<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหยื่อดูดบัญชีสูญ130ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท.-สมาคมแบงก์&amp;rdquo; เผยพบ 10,700 บัตร ถูกดูดเงินจากบัญชี สูญกว่า 130 ล้านบาท ยันไม่เกี่ยวข้อมูลรั่วจากระบบธนาคาร ผบ.ตร.ประสานหน่วย &amp;quot;ซีเคร็ตเซอร์วิส&amp;quot; สหรัฐหาต้นตอเงินไหล &amp;nbsp;ลั่นต้องจับคนผิดมาลงโทษให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้ากรณีพบการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของประชาชนที่เป็นลูกค้าธนาคารจำนวนมาก &amp;nbsp; สร้างความเสียหายให้กับประชาชนหลายหมื่นคน โดยเมื่อวันที่ 19 ต.ค. นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ โดยย้ำว่าไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบธนาคาร โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตร และนำไปสวมรอยทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศ ที่ไม่มีการใช้ One Time Password (OTP) ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1-17 ต.ค.2564 มีบัตรที่มีการใช้งานผิดปกติจากเหตุข้างต้นจำนวน 10,700 ใบ โดยในช่วงวันที่ 14-17 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นรายการใช้จากบัตรเดบิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่มีจำนวนเงินต่อรายการต่ำ เช่น 1 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการใช้เป็นจำนวนหลายๆ ครั้ง ยืนยันว่าธนาคารมีระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยแต่ละธนาคารจะมีการกำหนดเพดานและเงื่อนไขในการใช้งานของบัตรตามลักษณะประเภทร้านค้า และประเภทสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในจำนวนบัตรที่มีการใช้งานผิดปกติ 10,700 ใบนั้น พบว่า ประมาณ 50% เกิดขึ้นกับบัตรเดบิตเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงวันที่ 14-17 ต.ค. 2564 โดยมูลค่าความเสียหาย แบ่งเป็น บัตรเดบิต 30 ล้านบาท และบัตรเครดิต 100 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวสิริธิดากล่าวว่า ธปท.และ สมาคมธนาคารไทยจึงได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหา โดย 1.ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ ให้ครอบคลุมทั้งธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง หากพบธุรกรรมที่ผิดปกติ ธนาคารจะระงับการใช้บัตรทันทีและแจ้งลูกค้าในทุกช่องทาง และการเปิดบัตรใหม่สถาบันการเงินจะเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ให้ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ 2.เพิ่มการแจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการ ตั้งแต่รายการแรกผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ระบบโมบายแบงกิง, อีเมล หรือเอสเอ็มเอส (SMS) 3. กรณีที่ตรวจสอบพบว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากการทุจริตตามข้างต้น กรณีบัตรเดบิต ลูกค้าจะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนกรณีบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ลูกค้าไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ และจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย 4.ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะเร่งหารือกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตร เช่น วีซ่า, มาสเตอร์การ์ด เพื่อกำหนดให้มีการใช้การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เช่น OTP กับบัตรเดบิตสำหรับร้านค้าออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีลูกค้าพบความผิดปกติของธุรกรรมด้วยตัวเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ส่วนประชาชนทั่วไป ควรตรวจสอบการทำธุรกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังการผูกบัตรเดบิตในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยง เช่น เกมออนไลน์ แพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน หรือไม่มี OTP ซึ่งในบางธนาคาร ลูกค้าสามารถเปิด/ปิดการใช้งานของบัตร หรือเปลี่ยนแปลงวงเงินการใช้บัตร หรืออายัดบัตรได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร นอกเหนือจากการติดต่อกับธนาคาร&amp;rdquo; นางสาวสิริธิดากล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตำรวจได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินและธนาคาร โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้รับรายงานข้อมูลว่ามีตัวเลขยืนยันผู้เสียหายประมาณกว่า 10,000 ราย แยกเป็นบัตรเครดิตประมาณกว่า 5,000 ราย และบัตรเดบิตประมาณกว่า 4000 ราย แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ได้รับความเสียหายมากกว่านี้ โดยวิธีการของคนร้ายเรากำลังแยกแยะกันอยู่ว่านำข้อมูลเช่นนี้มาจากไหน มาจากการซื้อขายออนไลน์จริงหรือไม่ หรือการนำบัญชีไปผูกไว้กับโซเชียลมีเดีย แอคเคาต์ต่างๆ หรืออาจจะรั่วไหลมาจากระบบการชำระเงิน หรือสถาบันการเงิน ต้องมาจากอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นหาสมมติฐานไม่ได้ ถึงจะนำไปสู่การดำเนินการเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ก็ยังมีการนำคดีเก่ามาพิจารณาดูด้วยว่าพฤติกรรมของคนร้ายที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พยายามที่จะทำให้เกิดความกระจ่างมากที่สุด เพื่อเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ &amp;nbsp;ซึ่งได้มีการประสานงานกับหน่วยสืบราชการลับต่างประเทศ หรือ Secret Service ของสหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ประชุมร่วมกับตัวแทนฝายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมธนาคารไทย,ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าว โดยหลังการประชุมเสร็จสิ้นลง &amp;nbsp;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เปิดเผยว่า เบื้องต้นตรวจพบมีผู้เสียหายจากผู้ใช้บัตรเครดิต 5,700 ราย ผู้ใช้บัตรเดบิต 4,800 ราย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางธนาคารได้รับเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ โดยจะมีการตรวจสอบความผิดปกติในการโอนเงินของบัญชีต่างๆ ควบคู่กับการรับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ส่งให้ตำรวจติดตามหาตัวคนร้ายต่อไป ซึ่งผู้เสียหายสามารถเข้าติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีได้โดยตรง เชื่อมั่นว่าจะสามารถตามจับคนร้ายได้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120245</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถูกดูดเงินจากบัญชี, ธปท.-สมาคมแบงก์, ยันไม่เกี่ยวข้อมูลรั่วจากระบบธนาคาร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
