<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วย second best option     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติสาธารณสุขไทยในขณะนี้ถือเป็นปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมโดยตรง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนต่อความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก สินค้าและบริการที่ขาดแคลนได้แก่ วัคซีนโควิด-19 การตรวจคัดกรองเชื้อ ชุดตรวจ ATK เวชภัณฑ์ ยา และเตียงผู้ป่วยวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาในการจัดหา จัดสรร และกระจายสินค้าบริการที่ไม่ทั่วถึงและไม่ทันเวลา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ ด้านหนึ่งก็เกิดจากตัวของระบบสาธารณสุขเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของระบบราชการในการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาช่วยกันแก้วิกฤติโควิด-19 ของประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการจัดหาวัคซีน แม้หลายฝ่ายจะเห็นพ้องตรงกันว่า มาตรการสำคัญที่สุด (The first best) ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็คือการหาวัคซีนที่เพียงพอและทันเวลามาให้กับประชากรจำนวนมากเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ซึ่งแม้ภาคเอกชนเองจะได้เสนอตัวเพื่อช่วยภาครัฐในการจัดหาวัคซีนเพิ่มแล้ว จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวัคซีนทางเลือกเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยจัดหาวัคซีนในวันที่ 9 เมษายน 2564 แล้ว &amp;nbsp;และมีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เรียกว่าทีม Thailand เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 เมษายนก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน รัฐบาลกลับบอกว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสได้เองในปีนี้ เพราะมีงบประมาณในการจัดหาให้ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยภาคเอกชนในตอนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างก็คือเรื่องการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเคยออกประกาศกำหนดให้สถานพยาบาลของทั้งรัฐและเอกชนที่รับตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว หากพบว่ามีผลติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp; โรงพยาบาลนั้นจะต้องรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาหมดทุกคน จนนำไปสู่ปัญหาว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนประกาศไม่รับตรวจคัดกรองให้ เพราะไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ติดเชื้อไว้ได้ ในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องออกประกาศปลดล็อคให้โรงพยาบาลเอกชนรับตรวจคัดกรองได้โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องรับผู้ติดเชื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรับผู้ป่วยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองตัวอย่างนี้ สะท้อนถึงข้อจำกัดในการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนได้ไม่มากก็น้อย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศบค. มีมติให้เพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัดเพื่อขยายพื้นที่ในการสกัดกั้นการกระจายตัวของเชื้อโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 31 สิงหาคม และให้มีการผ่อนคลายในบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการแบบ &amp;ldquo;semi-lockdown&amp;rdquo; นี้ จึงเป็นทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เหลืออยู่โดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; ดังกล่าวนี้ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น เราจะหาวิธีลดจำนวนผู้ป่วยวิกฤติให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านโครงการ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ที่ตอบโจทย์การลดจำนวนผู้ป่วยหนักที่เป็นประชาชนทั่วไปให้ได้จริงได้อย่างไร ซึ่งก็รวมไปถึงกรณีที่ทางสภาอุตสาหกรรมได้เรียกร้องให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเรื่อง Factory Isolation ด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะต้องคิดถึงเรื่องการจัดหาศูนย์พักคอยและศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อให้โครงการ HI และ CI สามารถดูแลผู้ป่วยจำนวนมากให้เข้าถึงยาและติดตามอาการได้ทันเวลาและทั่วถึงอย่างแท้จริง และมีการส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักไปสู่โรงพยาบาลได้จริง ไม่ใช่ศูนย์พักคอย &amp;ldquo;แบบตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ที่ไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึงและเป็นจริงในทางปฏิบัติ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องลงทุนสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะแก้วิกฤติได้อย่างรอบด้านด้วย เช่น การสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะตอบโจทย์เรื่อง &amp;ldquo;คนป่วยล้นเตียง&amp;rdquo; โดยใช้ &amp;ldquo;โรงแรมร้างคนพัก&amp;rdquo; (จนต้องเข้าโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo;) มาทำเป็นศูนย์พักคอยที่มีความพร้อมเรื่องห้องพัก ระบบสื่อสาร พนักงาน ระบบกำจัดขยะติดเชื้อ และมีการเชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขและระบบ &amp;ldquo;เทเลเมดิซีน&amp;rdquo; ของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สมัครใจทำ Hospitel มาก่อนแล้ว ทั้งนี้ ภาครัฐจะสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้โดยการใช้เงินจากงบกลางเพื่อการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่มีอยู่กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท (และอาจใช้เงินบางส่วนจากการกู้เงินรอบใหม่ที่มีมูลค่าหนึ่งล้านล้านบาทตามข้อเสนอแนะของ ธปท.) เพื่อไปขอเช่าโรงแรมที่ได้มาตรฐานเรื่องความสะอาด สะดวก และปลอดภัย โดยภาครัฐจะขอเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับต้นทุน (at cost) เพื่อมาใช้ทำศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อ และมีการออกมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และภาษี ให้กับเจ้าของโรงแรมเพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งแรงงานของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่กลายเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อใหม่ ให้มีโอกาสได้ใช้บริการจากศูนย์พักคอยที่มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดเชื้อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศึกษาในต่างประเทศที่อาจใช้เทียบเคียงได้ ก็คือกรณีของ Santa Clara County Public Health ที่มีข้อกำหนดว่า คนที่มีผลตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่เป็นบวกและมีรายได้ต่อครัวเรือนที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของค่าเฉลี่ยมัธยฐานของรายได้ครัวเรือนในเขตพื้นที่นั้นแล้ว ก็จะมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินดังนี้ (ก) ในกรณีที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ก็จะได้รับความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และได้รับค่าเช่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟอีกเป็นเวลาหนึ่งเดือนแต่ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครัวเรือน พร้อมกับมีการจัดส่งอาหารและเครื่องใช้ในบ้านให้อีกหนึ่งครั้ง หรือ (ข) ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อไม่สามารถจะกักตัวที่บ้านของตัวเองได้ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าโรงแรม ค่าบริการซักรีด และเงินค่าอาหารอีกสามมื้อต่อวันในระหว่างเวลาการกักตัวด้วย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้งบกลางและเงินกู้ของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสู้ชนะโควิด-19 ได้มากขึ้นนี้ นอกจากจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยการช่วยให้ผู้เริ่มป่วยที่มีอาการน้อยไม่ต้องป่วยหนักแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจประกันสุขภาพ และธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศสามารถอยู่รอดและขยายตัวสู่ตลาดชาวต่างชาติที่สนใจมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness) ในไทยหลังยุคโควิด รวมทั้งรองรับกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร. อารยะ&amp;nbsp; ปรีชาเมตตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กนิษฐา หลิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, ชุดตรวจ ATK, ยา, วิกฤติสาธารณสุขไทย, เวชภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108ac17afc78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2020 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2020 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยา -อาหาร-อิเล็กทรอนิกส์&#039;ยอดผลิตพุ่งรับอานิสงส์โควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลักของไทยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งการเว้นระยะห่างทางกายภาพและลดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและพฤติกรรมเดิม ๆ เข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (นิว นอร์มอล) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคทำให้เกิดความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น จึงทำให้ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์รักษาโรค และอาหาร ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ภายหลังจากโรงงาน ซัพพลายเออร์ และธุรกิจต่าง ๆ กลับมาเปิดตัว ส่งผลต่อการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ถูกหยุดชะงักตามมาตรการควบคุมโรค โดยมองว่าอุตสาหกรรมไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวต่อเนื่องหากไม่มีการระบาดซ้ำหรือกลับมาใช้มาตรการควบคุมโรคในระยะที่ 2 โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่มีการขยายตัวต่อเนื่องและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงภายใต้นิว นอร์มอลซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่าในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค มีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ระยะ 5 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 18.50% ความต้องการสินค้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และจีน เช่น หน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด อุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาชนได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานที่บ้าน โดยในช่วง 5 เดือน ของปี 63 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.02% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนามมีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์รวม 5 เดือน ในปี 2563 หดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8.46% และ 0.93% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอุตสาหกรรมอาหาร ได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศเนื่องจากเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต ส่งผลให้มีการขยายการผลิตในหลายผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปที่เก็บรักษาได้นาน โดยมีดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม 5 เดือนแรก ขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ สัตว์น้ำแช่แข็ง สัตว์น้ำบรรจุกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาคอุตสาหกรรม, ยอดผลิตพุ่ง, ยา, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อานิสงส์โควิด-19, อาหาร, อิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8895120f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคายา20ตัว ที่คนไทยใช้มาก รพ.เอกชนฟันอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิด 20 รายการยาที่คนไทยใช้มาก พบโรงพยาบาลเอกชนฟันกำไรอื้อ ตั้งแต่ 100% จนถึงเกิน 1,000% เผยยายอดฮิตอย่างพาราเซตามอล ต้นทุนซื้อเม็ดละ 0.16-0.86 บาท ขายเม็ดละ 1 บาท สูงสุด 12 บาท &amp;nbsp;รพ.กรุงเทพ นำโด่ง ขายยาแพงสุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการตรวจสอบรายการยาในโรงพยาบาลเอกชนที่ประชาชนใช้บ่อยจากเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน http://www.dit.go.th พบว่ามีจำนวนประมาณ 20 รายการ ได้แก่ พาราเซตามอล, ไอบิวพรอเฟน, ออเฟเนดรีน, เมเฟนามิค แอซิด, อะม็อกซีซิลลิน, รอกซิโทรมัยซิน, เดกซ์โทรเมทอร์แฟน, คาร์โบซิสเทอีน, บรอมเฮกซีน, เฟกโซเฟนาดีน, อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์, ดอมเพอริโดน, ไดออสเม็กไทต์, กลูโคส, วิตามินรวมและแร่ธาตุ, โคลพิโดเกรล, ซิมวาสแตติน, อะทอร์วาสแตติน, ดอกซาโซซิน และเซเลโคซิบ พบว่ามีต้นทุนซื้อมาต่ำมาก แต่ขายในราคาสูงกว่าร้านขายยาตั้งแต่ระดับ 100% จนถึงหลาย 100% และบางยี่ห้อขายมีกำไรเกิน 1,000% &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ยี่ห้อ Sara ต้นทุนซื้อเม็ดละ 0.16-0.86 บาท ราคาร้านขายยาเม็ดละ 1.2-1.3 บาท ราคาโรงพยาบาลเอกชน ต่ำสุด 1 บาท คือ รพ.รวมแพทย์ นครสวรรค์ และสูงสุด 12 บาท คือ รพ.ร่มฉัตร ยี่ห้อ Tylenol ต้นทุนซื้อ 0.16-8.00 บาท ราคาร้านขายยา 1.18-1.30 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เดอะซีเนียร์ 1 บาท สูงสุด รพ.สินแพทย์ 22 บาท และยี่ห้อ BAKAMOL ต้นทุนซื้อ 0.21-0.70 บาท ราคาร้านขายยา 1.2 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.จุรีเวช 2 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพ 14.30 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาไอบิวพรอเฟน รักษาอาการปวด ลดไข้ และแก้อักเสบจากสาเหตุต่างๆ ยี่ห้อ HEIDI ต้นทุนเม็ดละ 0.28-2.15 บาท ราคาร้านขายยา 3 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.คริสเตียนแม่น้ำแควน้อย 1 บาท สูงสุด รพ.มิชชั่น 28 บาท และยี่ห้อ DURAN ต้นทุนซื้อ 0.56-2.02 บาท ราคาร้านขายยา 3.50 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.รวมแพทย์หนองคาย 3 บาท สูงสุด รพ.เชียงใหม่เมดิคอลเซ็นเตอร์ 20 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาออเฟเนดรีน คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาปวด ยี่ห้อ NORGESIC ต้นทุนซื้อ 0.45-3.98 บาท ราคาร้านขายยา 3.50-4.00 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ไทยจักษุ 5 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพ 42 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาเมเฟนามิค แอซิด แก้ปวดประจำเดือน ต้นทุนซื้อ 0.86-4.42 บาท ราคาร้านขายยา 5.50-5.80 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.อินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ 5 บาท สูงสุด รพ.สุขุมวิท 31 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาอะม็อกซีซิลลิน แก้ติดเชื้อเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ยี่ห้อ AUGMENTIN ต้นทุนซื้อ 7.94-43 บาท ราคาร้านขายยา 30-30.70 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.มหาชัยพร้อมแพทย์ 28 บาท สูงสุด รพ.อมตะเวชกรรม 250 บาท และยี่ห้อ AMOKSIKLAV ต้นทุนซื้อ 5.99-17.98 บาท ราคาร้านขายยา 20-25 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เซนต์หลุยส์ 18 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพ 217 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยารอกซิโทรมัยซิน รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ไซนัส ยี่ห้อ RULID ต้นทุนซื้อ 3.21-19.68 บาท ราคาร้านขายยา 21.50-24 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด 6 บาท สูงสุด รพ.เปาโล โชคชัย 4 82 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาเดกซ์โทรเมทอร์แฟน แก้ไอ ยี่ห้อ TERCO-D ต้นทุนซื้อ 0.68-5.00 บาท ราคาร้านขายยา 2-3 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.รวมแพทย์ทุ่งสง 3 บาท สูงสุด รพ.สิริโรจน์ 20 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาคาร์โบซิสเทอีน แก้ไอแบบมีเสมหะสำหรับรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ ยี่ห้อ FLEMEX ต้นทุนซื้อ 1.08-4 บาท ราคาร้านขายยา 3.70-4 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.รวมแพทย์ทุ่งสง 5 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพภูเก็ต 37 บาท ยี่ห้อ FLUIFORT ต้นทุนซื้อ 47.54-199 บาท ราคาร้านขายยา 199-270 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด &amp;nbsp;รพ.ราชธานี 107 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพสมุย 633 บาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาบรอมเฮกซีน ละลายเสมหะ ยี่ห้อ BISOLVON ต้นทุนซื้อ 2.61-4.45 บาท ราคาร้านขายยา 4.10-6.30 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนิน 4.80 บาท สูงสุด รพ.สุขุมวิท 19.14 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาเฟกโซเฟนาดีน แก้แพ้ ลมพิษ ยี่ห้อ TELFAST ต้นทุนซื้อ 2.20-8.92 บทา ราคาร้านขายยา 10.30 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.รวมแพทย์ (หมออนันต์) 12 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพตราด 58 บาท ยี่ห้อ FENAFEX ต้นทุนซื้อ 30.90-20.61 บาท ราคาร้านขายยา 15 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เซนต์หลุยส์ 11 บาท สูงสุด รพ.รามคำแหง 68 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ลดกรด แก้ปวดท้อง ยี่ห้อ ALGYCON ต้นทุนซื้อ 9.73-20 บาท ราคาร้านขายยา 20.83 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ประชารักษ์เวชการ 15 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพตราด 73 บาท และยี่ห้อ AIR-X ต้นทุนซื้อ 0.26-1.23 บาท ราคาร้านขายยา 1.70-1.80 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ภัทร-ธนบุรี 2 บาท สูงสุด รพ.วิภาราม สมุทรสาคร 19 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาดอมเพอริโดน บรรเทาอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ยี่ห้อ MOTILIUM-M ต้นทุนซื้อ 1-9 บาท ราคาร้านขายยา 4.80-5.00 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เซนต์หลุยส์ 4.75 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพ สมุย 38 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาไดออสเม็กไทต์ รักษาอาการท้องเสียเฉียบพลันและรุนแรง ยี่ห้อ SMECTA ต้นทุนซื้อ 8-20 บาท ราคาร้านขายยา 15-16 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.กรุงเทพคริสเตียน นครปฐม 18 บาท สูงสุด รพ.สรินทร์รวมแพทย์ 381 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลูโคส ซึ่งเป็นเกลือแร่ ยี่ห้อ OREDA R.O. ต้นทุนซื้อ 1-6 บาท ราคาร้านขายยา 4-7 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.กรุงเทพคริสเตียน นครปฐม 4 บาท สูงสุด รพ.วิภาราม 88 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินรวมและแร่ธาตุ ยี่ห้อ OBIMIN-AZ ต้นทุนซื้อ 1.55-4.28 บาท ราคาร้านขายยา 4.82 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเจตนิน 4 บาท สูงสุด รพ.วัฒนแพทย์ ตรัง 29 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาโคลพิโดเกรล ต้านการแข็งตัวของเลือด ยี่ห้อ PLAVIX ต้นทุนซื้อ 74.29-111.61 บาท ราคาร้านขายยา 146.30 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ชัยอรุณเวชการ 105 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพตราด 367 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาซิมวาสแตติน ลดไขมันในเส้นเลือด ยี่ห้อ BESTATIN ต้นทุนซื้อ 0.40-10 บาท ราคาร้านขายยา 5 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เซนต์หลุยส์ 2 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพ ภูเก็ต 61 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาอะทอร์วาสแตติน ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ยี่ห้อ LIPITOR ต้นทุนซื้อ 28-61.41 บาท ราคาร้านขายยา 43 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.เทพากร 37.62 บาท สูงสุด รพ.สมิติเวชศรีราชา 194 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาดอกซาโซซิน ขยายหลอดเลือด ยี่ห้อ CARDURA ต้นทุนซื้อ 8.41-24 บาท ราคาร้านขายยา 16.50 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.ประชารักษ์เวชการ 22 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพจันทบุรี 68 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาเซเลโคซิบ ต้านการอักเสบ บรรเทาปวดและบวม ยี่ห้อ CELEBREX ต้นทุนซื้อ 3.14-44 บาท ราคาร้านขายยา 29.5-39.5 บาท ราคา รพ.เอกชน ต่ำสุด รพ.มหาชัยพร้อมแพทย์ 28 บาท สูงสุด รพ.กรุงเทพสมุย 246 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45455</URL_LINK>
                <HASHTAG>www.dit.go.th, ยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77aacd70470.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์” ระบุยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพงเวอร์ ห่างจากราคาปกติถึง 300% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เม.ษ. 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ และร้านจำหน่ายยาขนาดใหญ่ ได้แจ้งข้อมูลซื้อขาย รวมถึงราคาซื้อและขายมายังกรมฯ ตามกำหนดเส้นตายที่กำหนดไว้วันที่ 4 เม.ย.2562 แล้ว แต่ยังส่งมาไม่ครบทุกราย ซึ่งกรมฯ ได้นำข้อมูลราคามาเทียบเคียงกับราคามาตรฐานที่ได้รับมาจากกรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดูแล้วพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของรายการที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นรายการ มีราคาสมเหตุสมผล แต่อีกครึ่งหนึ่ง มีราคาแตกต่างกันมาก ตั้งแต่หลักสิบเปอร์เซ็นต์ไปจนถึง 200-300% หรือมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในจำนวนโรงพยาบาลเอกชนที่กรมฯ ขอให้แจ้งข้อมูลมีทั้งหมด 353 ราย มีจำนวน 295 รายที่จัดส่งข้อมูลให้ และในจำนวนนี้มี 72 ราย ที่กรมฯ ขอให้ปรับปรุงข้อมูลมาใหม่ และไม่ยื่นเลย 58 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก แต่รายใหญ่ก็มี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับหนังสือจากกรมฯ ถ้าได้รับ อาจจะอยู่ระหว่างการตอบกลับ เพราะอาจจะส่งข้อมูลวันสุดท้าย คือ 4 เม.ย.2562 กลุ่มที่ส่งหนังสือไปไม่ถึง จะส่งไปซ้ำอีกครั้ง และกลุ่มส่งถึงแต่ไม่ส่งข้อมูลกลับ ซึ่งจะส่งตำรวจดำเนินคดีตามมาตรา 18 (1) ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการทุกราย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มผู้ผลิตและผู้นำเข้า 339 ราย และร้านขายยาขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่แจ้งข้อมูลเข้ามาแล้ว แต่บางรายได้สอบถามเข้ามาว่าจะต้องส่งข้อมูลเป็นรายโรงพยาบาลหรือไม่ หากต้องส่งแบบนี้ จะมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก และราคาขายแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกันตามจำนวนการสั่งซื้อ และยังขึ้นกับระยะทางการขนส่งอีก ซึ่งกรมฯ ได้ขอให้แจ้งข้อมูลราคายาเป็นช่วง และจะขยายระยะเวลาในการส่งให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัยกล่าวว่า หลังจากได้ข้อมูลต่างๆ และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนแล้วเสร็จ คณะทำงานฯ จะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ ที่มีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิจารณามาตรการที่จะนำมาใช้กำกับดูแล จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เห็นชอบอีกครั้ง และจะนำรายละเอียดราคาของแต่ละโรงพยาบาลไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ของกรมฯ ซึ่งจะมีราคายาแต่ละชนิด ค่าเวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล โดยผู้บริโภคสามารถเข้าไปดูและเปรียบเทียบราคาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร กรมฯ จะเชิญมาพูดคุยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และจะขอให้ปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ถ้าไม่ปรับลด จะขอให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทำการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ร้องเรียนเข้ามายังกรมฯ ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปจัดการให้ตามกฎหมาย โดยมีโทษตามมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการสูง จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ คณะทำงานฯ ได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นฐานในการกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ จากกระทรวงสาธารณสุข กรมบัญชีกลาง ผู้ผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาซื้อและขายของโรงพยาบาลเอกชน การเบิกเงินจากผู้เอาประกันทั้งในส่วนของประกันวินาศภัย และประกันชีวิต และราคาจากร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ได้ข้อมูลครอบคลุมอาการที่ฉุกเฉินจำเป็น รวม 10,046 รายการ ประกอบด้วย กลุ่มยา 3,892 รายการ กลุ่มเวชภัณฑ์ 868 รายการ และกลุ่มค่ารักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ 5,286 รายการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยา, วิชัย โภชนกิจ, อธิบดีกรมการค้าภายใน, เวชภัณฑ์, แพงเกินจริง, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190406/image_big_5ca8168daff36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สว.เดินทางต้องวางแผน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นผู้สูงอายุแล้วต้องวางแผนการเดินทาง และเตรียมตัวเดินทางอย่างรอบคอบแต่เนิ่นๆ โดยเริ่มตั้งแต่ออกจากที่พักให้เร็วกว่าปกติ เดินทางไปสนามบินให้มีเวลามากพอก่อนเวลาเที่ยวบิน เพื่อเตรียมตัวด้านเอกสารและอื่นๆ ให้เรียบร้อย จนถึงสถานที่จะขึ้นเครื่องบิน ยา เวชภัณฑ์ ของใช้ที่จำเป็นมีพร้อมอยู่ในกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคเบาหวาน (ยารับประทาน, ยาฉีด) โรคความดันโลหิตสูง เครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือแพทย์ การเตรียมตัวรับสภาพอากาศสถานที่ปลายทางที่อาจร้อนจัด หนาวจัด และ/หรือมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค (ปรึกษาแพทย์ก่อนออกเดินทางว่าควรต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง และเพื่อให้วัคซีนออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพเมื่อถึงปลายทาง ควรต้องปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 3-4 สัปดาห์) นะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16725</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยา, เล็กๆน้อยๆ, เวชภัณฑ์, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืด, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลเผยประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่มีความความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย. และการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 61 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย.&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 22 พฤษภาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย. การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการอ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. ในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.78 ระบุว่า อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. รองลงมา ร้อยละ 27.98 ระบุว่า ไม่อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. และร้อยละ 0.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. หลังจากที่มีกระแสข่าวการจับกุมผลิตภัณฑ์ที่มีการสวมเลขทะเบียน อย. รวมถึง การใช้เครื่องหมาย อย. ปลอมจำนวนมาก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.12 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานในการตรวจสอบความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีการจัดตั้งมานานแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 42.21 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ขาดความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความรุนแรงของปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมาก ร้อยละ 44.60 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ค่อนข้างมีความรุนแรง ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ ไม่ค่อยมีความรุนแรง ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ไม่มีความรุนแรงเลย และร้อยละ 1.44 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการที่ให้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นดูมีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ ง่ายขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.71 ระบุว่า มีส่วนช่วย เพราะ เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดแรงจูงใจ และความมั่นใจในการเลือกซื้อ รองลงมา ร้อยละ 32.93 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วย เพราะ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ราคา ความพึงพอใจ ความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อ ขณะที่บางส่วนระบุว่า มุ่งเน้นที่เครื่องหมาย อย. มากกว่า และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหาการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.20 ระบุว่า เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทั้ง ก่อน &amp;ndash; หลัง กับสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย อย. รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำผิด ร้อยละ 33.89 ระบุว่า เพิ่มหน่วยงานของภาครัฐเข้ามากำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยละ 32.37 ระบุว่า เพิ่มมาตรการควบคุมการโฆษณาที่เกินจริงรวมถึงการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณา ร้อยละ 27.10 ระบุว่า เพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ร้อยละ 0.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเลข อย. เช่น มีแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบเลข อย. ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 9.59 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.42 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 32.53 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.91 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 51.40 เป็นเพศชาย และร้อยละ 48.60 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.03 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 16.55 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.10 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 33.49 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 18.23 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.60 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่างร้อยละ 91.61 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.88 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือ ศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.24 ไม่ระบุศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 20.30 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 70.26 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.64 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.80 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 26.14 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.34 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.51 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.30 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.60 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.12 ไม่ระบุการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 12.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.23 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.18 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.59 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.27 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 3.04 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 5.52 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 13.35 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 24.62 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 22.46 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 11.91 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 6.39 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; 40,000 บาท ร้อยละ 8.79 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 12.47 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินค้า, นิด้าโพล, ปลอดภัย, ผลิตภัณฑ์, มาตรฐาน, ยา, สินค้า, อาหาร, เครื่องหมาย อย., เชื่อมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a1c1b9d0b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
