาชีพ&amp;nbsp; มีฐานะการเงินที่มั่นคง มีทรัพยากรและสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และกำลังเดินหน้าสู่ธุรกิจพืชสมุนไพร โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนนอกเหนือจากการขายบุหรี่ พร้อมจับมือหน่วยงานของรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุพล&amp;nbsp; รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยสท. ต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่ได้นำเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติวงเงินกู้ระยะสั้นโดยวิธีกู้เบิกเงินเกินบัญชี (OD) เพื่อไว้ใช้จ่ายเมื่อมีความจำเป็นถึง 1,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ยสท. เป็นองค์กรที่มีเครดิตดี เช่นเดียวกับธุรกิจชั้นนำต่าง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เป็นเพียงการดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยงที่ได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุมัติจากคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ยสท. ยังเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งมาก ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2563 ยสท. มีเงินสดคงเหลือในบัญชี 8,500 ล้านบาท โดย ยสท. มีกำไร&amp;nbsp; 593 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรดังกล่าว ได้หักค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสวนป่าเบญจกิติเพื่อประชาชน จำนวน 260 ล้านบาท และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) แล้ว&amp;nbsp; มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2564 ผลกำไรจะเพิ่มขึ้น และยังคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2565 อาจมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก ยสท.ได้ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพทางการบริหาร การผลิต การตลาด การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการที่สำคัญคือ การติดตั้งนวัตกรรมผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) สำหรับอาคารโรงงานผลิตยาสูบ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งการยาสูบแห่งประเทศไทย กำลังจะมีพิธีลงนาม MOU กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันที่ 8 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยสท. ยังเดินหน้ารุกสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น การพัฒนาธุรกิจยาสูบไปต่างประเทศ การพัฒนารายได้จาก อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และธุรกิจที่สำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรของ ยสท. ในอนาคต คือ ธุรกิจสมุนไพร กัญชา กัญชง โดยมีโรงพยาบาลสวนเบญจกิติเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ของ ยสท. เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสุขภาพ มีศูนย์ไตเทียม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ผิวหนังและความงาม&amp;nbsp; คลินิกชะลอวัยและฟื้นฟู และกำลังจะเริ่มโครงการคลินิกกัญชา พร้อมขยายการบริการไปยังข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชนทั่วไป ซึ่งในเรื่องนี้ ยสท. ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ฯลฯ&amp;nbsp; และในวันที่ 9 มีนาคม 2564 นี้&amp;nbsp; ยสท. จะมีการลงนาม MOU กับ ศ.ดร.สุชัชวีร์&amp;nbsp; สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง&amp;nbsp; เพื่อค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพรโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีสรรพคุณในการดูแลรักษาปอด โดยจะนำผลการวิจัยไปหารือกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนธุรกิจภาคการเกษตรอื่น ๆ ปัจจุบัน ยสท. ได้ดำเนินการปลูกโกโก้ซึ่งเป็นพืชเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2562 ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน โดย ยสท. จะนำโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล มาใช้ในการบริหารจัดการแปลงปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตเชิงพาณิชย์ และยังเป็นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้เลือกพื้นที่แปลงทดลองของสถานีทดลองยาสูบแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ขนาดพื้นที่ 15 ไร่ เป็นที่ตั้งของโครงการแห่งแรก ผู้ว่าการฯ กล่าวในที่สุดว่า ขณะนี้ ยสท. ได้ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขี้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานทุกระดับ ทุกฝ่าย จนสามารถมีกำไรอย่างต่อเนื่อง มิได้ขาดสภาพคล่องจนกระแสเงินสดติดลบ ยสท. ยังคงดำเนินกิจการด้วยความไม่ประมาท เพราะยังมีตัวแปรอีกมากมายที่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับกิจการของ ยสท. เช่น ภาระภาษีสรรพสามิต ภาระการนำส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรต่าง ๆ ซึ่ง ยสท. ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; การยาสูบแห่งประเทศไทย ได้ปฏิบัติภารกิจนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในฐานะรัฐวิสาหกิจชั้นนำของประเทศไทย และจะทำภารกิจนี้ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง เพื่อให้รัฐยังคงมีรายได้นำไปใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมให้แก่ประชาชนคนไทยต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95326</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย, นายภาณุพล  รัตนกาญจนภัทร, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60457e306531e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยสท.&quot; ไตรมาส3กำไรทรุด91%โอดขึ้นภาษีบุหรี่กระทบยอดขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุถึงผลการดำเนินงานของ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ว่า ยังทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ในปี 2560 ที่ส่งผลให้บุหรี่ของ ยสท. มีราคาสูงขึ้นถึง 20-50% ทำให้ยอดขายและอัตรากำไรหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ยสท. มาแล้วหลายมาตรการ เช่น การยกเลิกการชำระภาษีแทนผู้ค้าของ ยสท. และการอนุมัติวงเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้ ยสท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานของ ยสท. ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 (เม.ย.-มิ.ย. 2562) ยสท. มีรายได้ 11,595 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 11,397 ล้านบาทและ กำไรสุทธิ 198 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของ ยสท. ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่มีรายได้ 15,327 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 13,217 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,111 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อเทียบผลการดำเนินงานทั้งสองช่วงแล้ว พบว่า กำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ลดลงถึง 91% โดยเป็นผลจากการที่รายได้ลดลง 24% จากยอดขายบุหรี่ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับที่สูงเกือบเท่ารายได้จากภาระภาษีต่อซองที่เพิ่มสูงขึ้นมากหลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลการดำเนินงานของ ยสท. ในรอบ 9 เดือนแรก ปี 2562 (ต.ค. 2561 ถึง มิ.ย. 2562) ยสท. มีรายได้ 35,459 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 34,914 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545 ล้านบาท เมื่อเทียบผลการดำเนินงานของ ยสท. ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่มีรายได้ 46,426 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 39,592 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,834 ล้านบาท
โดยเมื่อเทียบผลการดำเนินงานทั้งสองช่วงแล้ว กำไรใน 9 เดือนแรก ปี 2562 ลดลงถึง 92% โดยเป็นผลจากการที่รายได้ลดลง 24% จากยอดขายบุหรี่ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับที่สูงจากภาระภาษีต่อซองที่เพิ่มสูงขึ้นมากหลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ของ ยสท. ส่งผลให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะที่กำกับดูแล ยสท. ได้มอบนโยบายให้ ยสท. เร่งดำเนินการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ โดยการหาแนวทางเพิ่มรายได้ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพ ยสท. ให้สามารถแข่งขันได้ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่จะนำใบยาสูบไปหาคุณสมบัติพิเศษที่เป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ เช่น ผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช นิโคตินเหลว และ ปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับใบยาสูบของไทยในอนาคต&amp;quot; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ ยสท. เร่งสรรหาตำแหน่งผู้ว่าการการคนใหม่ ที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาการตลาด และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ เพื่อการยกระดับองค์กรไปสู่องค์กรที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50083</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.), กำไรลด, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4cddbae033c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว ร้านค้าปลีกเล็งเลิกขายบุหรี่ให้ยาสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 2562 รายงานข่าวจากภาคียาสูบแห่งประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้ตัวแทนจำหน่ายบุหรี่ขายส่ง ยี่ปั๊วซาปั๊ว รวมถึงร้านขายปลีก &amp;nbsp;กำลังพิจารณายกเลิกขายบุหรี่ให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบให้ร้านค้าส่งและค้าปลีกบุหรี่ของการยาสูบฯ จะต้องรับผิดชอบการจ่ายภาษีเงินได้เอง แทนจากเดิมที่การยาสูบฯ จะเป็นผู้ออกให้ เนื่องจากเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม และเป็นการผลักภาระของการยาสูบฯ มาให้ร้านค้าต้องรับผิดชอบมีกำไรลดลงไปอีก อีกทั้งร้านค้าก็ไม่สามารถขึ้นราคาขายบุหรี่กับชาวบ้านได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันการขายบุหรี่มียอดลดลงอยู่แล้ว หลังจากรัฐบาลมีการขึ้นภาษีบุหรี่ขึ้นมาเมื่อ 16 ก.ย. 2560ทำให้คนไทยหันไปสูบบุหรี่หนีภาษี หรือยาเส้นที่มีราคาถูกกว่าแทน ทำให้ตัวแทนยี่ปั๊ว ซาปั๊วบุหรี่ของ ยสท. แทบไม่มีกำไร เหลือเพียงซองละไม่ถึง 1 บาท และเมื่อกระทรวงการคลังมาพิจารณาผลักภาระภาษีจากปัจจุบันที่ ยสท. ต้องช่วยเหลือเสียให้กับตัวแทนปีละ 600-700 ล้านบาท มาให้ร้านค้าต้องจ่ายแทนอีกก็จะเป็นการซ้ำเติมให้ร้านค้าให้แย่ลง และอาจต้องเลิกขายบุหรี่ไปในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการนี้ในระยะสั้นแม้จะเป็นการช่วยให้ ยสท. มีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดีต่อ ยสท. เอง เพราะร้านค้าคงหันไปขายบุหรี่นอกประเทศ ที่ราคาไม่แตกต่างกันแทน&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุธี ชวชาติ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จ.ลำปาง และตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ ตัวแทนภาคียาสูบจะมีการหารือเพื่อยื่นขอเสนอถึงรัฐบาลใหม่ใน 2 เรื่อง คือ ให้มีการทบทวนการขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไป หรือให้ทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดปีละ 5% เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัว ส่วนอีกเรื่องให้ทบทวนการผลักภาระการจ่ายภาษีเงินได้จาก ยสท. ไปให้ตัวแทนจำหน่าย เพราะจะทำให้ร้านค้าบุหรี่ได้รับผลกระทบ มีกำไรจากการขายบุหรี่ของ ยสท. ลดลงไปอีก ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบไปถึงชาวไร่ใบยาสูบด้วย เพราะเมื่อ ยสท.ขายบุหรี่ได้น้อย ก็จะรับซื้อใบยาจากชาวไร่ลดลงไปตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2562 ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการการปรับปรุงแก้ไขการเสียภาษีเงินได้ออกแทนให้ผู้ขายส่งและผู้ขายปลีกสินค้ายาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 &amp;nbsp;ยสท.จะไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ออกแทน ให้ผู้ขายส่งและผู้ขายปลีกสินค้ายาสูบแล้ว ดังนั้น ผู้ขายสินค้ายาสูบทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีหน้าที่นำเงินได้จากการขายสินค้ายาสูบมารวมคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้ายาสูบของ ยสท. มีภาระภาษีเงินได้เช่นเดียวกับการขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป และยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันทางการค้าระหว่างผู้ผลิตสินค้าบุหรี่ในประเทศและผู้นำเข้าสินค้าบุหรี่จากต่างประเทศ&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ยสท. มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้ายาสูบ ในอัตรา 12.5% ของกำไรของผู้ขายส่งไม่ว่าทอดใด และในอัตรา 10% ของกำไรของผู้ขายปลีก โดยผู้ขายสินค้ายาสูบที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ถือว่าภาษีเงินได้ที่การยาสูบฯออกแทนนั้นถือเป็นเครดิตภาษีของผู้ขายสินค้ายาสูบ และกรณีผู้ขายสินค้ายาสูบที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้จากการขายสินค้ายาสูบที่การยาสูบแห่งประเทศไทยได้ออกภาษีเงินได้แทนนั้น ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาคียาสูบแห่งประเทศไทย, ภาษีขาย, ยสท., ร้านค้าปลีก, เลิกขายบุหรี่ให้ยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาสูบเล็งขายกัญชาแทนบุหรี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.2562 นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจหลังการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40%ว่า ยสท.ได้ทำ 2 ด้านคู่ขนานกัน คือการเสนอข้อมูลให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาบังคับใช้การเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ในอัตรา 40% ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค.62 นี้ออกไป เพราะถ้าไม่มีการขยายเวลา ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาสูบลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้บุหรี่ของ ยสท. แพงขึ้น เป็นไม่ต่ำกว่า 93 บาทต่อซอง หรือเพิ่มขึ้นอีก 33 บาทต่อซอง เนื่องจากเนื้อภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 78 บาทต่อซอง และแม้ราคาจะแพงขึ้น ผู้บริโภคก็ไม่เลิกสูบ แต่จะไปสูบบุหรี่เถื่อนและยาเส้นมากขึ้น

&amp;ldquo;ถ้ารัฐไม่เลื่อนใช้ภาษี คาดว่า สัดส่วนในตลาดทั้งบุหรี่ไทยและนำเข้า กว่า 3.2 หมื่นล้านมวนต่อปี ก็จะลดลงเหลือ 1.9 หมื่นล้านมวน ขณะที่ของ ยสท. จากกำลังการผลิต 1.9 หมื่นล้านมวนก็จะเหลือแค่ 8,500 พันล้านมวนต่อปี ซึ่ง ยสท.จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ นอกจากขายบุหรี่ เราก็ต้องทำธุรกิจอื่น ซึ่งมีการเตรียมตัวไว้บ้างแล้ว&amp;rdquo;

นางสาวดาวน้อย กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายใหม่ ที่เปลี่ยนจากโรงงานยาสูบ เป็น นิติบุคคล ภายใต้ชื่อ ยสท. ทำให้ ยสท.สามารถทำธุกิจอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยมั่นใจว่าแม้จะได้รับผลกระทบจากภาษี 40% ยาสูบก็จะกลับมาทำกำไรได้ภายใน 3 ปี ที่ 2-3 พันล้านบาท โดยเบื้องต้นจะดำเนินการใน 5 แนวทาง คือ 1.เป็นหน่วยงานสนับสนุนการปลูกกัญชา-กัญชง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก กระบวนการผลิต ซัพพลายเออร์ และนำร่องใช้กัญชากับ โรงพยาบาลของ ยสท. ซึ่งอยู่ในกระบวนการยื่นขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

2.ดำเนินการขายยาเส้นและใบยา ซึ่งขณะนี้ ยสท.มีสต็อกที่รับซื้อจากเกษตรกร เพียงพอใช้ได้ถึงปี 2566 โดยทยอยขายลดสต็อกได้ไปแล้วกว่า 6 เดือน ซึ่งต้องค่อยๆทยอยดำเนินการ เพราะส่วนใหญ่เป็นใบยาที่รับซื้อมาในต้นทุนแพง เฉลี่ยบวกเพิ่ม 24 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถขายต่ำกว่าต้นทุนได้ หากจะขายต่ำกว่าต้นทุนต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

3.นำบุหรี่ไปขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ ยสท.ปรับโครงสร้างใหม่ มีฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด เน้นทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้นอีก 3-4 กอง ในการส่งออกบุหรี่ที่มีอยู่เดิม รวมทั้งคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ไปขายในต่างประเทศ 4.วางแผนการขายยาเส้น และ 5.ร่วมลงทุนกับบริษัทต่างประเทศ ในกระบวนการผลิตยาสูบ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับบริษทเอกชนในเวียดนามที่จะให้ ยสท.เข้าไปร่วมผลิตบุหรี่ เพื่อจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29767</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กม.กัญชา, กฎหมายยาสูบ, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c57051d31b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ยสท.” ครวญภาษีใหม่ฉุดยอดขายบุหรี่ลดฮวบ 50% แน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลไม่ขยายเวลาการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไป นอกจากทำให้ ยสท. ต้องปรับราคาขายบุหรี่ที่ราคาซองละไม่เกิน 60 บาท เป็นซองละมากกว่า 90 บาท แล้ว ทาง ยสท. ยังไม่สามารถรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรผู้ปลูกใบยาได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยสท.ยังไม่มีแผนที่จะซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ยาสูบตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพราะตอนนี้สต็อกใบยาสูบใช้ได้ถึงปี 2566 หากซื้อใบยาสูบจากชาวไร่มาเพิ่มอีกก็เท่ากับซื้อมาทิ้ง&amp;quot; น.ส.ดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% จะทำให้ยอดขายบุหรี่ของ ยสท. ลดลงอีก 50% จากที่ขายอยู่ได้ 1.8 หมื่นล้านมวนต่อปี จะเหลือ 8.5 พันล้านมวนต่อปี ยังไม่รวมกระทบกับกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขเรื่องบุหรี่ซองเรียบ และการห้ามผลิตบุหรี่รสเมนทอล ที่จะมีผลบังคับไม่ช้านี้ จะส่งผลกระทบยอดขายบุหรี่ของ ยสท. มากขึ้น เพราะปัจจุบัน ยสท. ผลิตบุหรี่ที่มีส่วนผสมของเมนทอลขายอยู่ในตลาดถึง 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ในฤดูกาลผลิต ปี 2561 ได้มีการรับซื้อไปแล้ว 50% จากที่เคยซื้อก่อนหน้า และได้มีการจ่ายเงินชดเชยให้บางส่วน เพื่อลดผลกระทบ สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2562 เป็นต้นจะไม่รับซื้อจากกว่าสต็อกจะลดลง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เป็นอย่างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า ตอนนี้ ยสท. ได้เร่งขายใบยาสูบในสต็อกให้กับผู้ผลิตบุหรี่ต่างประเทศ แต่มีปัญหาราคาใบยาสูบที่อยู่ในสต็อกของ ยสท. ราคาสูงกว่าตลาดปกติทั่วไปประมาณกิโลกรัมละ 24 บาท ทำให้การขายใบยาสูบทำได้ยากมาก เพราะ ยสท. เป็นหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนได้ ซึ่งหากสามารถขายใบยาสูบในสต็อกก็จะสามารช่วยรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เพิ่มบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยสท. และผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศเห็นตรงกันว่ารัฐบาลควรขยายเวลาการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ออกไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงชาวไร่ที่ปลูกใบยาสูบซึ่งเป็นเกษตรที่มีรายได้น้อยด้วย&amp;quot; น.ส.ดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2561 ยสท. มียอดจำหน่ายบุหรี่ทั้งสิ้น 1.85 หมื่นล้านมวน ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมียอดจำหน่ายบุหรี่ 2.88 หมื่นล้านมวน หรือลดลง 1.03 &amp;nbsp;หมื่นล้านมวน คิดเป็นลดลง 35.75% &amp;nbsp;แต่ยังสูงกว่าประมาณการ ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 1.47 พันล้านมวน หรือคิดเป็น 8.68 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มูลค่าการจำหน่ายบุหรี่ในปีงบประมาณ 2561 มีรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่กว่า 5.64 &amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมีรายได้ 7.54 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 1.89 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 25.15 % แต่ยังสูงกว่าประมาณการปีงบประมาณ 2561 &amp;nbsp;จำนวน 4.37 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 8.4 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในปีงบประมาณ 2561 ยสท. ยังคงมีกำไรสุทธิจำนวน 908 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะประสบภาวะขาดทุน แต่เนื่องจากมูลค่าการจำหน่ายสามารถทำได้สูงกว่า 8.4 % และ ยสท.พยายามควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและการบริหารได้ในระดับดี รวมถึงการรักษาต้นทุนวัตถุดิบ และมียอดการจำหน่ายเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังสามารถจำหน่ายใบยาสูบได้จำนวนหนึ่ง จึงทำให้ยังมีกำไร 908 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในปีงบประมาณ2560 ซึ่งมีกำไร 9.34 พันล้านบาท พบว่า กำไรลดลงถึง 8.43 พันล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 90.23 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลจากการที่บุหรี่ต่างชาติมีการปรับราคาใกล้เคียงบุหรี่ไทย ทำให้มีผู้สูบบุหรี่จำนวนหนึ่งหันไปบริโภคบุหรี่ต่างประเทศแทน ส่งผลให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ2561 ส่วนแบ่งทางการตลาดของบุหรี่ ยสท. ลดลงจาก 79.06% ในปีงบประมาณ 2560 ลดลงเหลือ 59.62%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28357</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย, ภาษีใหม่ฉุดยอดขายร่วง 50%, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุหรี่นอกอ้อนคลังขอซื้อหุ้น ยสท. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุหรี่นอกอ้อนคลังขอซื้อหุ้น ยสท. 35-100% ฟุ้งศักยภาพแกร่งพร้อมร่วมทุน ด้านผู้ปลูกใบยาภาคเหนือ เตรียมร่อนจดหมายเปลี่ยนผู้บริหารการยาสูบ


แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผู้บริหารกลุ่มบริษัท เจที อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายประเทศไทยรายใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เข้าพบเพื่อหารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวงวงศ์ รมว.การคลัง และผู้บริหารคลังที่เกี่ยวข้อง โดยทางกลุ่มบริษัทเจที ได้ยื่นข้อเสนอเข้าร่วมกิจการกับการยาสูบแห่งประเทศไทบ (ยสท.) โดยการเข้าซื้อหุ้นขั้นต่ำ 35% ถึง 100% เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาหลังจากอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ยสท. ประสบปัญหายอดขายตกลงมาก และการใช้กำลังผลิตโรงงานแห่งใหม่ก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มบริษัทเจทีฯ มั่นใจว่ามีความแข็งแกร่งด้านการร่วมทุนกับบริษัทบุหรี่ทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ และการร่วมทุนดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลได้เงินจากการร่วมทุนไปพัฒนาประเทศทันที รวมถึงจะช่วยยกประสิทธิภาพการบริหารงานของ ยสท. และช่วยชาวไร่จำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากที่ ยสท. ลดโควต้าการซื้อใบยาสูบเหลือเพียง 50% จากที่เคยรับซื้อก่อนหน้านี้

&amp;quot;รมว.การคลัง ได้บอกให้ทางกลุ่มเจทีฯ หารือการเข้าร่วมกิจการกับ ยสท. ได้โดยตรง เพราะตอนนี่เป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคลแล้ว และกฎหมายก็เปิดให้หาผู้ร่วมทุนได้&amp;quot; แหล่งข่าว กล่าว

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเจทีฯ ยังได้เสนอ รมว.การคลัง ได้ปรับปรุงอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ ที่ตอนนี่เก็บตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% ของบุหรี่ที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และ 40% ของบุหรี่ขายซองเกิน 60 บาท ในส่วนนี้ขอให้มีการขยับเส้นแบ่งราคาเป็น 75 บาท ซึ่งทาง รมว.การคลัง ได้ให้ทางกรมสรรพสามิตพิจารณาความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นกรมสรรพสามิตไม่เห็นด้วยกับการขยับราคาตามข้อเสนอของบริษัทผู้นำเข้าบุหรี่นอกที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทเสนอข้อเสนอในลักษณะนี้มาเช่นกัน

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ทางกลุ่มบริษัทเจทีฯ นอกจากเสนอขอเรียกร้องดังกล่าวกับกระทรวงการคลัง ยังได้ทำหนังสือไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาขอเสนอของบริษัทดังกล่าวอีกช่องทางหนึ่งด้วย

ด้านตัวแทนผู้ปลูกใบบายาสูบภาคเหนือ เปิดเผยว่า วันที่ 25 กันยายน เวลา 10:00 น ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบไทย จะไปยื่นหนังสือ ที่กระทรวงการคลังขอให้เปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ยสท และขอ ให้เพิ่มการรับซื้อยาสูบจากชาวไร่สำหรับฤดูกาลที่จะถึงนี้&amp;nbsp; โดยจะมีตัวแทนชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศ และ จะมีการยื่นสำเนา ของรายชื่อชาวไร่ที่ต้องการให้ปลดผู้ว่าการ ยสท. พร้อมทั้งจะส่งหนังสือขอเรียกร้องดังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18293</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่นอก, ยสท., รับซื้อหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7def04429.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
