<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคอร์ฟิวยาวถึงก.ย. ‘ศบค.’ยอมแค่ข้ามจังหวัดคลายล็อก‘ห้าง-ร้าน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบค.คงพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ยังเคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4 คลอด &amp;quot;COVID-FREE Setting&amp;quot; มาตรการใหม่คุมโควิดเริ่ม 1 ก.ย. ไฟเขียวคลายล็อกข้ามจังหวัดได้ ขนส่งสาธารณะจำกัดที่นั่ง 75% ห้าง-ร้านอาหาร-ตัดผม-นวดเฮ เปิดสวนสาธารณะ-สนามกีฬาแบบไร้ผู้ชม กรมควบคุมโรคออกคู่มือ &amp;ldquo;บับเบิลแอนด์ซีล&amp;quot; รับมือไวรัสฉบับโรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิค-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 13/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณาผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม มาตรการป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 13.30 น. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงผลการประชุม ศบค. โดยเริ่มจากการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18,702 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 18,351 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 16,677 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุก 1,674 ราย และมาจากเรือนจำ 342 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 9 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,139,571 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 20,163 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 943,784 ราย อยู่ระหว่างรักษา 185,200 ราย อาการหนัก 5,154 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,082 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 273 &amp;nbsp;ราย เป็นชาย 148 ราย หญิง 125 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี 178 ราย ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง 48 ราย หญิงตั้งครรภ์ 3 ราย อยู่ที่ จ.ปัตตานี 2 ราย และปทุมธานี 1 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่บ้าน 1 ราย ที่ จ.สระบุรี โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือ กทม. 85 ราย ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 10,587 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการตามข้อกำหนดที่ 29 ที่จะครบในวันที่ 31 ส.ค. โดยกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่าการติดเชื้อในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ยังไม่ลดอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นไปในทิศทางเดียวกับทุกประเทศทั่วโลก เราจึงต้องพลิกมุมมองว่าโควิด-19 ยังไม่หายไปไหน แต่จะต้องปรับตัวให้อยู่กับโรคอย่างปลอดภัย โดยมีการปรับกลยุทธ์และสร้างความมั่นใจในการควบคุมโรค สอดคล้องไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นการควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด-19 โดยที่ประชุม ศบค.จึงยังไม่มีการปรับระดับพื้นที่ โดยยังคงพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ใน 29 จังหวัดเหมือนเดิม รวมถึงยังคงมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้นเช่นเดิม รวมถึงเวิร์กฟรอมโฮมต่อไปอย่างน้อยอีก 14 วัน &amp;nbsp;
คลอด COVID-FREE Setting&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล ที่ขอให้ทุกคนคิดเสมอว่าเราจะอาจจะติดเชื้อโควิด-19 แบบไม่รู้ตัวและไม่มีอาการ ทุกคนที่อยู่รอบตัวอาจจะเป็นผู้ติดเชื้อแฝง ในการป้องกันตัวเองขั้นสูงสุดตลอดเวลา โดยมีแนวปฏิบัติของมาตรการองค์กร เช่น โรงเรียน โรงงาน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่โรค เปิดกิจกรรม กิจการ ได้อย่างปลอดภัยอย่างยั่งยืนด้วย COVID - &amp;nbsp;FREE Setting&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการ องค์กรประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ต้องมีระบบระบายอากาศ มีสุขอนามัย สะอาด ปลอดภัย และมีการเว้นระยะห่าง ผู้อยู่ในองค์กรต้องได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ และตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ส่วนผู้รับบริการต้องได้รับวัคซีน ครบตามเกณฑ์ (บัตรเขียว) หรือเคยติดเชื้อ หรือมีผลตรวจ ATK เป็นลบภายใน 7 วัน (บัตรเหลือง) โดยหลังจากนี้จะเน้นให้ผู้ประกอบร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวด ได้รับการฉีดวัคซีนสองเข็มโดยเร็วที่สุด และเน้นให้เข้าถึงการตรวจ ATK โดยภาครัฐให้การสนับสนุน ขณะที่ผู้รับบริการจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนหรือมีการตรวจ ATK ก่อนเข้ารับบริการ มาตรการเหล่านี้จะทำให้การเปิดกิจกรรม กิจการต่างๆ สามารถเปิดดำเนินการได้มากขึ้น โดยจะต้องมีการกำกับติดตามอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานของรัฐและสมาคมต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้มาตรการดังกล่าวเริ่มใช้ในวันที่ 1 ก.ย. เน้นย้ำว่าต้องเป็นการดำเนินการในพื้นที่นำร่อง เฉพาะสถานประกอบหรือสถานบริการที่มีความพร้อม มีการดำเนินการได้ โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการตรงนี้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ในทุกๆ &amp;nbsp;ร้าน ทุกๆ สถานประกอบการ แต่เป็นเพียงการนำร่อง หากสถานประกอบการใด ร้านอาหารใดยังไม่พร้อม ให้ศึกษารายละเอียดไปก่อน ค่อยๆ พัฒนาและปรึกษาจังหวัดและสมาคมภัตตาคารไทยที่จะคอยให้คำแนะนำ หากพร้อมก็เริ่มใช้มาตรการดังกล่าวได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะได้ผลดียิ่งจะต้องมีการกำกับดูแล และเน้นย้ำการเร่งรัดนำเข้าวัคซีนและเครื่องตรวจ ATK อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการรายงานต่อที่ประชุมว่า สถานการณ์เตียงค่อนข้างปรับตัวได้ดีขึ้น เพราะจะใช้วิธีโฮมไอโซเลชันเข้ามาช่วย ทำให้ได้รักษาแต่เนิ่นๆ สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้สถานภาพเตียงผู้ป่วยระดับสีเหลืองและสีแดงมีสภาพคล่องขึ้น ขณะที่ในส่วนการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ทางศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) ก็มีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมบรรเทาความเดือดร้อนได้ระดับหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.ยังได้พิจารณาเรื่องการเปิดกิจกรรม กิจการในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด โดยในเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัด เดินทางได้ แต่ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง หรือเดินทางเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น และขอให้ผู้มีประวัติเสี่ยงติดเชื้อหรือผู้ติดเชื้อให้เข้าโครงการรับผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เดินทางเอง ในส่วนขนส่งสาธารณะ สามารถเปิดดำเนินการได้โดยจำกัดผู้โดยสาร ไม่เกิน 75% และเข้มงวดมาตรการสาธารณสุข สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทั้งผู้ให้บริการ ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ผู้รับบริการ ผู้เก็บค่าโดยสาร และห้ามรับประทานอาหารขณะโดยสารรถขนส่งสาธารณะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเปิดให้บริการร้านอาหาร หากเป็นร้านมีพื้นที่โล่ง มีการระบายอากาศอย่างดี อนุญาตให้นั่งรับประทานได้ 75% ของพื้นที่ แต่ถ้าเป็นร้านที่มีเครื่องปรับอากาศ สามารถนั่งได้ 50% ของพื้นที่ และผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน มีการติดตามโดยผู้ประกอบการสมาคมภัตตาคารไทย คณะกรรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อ กทม.ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์ สามารถเปิดกิจการได้ทุกแผนกถึงเวลา 20.00 น. แต่กิจการในห้างที่เปิดอย่างมีเงื่อนไขคือ กลุ่มร้านเสริมสวย ร้านตัดผม แต่งผม เปิดได้เฉพาะตัดผมเท่านั้น ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เน้นให้นัดหมายจองคิวล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงลูกค้าเข้าไปแออัดนั่งรอ ร้านนวดให้เปิดได้เฉพาะนวดเท้า คลินิกเสริมความงามเปิดจำหน่ายเฉพาะสินค้าเท่านั้น และให้นัดหมายล่วงหน้าเช่นกัน สำหรับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า สามารถเปิดได้โดยมีเงื่อนไขของมาตรการร้านอาหารที่มีเครื่องปรับอากาศ ให้เปิดได้ถึงเวลา 20.00 น. ส่วนในกิจการที่ยังเปิดไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าคือ สถาบันกวดวิชา โรงภาพยนตร์ สปา สวนสนุก สวนน้ำ ฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยงในห้าง &amp;nbsp;
ร้านอาหาร-ตัดผม-นวดเฮ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกิจการกิจกรรรมนอกห้างในส่วนที่เปิดได้คือ ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม แต่งผม ร้านนวด โดยย้ำให้จองล่วงหน้าและใช้เวลาจำกัด แต่ในส่วนสถานศึกษา ยังไม่เปิดเรียน แต่ให้ใช้อาคารสถานศึกษาได้ เช่น การจัดสอบ จัดประชุม หรือจัดการเรียนการสอน ซึ่งต้องผ่านความเห็นของจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและ กทม. และต้องเป็นไปตามมาตรการควบคุมโรค ขณะที่สนามกีฬาเปิดในส่วนเล่นกีฬาหรือแข่งขันแบบไม่มีผู้เข้าชม และต้องจำกัดผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น นักกีฬา โค้ช ผู้ติดตาม ขอเน้นย้ำให้รวมกลุ่มกันน้อยที่สุด และจำเป็นต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและ กทม. โดยสามารถเปิดได้ถึง 20.00 น. รวมถึงเปิดสวนสาธารณะด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กิจการกิจกรรมต่างๆ ที่ยังไม่เข้าข่ายของการผ่อนคลายให้เปิดได้ ขอให้ใจเย็น เพราะทุกครั้งหากมีการทบทวนมาตรการเพิ่มเติม จะมีการพิจารณาเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้กิจการกิจกรรมที่เปิดได้ต้องทำให้ปลอดภัย ไม่มีการรายงานผู้ติดเชื้อสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ทิศทางผ่อนคลายมีมากขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พูดคุยกันอีกหลายเรื่อง แต่ขอมารายงานสรุปให้ทราบสัปดาห์หน้า เช่น การเปิดโรงเรียนที่มีนักเรียนพักประจำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนปิดประชุม นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวให้กำลังใจทุกคนว่า ขอให้เราต้องมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ เพื่อร่วมมือกันทำงานเพื่อคนไทย และคงต้องร่วมกันทำในยุคนี้รัฐบาลชุดนี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคขานรับมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่ให้ความเห็นชอบมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ หรือที่เรียกว่าบับเบิลแอนด์ซีล สำหรับสถานประกอบกิจการที่มักพบการระบาดของโรคโควิด- 19 เป็นกลุ่มก้อน เนื่องจากมีพนักงานทำงานจำนวนมาก โดยกองโรคจากการประกอบอาชีพฯ กรมควบคุมโรค ได้จัดทำคู่มือมาตรการฯ เพื่อให้สถานประกอบกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโรงงานที่มีที่ตั้งอยู่ภายในและภายนอกการนิคมอุตสาหกรรม มีทุกประเภททุกขนาดทั่วประเทศ นำไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยคู่มือนี้ประกอบด้วยมาตรการ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลเพื่อการป้องกันโรค และส่วนที่สองคือ มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลเพื่อการควบคุมโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จาก h ttps://ddc.moph.go.th/doed/pagecontent.php?page=739&amp;amp;dept=doed โดยในวันที่ 3 ก.ย.นี้ กรมควบคุมโรคจะจัดเสวนาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน ผ่านระบบออนไลน์และเฟซบุ๊ก โดยมีนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด สธ.ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายค่าตอบแทนเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน ควบคุม และรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ภายในเดือน ต.ค.นี้ หากงบประมาณไม่พอ ให้ดำเนินการแจ้งมายังส่วนกลาง เพื่อจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม และขอให้ผู้บริหารโรงพยาบาลแต่ละแห่งดูแลเรื่องขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ทุกระดับให้เหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมรถตู้ตำรวจสีขาวที่ถูกดัดแปลงเป็นรถตรวจโควิด-19 เคลื่อนที่ เพื่อนำไปใช้ตรวจโควิด-19 ให้กับข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยากทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า มีแนวคิดนำรถตู้ประจำสถานีตำรวจมาให้วิศวกรปรับปรุงเป็นรถตรวจโควิด-19 เคลื่อนที่แบบ ATK ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงยาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114776</URL_LINK>
                <HASHTAG>บับเบิลแอนด์ซีล, ยังเคอร์ฟิว 3 ทุ่มถึงตี 4, ศบค.คงพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไฟเขียวคลายล็อกข้ามจังหวัดได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128ef62afd83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
