<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดเชื้อใหม่ใกล้5พันสังเวยโควิดทำนิวไฮ53ราย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - เพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 ว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่รวม 4,786 ราย จำแนกเป็นติดเชื้อใหม่ 4,659 ราย ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 127 ราย หายป่วยกลับบ้าน 2,415 ราย โดยมีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย.รวม 230,438 ราย และเสียชีวิต&amp;nbsp;เสียชีวิต 53 ราย #ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 #ศูนย์ข้อมูลCOVID19 #ประเทศไทยต้องชนะ #ฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติ #NewNormalชีวิตวิถีใหม่ #สมดุลชีวิตวิถีใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108108</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิวไฮ, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, สถานการณ์, เพจศูนย์ข้อมูล COVID-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbc1be824f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิวไฮอีกวัน&#039;ศบค.&#039;เผยยอดผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่พุ่ง745ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค. 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 745 ราย ประกอบด้วย ผู้ติดเชื้อในประเทศ 152 ราย แรงงานต่างด้าวโดยคัดกรองเชิงรุก 577 ราย ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศเข้าสถานกักกันที่รัฐจัดให้ (Quarantine Facilities) 16 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมในประเทศ ล่าสุดอยู่ที่ 8,439 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 4,342 ราย กลุ่มแรงงานต่างด้าว 2,037 ราย ส่วนผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 2,060 ราย โดยมีผู้ป่วยรักษาหายแล้ว 4,352 ราย เพิ่มขึ้น 15 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวันนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 65 ราย สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่เป็นชายไทย อายุ 56 ปี อาชีพรับจ้าง ภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.กรุงเทพฯ มีโรคประจำตัวความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงใน จ.สมุทรปราการ และ เขตคลองเตย กทม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88760</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่, ยอดผู้ติดเชื้อวันนี้, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff2a1c5441c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดจ่ออยู่หมัด ติดเชื้อขยับแค่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 2 รายจากนราธิวาส ยกบทเรียนเปิดเทอมฝรั่งเศสสัปดาห์เดียวพุ่ง 70 คน ยัน &amp;quot;ไทยชนะ&amp;quot; ใช้แค่ควบคุมโรค ปัดล้วงข้อมูลเอื้อประโยชน์อื่น แนะสถานบันเทิงหานวัตกรรมปลอดภัยรอคลายล็อก ข่าวดี! ไทยเตรียมทดลองวัคซีนโควิดในลิงสัปดาห์หน้า มีลุ้นปีหน้าได้ใช้ อภ.จับมือ สวทช.ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ คาดปี 64 ขึ้นทะเบียน-ต้นปี 65 จำหน่ายได้ &amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; อาละวาด WHO หุ่นเชิดจีน ขู่ระงับเงินช่วยเหลือถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 3,033 ราย หายป่วยสะสม 2,857 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 56 ราย อยู่ระหว่างรักษา 120 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 รายมาจาก จ.นราธิวาส เชื่อมโยงกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นพ่อที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 36 ปี เป็นลูกสาว และอีกรายเป็นชายไทย &amp;nbsp;อายุ 42 ปี เป็นลูกเขย ที่ไปเฝ้าไข้พ่อซึ่งป่วยเป็นโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.มีการตรวจครั้งหนึ่งแต่ไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำวันที่ 14 พ.ค.พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จากการสอบประวัติอาศัยอยู่ในบ้านกันแค่ &amp;nbsp;2 คน ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่น อย่างไรก็ตามตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 จนถึงวันที่ 18 พ.ค. จำนวน &amp;nbsp;3,031 ราย มาจากการขอเข้าไปตรวจเอง 1,585 ราย หรือ 52% รองลงมาคือ ติดตามผู้สัมผัส 1,186 &amp;nbsp;ราย หรือ 39% จะเห็นว่าหลังจากเราปรับเกณฑ์การเข้าตรวจเชื้อให้ง่ายขึ้น ทำให้มีผู้เดินทางมาตรวจมากขึ้น เพราะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สามารถตรวจได้กว่า 100 แห่ง หากใครมีอาการน่าสงสัยก็เข้าไปตรวจได้ฟรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 4,891,330 ราย เสียชีวิต &amp;nbsp;320,134 ราย มีข่าวที่น่าสนใจของโลกคือ จีนพบผู้ติดเชื้ออีก 5 ราย ที่มณฑลจี๋หลิน ทางการจีนจึงสั่งระงับบริการรถไฟโดยสารออกจากเมือง ผู้ที่ต้องการออกจากเมืองต้องมีผลการตรวจอายุไม่เกิน 48 &amp;nbsp;ชั่วโมงว่าไม่ติดโรค และมีมาตรการควบคุมในพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อเกาหลีเหนือและรัสเซีย ส่วนที่เกาหลีใต้ ทางการระบุว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในสถานบันเทิงย่านอิแทวอนได้แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ควบคุมได้เร็วคือการตรวจโรค การติดตามกลุ่มเสี่ยงอย่างรวดเร็ว และระบบติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฝรั่งเศส ภายหลังมีการคลายล็อกเปิดสถานศึกษาให้เด็ก 1 ใน 3 มาเรียน พบว่าในสัปดาห์เดียวมีการติดเชื้อ 70 ราย แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นนักเรียนหรือครู ดังนั้นเราต้องศึกษาและเรียนรู้จากประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ในวันที่ 19 พ.ค.จะมีคนไทยกลับจากเนเธอร์แลนด์ 34 ราย ฝรั่งเศส 40 &amp;nbsp;ราย ญี่ปุ่น 61 ราย จีน 33 ราย สหรัฐอเมริกา 216 ราย และวันที่ 20 พ.ค. รัสเซีย 78 ราย อาร์เจนตินา &amp;nbsp;อุรุกวัย บราซิล ซึ่งเป็นนักเรียนและนักศึกษา 58 ราย อินเดีย 219 ราย ชิลี 7 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทะเบียนใน www.ไทยชนะ.com เมื่อวันที่ 18 พ.ค.จนถึงเวลา 21.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียน 60,853 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 3,660,081 คน จำนวนการเข้าใช้งาน 5,562,344 คน ส่วนที่มีความกังวลว่าจะมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองนั้น กระทรวงสาธารณสุขมีเจตนาเพื่อควบคุมโรคและป้องกันโรคเท่านั้น ที่สำคัญข้อมูลของประชาชนจะอยู่แค่ 60 วัน ถ้าไม่มีการติดเชื้อข้อมูลเหล่านี้จะถูกลบไป ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ไม่ต้องกังวลใจ และขอให้กิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนปรนในระยะที่ 1 และ 2 มาลงทะเบียน เพื่อให้การติดตามโรคทำได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าขณะนี้มีร้านเสริมสวยเริ่มให้บริการดัด ย้อม ซึ่งกระทำนอกเหนือไปจากตัด สระ ไดร์ ที่ศบค.อนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตามประกาศฉบับที่ 7 อนุญาตให้เฉพาะตัด &amp;nbsp;สระ ไดร์ ส่วนการดัดและย้อมต้องใช้เวลาทำมากกว่า 2 ชั่วโมง จึงยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าเราทำตัวเลขได้ต่ำกว่าสองหลักไปนานๆ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 และ 4 จะทำอะไรได้มากขึ้น หากร้านเสริมสวยฝ่าฝืนหรือมีผู้ร้องเรียนมา โทษสูงสุดคือปิดร้าน แต่เราไม่อยากทำแบบนั้น จะเข้าไปตักเตือนให้ปรับปรุงก่อน
หานวัตกรรมปลอดภัยรอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงธุรกิจสถานบันเทิง ผับ บาร์ จะมีการผ่อนปรนในระยะที่ 4 หรือไม่ หรือจะปิดต่อเนื่อง &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการระบาดสูง พอมาเกิดกรณีในต่างประเทศยิ่งทำให้เรากังวลใจ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับปานกลาง จึงจัดไว้ให้อยู่ในกิจการ/กิจกรรมหลังๆ ที่จะเปิด ถ้าดูตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ &amp;nbsp;เรามีตัวเลขผู้ป่วยหลักเดียวยาวมาแล้ว 22 วัน หรือ 3 สัปดาห์ มีเพียงวันเดียวที่มีผู้ป่วยพุ่งขึ้นมา 18 &amp;nbsp;ราย แต่อยู่ในศูนย์กักแรงงานต่างด้าว อ.สะเดา จ.สงขลา ดังนั้นถ้าเราการ์ดไม่ตก มีตัวเลขหลักเดียวไปนานๆ ระยะเวลา 14 วันที่จะผ่อนปรนแต่ละระดับจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำหรับธุรกิจผับ บาร์ ระหว่างรอเปิดร้านให้ไปหานวัตกรรมใหม่ หรือดีไซน์ร้านสำหรับชีวิตวิถีใหม่ที่มีความปลอดภัย ให้ความมั่นใจแก่ทางการ ศบค. กระทรวงสาธารณสุขได้ว่า เมื่อไปนั่งแล้วจะไม่ติดโรคแน่นอน แล้วเสนอขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฏกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงยารักษาโรคโควิด-19 ว่า องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้วางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในภาวะวิกฤติและระยะยาว แม้จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระยะที่ 2 ยืนยันว่ามีจำนวนยาที่เพียงพอต่อการรักษาในประเทศไทย โดยมียาที่ใช้ร่วมกัน 7 รายการ ผลิตเอง 5 รายการ ประกอบด้วย 1.ยาคลอโรควิน รักษาโรคมาลาเรีย สำรองไว้ 1.8 ล้านเม็ด 2.ยาต้านไวรัสเอดส์สูตรผสม โลพินาเวียร์ และริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 30.6 ล้านเม็ด 3.ยาต้านไวรัสเอดส์ดารุนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด 4.ยาต้านไวรัสเอดส์ริโทรนาเวียร์ สำรองไว้ 1.9 ล้านเม็ด และ 5.ยาอะซิโธรมัยซิน ยาปฏิชีวนะใช้รักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย &amp;nbsp;สำรองไว้ 3.4 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยาอีก 2 รายการ คือ ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ได้จัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศแล้ว 1.09 ล้านเม็ด และยาฟาวิพิราเวียร์ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษา อภ.และกรมควบคุมโรคได้จัดซื้อแล้ว 1.87 &amp;nbsp;แสนเม็ดจาก 2 แหล่งผลิตหลัก โดยได้กระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว 1 แสนเม็ด ยังคงมียาสำรองในคลังของ อภ. 8.7 หมื่นเม็ด และจะส่งมอบเพิ่มเติมในเดือน พ.ค.เพื่อสำรองไว้อีก 303,860 เม็ด ซึ่งจะทำให้มียาฟาวิพิราเวียร์ใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจาก อภ.ได้มีการพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ โดยนำวัตถุดิบเข้ามาเพื่อพัฒนาให้เป็นยาเม็ดผลิตขึ้นเอง โดยเบื้องต้นอยู่ในการพัฒนาในห้องปฏิบัติการเพื่อหาสูตรยาที่เหมาะสม หลังจากนั้นจะมีการขยายฐานการผลิตกึ่งอุตสาหกรรม โดยจะต้องมีการผลิตยาไม่ต่ำกว่า 1 แสนเม็ด คาดว่าสามารถผลิตได้ในเดือน ม.ค.64 เมื่อยามีความคงตัวแล้ว หลังจากนั้นจะมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิผลและชีวสมมูล หลังจากนั้นปลายปี 64 จะมีการยื่นข้อมูลเพื่อขึ้นทะเบียนต่อไป ทั้งนี้ต้นปี 2565 คาดว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อนำออกจำหน่ายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนนั้น ภญ.นันทกาญจน์กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยได้ศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองอยู่ ขณะที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนได้ โดยอาจจะซื้อวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตได้แล้วมาแบ่งบรรจุ หรือนำเข้าเทคโนโลยีในการผลิตซึ่งยังต้องประเมินอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวมั่นใจว่ายาฟาวิพิราเวียร์จำนวน 4 แสนเม็ดจะเพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย โดยผู้ป่วย 1 รายใช้ยาประมาณ 70 เม็ดตลอดการรักษา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังไม่ปลอดภัยจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพราะยังมีผู้ป่วยรายใหม่ในบางวัน แสดงว่าเชื้อยังอยู่ในชุมชน ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยสะสม 3,033 คน กว่าร้อยละ 50 พบว่าติดเชื้อจากคนในบ้าน และอีกร้อยละ 20 ติดจากที่ทำงาน จึงแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อส่วนมากยังมาจากคนในครอบครัว ย้ำว่าการทำตามมาตรการของกระทรวงยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ
ไทยมีลุ้นได้ใช้วัคซีนปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข่าวดีสำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ล่าสุดงานวิจัย &amp;nbsp;&amp;quot;วัคซีนชนิด mRNA&amp;quot; ที่ศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ อว.มอบให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รับผิดชอบ ประสบความสำเร็จในระดับดีหลังทดสอบในหนูทดลองแล้ว โดยผลการคัดกรองเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย &amp;nbsp;ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าให้ผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Neutralizing antibody ในระดับที่สูงถึง 1: 3,000 ทั้งนี้กำลังเตรียมจะทดสอบในลิงในประเทศไทยสัปดาห์หน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ได้มีการประสานเตรียมการผลิตวัคซีนชุดแรกกับโรงงานผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อนำมาใช้ทดสอบในคนตามขั้นตอนมาตรฐานสากล รวมทั้งได้ประสานกับบริษัท Bionet Asia ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของไทย เตรียมการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ ซึ่งเชื่อว่าจะสำเร็จจนถึงขั้นสุดท้าย คือประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนด้วยเทคโนโลยี mRNA ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่มากที่สุดในประเทศไทยและนำมาใช้ช่วยคนไทยป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ให้ประเทศไทยดำเนินการเรื่องวัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อมีวัคซีนโรคโควิด-19 ใช้แล้ว ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอสำหรับคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้สั่งการให้ อว.ระดมกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้มีการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอ โดยใช้ 3 แนวทางควบคู่กันไป คือ การสนับสนุนการวิจัยในประเทศ, การร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ และการทำงานจตุรภาคีกับผู้ผลิต ภาควิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งได้ให้ทุนวิจัยเรื่องวัคซีนโควิด-19 แล้ว 5 โครงการในหลายสถาบัน ซึ่งหลายแห่งมีความก้าวหน้าจนถึงขั้นทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คือการบริหารจัดการให้แน่ใจว่าจะมีวัคซีนใช้งานได้อย่างรวดเร็วและจำนวนเพียงพอ ซึ่งต้องเตรียมการทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาและการผลิตควบคู่กันไป เช่น การเตรียมโรงงานเพื่อผลิตวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทดสอบในอาสาสมัคร รวมทั้งการวางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บริษัทผลิตวัคซีนในประเทศไทย ซึ่งต้องเตรียมการให้เหมาะสม จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับประเทศภายในปีหน้าได้หากประสบความสำเร็จ ขณะที่ปัจจุบันมีวัคซีนต้นแบบที่เข้าทดสอบในสัตว์ทดลองมากกว่า 150 ชนิด และอย่างน้อยมี 10 ชนิดที่เริ่มทำการทดสอบในอาสาสมัครแล้วอย่างน้อย 5 ประเทศ คือ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และแคนาดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นครเจนีวา องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมสมัชชาอนามัยโลกผ่านระบบทางไกลนาน 2 &amp;nbsp;วัน หารือเกี่ยวกับวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วมากกว่า 4,819,000 คน และเสียชีวิตกว่า 318,800 คน และหาฉันทามติเรื่องการไต่สวนอย่างอิสระ เป็นกลาง และครอบคลุมเรื่องการรับมือระหว่างประเทศ การประชุมเมื่อวันจันทร์ผู้นำและรัฐมนตรีชาติสมาชิกส่วนมากยกย่องความพยายามของ WHO แต่อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาโจมตีองค์กรนี้ว่า &amp;quot;ความล้มเหลว&amp;quot; ในการได้มาและจัดเตรียมข้อมูลทำให้ต้องสูญเสียชีวิตจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ทำหนังสือถึงทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp;WHO โจมตีองค์กรนี้ว่าเป็น &amp;quot;หุ่นเชิดของจีน&amp;quot; และขู่จะระงับเงินช่วยเหลืออย่างถาวร ทั้งจะทบทวนความเป็นสมาชิก หากองค์การอนามัยโลกไม่ทำการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเมื่อวันอังคาร ตอบโต้ว่าทรัมป์กำลังพยายาม &amp;quot;ป้ายสีจีน&amp;quot; และใช้จีนเป็นข้ออ้างปัดความรับผิดชอบและพันธะระหว่างประเทศที่มีต่อ WHO.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66385</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทดลองวัคซีนโควิด, ทดลองวัคซีนโควิดในลิง, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ล้วงข้อมูล, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไทยชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3de462b005.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โลกสังเวยโควิด ทะลุ3แสนราย! ทรัมป์เพ้อหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยอดสังเวยโควิด-19 ทั่วโลกเกิน 300,000 คนแล้ว &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; พาลจีนไปไกลถึงขั้นขู่ตัดความสัมพันธ์!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคโควิด-19 พบแพร่ระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว และเริ่มแพร่กระจายไปยังหลายประเทศเมื่อต้นปีนี้ ถึงขณะนี้มีผู้ติดเชื้อในมากกว่า 188 ประเทศและดินแดนแล้ว 4,444,670 รายตามข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ถึงช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้เสียชีวิต 302,493 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 1 แสนราย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 1,417,889 ราย, รัสเซีย 252,245 ราย, สหราชอาณาจักร 234,441 ราย, สเปน 229,540 ราย, อิตาลี 223,096 ราย, บราซิล 203,165 ราย, ฝรั่งเศส 178,994 ราย, เยอรมนี 174,478 ราย, ตุรกี 144,749 ราย และอิหร่าน 114,533 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี สหรัฐมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกภายใน 24 ชั่วโมง 1,754 ราย โดยยอดรวมในวันศุกร์ของสหรัฐเพิ่มเป็น 85,906 ราย สหราชอาณาจักรมีผู้เสียชีวิตมากรองลงมาที่ 33,693 ราย แต่เมื่อวันศุกร์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (โอเอ็นเอส) เปิดเผยข้อมูลใหม่ว่า มีผู้เสียชีวิตภายในบ้านพักคนชราที่อาจเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสนี้ถึง 12,526 คน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน และเตือนว่าจำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ด้วย หากดูจากจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 23,136 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านชาติยุโรปที่สถานการณ์หนักสุดก่อนหน้านี้และปัจจุบันรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เป็นลำดับ อิตาลีมีผู้เสียชีวิตแล้ว 31,368 คน, ฝรั่งเศส 27,428 คน และสเปน 27,321 คน ส่วนเยอรมนีเสียชีวิต 7,884 คน ขณะที่ประเทศนอกเหนือยุโรปและอเมริกาเหนือ บราซิลมีสถานการณ์หนักสุดที่มียอดเสียชีวิตเกินหมื่น โดยมีคนเสียชีวิตแล้ว 13,999 ราย สำหรับจีน ซึ่งเป็นชาติแรกที่พบการระบาดนั้น มีผู้เสียชีวิต 4,637 ราย จากผู้ติดเชื้อสะสม 84,029 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโทษจีนว่าปิดบังข้อมูลสถานการณ์ที่แท้จริงหลังพบไวรัสนี้ระบาดที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังพยายามปลุกกระแสทฤษฎีเรื่องไวรัสจากแล็บอู่ฮั่น รวมถึงล่าสุดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐยังกล่าวหาว่าจีนแฮ็กข้อมูลการพัฒนาวัคซีนและยาของสหรัฐ ซึ่งจีนปฏิเสธทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาทรัมป์ให้สัมภาษณ์ออกรายการของสถานีฟอกซ์บิสสิเนสเน็ตเวิร์ก บอกว่า เขาผิดหวังมากกับความล้มเหลวในการควบคุมโรคของจีน และโรคระบาดนี้ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเขาเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าที่เขาทำไว้กับจีนเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งคราวนั้นเขายกย่องว่าเป็นข้อตกลงการค้าที่ดีมาก แต่ตอนนี้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้ว หมึกที่ลงนามยังไม่ทันแห้งดี แล้วโรคระบาดก็เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐกล่าวด้วยว่า ณ เวลานี้เขาไม่ต้องการพูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยบอกว่าพวกเขามีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน ยิ่งกว่านั้น ทรัมป์ขู่ด้วยว่าเขาอาจตัดความสัมพันธ์กับจีนไปเลย &amp;quot;มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำได้ เราทำได้หลายอย่าง เราอาจตัดความสัมพันธ์ทั้งหมด&amp;quot; ทรัมป์กล่าวเมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องที่ ส.ว.รีพับลิกันรายหนึ่งเสนอให้ปฏิเสธวีซ่านักศึกษาจีนที่ศึกษาในภาคที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และควอนตัมคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ว่า การรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างมั่นคงเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ และจะเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้ทั้งจีนและสหรัฐควรร่วมมือกันมากขึ้นด้านการต่อสู้กับไวรัสนี้ด้วยกัน, การรักษาผู้ป่วย และการฟื้นฟูการผลิตของภาคเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องให้สหรัฐอยากทำงานร่วมกับเราในเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; โฆษกจีนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66047</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ยอดสังเวยโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe929d87422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐป้ายสีจีนแฮ็กข้อมูล 140ผู้นำโลกดันใช้วัคซีนฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยอดสังเวยโควิด-19 จ่อ 300,000 ศพ อนามัยโลกเตือนไวรัสโคโรนาอาจคงอยู่ตลอดไปและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ยันยอมรับไม่ได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อค้านเปิดประเทศ ทางการสหรัฐอเมริกากล่าวหาจีนพยายามแฮ็กข้อมูลยาและวัคซีน ขณะผู้นำทั่วโลกกว่า &amp;nbsp;140 คนลงนามจดหมายเรียกร้องวัคซีนและยาฟรีสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายใน 188 ประเทศและดินแดน มียอดสะสมที่ 4.364 ล้านรายแล้ว และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 297,491 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 1,390,764 ราย, อันดับ 2 รัสเซีย 252,245 ราย, อันดับ 3 สหราชอาณาจักร 230,985 ราย, อันดับ 4 สเปน 228,691 ราย, อันดับ 5 อิตาลี 222,104 ราย, อันดับ 6 &amp;nbsp;บราซิล 190,137 ราย, อันดับ 7 ฝรั่งเศส 178,184 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 174,098 ราย, อันดับ 9 ตุรกี &amp;nbsp;143,114 ราย และอันดับ 10 อิหร่าน 112,725 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 84,136 ราย เพิ่มขึ้นวันเดียวมากกว่า 1,800 ราย, อันดับ 2 สหราชอาณาจักร 33,264 ราย, อันดับ 3 อิตาลี 31,106 ราย, อันดับ 4 &amp;nbsp;สเปน 27,104 ราย, อันดับ 5 ฝรั่งเศส 27,077 ราย, อันดับ 6 บราซิล 13,240 ราย, อันดับ 7 เบลเยียม &amp;nbsp;8,903 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 7,861 ราย, อันดับ 9 อิหร่าน 6,783 ราย และอันดับ 10 เนเธอร์แลนด์ &amp;nbsp;5,581 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด และเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงสาธารณสุขแถลงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 752 คน ยอดสะสมเพิ่มเป็น 26,098 รายแล้ว เสียชีวิต 21 รายเท่าเดิม, ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 258 คน ยอดรวมเป็น 11,876 คน เสียชีวิตเพิ่ม 18 คน ยอดรวมเป็น 790 คน, มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 6,819 คน เสียชีวิต 112 &amp;nbsp;คน ส่วนอินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 568 คน เสียชีวิตเพิ่ม 15 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 16,006 คน &amp;nbsp;และเสียชีวิต 1,043 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทุเลาลงในหลายประเทศและรัฐบาลต่างๆ ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อ โดยองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) &amp;nbsp;ได้กล่าวเตือนอีกครั้งเมื่อวันพุธว่า ไวรัสนี้อาจไม่มีวันหายขาดไปจากโลกและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แบบเดียวกับไวรัสเอชไอวี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เรามีไวรัสชนิดใหม่เข้าสู่ประชากรมนุษย์เป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงยากที่จะทำนายว่าเราจะเอาชนะมันได้เมื่อใด&amp;quot; ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของดับเบิลยูเอชโอ แถลงที่นครเจนีวา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 มีประชากรเกินครึ่งโลกที่อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ดับเบิลยูเอชโอเตือนว่า ไม่มีทางที่จะรับประกันได้ว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดจะไม่กระตุ้นให้เกิดการแพร่เชื้อระลอกสอง &amp;quot;หลายประเทศอยากจะออกจากมาตรการที่แตกต่างกัน&amp;quot; ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูเอชโอกล่าว &amp;quot;แต่คำแนะนำของเรายังคงเป็นการขอให้ประเทศทั้งหลายคงความตื่นตัวในระดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีปัญหาขัดแย้งกับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เมื่อทรัมป์พยายามผลักดันให้สหรัฐอเมริกากลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเร็ว หวังจะพลิกฟื้นภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มกำลังมืดมัว ซึ่งตอกย้ำด้วยการคาดการณ์ของเจอโรม เพาเวลล์ &amp;nbsp;ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาว่า การชัตดาวน์ยืดเยื้ออาจก่อคลื่นของการล้มละลายที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวตอบโต้ ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อที่ได้รับการยอมรับในแวดวงระหว่างประเทศ และยังทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการรับมือโควิด-19 ให้รัฐบาลของเขา โดยบอกว่าคำกล่าวของเฟาซีที่ว่าการเปิดประเทศเร็วไปเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้นั้น เป็นคำพูดที่ &amp;quot;ไม่อาจยอมรับได้&amp;quot; และเขาไม่เห็นด้วยกับเฟาซีเรื่องการปิดโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่อไปอีก แทนที่จะเปิดได้ในเดือนกันยายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังทวีตโจมตีจีนซ้ำอีกว่า โลกต้องประสบกับโรคระบาดรุนแรงจากจีน และการทำข้อตกลงการค้าต่อให้มากถึง 100 ฉบับก็ไม่ได้สร้างความแตกต่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;(ซีไอเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกากล่าวโทษจีนว่า แฮกเกอร์จีนกำลังพยายามขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายาและวัคซีน แต่ทั้งสองหน่วยงานนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาในวันพฤหัสบดี จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงตอบโต้ว่า สหรัฐอเมริกาใส่ร้ายป้ายสีจีนอีกแล้ว พร้อมกับย้อนว่าหากดูจากประวัติในอดีต สหรัฐอเมริกาคือผู้ที่ปฏิบัติการปล้นทางไซเบอร์ทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุด และจีนมีเหตุผลให้ต้องกังวลมากกว่าว่าจะตกเป็นเป้าหมายการจารกรรมทางไซเบอร์ เพราะจีนกำลังเป็นผู้นำของโลกในการค้นคว้าวิจัยและรักษาโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงขณะนี้ยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโควิด-19 ได้ และวัคซีนป้องกันก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในหลายประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันมากกว่า 140 คนร่วมกันลงนามในจดหมายฉบับหนึ่ง เรียกร้องว่าวัคซีนโรคโควิด-19 ไม่ควรถูกจดสิทธิบัตรและความรู้นี้ควรแบ่งปันแก่ทุกประเทศ และทุกคนในโลกควรได้รับวัคซีนโดยเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้นำที่ร่วมลงนามในจดหมายนี้มีอาทิ ประธานาธิบดีไซริล รามาโพซา แห่งแอฟริกาใต้ และนายกฯ &amp;nbsp;อิมรอน ข่าน ของปากีสถาน เรียกร้องด้วยว่าสมัชชาอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชเอ) ที่จะประชุมใหญ่ประจำปีในสัปดาห์หน้าควรผลักดันแนวคิดนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65966</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ยอดสังเวยโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, โควิด 19, โควิด-19, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd49c6abd66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นเปิดกิจการสีเขียว หากยังคุมตัวเลขผู้ป่วยได้17พ.ค.ผ่อนปรนระยะ2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ กำชับอย่าประมาท ต้องคุมเข้มมาตรการต่อเพื่อจำกัดวงผู้ติดเชื้อควบคู่กับเยียวยา โดยให้มองไปอีก 3 เดือนข้างหน้าจะทำอย่างไร &amp;ldquo;สมช.&amp;rdquo; วางไทม์ไลน์หากยังคุมตัวเลขผู้ป่วยได้ 17 พ.ค.ถึงเวลาคลายล็อกกิจกรรมสีเขียว &amp;ldquo;หมอหนู&amp;rdquo; ชงยกเลิกบัญชีดำประเทศห้ามเข้าเพื่อหนุนเศรษฐกิจ นายกฯ ไฟเขียว &amp;ldquo;หมอทวีศิลป์&amp;rdquo; แจงไทยมีผู้ป่วยเพิ่มอีก 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือ ศบค. โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า เป็นการประชุมเต็มคณะภายหลังการประกาศขยายระยะเวลาการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไป ซึ่งนอกจากการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคแล้ว ต้องคำนึงถึงการปรับตัวเพื่อรับกระแสการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ถือว่าตอนนี้เป็นช่วงของการปรับตัว ได้มีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาที่มีคณะกรรมการครอบคลุมทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และความมั่นคง ซึ่งพอใจ การดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดทำให้ผู้ติดเชื้อลดน้อยลง แต่อย่าประมาท ต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดต่อไป ควบคู่ไปกับการทำงานของรัฐบาลที่ยังมีงานและปัญหาต้องแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ในการดำเนินการยังต้องเข้มงวด ผ่านการดำเนินการในเชิงรุก รวมทั้งควบคุมดูแลการเดินทางเข้าออกประเทศผ่านช่องทางต่างๆ ผู้เดินทางจะต้องผ่านมาตรการ State Quarantine และมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในที่ประชุมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการ อาทิ &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานถึงจำนวนผู้ป่วย ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว ผู้ป่วยในโรงพยาบาล และการตรวจหาผู้ป่วย วัคซีน รวมถึงผลสำรวจสถานที่ที่เปิดตามมาตรการผ่อนปรน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานกิจการ/กิจกรรมที่ได้เริ่มไปแล้วเมื่อ 3 พ.ค. และบางกิจการจะผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติมอย่างไร เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ, ร้านเฟอร์นิเจอร์, วัสดุก่อสร้าง, กิจการที่เกี่ยวข้องกับด้านสินเชื่อประกันภัยในห้างสรรพสินค้า กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงานด้านมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนว่ายังคงมีความเข้มข้น โดยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินตามข้อกำหนด ให้กำกับติดตามให้สถานประกอบการ พนักงาน และผู้ใช้บริการดำเนินการตามมาตรการที่ ศบค.กำหนด และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานถึงการนำคนไทยกลับจากต่างประเทศ ซึ่งมีคนไทยแสดงความประสงค์กลับไทย 45,147 คน แบ่งเป็นทางบก 25,660 คน และทางอากาศ 19,487 คน&amp;nbsp;
คุมเชื้อพร้อมเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้ายนายกฯ ได้กล่าวสรุปการสั่งการให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงความสมดุล และสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาต้องดำเนินการควบคู่กับมาตรการทางสาธารณสุข ไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ป่วยที่ลดลง แต่ต้องร่วมช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับผลกระทบ มีความยากลำบากในการดำรงชีวิต ต้องดูแลรอบด้านไม่ให้เกิดปัญหาท่ามกลางภาวะโควิด โดยขอให้ร่วมกันพิจารณาว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะดำเนินมาตรการอย่างไร ต้องช่วยเหลือเยียวยาและย้ำให้ทุกภาคส่วนทำความเข้าใจให้ตรงกัน ผ่านชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อป้องกันการบิดเบือนและไม่ให้เกิดความสับสนในสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ชมเชยประชาชนรวมถึงร้านค้า ผู้ประกอบการต่างๆ หลังจากที่ ศบค.ผ่อนปรนกิจการและกิจกรรม โดยภาพรวมส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีจำนวนน้อยลงเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีกิจการและประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ขอให้กลุ่มคนเหล่านี้ให้ความร่วมมือ เพราะถ้าไม่ร่วมมือจะทำให้เกิดการระบาดจนไม่สามารถควบคุมโรคได้ ทุกคนอย่าชะล่าใจต้องมีวินัย โดยนายกฯ ฝากไปยังคนในครอบครัว ชุมชนเดียวกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ว่ากล่าวตักเตือนให้ตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ รวมทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราช่วยดูแลทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แบบนี้อาจมีขโมยและเกิดการจี้ปล้นขึ้น ขอให้ตำรวจตรวจตราดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ถี่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ จัดระเบียบเรือโดยสารในคลองแสนแสบ เพราะหลังคลายล็อกดาวน์จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 5-6 พันคนต่อวันเป็นกว่า 10,000 ต่อวัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เพิ่มมาตรการทั้งเพิ่มเที่ยวเรือ ทำเครื่องหมายจุดยืนบนเรือและบนท่า รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย โดย 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 59 ปี อาชีพแม่บ้าน มาจากการค้นหาเชิงรุกใน จ.ยะลา &amp;nbsp;โดยสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ที่กลับมาจากมาเลเซีย ส่วนอีก 2 ราย เป็นชายไทย อายุ 46 ปี และ &amp;nbsp;51 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางกลับมาจากคาซัคสถานเมื่อวันที่ 2 พ.ค. และอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ โดยมีผู้โดยสารในเครื่องบินลำเดียวกัน 55 คน ขณะนี้อยู่ในการดูแลทั้งหมด ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 2,992 &amp;nbsp;ราย หายป่วยสะสม 2,772 ราย อยู่ระหว่างรักษา 165 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน ได้มอบแนวทางการทำงานว่า ขอให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านในเฟสต่างๆ ลดผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่มีทำให้เกิดความสำเร็จ สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ แต่ยังต้องดำเนินการเชิงรุก เข้มงวดการเข้าออกประเทศตามช่องทางต่างๆ ไม่ให้นำเชื้อจากต่างประเทศเข้ามา &amp;nbsp;และยังให้ความสำคัญกับสถานที่กักตัวของรัฐ ขอให้ดำเนินการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดไป อีกทั้งยังกำชับให้หน่วยงานต่างๆ ห้ามละเลย ต้องไปตรวจสถานที่ที่ได้รับการผ่อนปรนให้เป็นไปตามข้อกำหนด &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสั่งให้ ศบค.ติดตามผลกระทบจากมาตรการผ่อนคลาย แนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ โดยขอให้ศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ เก็บตกผู้ตกหล่นทั้งหลายให้เข้าถึงการเยียวยา รวมถึงดูแลเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนักให้ได้รับเบี้ยเลี้ยงตามสิทธิ์
17 พ.ค.ลุ้นเปิดธุรกิจสีเขียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ปลัด สธ.ได้นำเสนอให้คงมาตรการในประเทศให้เข้มข้น และตรึงการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศให้ได้ เพราะจะทำให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ที่เลขตัวเดียวและดีขึ้นกว่านี้ไปเรื่อยๆ ซึ่ง &amp;nbsp;ผอ.ศบค.ได้มีข้อชี้แนะให้หามาตรการและแนวทางเฉพาะของกิจการและกิจกรรม เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากจนเกิดความแออัด ต้องแก้ไขหากรถเสีย ขายตั๋วให้เหมาะกับสถานการณ์ &amp;nbsp;พร้อมยังสั่งให้ 20 กระทรวงประชาสัมพันธ์ภารกิจของตัวเองที่เชื่อมโยงกับ ศบค.ด้วย และที่ประชุมเห็นตรงกันในเรื่องการเหลื่อมเวลาทำงานของหน่วยราชการ ให้เหลื่อมเวลาหลายช่วง โดยให้นายวิษณุ &amp;nbsp;เครืองาม รองนายกฯ ไปดูว่าจะทำให้เหลื่อมเวลามากขึ้นได้หรือไม่ ส่วนการทำงานที่บ้านซึ่งเป็นนโยบายของ ครม.ต้องให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด 50% หรือมากกว่านั้น เพื่อช่วยลดการเคลื่อนย้ายคน รวมถึงสั่งการให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจรายงานผลทำงานเหลื่อมเวลาและการทำงานที่บ้านเข้ามา ขณะที่สถานศึกษามีการเตรียมขยายช่วงเวลาเปิดเรียนออกไป จะนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมเลขาธิการ สมช.ได้พูดไทม์ไลน์ในการผ่อนปรนระยะที่ 2 โดยตั้งตารางเวลาคร่าวๆ นั้น ในช่วงวันที่ 8-12 พ.ค.จะเป็นช่วงรับฟังความคิดเห็น ดูชุดข้อมูล สถิติ &amp;nbsp;สถานการณ์ และความเห็นต่างๆ จากนั้นวันที่ 13 พ.ค.จะซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการ วันที่ 14 พ.ค.ยกร่างมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 เสนอนายกฯ ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไร ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ไม่ทะลุขึ้นแบบผิดปกติในช่วงนั้น ในวันที่ 17 พ.ค.จะเริ่มออกมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 แต่กว่าจะวันที่ &amp;nbsp;17 พ.ค.เราต้องช่วยกัน เพื่อให้อีกสิบวันข้างหน้าเราจะได้เข้าสู่มาตรการระยะที่ 2 จะเป็นการผ่อนปรนกิจการขนาดใหญ่ และกิจการที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นเมื่อผ่อนปรนระยะที่ 1 แล้วไม่ทำให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ระยะที่ 2 ต้องเกิดขึ้นแน่นอน จึงต้องทำวันนี้ให้ดีซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า อธิบดีกรมควบคุมโรคเสนอเป้าหมายการค้นหาผู้ติดเชื้อในประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยตั้งเป้าหมายตรวจให้ได้ 6,000 รายต่อ 1 ล้านประชากร หรือประมาณ 400,000 ราย ขณะนี้ตรวจไปแล้วประมาณ 230,000 ราย เหลืออีก 170,000 ราย โดยจะตรวจในกลุ่มที่มีการขยายเกณฑ์ &amp;nbsp;เช่น มีอาการไข้ มีอาการคล้ายหวัด จมูกไม่ได้กลิ่น 85,000 ราย และอีก 85,000 รายจะไปหาในประชากรกลุ่มเสี่ยงคือ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ต้องขังแรกรับ แรงงานผิดกฎหมายที่อยู่ในสถานที่กัก &amp;nbsp;คนขับรถสาธารณะ พนักงานไปรษณีย์ พนักงานขนส่งสินค้า แรงงานต่างด้าว และอาชีพเสี่ยงต่างๆ โดยจะไปสุ่มตัวอย่างกระจายในทั่วประเทศ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้ผลกว่าการตรวจแบบหว่านแห&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ในที่ประชุม รมว.กต.ได้รายงานหลักเกณฑ์การนำคนไทยกลับจากต่างประเทศ กลุ่มแรกคือกลุ่มด่วนที่สุด จะเป็นกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ คนป่วย คนที่ตกค้างจากสนามบินต่างๆ วีซ่าหมดอายุ นักท่องเที่ยวตกค้าง กลุ่มนี้จะได้กลับมาก่อน กลุ่มที่สอง กลุ่มด่วนมาก คือ พระสงฆ์ที่ไปธุดงค์ นักเรียน นักศึกษา และคนที่ตกงาน
พร้อมเลิก ปท.บัญชีดำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ.เสนอที่ประชุมว่า สถานการณ์การติดเชื้อในหลายประเทศดีขึ้น ควรปรับรายชื่อประเทศที่ถูกประกาศเป็นเขตโรคติดต่ออันตราย เพื่อให้ความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจสังคมใกล้ชิดขึ้น โดยนายกฯ และที่ประชุมเห็นชอบ แต่ต้องดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามขั้นตอน การเดินทางเข้าประเทศต้องดำเนินตามมาตรการที่ยังเข้มข้นอยู่ &amp;nbsp;นอกจากนี้นายกฯ ยังเพิ่มเติมเรื่องการลงทุนเพื่อศึกษาวัคซีนร่วมกันในกลุ่มอาเซียน เพื่อให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนักธุรกิจ &amp;nbsp;การกู้ซอฟต์โลนที่ยังมีปัญหา ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข ขณะที่เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะนี้นายกฯ ได้รับแผนจาก 20 ผู้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาแล้ว เห็นว่ามีโครงการละเอียดในหลายเรื่องที่สามารถลงไปในระดับพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้ นายกฯ ระบุว่าอาจต้องใช้แนวทางต่างๆ &amp;nbsp;เหล่านี้ประกอบกันเพื่อให้เกิดขับเคลื่อนและฟื้นฟูกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการทำงานของ ศบค.เป็นการทำงานแบบวงกว้าง นำทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายประจำ ฝ่ายการเมือง &amp;nbsp;ภาคธุรกิจที่มี 20 นักธุรกิจระดับประเทศและโลกมาช่วยกันด้วย รวมถึงคณะที่ปรึกษาด้านนักวิชาการ ซึ่งมีความสำคัญมากมาประกอบกัน เราผ่านตรงนี้มาได้ด้วยทีมไทยแลนด์ ต้องภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเรา เรามีคนที่มีความเก่งกล้าสามารถหลากหลาย ทุกคนยังต้องพึ่งพาอาศัยกัน นายกฯ ยังขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ เพราะแม้เราจะมีคนเก่งมากมายเพียงใด แต่ความร่วมมือของทุกคนเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จสูงสุด&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวถึงการคงมาตรการเคอร์ฟิวว่า ขณะนี้ขยายถึงวันที่ 30 พ.ค.ซึ่งอาจขยายออกไปหรือลดลงก็ได้ อยู่ที่ที่ประชุมจะมีการประเมินโดยฟังจากคณะแพทย์เป็นหลัก เพราะเคอร์ฟิวยังจำเป็นอยู่
สธ.ลุยเร่งตรวจเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง 4 พ.ค. มีการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการ 230,000 ตัวอย่าง เมื่อเทียบประชากร 1 &amp;nbsp;ล้านคน พบว่าตรวจไปมากกว่า 3,400 ตัวอย่างต่อประชากร 1 ล้านคน มากกว่าประเทศที่ควบคุมโรคได้ดีไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยไทยจัดอยู่ในประเทศที่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการระดับปานกลาง โดยมีผลลัพธ์ในการป้องกันควบคุมโรคที่อยู่ในเกณฑ์ดี&amp;nbsp;
นพ.สุวรรณชัยกล่าวอีกว่า ได้มีข้อสั่งการให้เร่งการตรวจในห้องปฏิบัติการ โดยได้ตั้งเป้าว่าภายใน &amp;nbsp;1-2 เดือนนี้จะเร่งรัดให้มีการตรวจ 6,000 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน โดยจะคำนวณการตรวจตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.สะสมต้องมากกว่า 400,000 ราย ภายใต้การตรวจในสถานพยาบาลที่ตรวจผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าเข้าเกณฑ์ เราสามารถตรวจภายใน 1 เดือนได้ถึง 75,000-80,000 ราย โดยอีกส่วนจำนวน 85,000 ราย จะเป็นในส่วนของการเฝ้าระวังเชิงรุก ซึ่งจะกระจายการตรวจไปยัง 77 จังหวัด ทั้งนี้ ทุกจังหวัดแม้จะมีประชากรน้อยหรือไม่มีความเสี่ยง ก็จะต้องตรวจไม่น้อยกว่า 400 ราย จังหวัดที่มีประชากรมากและมีความเสี่ยง เช่น กทม.ไม่น้อยกว่า 15,000 ราย&amp;nbsp;
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบค.ถึงความคืบหน้าการศึกษาและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ว่า เราได้ดำเนินการให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติไปหารือมหาวิทยาลัยต่างๆ และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีนแล้ว ซึ่งได้เน้นย้ำว่าการทำเอ็มโอยูดังกล่าวเราต้องไม่เสียเปรียบ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเข้าถึงพร้อมกันและได้รับความความยุติธรรมเท่ากัน.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65331</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, บัญชีดำประเทศห้ามเข้า, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดกิจการสีเขียว, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200507/image_big_5eb404707f9bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วยใหม่เพิ่ม1ติดเชื้อจ่อเป็นศูนย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เฮทั้งประเทศ! พบติดเชื้อเพิ่มแค่ 1 ราย ศบค.ย้ำต้องมีสติ-ร่วมมือกัน 100% คาด 2 เดือนปลอดโควิด&amp;nbsp;สธ.แจงสาเหตุตรวจเชื้อยะลาผิดพลาด รู้ผลรอบสาม 6 พ.ค. กมธ.สาธารณสุขสภาจ่อเรียกสอบ ชี้เรื่องใหญ่กระทบเชื่อมั่นประเทศ กห.เตรียมโรงแรม 7 แห่งชลบุรีกักตัวคนไทยกลับจากต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า &amp;nbsp;สถานการณ์ในประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อยู่ใน จ.นราธิวาส มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน มีอาการไข้ น้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบเมื่อวันที่ 25 เม.ย. จากนั้นไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งใน จ.นราธิวาส และตรวจพบโควิด-19 ในวันที่ 4 พ.ค.มีประวัติไปร่วมศาสนพิธีในต่างประเทศ และยังมีการสัมผัสในครอบครัว ชุมชน ซึ่งยังต้องหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป ยังไม่เจาะจงสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,988 ราย หายป่วยสะสม 2,747 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่ จ.ยะลา ขอให้รอผลอีกสักนิด เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ต้องเก็บตัวอย่างและทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) &amp;nbsp;จะประชุมเพื่อหาแนวทางคลายข้อสงสัยให้เห็นถึงมาตรฐานของการปฏิบัติการ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการตรวจเชื้อนั้น เรื่องนี้ สธ.ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งตามนโยบายที่ให้เพิ่มปริมาณห้องปฏิบัติการจะต้องเพิ่มคุณภาพไปด้วยกัน &amp;nbsp;แต่ยอมรับว่าการปฏิบัติทุกอย่างมีเรื่องต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกัน แล็บที่เปิดใหม่กับแล็บที่เปิดมา 3-4 &amp;nbsp;เดือนมีข้อจำกัด แต่ผู้บริหารให้ความสำคัญจึงคิดในหลายระบบ แล็บใหม่อาจต้องตรวจสองแล็บ และแล็บอ้างอิงในส่วนกลางเพื่อความมั่นใจของประชาชน ต้องทำทุกอย่างเพื่อความมั่นใจของประชาชน &amp;nbsp;เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าข้อต่อเชื่อมไม่สนิท หลวมเมื่อไหร่จะขับเคลื่อนไม่ได้ เราจะนำข้อห่วงใยไปสู่การพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าสถานที่ที่พบเชื้อมากที่สุด ได้แก่ ในศูนย์กักกัน รองลงมาคือ การสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า การค้นหาเชิงรุก ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้และสถานที่ชุมชน ขณะที่ปริมาณการตรวจหาเชื้อตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.มีมากถึง &amp;nbsp;50,741 ราย พบผู้ติดเชื้อ 767 ราย คิดเป็นความสามารถในการค้นหา 1.51%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ในหัวข้อ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ที่ สธ.ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำการสำรวจประชาชน 99,865 ราย จำนวน 4 ครั้ง ตลอดเดือนเมษายน ที่ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า พบว่า 99.8% เข้าใจว่าควรทำมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติอย่างไร และ 93.8% คิดว่า มาตรการนี้ช่วยลดการแพร่ระบาดได้ ส่วนพฤติกรรมป้องกันตัวเองของประชาชน พบว่าการใส่หน้ากากอนามัยมีเพิ่มสูงขึ้นและคงที่อยู่ที่ 91.2% การล้างมือด้วยสบู่ เจลแอลกอฮอล์คงที่อยู่ที่ 87.2% ขณะที่การกินร้อนช้อนตัวเองเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.1% การรักษาระยะห่างลดลงอยู่ที่ 65.3% ไม่เอามือจับหน้า จมูก &amp;nbsp;ปาก อยู่ที่ 62.9% เราอยากให้ความร่วมมือของประชาชนเกิน 90% ขึ้นไปเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
มีสติ-ร่วมมือ 2 เดือนไร้โควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอฝากว่าในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เน้นย้ำเสมอว่าตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ 1 รายวันนี้มาจากพฤติกรรมเมื่อ 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งเราร่วมมือกันจึงทำให้ได้ตัวเลขแบบนี้ แต่หลายคนมีความกังวลใจกันมาก รวมถึงผม ว่าใน 7-14 วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ที่แล้วมาไม่เป็นไร แต่วันนี้ต้องมีสติตลอดเวลา &amp;nbsp;อย่างน้อยที่สุดใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง รวมถึงเวลาออกไปร้านค้าก็ให้ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา คอยแนะนำร้านค้าด้วยไมตรีจิต ให้เป็นไปตามมาตรการ เราต้องพึ่งกันและกัน ต้องร่วมมือกัน 100% เพราะจะทำให้เราไม่มีตัวเลขผู้ป่วยอีก ถ้ายกระดับเป็นขั้นๆ เต็มที่คือ 2 เดือนเท่านั้นเราจะปลอดโรคและปลอดภัยกันทุกคน&amp;quot; โฆษก ศบค.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า คาดว่าวันที่ 6 พ.ค.นี้จะรู้ผลยืนยันกรณียะลาจากการตรวจซ้ำรอบสาม ซึ่งขณะนี้ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ กำลังนำตัวอย่างของสารคัดหลั่งของทั้ง 40 คนส่งมาตรวจหาเชื้อรอบสามที่ห้องปฏิบัติการในกรุงเทพฯ โดยอยู่ระหว่างเดินทาง น่าจะมาถึงคืนนี้และจะใช้เวลาตรวจไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ก็ย้ำว่าต้องทำอย่างรอบคอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสารคัดหลั่งที่นำมาตรวจ ประกอบด้วย สารคัดหลั่งเก่าที่เคยตรวจในสองรอบก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;และสารคัดหลั่งใหม่ ผู้ใกล้ชิดทั้ง 40 คนเบื้องต้นได้กักตัวไว้ บางส่วนได้ตรวจหาเชื้อไปแล้ว หากผลยืนยันว่าติดเชื้อต้องตรวจหาผู้ใกล้ชิดทั้งหมด พร้อมชี้แจงสาเหตุความผิดพลาดของผลตรวจว่า ปกติแล้วการตรวจหาเชื้อแต่ละครั้งจะมีการสอบทานผลตรวจจากสองทาง คือนำสารไปผสมกับน้ำเปล่าที่ต้องไม่เจอเชื้อ และนำไปผสมกับตัวเชื้อที่ต้องเจอเชื้อเช่นกัน แต่ในกรณีนี้ผลตรวจกับน้ำเปล่ากลับพบเชื้อ &amp;nbsp;ห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่ยะลาจึงต้องยุติการตรวจตามหลักการที่กำหนดไว้ และเจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบว่าความผิดพลาดนี้มาจากอะไร ซึ่งคงมาจากอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง ที่ประกอบด้วย จากทีมผู้ตรวจ จากระบบ และจากเครื่องตรวจหาเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การตรวจเชื้อที่ผิดพลาดเคยเกิดขึ้นแล้ว ขอย้ำว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นอีกได้ &amp;nbsp;เพราะการตรวจเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ผลถูกต้องทุกครั้ง แต่ยืนยันว่าห้องปฏิบัติการที่ยะลามีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;เคยตรวจกลุ่มเสี่ยงมาแล้ว 4,000 คน ซึ่งผลแม่นยำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า ปัจจุบันมีการตรวจหาเชื้อจากกลุ่มเสี่ยงโรคโควิด-19 ไปแล้ว 227,860 ตัวอย่าง จากห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่มีอยู่ 150 ห้อง โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้วที่ตรวจได้ถึงวันละ &amp;nbsp;6,000 ตัวอย่าง เพิ่มขึ้นจากต้นเดือน เม.ย.ถึงสองเท่า ส่วนวิธีการตรวจที่เป็นการเก็บสารคัดหลั่ง จากบริเวณจมูกและคอมาตรวจ แม้จะมีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจ และมีต้นทุนสูง แต่ยังเป็นวิธีตรวจหาเชื้อที่ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ตแจ้งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.-4 พ.ค.63 มีผู้ติดเชื้อยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 220 ราย (ไม่พบรายใหม่) โดยผู้ติดเชื้อได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน 179 ราย (กลับบ้านเพิ่ม 2 ราย) เสียชีวิต 2 ราย กำลังรักษาพยาบาลอยู่ 38 ราย ในจำนวนนี้อาการรุนแรง 1 ราย ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 5,183 ราย (รายใหม่ 168 ราย) โดยยังคงรักษาพยาบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp;85 ราย (เป็นผู้ติดเชื้อยืนยัน 38 ราย อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 47 ราย) กลับบ้านแล้ว 5,098 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;9,218 ราย (พบเชื้อ 220 ราย) เป็นผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสม 5,183 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;(พบเชื้อ 182 ราย) และเป็นผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อจากการคัดกรองเชิงรุก 4,035 ราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;(พบเชื้อ 38 ราย)
ยะลาปัดแล็บตรวจพลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มัสยิด หมู่ที่ 9 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทีมสอบสวนโรคจากโรงพยาบาลบันนังสตา สาธารณสุขอำเภอบันนังสตา ได้ลงพื้นที่ทำการตรวจสแกนหาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการเชิงรุก หลังจากที่ในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้พบผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้จำนวน 22 ราย หมู่ที่ 4 จำนวน 5 ราย หมู่ที่ 5 อีก 5 ราย รวมเป็น 31 ราย จังหวัดยะลาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาจึงต้องเปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้สัมผัส เป้าหมายทั้งตำบล 838 คน ซึ่งประชาชนให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ในช่วงของเดือนรอมฎอน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำเป็นต้องมาเก็บตัวอย่างในช่วงกลางคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สงกรานต์ ไหมชุม สาธารณสุขจังหวัดยะลา กล่าวว่า กรณีของ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา ยืนยันว่าไม่ได้มีการปกปิดข้อมูล เพราะจังหวัดยะลาต้องการควบคุมโรคให้เร็ว จึงเปิดปฏิบัติการเชิงรุก และทำให้พบผู้ป่วยยืนยัน 40 คนในการตรวจผลปฏิบัติการครั้งแรกที่ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลยะลา ซึ่งมี 24 &amp;nbsp;คน เป็นชาวตำบลบาโงยซิแน ซึ่งเป็นการพบการติดเชื้อเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์แบบก้าวกระโดด&amp;nbsp;ทำให้สาธารณสุขจังหวัดยะลาต้องขอตรวจซ้ำในห้องปฏิบัติการที่ 2 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดสงขลา ผลตรวจเป็นลบ ไม่พบการติดเชื้อ แต่เพื่อความแม่นยำจึงส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ 3 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์กรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของห้องปฏิบัติการ แต่อาจเป็นไปได้ในทางเทคนิคที่เป็นผลสงสัยว่าอาจจะเป็นบวก เนื่องจากในช่วง 10 วันที่ผ่านมาห้องปฏิบัติการที่ยะลาต้องตรวจกว่า 3 พันตัวอย่าง และเจ้าหน้าที่เพียง 8 คน จึงให้มีการพักชั่วคราว และตรวจสอบระบบใหม่ทั้งหมด ขณะที่ผู้ป่วย 40 คนยังคงอยู่โรงพยาบาล เพื่อทำการสอบสวนโรคจนกว่าจะมีผลยืนยันว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธราวุธ ช่วยเกิด นายอำเภอบันนังสตา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตรวจไป 5 อำเภอ ทั้งอำเภอเมืองยะลา, รามัน, ธารโต, ยะหา และบันนังสตา ที่มีการเก็บตัวอย่างมากสุดกว่า 2 พันคน และก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อแล้ว 72 คน ต้องเก็บตัวอย่างผู้สัมผัส 1,400 คนให้เสร็จภายใน 3 วันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า ในฐานะแพทย์และที่ปรึกษา กมธ.ฯ เห็นว่าห้องแล็บที่ให้ผลตรวจผิดพลาดเชื่อถือไม่ได้เช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้ในประเทศไทย เพราะสร้างความเสียหายใหญ่หลวง &amp;nbsp;เนื่องจากการแจ้งผลตรวจเป็นบวกหรือเป็นลบมีผลต่อการควบคุมโรค การป้องกันหรือรักษาโรค&amp;nbsp;มีผลต่อจิตใจของผู้รับการตรวจ เสียงบประมาณ เสียเวลา ซึ่ง สธ.ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมทราบ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีคนคิดไปว่าทางราชการกลบเกลื่อนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย คนไทยหรือชาวต่างประเทศอาจจะไม่เชื่อถือตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่เสนอมาตั้งแต่ต้นได้เพราะความผิดพลาดครั้งนี้ และการตรวจครั้งที่ 3 เป็นเรื่องจำเป็นมาก กมธ.สาธารณสุขจะตรวจสอบเรื่องนี้ โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงใน กมธ.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เรื่องผลตรวจการติดเชื้อที่ยะลาหากชี้แจงไม่เคลียร์จะกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้เกิดคำถามว่าตัวเลขก่อนหน้านี้และกรณี จ.ยะลา เราเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ศบค.ต้องมีคำตอบให้ประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี เป็นประธานประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหัวหน้าหลายส่วนราชการในพื้นที่ เตรียมการรองรับคนไทยที่ทยอยเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงลงท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และยังได้ร่วมพิจารณาแผนการใช้โรงแรมในพื้นที่อีก 7 แห่ง จำนวน 2,500 ห้อง เพื่อหมุนเวียนรองรับเป็นพื้นที่กักควบคุมโรคแห่งรัฐเพิ่มเติม จากโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ซึ่งมีอยู่เดิม โดยปัจจุบันมีผู้เข้าพักกักควบคุมโรคแล้วจำนวน 577 ห้อง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65161</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทบเชื่อมั่นประเทศ, ตรวจรอบ3, ตรวจเชื้อยะลาผิดพลาด, ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19, สาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb16b7577841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
