<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ในหลวง พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบทหารพราน-ตร.บาดเจ็บ เหตุก่อการร้ายในภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายภิรมย์ นิลทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา &amp;nbsp; เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบอาสาสมัครทหารพราน สมศักดิ์ กาแก้ว อาสาสมัครทหารพราน บาซีต พรหมปลัด ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน 4105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 41 ขณะทำการลาดตระเวน เหตุเกิดบริเวณบ้านดือระ หมู่ที่ 8 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายภิรมย์ นิลทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ&amp;nbsp;พระบรมราชินี ไปมอบดาบตำรวจ รักพงษ์ อารีรัตน์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการที่เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดนราธิวาส ได้ติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส&amp;nbsp;และได้ยิงปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การได้รับพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118857</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารพราน, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ยะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c284f84b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วนยะลา! เผาวงจรปิดล่อเจ้าหน้าที่ วางบึ้มตลบหลัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.64 - ร.ต.อ.ซุลกิฟลี ระเซาะ &amp;nbsp;รอง สว.(สอบสวน)สภ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุ &amp;nbsp;คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ลอบวางระเบิด จนท.ทหาร ฉก.ทพ.30 ขณะออก ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ จุดลอบผากล้องวงจรปิด &amp;nbsp;ทำให้ จนท.ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย สาหัส 1 นาย คือ 1.อส.ทพ.สมศักดิ์ &amp;nbsp;กาแก้ว 2.อส.ทพ.บาซีต &amp;nbsp;พรหมปลัด &amp;nbsp; เหตุเกิดบริเวณ เส้นทาง &amp;nbsp;บ้านเงาะกาโป ม.3 &amp;nbsp; ต.เขื่อนบางลาง &amp;nbsp;อ.บันนังสตา &amp;nbsp;จ.ยะลา ห่างจากจุดเผากล้องวงจรปิด พ.ต.อ.ธีรพจน์ &amp;nbsp;ยินดี &amp;nbsp;ผกก.สภ.บันนังสตา พร้อมกำลังตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที พร้อมกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปเกรงจะมีลูกระเบิดลูกที่สอง ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่ง รพ บันนังสตา และส่งต่อ รพ ยะลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนทราบว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 22:11 น ที่ผ่านมาคนร้าย ไม่ทราบชื่อและจำนวน ใช้ผ้าชุบน้ำมัน แล้วจุดไฟเผา กล้องโทรทัศน์วงจรปิด(cctv) ที่ตั้งบริเวณศาลา แยกบ้านสนามบิน หมู่ที่ 1 ไปบ้านดาแลแปหมู่ที่ 6 ห่างจากจุดเผาเมื่อเดือนที่แล้วประมาณ120เมตร &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างออกตรวจที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิดแบบเร่งด่วน ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านความมันคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง โจรใต้เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากกรณีเจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายอัซมัน หะมะ และนายอาฮามัด แลแร ผกร.ป.วิอาญา ที่ถูกจับกุมเมื่อ 24 ก.ย. 64 ได้ให้การยอมรับว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้ ภายใต้การสั่งการโดย BRN เตรียมการก่อเหตุครั้งใหญ่ในพื้นที่ 3 จชต. เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ในการจับกุมปะทะวิสามัญในห้วงที่ผ่านมา ทำให้แกนนำ RKK หน.ปฏิบัติการ เสียชีวิตหลายคน มีการประชุมสั่งการให้แนวร่วม RKK ร่วมตัวก่อเหตุในพื้นที่ อ.จะแนะ อ.บาเจาะ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส โดยจะก่อเหตุ ด้วยการลอบยิง ซุ่มยิง และลอบวางระเบิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา ให้เฝ้าระวังการป่วนขว้างระเบิดไปบอมบ์ใส่ฐาน และรถจักยานยนต์คาร์บอม ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนร้ายนำไปเตรียมประกอบระเบิดคาร์บอม นำมาก่อเหตุในพื้นที่ ขอให้พี่น้องประชาชนเฝ้าระวัง พบบุคคล วัตถุต้องสงสัยหรือพบจักรยานยนต์ต้องสงสัย โปรดแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบโดยทันที ท่านสามารถลดความสูญเสียได้เพียงแค่หยิบโทรศัพท์ช่วยแจ้งเบาะแส ข่าวสารต่อเจ้าหน้าที่ใกล้บ้านท่าน หรือสามารถแจ้งหมายเลข 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118605</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป่วนใต้, ยะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_61594c3f51e44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดตายตํ่าร้อย/ยะลาระบาดหนัก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในไทยถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อมีผู้เสียชีวิตรายวันต่ำกว่าร้อย &amp;nbsp; ศบค.รายงานยอดผู้เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ลดลงเหลือ 87 ราย ติดเชื้อใหม่ 11,375 คน ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังระบาดรุนแรง ยะลาทุบสถิติติดเชื้ออันดับ 2 ของประเทศรองจาก กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,375 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 11,174 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,245 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 929 ราย, จากเรือนจำและที่ต้องขัง 184 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 17 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,626,604 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม 13,127 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดรวมหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 1,496,273 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 113,394 ราย อาการหนัก 3,124 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 725 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 87 ราย เป็นชาย 44 &amp;nbsp;ราย หญิง 43 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 60 ราย มีโรคเรื้อรัง 23 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 16,937 ราย ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 1 ต.ค. 796,583 โดส ยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่ 28 ก.พ.64 จำนวน 54,581,395 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 235,063,766 ราย เสียชีวิตสะสม 4,805,700 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,241 ราย, ยะลา 738 ราย, สมุทรปราการ 646 ราย, ชลบุรี 638 ราย, นครศรีธรรมราช 524 ราย, &amp;nbsp;นราธิวาส 495 ราย, ระยอง 451 ราย, &amp;nbsp;สงขลา 434 ราย, ปราจีนบุรี 349 ราย และปัตตานี 311 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับ จ.ยะลา ที่พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศคือ 738 รายนั้น ได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา ว่าการติดเชื้อในพื้นที่ยังเป็นลักษณะเดิม คือการติดเชื้อในบ้านและชุมชน ไม่ได้มีการระบาดเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มคน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงในชุมชน เป็นต้น สำหรับโรงพยาบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ จ.ยะลา มีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.74 น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการลดผู้ติดเชื้อ จะเฝ้าระวังการเสียชีวิตของกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และคัดกรองการติดเชื้อในชุมชน รวมถึงย้ำมาตรการ DMHT ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน จะมีการตั้งศูนย์สู้ภัยโควิดในที่ทำงาน เช่น สำนักงาน โรงงาน สถานประกอบการ ร้านอาหาร และตลาด โดยเน้นมาตรการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด (Universal Prevention) และการทำงานที่บ้าน (Work From Home) การตรวจพนักงานด้วยชุดตรวจ ATK ประมาณ 10% ทุกสัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังและแยกกักผู้ติดเชื้อโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้สถานที่เสี่ยงเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ตัดวงจรการระบาด และป้องกันการนำเชื้อกลับไปแพร่ที่บ้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะเร่งรณรงค์ฉีดวัคซีนให้มีความครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งภาพรวม จ.ยะลา ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 แล้ว 47% ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 60% โดย อ.เมืองยะลา และ อ.เบตง ได้รับวัคซีนแล้วกว่า 70% แต่ยังต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และเข้มมาตรการร้านอาหารต้องฉีดวัคซีนพนักงานให้ครบ 2 เข็ม โดยจะระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และประชาชน ในการสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน ซึ่งมีประสิทธิผลในการลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต โดยการฉีดด้วยสูตรไขว้ซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้าห่างกัน 3 สัปดาห์ ที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ คาดว่าจะช่วยให้ฉีดเข็ม 2 ได้ครอบคลุมเร็วขึ้น และในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ จะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กนักเรียนอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายแดนภาคใต้, ติดเชื้ออันดับ 2 ของประเทศ, ยะลา, ระบาดรุนแรง, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียชีวิตรายวันต่ำกว่าร้อย, โควิด-19, โควิดตายตํ่าร้อย/ยะลาระบาดหนัก!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_61585a21bc3fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบตงเข้มสกัดโควิด หลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มรายวันติด TOP 10 ของประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;18 กรกฎาคม 2564 ที่ ตลาดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา จนท.กองสาธรณสุข เทศบาลเมืองเบตงได้ตั้งโต๊ะคัดกรองประชาชนที่เดินทางเข้าภายในอาคารตลาดสดฯ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้ทำการปิดกั้นทางเข้า-ออกคงเหลือให้เข้าได้ทางเดียวทางประตูหน้า ส่วนประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในตลาด จะต้องทำผ่านการคัดกรองเข้มจากเจ้าหน้าที่สาธรณสุข โดยการวัดอุณหภูมิร่างกาย ลงชื่อเข้าตลาด และใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง อย่างเคร่งครัด หากผู้ใดไม่สวมหน้ากากอนามัย ห้ามเข้าภายในตลาดโดยเด็ดขาดรวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของในตลาดทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ทางเทศบาลเมืองเบตงเข้มงวดโดยมีเจ้าหน้าที่กองสาธรณสุข เทศบาลเมืองเบตง คอยกำกับดูแลในการคัดกรองประชาชนตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อประชาชนที่มาใช้บริการและเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid19 ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดยะลา มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางทำให้ต้องมีความเข้มงวดในการเข้า &amp;ndash; ออกตลาดเพราะเป็นสถานที่ปิด และมีอากาศถ่ายเทน้อย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการคัดกรองประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ รวมทั้งเพื่อเป็นการระงับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค 19 ในบริเวณพื้นที่ตลาดสดอย่างจริงจังและเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ covid ในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จากการทำงานตรวจคัดกรองเชิงรุกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 312 ราย แยกเป็นผู้ป่วยในอำเภอเบตง จำนวน 309 ราย พบใน state Quarantine จำนวน 3 ราย กำลังรักษา 74 ราย รักษาหายแล้ว 232 ราย ส่งต่อ 1 ราย เสียชีวิต 5 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่มาจากกลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันในพื้นที่เช่นในตลาดสด ตลาดนัด &amp;nbsp;อ.และ ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อในชุมชน ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อจากโรงเรียนสอนศาสนา จ.ยะลาและ จ.ปัตตานี &amp;nbsp;สัมผัสผู้ติดเชื้อจากร้านค้า ห้างร้าน และกลุ่มรอการสอบสวนโรค และกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในหน่วยงาน รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดด้วย ส่วนผู้ที่เข้ามาในตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงในช่วงนี้ทุกคน รีบซื้อ รีบกลับ ออกจากตลาดทันทีกลับบ้านไม่แวะที่ไหนเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส covid-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง ได้ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ในการเพิ่มมาตรการร่วมมือปกป้องครอบครัว และคนที่คุณรักโดยในช่วงวันหยุดพยายามให้คนในครอบครัว Work From Home ให้มากที่สุด งดสังสรรค์ ทานอาหารร่วมกันและงดเดินทางข้ามจังหวัด รวมทั้ง พาผู้สูงอายุ และบุคคลที่อยู่ใน 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ไปฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคซึ่งมาตรการในครอบครัวของเรา คือ สิ่งสำคัญที่จะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดโควิดรอบนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ่อค้า &amp;ndash; แม่ค้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงต้องปรับตัวภายหลังได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากเคหะสถาน หลัง 22.00-04.00 น. โดยพ่อค้า &amp;ndash; แม่ค้า ที่มาซื้อผัก ต่างปรับเวลาเดินทางมาตลาด จากเดิม จะออกมาช่วง 02.00 น. ปรับเป็นออกจากบ้านหลัง 04.00น. เมื่อออกมารับผักช้ากว่าเดิม ทำให้นำผักไปส่งต่อหน้าร้านที่สั่งไม่ทันลูกค้า แต่เข้าใจและพร้อมปฏิบัติตามเพื่อช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดโควิดให้หมดไปโดยเร็ว กว่าที่จะเจ็บปวดนานกว่านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110173</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยะลา, เบตง, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3be054f720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาจริง!ฝ่าเคอร์ฟิว ทหาร-ตร.ประสานเสียง มท.กำชับทุกจังหวัดเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศปม.ตั้ง 147 จุดตรวจ 10 จังหวัดคุมเข้มช่วงเคอร์ฟิว ลั่นดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ละเมิด มท.สั่งการ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.โดยเคร่งครัด แจงทุกหน่วยและประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ นครบาลเตือนจงใจฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปี-ปรับ 4 หมื่น เอาผิดยกกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาครขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.โรคติดต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 &amp;nbsp;กรกฎาคม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) แถลงว่า ภายหลังรัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. &amp;nbsp;ประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ &amp;nbsp;12 ก.ค.นั้น เป็นการยกระดับมาตรการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคล ลดการรวมกลุ่มของบุคคล เพื่อควบคุมและลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ศปม.ที่ประกอบด้วย กองทัพไทย &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งจะมีความเข้มข้นตามระดับพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด &amp;nbsp;ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, &amp;nbsp;สมุทรปราการ, นครปฐม, สมุทรสาคร, สงขลา, ยะลา, &amp;nbsp;ปัตตานี และนราธิวาส จะบังคับใช้การห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. จะมีการตรวจการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคและตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าออกจังหวัด ซึ่งใน กทม.มีการตั้งจุดตรวจ 88 แห่ง จังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด 20 แห่ง &amp;nbsp;และจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด 39 แห่ง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่จำเป็น &amp;nbsp;ซึ่งมีการจัดชุดตรวจสายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตรวจและกวดขันให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งบังคับใช้มาตรการห้ามการจัดกิจกรรมในการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน และร่วมกลุ่มทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจังหวัดอื่นๆ ได้จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยแนวทางปฏิบัติของ ศปม.จะเริ่มจัดจุดตรวจ สายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมตั้งแต่บัดนี้ ในขั้นต้นเป็นการตรวจตามการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค โดยใช้วิธีชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชน และเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.ค. ศปม.จะยึดหลักความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการ จะดำเนินการต่อผู้ละเมิดอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;สำหรับประชาชนทั่วไปที่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดอาจได้รับผลกระทบบ้าง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการโดยให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตน้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีการเข้มงวดกวดขันป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบขนส่งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ตลอดจนการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้กองกำลังป้องกันชายแดนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดและลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะช่องทางธรรมชาติจะเสริมด้วยการวางเครื่องกีดขวางและใช้เครื่องมือพิเศษเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมกับฝ่ายปกครองทำการสำรวจตรวจสอบหมู่บ้านตามแนวชายแดน ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และร่วมกับหน่วยราชการเครือข่ายภาคประชาชนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งแบบประจำที่และไม่ประจำที่ รวมถึงจัดชุดสายตรวจร่วมลาดตระเวนตามเส้นทางตลอดแนวชายแดนและเส้นทางในการลักลอบเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใน ช่วงที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเบาะแสจากประชาชนนำไปสู่การจับกุมได้หลายครั้ง และขอเชิญชวนในการร่วมมือให้ข้อมูลที่สายด่วน 191, 1599, 1138, 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
กำชับ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้ ศบค.มท.ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศและ กทม. ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;(ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 และคำสั่ง ศบค. ที่ &amp;nbsp;9/2564 ลงวันที่ 10 ก.ค.64 กำหนดเขตพื้นที่สถานการณ์เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 &amp;nbsp;จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด พื้นที่ควบคุม 25 &amp;nbsp;จังหวัด และพื้นที่เฝ้าระวังสูง 18 จังหวัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.เป็นต้นไปโดยเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมสร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ให้รับทราบถึงเจตนารมณ์ของมาตรการตามข้อกำหนดดังกล่าวในการมุ่งจำกัดการเคลื่อนย้าย ลดการรวมกลุ่มของบุคคล และเร่งรัดมาตรการด้านการป้องกันและการควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของโรค และในขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ &amp;ldquo;จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน&amp;rdquo; เพื่อให้ฝ่าวิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน นอกจากนี้ ให้นำมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19 &amp;nbsp;มิ.ย.64 และข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 26 &amp;nbsp;มิ.ย.64 ใช้บังคับกับพื้นที่ สถานการณ์เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดฯ ฉบับล่าสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าฯ กทม.และผู้ว่าราชการจังหวัดปริมณฑลหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการตามข้อกำหนด ได้แก่ 1.ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ 2.ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้เต็มความสามารถที่จะทำได้ สำหรับการปฏิบัติงานของภาคเอกชน ให้เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ หรือผู้รับผิดชอบในสถานประกอบการพิจารณาสนับสนุนปรับรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรในสังกัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการควบคุมแบบบูรณาการเร่งด่วนสำหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรม ให้เปิดดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 โดยกรณีกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้จัดกิจกรรมได้ หากประสงค์จะจัดกิจกรรมในช่วงระยะเวลานี้ ให้ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการขออนุญาตต่อคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด &amp;nbsp;และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กวดขันการมั่วสุมประชุมกัน เพื่อเล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นใดอย่างเคร่งครัดและให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ในเส้นทางคมนาคมเข้า-ออกกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป 5.มาตรการป้องกันและรองรับผู้ติดเชื้อ ให้ประสานการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ สนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรหรือการแพทย์แผนไทยในการบำบัดหรือรักษา เพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบการตรวจหาเชื้อ เร่งรัดจัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราว โรงพยาบาลสนาม การวางระบบหรือจัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอยรอการส่งตัว หรือระบบแยกกักเพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;เพิ่มจำนวนจุดบริการตรวจคัดกรองและเร่งรัดการให้บริการตรวจคัดกรอง รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและในพื้นที่การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน
ฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปีปรับ 4 หมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ การปฏิบัติกรณีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถาน ดำเนินการตามแนวทางเดียวกันกับ กทม.และจังหวัดปริมณฑล รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัดในเส้นทางคมนาคมเข้าออกจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานและคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในการเดินทางข้ามจังหวัดของประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ให้ทุกจังหวัดประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร &amp;nbsp;ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงหรือชะลอการเดินทางข้ามพื้นที่จังหวัดในช่วงระยะเวลานี้โดยไม่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กรณีที่จำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่อาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่าปกติ พร้อมเฝ้าระวัง คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการตั้งด่านตรวจ 88 จุดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ &amp;nbsp;ผู้บังคับบัญชาสามารถตรวจสอบการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ตลอดเวลา ทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย ผบ.ตร.มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจการตระหนักรู้ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ในคืนนี้จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ให้ใช้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กัน ดูเหตุผลความจำเป็น ส่วนในกรณีที่มีการจงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดอย่างชัดเจน เช่นการไปสังสรรค์ งานปาร์ตี้ งานวันเกิด แล้วกลับเกินเวลากำหนด จะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน อัตราโทษเป็นความผิดตาม &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเขตห้วยขวางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาคร &amp;nbsp;2021 ที่มิรินเธียร์เตอร์ RCA เขตห้วยขวาง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามแผนการจัดงานและมาตรการควบคุมโรค จนมีการแพร่ระบาดเชื้อโรคว่า การประกวดดังกล่าวปรากฏภาพและเสียงตามโซเชียลและสื่อต่างๆ รวมทั้งการไลฟ์สด &amp;nbsp;มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่คือ ผู้อำนวยการเขตที่อนุญาตและกำหนดเงื่อนไขไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีนี้มีความผิดชัดเจน พนักงานสอบสวนต้องเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดี ทั้งผู้ที่ร่วมงาน มิสแกรนด์หรือผู้สมัคร รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องและร่วมงานที่มีเจตนาจงใจ ฝ่าฝืนข้อกำหนดเหล่านี้เป็นความผิดตามข้อกฎหมายทั้งหมดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและประกาศของกรุงเทพมหานครฉบับที่ 44 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ทั้งนี้พบว่ามีผู้เข้าร่วมประกวดมิสแกรนด์ติดเชื้อ 13 คน ส่วนผู้ติดตามหรือพี่เลี้ยงติดเชื้ออีก 9 คน ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eaa3c7d6b3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยะลาเสริมเตียงสนามอีกกว่าพันเตียง พร้อมรับผู้ป่วยเต็มกำลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.64 - นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยนายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา และคณะกรรมการควบคุมโรคจังหวัดยะลา ได้ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการขยายโรงพยาบาลสนาม พร้อมทั้งมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ที่ปฏิบัติดูแลรักษาความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 COVID -19 ในพื้นที่จังหวัดยะลาที่มีจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้โรงพยาบาลสนาม ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนศึกษาพิเศษเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 บ้านพงกาเซาะ ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา ต้องขยายเตียงรองรับผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่ม และได้เปิดใช้อาคารหลังที่ 3 แล้ว รองรับผู้ป่วยได้จำนวน 140 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดอาคารหลังที่ 3 แล้ว จำนวน 140 เตียง คาดว่าวันนี้น่าจะเต็ม ส่วนหลังที่ 4เตรียมเปิดในวันอังคาร จำนวน 140เตียง และหลังที่ 5 จำนวน 140 เตียง และหลังที่ 6 จำนวน 200 เตียง รวมจำนวนเตียงทั้งหมดกว่า 1,000เตียง นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลผู้ป่วยในชุมชน ประเภทสีเหลือง สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย ถึงปานกลาง ที่ยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการรักษา ที่ อ.ยะหา อ.บันนังสตา และ อ.รามัน รวมๆจำนวน 200 เตียง และโรงพยาบาลสนามที่รองรับผู้ป่วยสีเขียว ในพื้นที่ อ.บันนังสตา อ.ธารโต ประมาณ 160-200 เตียง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สงกรานต์ กล่าวต่อด้วยว่า ทางจังหวัดยะลามีความพยายามไม่ให้ผู้ป่วยตกค้างอยู่ที่บ้าน รับเข้าการรักษาในโรงพยาบาลตามระบบทุกจุด แล้วแต่อาการของผู้ป่วย ยืนยัน ทาง สบค.จังหวัดยะลา ทำตามระบบในการรักษาผู้ป่วย ทั้งนี้หากพบผู้ป่วยมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ก็พร้อมขยายเพิ่มได้อีก เป็นหลังที่ 7 และ 8 &amp;nbsp;ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่อนุญาตให้ใช้พื้นที่แห่งนี้ เป็นโรงพยาบาลสนามของจังหวัดยะลา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107813</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยะลา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d84a2e35485.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยะลา&#039; เช่า &#039;แพ&#039; รองรับผู้ป่วย หลังติดเชื้อโควิดมีแนวโน้มพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ยะลา ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ จ.ยะลา ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินหลักร้อยอยู่ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม ณ &amp;nbsp;26 มิถุนายน 2564 จำนวน 1,461 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล 916 ราย และรักษาหายแล้ว 535 ราย โดยสถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ เนื่องจากเตียงที่สามารถรองรับผู้ป่วยติดเชื้อใกล้เต็มแล้ว ทั้งโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ดังกล่าว นายแพทย์มัซรัน ตะเละ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธารโต จ.ยะลา ได้สำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วย เบื้องต้นได้มีการเตรียมขอเช่าแพท่องเที่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเขื่อนบางลาง จ.ยะลา มาจัดทำเป็นโรงพยาบาลสนามชั่วคราว สำหรับกักตัวผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว เพื่อรอสังเกตอาการอีก 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์มัซรัน กล่าวว่า เริ่มต้นจากสถานการณ์ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา จังหวัดยะลาค่อนข้างมีคนไข้สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เป็น 1,000 รายแล้ว และปรากฏว่า 1-2 วันที่ผ่านมา จังหวัดยะลามีคนไข้เพิ่มประมาณ 200 รายต่อวัน บางวันก็ 100 กว่าราย ทำให้โรงพยาบาลสนามของจังหวัดเต็มหมดแล้ว และยังมีคนไข้ของทางโรงพยาบาลที่ต้องดูแลอีก และไม่สามารถส่งต่อไปยะลาได้ เพราะเต็มหมดแล้วก็เลยต้องหาโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับ ซึ่งเราเปิดแล้วที่โรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าเต็มอีก ก็พยายามหาสถานที่ต่างๆ เมื่อก่อนเคยใช้โรงเรียน แต่ตอนนี้ พอโรงเรียนก็เริ่มเปิดภาคเรียน ก็ต้องมีการเตรียมตัวของบุคลากรเข้ามาทำงานบ้างทำให้มีความกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์มัซรัน กล่าวอีกว่า สถานที่ที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะทำโรงพยาบาลสนาม ต้องอยู่ห่างจากชุมชน ซึ่งตนเองมองเห็นแล้วว่าในพื้นที่ก็มีแพท่องเที่ยวของชาวบ้าน ซึ่งไม่ได้ใช้ทำอะไรในช่วงโควิดนี้ พร้อมอยู่แล้วที่จะรับคนได้ประมาณ 40 คนในแต่ละลำ เราทำเพียงแค่ขนย้ายเบาะนอน พัดลม และสิ่งสำคัญที่เราต้องทำเรื่องของบ่อบำบัดน้ำเสียเท่านั้นเอง ซึ่งเรามาจัดสถานที่ให้พร้อมที่จะนำคนไข้มาพักได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แพเป็นที่เหมาะสมที่สุดและบรรยากาศมันก็ดี คิดว่าให้คนไข้อยู่ในโรงพยาบาลสนามที่เครียดๆ ก็มาที่แพเป็นที่เหมาะสมที่สุด มาถึงที่นี่จะได้ผ่อนคลาย สัก 1 อาทิตย์ก่อนที่จะกลับบ้าน&amp;rdquo; นายแพทย์มัซรัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์มัซรัน กล่าวอีกว่า ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัย ทางปกครองมีทั้ง ตชด. และมีทั้ง อส.คุมดูแลทั้งหมด ส่วนในน้ำจะมีกำลัง อส.เข้าเวรยามดูแล ป้องกันการหลบหนี และบนแพจะมีเจ้าหน้าที่ทีม ER มาอยู่หลังจากนี้อีก 2 สัปดาห์ หากว่าที่นี่ดีเหมาะสม อาจจะทำเป็นจุด LQ ของอำเภอต่อไป โดยจากการติดต่อประสานขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านเจ้าของแพ ขอเช่าในราคาคืนละ 2,500 บาท ซึ่งทางผู้ประกอบการก็ลดให้ถูกสุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107765</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยะลา, รพ.สนาม, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d7ffe0d8d7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
