<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังไม่ใช่เวลา ประกาศชัยชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถานการณ์โควิด-19 ของไทย&amp;nbsp;ยังไม่ใช่เวลาประกาศชัยชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 1&amp;nbsp; ราย จากนั้น 6 พฤษภาคม ข้อมูลจากการแถลงของ ศบค.พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย ต่อมา 7&amp;nbsp; พฤษภาคม ศบค.แถลงข้อมูลว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 3 ราย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาล และ ศบค.ได้เน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังวางใจไม่ได้ ต้องมีการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเข้มข้นต่อไป โดยเฉพาะหลังมีการคลายล็อก เปิดเมืองให้กิจการ/กิจกรรม 6 กลุ่มกลับมาเปิดได้ตั้งแต่เมื่อ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ที่มีประสบการณ์รับมือกับการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ในประเทศไทยมาหลายครั้ง ตั้งแต่ยังรับราชการเป็นนักระบาดวิทยาผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม&amp;nbsp; จนมาถึงผู้บริหารของกรมควบคุมโรค ย้ำว่าการรับมือป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่จบ ต้องใช้เวลาอีกสักพักจนกว่าจะมีวัคซีน ซึ่งโอกาสที่เราจะกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศไทยไม่ได้มีสูงมาก นั่นคือการไม่มีรายงานการตรวจพบผู้ป่วย ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีผู้ป่วยในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้สถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยวางใจได้หรือยัง เพราะหลายวันที่ผ่านมาก็พบจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ช่วงหลังพบแค่วันละหนึ่งราย นพ.ธนรักษ์ อธิบายภาพรวมทิศทางของโรคโควิด-19 ในช่วงต่อจากนี้ว่า สถานการณ์ตอนนี้ที่บางวันพบว่ามีผู้ป่วยรายเดียว แต่ปัญหาสำคัญเวลานี้ที่เราต้องตอบก็คือ ตอนนี้ประเทศไทยมีคนไข้ที่ติดเชื้อโควิดจริงๆ กี่รายกันแน่ ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ทีมทำงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้เชื่อว่ายังมีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เดินเข้ามาในระบบบริการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...พูดง่ายๆ คือเขามีอาการน้อยๆ คล้ายเป็นหวัด เขาจึงไม่ได้ไปหาหมอ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่หากเราไม่ออกไปหาเขา เราจะไม่เจอเขา การที่เราเจอคนไข้ในระบบรายงานหนึ่งคน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าทั้งประเทศเรามีคนไข้โควิด-19 แค่รายเดียว หรือแม้แต่หากไปถึงวันที่เรารายงานว่าคนไข้เหลือศูนย์คน ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีคนไข้เหลืออยู่แล้วในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่เราจะกำจัดเชื้อโควิด-19 จนทำให้ไม่มีคนไข้เหลืออยู่ในประเทศเป็นเรื่องที่ยาก ไม่ง่าย ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นและต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลก็คือโรคนี้คนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นไข้หวัดก็อาจจะไม่ได้ไปพบแพทย์ คิดว่าตัวเองไม่ได้ติดเชื้อ หากจะถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำจัดโรคโควิด-19 ให้หมดไปจากประเทศไทย ตามทฤษฎีก็ต้องตอบว่าเป็นไปได้ พูดง่ายๆ คือต้องพยายามตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้ ใครที่ไม่สบายก็อย่าไปแพร่โรคให้คนอื่น ซึ่งตรงนี้คือต้องทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อติดเชื้อ แต่ถ้าเขาไม่รู้ตัวว่าเขาติดเชื้อและไม่รู้วิธีการที่จะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง โอกาสที่จะแพร่เชื้อต่อไปก็จะยังมีต่อไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ดังนั้น ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะตัดวงจรจนไม่มีคนไข้เหลือเลย ตามทฤษฎีก็เป็นไปได้&amp;nbsp; แต่ถามว่าง่ายหรือไม่ ก็ไม่ง่าย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้สิ่งที่ทีมวิชาการและทีมยุทธศาสตร์ที่รับผิดชอบเรื่องนี้มองก็คือ สิ่งที่เราทำได้เต็มที่ตอนนี้ก็คือ การควบคุมให้โรคแพร่ระบาดในวงจำกัด หรือรักษาระดับให้มีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่สุด และชะลอระยะเวลาการระบาดให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร การรักษา สถานที่ และทรัพยากรต่างๆ ระหว่างรอยาและวัคซีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้คือเป้าหมายของการทำงานในระยะนี้ คือทำอย่างไรก็ได้อย่าให้จำนวนผู้ป่วยกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีก ให้มีจำนวนผู้ป่วยน้อยที่สุด เพื่อให้ระบบโรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขสามารถที่จะดูแลจัดการคนไข้ทุกคนได้ตามมาตรฐานของเรา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -หลังเริ่มมีการคลายล็อกผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ 3 พ.ค.เป็นต้นมา หลายฝ่ายบอกว่าตอนนี้อยู่ในช่วง 14 วันอันตราย เป็นเดือนแห่งความเสี่ยง อาจเกิดจุดเปลี่ยนทำให้เกิดการระบาดรอบสอง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องระมัดระวังแบบนี้ต่อไป จนกว่าเราจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นได้&amp;nbsp; โดยภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นได้สองลักษณะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันแรกคือ &amp;quot;วัคซีน&amp;quot; พอฉีดวัคซีน คนมีภูมิคุ้มกันก็จะไม่ติดเชื้ออีก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันที่สองก็คือ มีคนติดเชื้อมากจนโรคมันหยุดไปเอง แต่เราไม่อยากให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยวิธีนี้&amp;nbsp; หากปล่อยให้ประเทศปล่อยมีการแพร่ระบาดมาก ปัญหาที่ตามมาก็คือ แม้จะมีคนส่วนใหญ่มีอาการน้อย&amp;nbsp; แต่ก็จะมีคนจำนวนประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ที่อาการรุนแรง ถ้าวันนี้เรามีคนไข้ 100 คน แสดงว่าจะมีคนมีอาการรุนแรง 10 คน แต่หากมีคนไข้ 10,000 คน ก็เท่ากับจะมีคนไข้มีอาการรุนแรง 1,000 คน ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้มันระบาดโดยไม่ระมัดระวัง ก็จะทำให้มีคนไข้ที่มีอาการรุนแรงที่ต้องนอนห้องไอซียู หรือต้องการเครื่องช่วยหายใจมากเกินกว่าที่เราจะรับได้ ก็คือสถานการณ์จะคล้ายกับที่ประเทศอิตาลี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือ พยายามกดให้มีจำนวนผู้ป่วยน้อยๆ ให้ยาวนานที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่บอกคือ จุดสุดท้ายอยู่ตรงที่การสร้างให้เรามีภูมิคุ้มกันหมู่ ถ้าตราบใดในพื้นที่ยังไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้น พื้นที่นั้นก็ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมามีการระบาดได้อีก ไม่เพียงแต่ต้องระวังในช่วง&amp;nbsp; 14 วันหลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการ แต่หลัง 14 วันก็ยังมีโอกาสอยู่ จากนี้ไปจนถึงวันที่เราจะมีวัคซีน&amp;nbsp; เมื่อใดที่เราการ์ดตกเมื่อนั้นโรคโควิด-19 ก็จะกลับมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -เมื่อต้นเดือน พ.ค.ซึ่งเริ่มมีการคลายล็อก และมีคนเดินทางออกต่างจังหวัดกันมากช่วง 1-4&amp;nbsp; พ.ค. ขณะเดียวกันก็มีการให้กลับมาซื้อขายสุราได้อีก ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือไม่ที่จะทำให้มีการแพร่ระบาดรอบใหม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงนี้เพิ่มความเสี่ยงหมด การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การที่คนออกมาในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น อย่างภาพการทำงานวันแรกหลังหยุดยาวเมื่ออังคารที่ 5 พ.ค. ที่คนไปขึ้นรถไฟฟ้ากันจำนวนมาก เห็นภาพแล้วก็น่ากลัวมาก รวมถึงรถเมล์ รถตู้ และพื้นที่สาธารณะที่มีความแออัดเหล่านี้ เป็นความเสี่ยงทั้งหมด และการที่คนไปอยู่รวมกันทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ การนัดไปดื่มกินกัน ซึ่งการไปดื่มกินกันกับเรื่องการไปอยู่รวมกันแบบแออัดบนรถไฟฟ้า ถามว่าอันไหนมีความเสี่ยงกว่ากัน ก็ต้องเรื่องการดื่มกิน เพราะการดื่มกินกันไม่มีการใส่หน้ากากอนามัย แต่การขึ้นรถไฟฟ้าอย่างน้อยก็มีการใส่หน้ากาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่คนออกไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น การที่คนออกไปรวมกลุ่มกันโดยไม่มีการป้องกันตัวเอง พวกนี้ถือเป็นความเสี่ยงได้ทั้งนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจำเป็นต้องรักษาความห่างระหว่างบุคคลต่อไป มาตรการที่เราผ่อนปรนเป็นเพียงมาตรการทางสังคมภาคบังคับเท่านั้น แต่เรายังมีอีกหลายมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป เช่น มาตรการทางสาธารณสุข มาตรการเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ การใช้ช้อนส่วนตัว ที่ผมเรียกว่าเป็น &amp;quot;สุขอนามัยส่วนบุคคล&amp;quot; ที่หากทำได้ดีก็จะลดการแพร่เชื้อได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการ การสร้างความรอบรู้เรื่องสุขภาพ เช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนว่าต้องทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อ หรือความรู้ว่าหากติดเชื้อขึ้นมาจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่เป็นการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น สองเรื่องนี้จำเป็นต้องรู้ รวมไปถึงเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น หากคนในบ้านต้องออกนอกบ้านทุกวัน แล้วจะดูแลผู้สูงอายุในบ้านไม่ให้ติดเชื้อได้อย่างไร ตลอดจนเรื่อง &amp;quot;มาตรการทางสังคมภาคสมัครใจ&amp;quot; เช่นเรื่องการเพิ่มระยะห่างระหว่างบุคคล การทำงานที่บ้าน work from home&amp;nbsp; การเหลื่อมเวลาการทำงาน เช่นหากมีการเหลื่อมเวลาการทำงานได้ ก็จะทำให้อย่างน้อยการสัญจรบนรถไฟฟ้าอาจไม่แออัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดข้างต้นคือมาตรการที่ต้องไม่ผ่อนปรน จะต้องทำอย่างเข้มแข็งเข้มข้นต่อเนื่องต่อไป จนกว่าเราจะได้วัคซีน มาตรการที่ผ่อนปรนตอนนี้มีเรื่องเดียวคือ มาตรการทางสังคมภาคบังคับ เมื่อเราผ่อนเรื่องหนึ่งลงไป แสดงว่าที่เหลือต้องเข้มข้นขึ้นถึงจะรักษาสมดุลได้ มาตรการทางสาธารณสุขต้องเข้มข้นขึ้น เรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลต้องไม่การ์ดตก เรื่องความรอบรู้ก็ต้องเข้มข้นขึ้น รวมถึงมาตรการทางสังคมภาคสมัครใจก็ต้องเข้มข้นขึ้น จะต้อง work from home ให้มากขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนสถานประกอบการที่เปิดอยู่แล้ว ที่ยังไม่โดนปิด ทุกแห่งต้องพยายามลดความแออัด ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคลให้เข้มแข็งขึ้น เพราะกิจการที่ไม่โดนปิดไม่ได้หมายถึงว่าไม่เสี่ยง แต่เป็นเพราะเป็นกิจการที่อาจมีความจำเป็นที่ต้องเปิด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าง supermarket ที่เปิดได้เพราะมีความจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่า supermarket ไม่มีความเสี่ยง ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ supermarket ปลอดภัยกว่านี้ เช่นทำอย่างไรให้คนเข้าไปแล้วไม่แออัดกว่าปัจจุบัน หรือทำให้เมื่อซื้อของแล้วสามารถกลับบ้านได้เร็วๆ ไม่ต้องรอคิวจ่ายเงินนานๆ ทาง&amp;nbsp; supermarket เพิ่มช่องแคชเชียร์ให้มากขึ้นได้หรือไม่ เช่นเดียวกับสถานที่บริการประชาชนของภาครัฐที่คนไปติดต่อ อาทิ สำนักงานที่ดินที่คนมักแน่น หรือขนส่ง ต้องดูว่าต่อไปจะทำอย่างไรให้พื้นที่เหล่านี้มีความแออัดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องมาตรการผ่อนปรนที่ให้มีการเปิดกิจการ 6 กลุ่มตั้งแต่ 3 พ.ค. การเปิดแต่ละอย่างต้องไม่ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากเปิดแล้วมีความเสี่ยงและเริ่มมีจำนวนผู้ป่วยทยอยเพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็ต้องมีมาตรการอย่างอื่นเข้าไปจัดการ โดยมาตรการพวกนี้ก็ต้องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากมีผู้ป่วยมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่งก็ต้องแตะเบรกอีก ถ้าเราไม่อยากให้ชีวิตเป็นแบบเดินๆ หยุดๆ แบบนี้ก็ต้องให้ความร่วมมือในการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังกันต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลกระทบโควิดรอบนี้ไปไกลมาก ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข จึงต้องพิจารณาเรื่องมาตรการทางสังคมให้ดี มาตรการทางสาธารณสุขต้องเข้มข้นเข้มแข็งเต็มที่ เพื่อที่เราจะใช้มาตรการทางสังคมภาคบังคับที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้น้อยๆ เพราะถ้ามาตรการทางสาธารณสุขสามารถควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในระดับต่ำได้ ประชาชนมีความรอบรู้เรื่องสุขภาพเป็นอย่างดี ปฏิบัติตัวดี ป้องกันตัวเองเต็มที่&amp;nbsp; ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น สนับสนุนมาตรการทางสังคมภาคสมัครใจ ช่วยกัน work from home, learn&amp;nbsp; from home เท่าที่เราสามารถทำได้ เราก็ไม่ต้องใช้มาตรการภาคบังคับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ยกตัวอย่างเอาง่ายๆ เช่นเคอร์ฟิว 22.00-04.00 น. ถ้าคนไทยพร้อมใจกันให้ความร่วมมือไม่ออกไปกินเหล้ากันถึงตี 3 ตี 4 ก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีเคอร์ฟิว เรื่องเหล่านี้มันมีปัจจัยหลายเรื่องเกี่ยวข้อง&amp;nbsp; อย่างอันแรกเลย คนไทยเข้าใจกันหรือไม่ว่าตอนนี้ความเสี่ยงยังมีอยู่ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ต้องทำความเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ต้องบอกกับคนไทยว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งฉลองชัยหรือประกาศชัยชนะ ตอนนี้ยังเป็นเวลาที่เรายังต้องระมัดระวังกันต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...หากประชาชนยังไม่รู้ ต้องทำให้เขารู้ พอเขารู้แล้ว เขาก็จะถามว่าแล้วต้องทำตัวอย่างไร เราก็ต้องบอกเขาในเรื่องนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-กรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรมควบคุมโรคสามารถถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นนำไปใช้งานในอนาคตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกรมควบคุมโรค เช่น ระบบการตรวจสอบ ป้องกันและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างไร เพราะนักระบาดวิทยาหลายคนบอกตรงกันว่าอนาคตยังไงก็ต้องมีโรคระบาดใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่เราทำงานไปเราก็สรุปบทเรียนไป อะไรที่สามารถแก้ไขได้เลยก็แก้ไขเลย อะไรที่ต้องรอก็รอ เมื่อการระบาดจบลงเราก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นฟู เราก็จะสรุปบทเรียนใหญ่กันอีกครั้งหนึ่ง บทเรียนเหล่านี้ ก็จะถูกบรรจุไว้ในแผนปรับปรุงและยกระดับความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเชิงการจัดการกับภาวะฉุกเฉินในขณะนี้ มันไม่เพียงแต่ภาครัฐที่เข้ามาจัดการ ภาคเอกชนก็ต้องเข้ามาจัดการด้วยเหมือนกัน เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องของภาคเอกชนที่รัฐต้องเข้าไปจัดการสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง หน้ากาก โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เรามี supply เพียงพอในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งในภาวะฉุกเฉินความต้องการหน้ากากจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และในขณะเดียวกันผู้ผลิตก็อยู่ได้ในภาวะปกติ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 ภาคเอกชนยินดีลุกขึ้นมาผลิต จะทำอย่างไรให้เขาแข่งในตลาดโลกได้ด้วยในภาวะปกติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมมุติภาวะปกติเราใช้ N95 แค่เดือนละ 1 แสนชิ้น แต่ในภาวะฉุกเฉินสมมุติเราใช้เดือนละ 1 ล้านชิ้น ถ้าเอกชนผลิตแล้วขายให้ภายในประเทศอย่างเดียว หากขาย 1 แสนชิ้นต่อเดือน ถามว่าแล้วเขาจะเตรียมกำลังการผลิตไว้ให้ถึงหนึ่งล้านชิ้นหรือไม่ ถ้าจะพูดถึงเฉพาะเหตุผลทางธุรกิจเพียงอย่างเดียวก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเอกชนเขาจะเตรียมผลิตไว้ทำไม เพราะเขาต้องลงทุนเพิ่มอีกมากทั้งเรื่องของเครื่องจักร ทั้งโรงงาน และเรื่องอื่นๆ อีก ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวอย่างอีกเรื่องคือเรื่อง เตียงคนไข้ สมมุติคนไทยนอนเตียงโรงพยาบาลเฉลี่ยคืนละ 1 พันเตียงในภาวะปกติ การเตรียมก็ต้องเตรียมไว้ให้สามารถรองรับภาวะปกติได้ นั่นก็คืออาจเตรียมไว้ 1 พันเตียงและอาจเผื่อไว้อีกสัก 100 เตียง ถามว่าจะเตรียมไว้มากกว่านี้ได้หรือไม่ ก็ย่อมทำได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ก็ต้องลงทุนมากขึ้น โรงพยาบาลจะต้องใหญ่มากขึ้น ต้องมีหมอมีบุคลากรมากขึ้น มีเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อไว้เผื่อสำหรับเหตุฉุกเฉิน แต่จะต้องเผื่อไว้ขนาดไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ แม้แต่ในโรงพยาบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วเตียงยังไม่เพียงพอเลย เห็นได้จากเช่นที่สหรัฐอเมริกาที่คนไข้แน่น และสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ไม่รับคนไข้โควิดทุกคนไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาล รวมถึงอังกฤษ แม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเตียงเขายังไม่พอ ของประเทศไทยเรา ยังรับคนไข้โควิดทุกคน เรื่องลักษณะแบบนี้ผมว่าทั่วโลกไม่มีใครเคยผ่านมาก่อน สุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่วิธีคิดที่ว่าแค่ไหนถึงจะพอดี คือหากเราเตรียมสำหรับภาวะฉุกเฉิน แปลว่าต้องมีการลงทุน เพราะหากภาวะปกติเราต้องการหนึ่งพันเตียง แล้วเราจะเตรียมไว้กี่เตียงสำหรับภาวะฉุกเฉิน เพราะมันไม่ใช่แค่เตียง แต่เป็นเรื่องของคนและอุปกรณ์ที่ต้องลงทุนทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องยา วัคซีน ซึ่งหากเราไม่มีศักยภาพในการพัฒนาวัคซีนด้วยตัวเอง วัคซีนที่ประเทศอื่นผลิตได้เขาจะขายให้ไทยหรือไม่? และเราต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะได้วัคซีน ของพวกนี้เป็นโจทย์ที่คนไทยต้องตอบ ไม่ใช่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่อง Health Security หรือความมั่นคงด้านสุขภาพ จริงๆ เรื่องนี้เราเพิ่งเริ่มลงมือทำกัน เราอาจมีต้นทุนเดิมอยู่แล้วค่อนข้างเยอะ แต่มันก็มีเรื่องใหม่ที่เราต้องเข้าไปจัดการเยอะเหมือนกัน อย่างเรื่อง ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน หรือเรื่อง ระบบการบัญชาเหตุการณ์เพื่อควบคุมโรค รวมถึงเรื่องกองหนุนกำลังเสริมที่ต้องระดมมาให้ได้ในภาวะฉุกเฉิน จากภาวะปกติที่เคยมีกำลังอยู่ตามปกติ แต่ภาวะฉุกเฉินต้องระดมกำลังมาเสริมให้ได้ ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องที่ต้องเดินเร็วๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกรอบอยู่แล้วว่าต้องพัฒนาอะไรบ้าง เราต้องพัฒนาตามนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ที่ผ่านมารัฐบาลต่างๆ ดูเหมือนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระบบงานสาธารณสุข การป้องกันโรคระบาด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ถึงเวลาต้องกลับมาทบทวน ให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องสาธารณสุขมากขึ้นหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใจผมคิดว่าเรื่องพวกนี้ต้องให้ความสำคัญ ต้องมีการลงทุน และจะต้องใช้คนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องมิติทางด้านการรักษา หรือการทำโรงพยาบาลให้ใหญ่ขึ้น&amp;nbsp; เรื่องนี้เป็นเรื่องของการลงทุนระบบโครงสร้าง ระบบป้องกันโรค โดยจะต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้เรามีทีมป้องกันโรคที่เก่งและมีจำนวนมากกว่านี้ รวมถึงการผลิต นักระบาดวิทยา ที่มีมา 40 ปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ทุกรัฐบาลพูดว่า &amp;quot;สร้างนำซ่อม&amp;quot; คือสร้างเสริมสุขภาพ นำซ่อมสุขภาพ ต่างพูดให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคหมด แต่ผมยังว่าไม่ค่อยเห็นเป็นรูปธรรม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทุกๆ 100 บาท 95 บาท เป็นเรื่องของการซ่อม เรื่องของการป้องกันแค่ 5 บาท ซึ่งนับว่ายังน้อยมาก เวลาเราพูดถึงงบสุขภาพสาธารณสุขจะไปที่การรักษาโรคมากกว่า การมาสร้างระบบการจัดการกับภาวะฉุกเฉินยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ งบป้องกันก็ 5 เปอร์เซ็นต์แล้ว แล้วงบเรื่องความมั่นคงด้านสุขภาพและการป้องกันการระบาดใหญ่ ยิ่งน้อยเลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลกระทบของโรคระบาดโควิดรอบนี้ไม่รู้ว่ากี่แสนล้านบาท กี่ล้านล้านบาท แต่ปีหนึ่งๆ เราลงทุนเรื่องนี้แค่หยิบมือเดียว ไม่ถึงร้อยล้านด้วยซ้ำ เราคิดว่าแค่เราลงทุน 50-100 ล้านบาท เพื่อไปแก้ปัญหาระดับล้านล้านบาทหรือ ผมว่าไม่เพียงแต่ภาครัฐที่ต้องลงทุนส่วนนี้มากขึ้น แต่ต้องทุกภาคส่วน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ธนรักษ์-รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในการต่อสู้ รับมือกับโรคระบาดในประเทศไทยให้ฟังด้วยว่า ผมจบกลับมาทำงานตอนปี 2543 ซึ่งตอนปี 2546 ที่เจอไวรัสซาร์ส ผมยังเป็นแค่พลทหาร (หมายถึงเป็นทีมสอบสวนโรค) ก็ทำงานตั้งแต่เป็นพลทหารมาจนถึงตอนนี้ แต่ละครั้งที่ทำงานสถานะบทบาทหน้าที่ก็ไม่เหมือนกัน ความเหนื่อยยากความกดดันจะไม่เหมือนกัน ตอนเราเป็นพลทหารก็อาจไม่ต้องคิดมาก เขาให้เราไปสอบสวนโรคเราก็ไป แต่ตอนนี้พอเติบโตขึ้นความรับผิดชอบก็มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาแต่ละช่วงก็แตกต่างกัน โดยผมกลับมาทำงานที่กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ก็เมื่อ 6-7&amp;nbsp; ปีที่แล้ว ตอนนั้นก็มีหลายเรื่อง เช่น ไข้หวัดนกที่เมืองจีน ไวรัสอีโบลาที่แอฟริกา และไวรัสเมอร์สที่เกาหลีใต้และตะวันออกกลาง ซึ่งสุดท้ายก็มีคนไข้โรคเมอร์สเดินทางเข้ามาป่วยในประเทศไทย 3 ราย&amp;nbsp; และยังมีโรคติดเชื้อไวรัสซิกา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา แต่รอบนี้โควิดมันระบาดเร็วและเป็นโรคที่มีความรุนแรง&amp;nbsp; เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพสูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน จำนวนผู้ป่วยก็มาก หากไม่ระวังจำนวนผู้เสียชีวิตก็จะมาก แล้วตอนนี้ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม น่าจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราถามปิดท้ายว่า สำหรับประเทศไทยตอนนี้ถือว่าใกล้จบหรือยังสำหรับสงครามไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.ธนรักษ์-รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ตอบแบบเน้นย้ำว่า &amp;quot;ยังไม่จบ ต้องอีกสักพัก ก็จนกว่าจะมีวัคซีน โอกาสที่เราจะกำจัดโรคให้หมดไปจากประเทศไทย โอกาสไม่ได้สูงมาก แม้ว่าเราจะไม่มีรายงานการตรวจสอบผู้ป่วย แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่มีผู้ป่วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วรพล กิตติรัตวรางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนรักษ์ ผลิพัฒน์, ยังไม่ใช่เวลา ประกาศชัยชนะ, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb69c5b3b9c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
