<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดน 4 เดือนยอดพุ่งเติบโต 26%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.2564 &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านแดน ในช่วง 4 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) สามารถทำเงินเข้าประเทศได้มูลค่า 526,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.24% แยกเป็นการค้าชายแดน มูลค่า 295,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.78% โดยมาเลเซีย เพิ่ม 52.87% สปป.ลาว เพิ่ม 13.49% เมียนมา เพิ่ม 0.002% และกัมพูชา ลด 4.5% และการค้าผ่านแดน มูลค่า 230,839 ล้านบาท เพิ่ม 41.93% โดยจีน เพิ่ม 54.25% สิงค์โปร์ เพิ่ม 34.57% และเวียดนาม เพิ่ม 22.47%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปมาเลเซีย เช่น ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สปป.ลาว เช่น ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันดีเซล และรถยนต์นั่ง กัมพูชา เช่น เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เมียนมา เช่น เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำมันดีเซล เครื่องเทศและสมุนไพร ส่วนสินค้าส่งไปจีน เช่น ผลไม้ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ สิงคโปร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า เวียดนาม เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าปศุสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การค้าชายแดนและผ่านแดนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและทำงานอย่างหนักระหว่างกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ในรูปของ กรอ.พาณิชย์ ทั้งการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่ติดขัด การแก้ไขปัญหาด้านการขนส่ง การเร่งรัดเปิดด่าน ทำให้เราสามารถผลักดันการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน จนทำตัวเลขการส่งออกในภาพรวมเป็นบวกในช่วงวิกฤติโควิด-19 เพราะการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน ก็เป็นส่วนหนึ่งในตัวเลขส่งออกรวมของประเทศ&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดการเปิดด่านชายแดนให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีด่านทั้งสิ้น 97 ด่าน ปิดอยู่ 51 ด่าน เปิดเพียง 46 ด่าน ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ จะผลักดันให้มีการเปิดด่านที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการส่งออกสินค้า มีเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9 ด่าน ได้แก่ 1.ด่านแม่สาย จ.เชียงราย 2.ด่านบ้านแจมป๋อง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย 3.เชียงคาน จ.เลย 4.ด่านบ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย 5.ด่านท่าเรือหนองคาย 6.ด่านท่าเทียบเรือนครพนม 7.ด่านท่าเทียบเรือมุกดาหาร 8.ด่านบ้านปากแซง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี และ 9.ด่านบ้านท่าเส้น อ.เมือง จ.ตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหามาเลเซียล็อกดาวน์ มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยบ้าง เช่น ปัญหาเรื่องพริกเขียว ที่ส่งออกไปไม่ได้ แต่กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยเหลือแล้ว แต่ในภาพรวมการค้าชายแดนยังทำได้ดี และเมียนมา ที่ปัจจุบันมีปัญหาทางการเมืองในประเทศ การค้าชายแดน ที่เคยกระทบในช่วงแรก แต่ปัจจุบันได้กลับมาทรงตัว ส่วนปัญหาเรื่องการห้ามนำเข้าเครื่องดื่ม ไทยยังส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่เมียนมากำหนด คือ ทางเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน และประเมินว่าการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2564 จะทำได้มูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-6% และแค่ 4 เดือน ก็ขยายตัวสูงถึง 26.24% ถือว่าเกินเป้าไปมาก โดยยังไม่มีการปรับเป้า แต่จะทำตัวเลขให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งจะเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าชายแดนที่มีอยู่และเร่งรัดการเปิดด่านเป้าหมาย ซึ่งได้มีการประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัดที่มีด่านตั้งอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีด่านที่เปิดแล้วทั้งสิ้น 46 ด่าน จากทั้งหมด 97 ด่าน แยกเป็น เมียนมา 11 ด่าน จาก 21 ด่าน สปป.ลาว 14 ด่าน จาก 49 ด่าน กัมพูชา 12 ด่าน จาก 158 ด่าน และมาเลเซีย 9 ด่าน เปิดทั้งหมด โดยในส่วนของมาเลเซีย ที่มีการล็อกดาวน์ แต่ไม่มีการปิดด่าน การค้าชายแดนยังคงทำได้ปกติ และหากในระยะต่อไป สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันให้มีการเปิดด่านทั้งหมดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104914</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 เดือนแรก, กระทรวงพาณิชย์, ค้าชายแดน, ยอดขายพุ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e6ea537f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีโวยอดขายปี 61 โต 6% แต่กำไรวูบ 19%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2561 บริษัทมีผลประกอบการปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ซึ่งเป็นยอดขาย สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 184,965 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปีก่อน คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม ขณะที่ทำกำไรสำหรับปีนี้ได้ 44,748 ล้านบาท ลดลง 19% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวน และการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีแผนลงทุน 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 57,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบกำหนดออกทดแทน 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในโครงการที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงการลงทุนในส่วนของสตาร์ตอัพชั้นนำที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตอลประมาณ​ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10-15% และเน้นการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2562 เติบโต 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยคาดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตได้ 3-5% จากปีก่อนโต 3% โดยประเมินความต้องการใช้ปูนจะขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ดีซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ต้องรอผลเลือกตั้งให้มีความชัดเจนอีกครั้ง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 เอสซีจียังคงเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมาโต 9% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่สอง คือการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการออกแบบบรรรจุภัณฑ์รวมกับลูกค้า การให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะยาว เอสซีจีจะเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคตทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27952</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กำไรลด, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการปี 61, ยอดขายพุ่ง, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
