<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งชาวสวนยาง!โอนเงินให้เรียบร้อยแล้ว 1.34 ล้านราย ทั้งหมด 6,853.91 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค. 64 - จากการที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ติดตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร การช่วยเหลือเกษตรกรทั้งมาตรการหลักและมาตรการเสริมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในส่วนของเกษตรกรชาวสวนยางนั้นนายจุรินทร์ให้ความห่วงใยเรื่องนี้ จึงให้ติดตามนโยบายและแจ้งให้เกษตรกรชาวสวนยางทราบว่า สำหรับการประกันรายได้ยางพาราปี 2 งวดที่ 4 เคาะราคากลางอ้างอิงเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 นั้น ได้มีการโอนเงินแล้วตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 ขณะนี้ได้รับแจ้งจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ว่าสามารถโอนเงินให้เกษตรกรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 1.34 ล้านราย เป็นเงินงบประมาณ 6,853.91 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเกษตรกรที่ 1.83 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 9,717.99 ล้านบาท งบประมาณยังคงเหลือ 2,864.08 ล้านบาท โดยการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งข้อมูลมาเดือนละครั้งถ้าหากราคายางต่ำลงมากเงินที่เหลือก็อาจไม่พอต้องขอเพิ่มแต่ถ้าราคายางสูงขึ้นงบที่เหลือนี้ยังพอใช้อยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ให้ติดตามนโยบายและรายงานความคืบหน้าการดูแลเกษตรกรเพราะงวดนี้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่าง เนื่องจากคณะกรรมการเกณฑ์แถลงราคากลางอ้างอิงการขายตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เคาะจ่ายเงินงวดที่ 4 นี้ จากการคำนวณราคากลางอ้างอิงในเดือนเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้คือ 1)ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคายางที่ประกันรายได้ 60.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 54.93 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 5.07 บาทต่อกิโลกรัม 2) น้ำยางสด (DRC 100%) ราคายางที่ประกันรายได้ 57.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 46.99 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 10.01 บาทต่อกิโลกรัม 3) ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคายางที่ประกันรายได้ 23.00 บาทต่อกิโลกรัม ราคากลางอ้างอิงการขาย 20.54 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะได้รับชดเชย 2.46 บาทต่อกิโลกรัม จึงขอแจ้งเกษตรกรชาวสวนยางให้ทราบทั่วกันและสามารถตรวจสอบบัญชีของตนได้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางนั้นยังมีมาตรการคู่ขนานอีก 8 โครงการเป็นโครงการจากรัฐบาลเพื่อยกระดับราคา คือ 1. โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ 2.การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวม 3.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพ 4.โครงการสต๊อกสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง หรือสต๊อก 51,000 ตัน 5. การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 6. สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) 7. การสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ (20,000 ล้านบาท) 8. การควบคุมปริมาณการผลิต เป้าหมาย 400,000 ไร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94989</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, ชาวสวนยาง, ประกันรายได้เกษตรกร, พาณิชย์, มัลลิกา, ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_604083142f5c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท.อัดงบฯกว่า30ล้านยกเครื่องแปลงใหญ่ยางพาราตราด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บอร์ด กยท.อนุมัติงบในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพาราปีละ 700 ล้าน ให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด 30.84 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้นเป็นโรงงานแปรรูปและจุดรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่จากเกษตรกรช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ไปจนถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านผลิตน้ำยางข้นทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและประเทศในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รับมอบนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ โดยบรรจุไว้ในแผนการดำเนินงานของ กยท.ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 กำหนดเป้าหมายพื้นที่เข้าร่วมโครงการ 50,000 ไร่ต่อปี วัตถุประสงค์ของโครงการฯเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกันในการผลิต จำหน่าย โดยมีตลาดรองรับแน่นอน นอกจากนี้ ยังปรับปรุงหรือสร้างโรงงานแปรรูปยางพารา รองรับการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้เหมาะสมตรงความต้องการในการบริหารจัดการของสมาชิกแปลงใหญ่ยางพารา อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่ Smart Farmer ให้ดำเนินการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเหมาะสม ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนปัจจัย วัสดุอุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด การบริหารจัดการที่บูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง หน่วยงานราชการ จนถึงภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการฯเป็นการส่งเสริมการทำสวนยางรูปแบบแปลงใหญ่ และกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุม พื้นที่ทุกเขตของกยท. ซึ่งที่ผ่านมาแปลงใหญ่ยางพาราที่ กยท.จัดตั้งและดูแลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562-2564 มีจำนวน 349 แปลง จำนวนเกษตรกร 18,095 ราย พื้นที่สวนยางจำนวน 265,370.04 ไร่ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนา ยางพารามาตรา 49 (3) ในการดำเนินงานปีละ 700 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายครอบคลุม 7 เขต งบประมาณเขตละไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีกลุ่มสหกรณ์ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสหกรณ์จากจังหวัดพะเยา บึงกาฬ บุรีรัมย์ ตราด สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา และสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กยท. ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 อนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ของแปลงใหญ่ยางพาราให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรา 49(3) วงเงินทั้งหมด 30.84 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งเหตุผลที่สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราดยื่นขอรับเงินอุดหนุน เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาไม่สามารถบริการรับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิกได้ทั้งหมด และเก็บน้ำยางข้น เพื่อชะลอการขายผลผลิตในช่วงที่ราคายางผันผวน เพราะมีเครื่องปั่นน้ำยางข้นไม่เพียงพอ อุปกรณ์ชำรุดเสื่อมสภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;สำหรับสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ยางพาราปี 2562 มีสมาชิก 153 คน ครอบคลุมพื้นที่ 12,000 ไร่ ดำเนินการรับซื้อผลผลิตน้ำยางสดจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้นปัจจุบันมีกำลังการผลิตน้ำยางข้น 20 ตัน/วัน จากน้ำยางสด 40 ตัน/วัน ซึ่งเมื่อได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่แล้ว จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำยางข้นได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 3 เท่าต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 20.42 ของผลผลิตสมาชิกทั้งหมด เป็นประโยชน์แก่สมาชิกในเครือข่ายกว่า 600 รายและสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 2 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;นายประพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด เป็นโรงงานน้ำยางข้นของสหกรณ์โรงงานเดียวและเป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคายาง ช่วยให้สมาชิกมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรม และขายน้ำยางสดได้ราคาสูงกว่าราคากลางที่ กยท.ประกาศ นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บน้ำยางข้นข้นชะลอการขายในช่วงราคายางผันผวนได้ไม่น้อยกว่า 1,900 ตัน/วัน ที่สำคัญคือ เป็นเครือข่ายรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่ของตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตลาดของภูมิภาค รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านการผลิตน้ำยางข้นได้อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92663</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023e843297fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลั่น &#039;จุรินทร์&#039; คิกออฟจ่ายประกันรายได้ยางพาราทั่วประเทศวันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค.63 - นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน Kick off หรือกดปุ่มจ่ายโอนเงินส่วนต่างประกันรายได้ชาวสวนยางพาราปีที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบเรื่องที่นายจุรินทร์เสนอเรื่องเข้าจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่างจะมีทั้งเกษตรกรชาวสวนยางที่ถือบัตรสีเขียวหรือผู้มีเอกสารสิทธิและที่ถือบัตรสีชมพูหรือเกษตรกรกลุ่มด้อยโอกาสที่แจ้งปลูก โดยผู้ถือบัตรสีเขียวมีประมาณ 9.6 แสนราย ส่วนผู้ถือบัตรสีชมพูจะมีประมาณ 3.4 แสนราย รวมแล้วจะมีเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับสิทธิเงินส่วนต่างประมาณ 1.3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ด้วยการประกาศราคาเกณฑ์กลางงวดนี้จะได้รับการชดเชย 2 ชนิดคือยางก้อนถ้วย น้ำยางสดเท่านั้น เพราะน้ำยางดิบได้ประโยชน์จากราคายางที่สูงทะลุราคาประกันรายได้ไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรชาวสวนยางพาราจะได้รับส่วนต่างพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งนายจุรินทร์ระบุว่าโครงการประกันรายได้เกิดจากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าร่วมรัฐบาลและให้หลักประกันความมั่นคงทางอาชีพเกษตรกรและแถลงต่อรัฐสภามาแล้วและได้ดำเนินการสำเร็จมาแล้ว 1 ปีขณะนี้เดินหน้าปีที่2 โครงการนี้มีหลักคือถ้าราคายางตกต่ำเกษตรกรจะได้ส่วนต่างมาชดเชย เกษตรกรจะได้เงิน 2 กระเป๋านั่นเอง และการจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 หรือประกันรายได้ยางพาราปี2 สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ทั่วประเทศจะครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 18 ล้านไร่ โดยยึดหลักเกณฑ์เดิมตามโครงการระยะที่ 1 ประกันรายได้ยาง 3 ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือ 1)ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม 2)น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และ3)ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดยางไปแล้วรายละไม่เกิน 25 ไร่ มีสัดส่วนแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของ 60% และคนกรีดยาง 40% ส่วนระยะเวลาโครงการ เดือนกันยายน 2563 &amp;ndash; กันยายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่าสำหรับจังหวัดพังงา ข้อมูลโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดพังงาพื้นที่สวนยางทั้งหมด 734,430 ไร่ชาวสวนยางขึ้นทะเบียนและแจ้งพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทยจำนวน 34,095 รายเนื้อที่สวนยางบัตรสีเขียว 20,694 ราย พื้นที่ 302,904 ไร่ บัตรสีชมพู 13,401 รายพื้นที่ 214,509 ราย โดยเมื่อปีก่อนเกษตรกรชาวสวนยางได้รับเงินช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 20,600 ราย ส่วนปีนี้โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่2 จ่ายเงินรอบที่หนึ่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2563 เกษตรกรพังงาได้รับเงินช่วยเหลือ 16,421 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวจำนวน 13,652 ราย บัตรชมพูจำนวน 4179 รายแต่งวดนี้ชดเชยเฉพาะยางก้อนถ้วยและน้ำยางสดเนื่องจากราคายางแผ่นดิบสูงกว่าราคาประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า ส่วนมาตรการเสริมที่นายจุรินทร์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และดูแลกระทรวงเกษตรฯผลักดันให้รัฐบาลอนุมัติซึ่งเป็นมาตรการคู่ขนานที่เป็นปัจจัยกระตุ้นราคาที่สำคัญคือ 1. มาตรการกำกับดูแลด้านปริมาณ ผู้ประกอบกิจการยางที่มีปริมาณการรับซื้อตั้งแต่เดือนละ 5,000 กก.ขึ้นไป แจ้งปริมาณการซื้อ ปริมาณการจำหน่าย ปริมาณการใช้ไป ปริมาณคงเหลือ และ สถานที่เก็บสินค้ายางพารา ตลอดจนให้จัดทำบัญชีคุมรายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ระหว่าง ต.ค. 62 - ก.ย. 65 3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อ 5 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ 1 เม.ย. 63 - 31 มี.ค. 64 โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 1 ก.ย. 57 - 31 ธ.ค. 67 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) (20,000 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินงาน ม.ค. 63 &amp;ndash; ธ.ค. 64 โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ปี 59 &amp;ndash; 69 โดยสนับสนุนวงเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราร้อยละ 3 ไม่เกิน 600 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86571</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์, ประกันรายได้, ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201211/image_big_5fd304ef5b940.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมแจงแผนใช้ยางพารา&#039;แบริเออร์-หลักนำทาง&#039;เฟสแรก ช้ากว่ากำหนด 2 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำยางพารามาใช้ เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยใช้กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) มาใช้บนถนน ทล. และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงิน 2,770 ล้านบาท เมื่อช่วง ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา ผนวกกับงบปรับแผนฯ และงบประจำปี 2563 วงเงิน 1,650 ล้านบาท รวมประมาณ 4,421 ล้านบาท เพื่อนำมาดำเนินการในระยะที่ 1 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.พ. 2564 ล่าช้ากว่าแผน 2 เดือน หรือจากเดิมจะแล้วเสร็จภายใน พ.ย. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการระยะที่ 1 นั้น ในส่วนของ ทล. ได้ดำเนินการแล้วประมาณ 50% ล่าช้ากว่าแผน 20% ขณะที่ ทช. ล่าช้ากว่าแผน 13% แบ่งเป็น ดำเนินการกำแพงคอนกรีตหุ้ม RFB ของ ทล. ระยะทาง 238.71 กิโลเมตร (กม.) และ ทช. ดำเนินการ 105.54 กม. รวมระยะทาง 344.25 กม. ส่วนการติดตั้งหลักนำทางยางธรรมชาตินั้น &amp;nbsp;ทล. ได้ดำเนินการแล้ว จำนวน 89,635 ต้น และ ทช. ดำเนินการแล้วจำนวน 200,714 ต้น รวมดำเนินการทั้งสิ้น จำนวน 290,349 ต้น ขณะเดียวกัน ในเบื้องต้นอาจจะต้องมีการปรับแผนการสร้างแบริเออร์ รวมถึงพิจารณาให้ผู้รับจ้างเอกชนเข้ามาช่วยดำเนินการ โดย ทล. และ ทช. จะต้องมาเปรียบเทียบความเหมาะสม ในส่วนของราคาน้ำยางพารา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม จากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2563 ราคายางอยู่ที่ 43 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่เกิดความล่าช้านั้น สืบเนื่องจาก ทล. และ ทช. จะต้องใช้หน่วยงานดำเนินการเอง รวมถึงต้องเรียนรู้กระบวนการ และพบปัญหาต่างๆ เช่น การเตรียมวัสดุการใช้แบบเหล็กเสริม Single Slope Barrier ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่, ปัญหาประชาชน 2 ข้างทางมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องของการวางแบริเออร์, ข้อจำกัดทางด้านแรงงาน ฯลฯ แต่ในขณะนี้ เริ่มแก้ปัญหาได้แล้ว ขณะเดียวกัน ยังติดเรื่องของการแก้กฎกระทรวงฯ เพื่อจัดซื้อยางพาราตรงจากเกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 โดยเพิ่มเติมแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ เป็นพัสดุในบัญชีที่การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง คาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติไม่เกิน ธ.ค. 2563 ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทล. และ ทช. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อประเมินผลดำเนินโครงการดังกล่าว ได้แก่ พื้นที่จังหวัดภาคอีสาน จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น พื้นที่ภาคเหนือ จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พื้นที่ภาคใต้ จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ภาคกลางนั้น จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อรวบรวมสถิติด้านความปลอดภัย และยกระดับราคายางพาราให้เป็นไปตามสมมติฐานโครงการที่ต้องการลดความรุนจากอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยทางถนน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะเสนอผลการประเมินการดำเนินการระยะที่ 1 ให้ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม. พิจารณาในช่วง ก.พ. 2564 ก่อนที่จะนำเสนอขอรับสนับสนุนงบกลางจาก ครม. เพื่อดำเนินการในระยะที่ 2 ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85590</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ, ยางพารา, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc5b8742ef05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.คลัง ลงพื้นที่ตรังตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ชวนอุดหนุนฟื้นเศรษฐกิจฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร ย่านตาขาว จำกัด สาขาทุ่งค่าย ซึ่งมีการรวบรวมผลผลิตจากยางพาราทั้งยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ น้ำยางสด จากสมาชิก 5,645 รายและเครือข่ายส่งขายยังตลาดกลางยางพาราและบริษัทเอกชน มียอดรวบรวมยางพารากว่า 12,000 ตัน มูลค่าว่า 538 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนำคณะประกอบด้วย ที่ปรึกษารัฐมนตรี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง หัวหน้าคลังจังหวัดตรัง ผู้บริหารธกส. ร่วมประทานอาหารกลางวันเมนูพื้นเมืองนาหมื่นศรี ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง อาทิ แกงขี้มิ่น(แกงขมิ้น) แกงส้มปลากะพงลูกมะอึกมันขี้หนู ปลาเต้าเจี้ยว ต้มกะทิยอดเม่า ผักเหรียงผัดไข่ และข้าวสวยพื้นเมืองพันธุ์เล็บนก ที่ศาลากลางนาทุ่งทอรัก ภายในศูนย์การเรียนรู้เกษตรหัตถกรรมผ้าทอนาหมื่นศรี ซึ่งเป็นอีกกิจการต่อยอดของวิสาหกิจชุมชนฯในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบนเนื้อที่ 8 ไร่ ที่เริ่มทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทำนา โดยมีนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นางสาวอารอบ เรืองสังข์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี และเจ้าหน้าที่จากธกส.ตรังร่วมต้อนรับ ทั้งนี้นายอาคมได้ปรารถว่าชื่นชอบอาหารปักษ์ใต้มาก เพราะรสชาติอร่อยถูกปากและหากินยาก และดีใจที่ได้มากินถึงที่ ถึงที่กทม.จะมีร้านอาหารใต้ แต่รสชาสอร่อยสู้มากินที่ปักษ์ใต้ไม่ได้
&amp;nbsp;
จากนั้น นายอาคมได้นั่งรถรางของอบต.นาหมื่นศรีชมบรรยากาศในหมู่บ้าน ก่อนเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนทอผ้านาหมื่นศรี ชุมชนผ้าทอโบราณกว่า 200 ปี โดยปัจจุบันยังคงทอผ้าและแปรรูปผ้าทอมือ เป็นผ้าขาวม้า ผ้าถุงและผ้าคลุมไหล่ ผ้าตัดเสื้อและของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มีสมาชิก 155 ราย สร้างรายได้ให้กลุ่มกว่า 8 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีจากพิษการแพร่ระบาดของโควิด19 ทำให้ได้รับผลกระทบต่อความคล่องตัวในการชำระหนี้ 10 กว้าล้านบาท โดยธ.ก.ส. ให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน พร้อมให้ความรู้ การกำหนดแผนธุรกิจ และประสานเครือข่ายจากทั้งภาครัฐและเอกชนด้วยดีมาตลอด โดยนายอาคมได้สอบถามปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำตลอดจนมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถเพื่อลดภาระหนี้และดอกเบี้ย โดยใช้ช่องทางตามมาตรการของรัฐที่มีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายอาคมยังให้ความสนใจสอบถามรายละเอียดทั้งประวัติผ้าทอลายโบราณ อาทิ ลายครุฑ นกการเวก แก้วชิงดวง ราชวัตร ชมกระบวนการทอ การจัดวางสินค้า และชมพิพิธภัณฑ์ผ้าทอซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนจัดสร้างเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมประวัติผ้า ตัวอย่างผ้า ตำนานเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งร่วมทำขนมฝามี ขนมพื้นเมืองนาหมื่นศรีกับชาวบ้านด้วยความเป็นกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวภายหลังเยี่ยมชมว่า วิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีถือเป็นอีกชุมชนที่สามารถสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก และร้านผ้าทอนาหมื่นศรีเป็นร้านที่เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง จึงอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวมาเป็นส่วนหนึ่งของการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วยังเป็นการช่วยร้านค้าในการจ้างงานในพื้นที่และเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ชุมชนนาหมื่นศรีมีความฉับไวดำเนินการตามมาตรการคนละครึ่งเพื่อส่งเสริมยอดขาย และถูกทางแล้วที่วิสาหกิจชุมชนฯมีการปรับตัวเอง จากทอผ้า สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนที่กำลังเริ่มต้นทำ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ไทยต้องเที่ยวไทย เขาต้องขายคนไทย ตนได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนเต็มที่ในเรื่องการการผลิต แปรรูป และการตลาด ที่สำคัญคือด้านการประชาสัมพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวว่า สำหรับมาตรการสำคัญของกระทรวงการคลังในเรื่องส่งเสริมภาคท่องเที่ยวรวมถึงท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีการหารือกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรที่จ.ภูเก็ตในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ก็จะมีส่วนช่วยได้ โดย กระทรวงการคลังเตรียมหารือภาคเอกชนอย่างสายการบินต่างๆ ในการจำหน่ายราคาตั๋วที่ถูกลง และอาจจะมีการเพิ่มสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะได้เตรียมหารือกับทางสายการบินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82467</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตรัง, ชุมชนทอผ้านาหมื่นศรี, ธกส., ยางพารา, รมว.คลัง, วิสาหกิจชุมชน, อบต.นาหมื่นศรี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9e4f633e669.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยางพาราดีดขึ้น 80 บาทสูงสุดในรอบปี ชี้แนวโน้มเริ่มสดใสจากนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยางพาราดีดขึ้น 80 บาท สูงสุดในรอบปี ขณะที่ตลาดกลางยางพารายะลาชี้แนวโน้มเริ่มดีขึ้นจากความต้องการตลาดบวกกับนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากยางของรัฐบาล อีกทั้งฝนตกทำให้ปริมาณยางมีน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.63 -&amp;nbsp;นางบุษราภรณ์ มหาโชติ หัวหน้าแผนกบริการตลาดเครือข่าย รักษาการแทนหัวหน้ากองปฏิบัติการตลาด ตลาดกลางยางพารา เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางพาราที่ตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลาขยับขึ้นเรื่อยๆ โดยชนิดน้ำยางสดอยู่ที่ 70.50 บาท ยางแผ่นรมควันเราใช้วิธีการตกลงราคาซึ่งขายได้กิโลกรัมละ 78 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงสุดที่ขยับขึ้นมาตลอดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงผลกระทบโควิด-19 ทำให้เป็นที่ต้องการต้องการน้ำยางสูง ในขณะที่การยางแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยราคาประมูลและปริมาณยางแผ่นรมควัน ณ สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลาล่าสุดวันนี้อยู่ที่ 82.80 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มเรื่องราคายางช่วงนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะโครงการของรัฐบาลที่สนับสนุนอยู่ตอนนี้มีหลายโครงการด้วยกัน ทั้งในการการผลิตทำเสาหลักตามทางถนน ซึ่งจะต้องใช้น้ำยางจำนวนปริมาณมาก โรงงานทำหมอน โรงงานทำล้อยาง ยางรถยนต์ ก็มีความต้องการมากเช่นเดียวกัน อีกทั้งราคาก็ขึ้นกับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นของตลาดจีนและตลาดญี่ปุ่นในช่วงสองวันนี้ มีราคาที่ขยับขึ้น 3-5 % ซึ่งตลาดต่างประเทศมีความต้องการใช้มาก ประกอบกับช่วงนี้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยางกรีดได้น้อยเพราะฝนตกและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งตลาดต้องการจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตต้องแย่งกันซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งปัญหาสำหรับเกษตรกรนั่นคือ โรคในยางพารา คือโรคใบร่วงที่เจอค่อนข้างจะทำให้เกิดผลเสียหายจำนวนมากในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งที่ปริมาณยางออกไปสู่ตลาดลดน้อยลง สำหรับในวันที่ฝนไม่ตก ตลาดกลางยางพาราขายน้ำยางสดค่อนข้างจะสูงมากปริมาณเกือบ 100,000 กิโลต่อวัน ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เกษตรกรมารวมกันซื้อขาย ทำให้มีปริมาณเยอะและความต้องการที่จะซื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งการรวมกลุ่มของเกษตรกรถือว่าเป็นผลอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ราคาสูงขึ้นด้วยอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82062</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดยะลา, ยางพารา, ราคายาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f992494a59d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศักดิ์สยาม&#039;ลงอีสาน Kick Off ใช้ยางพาราเพิ่มความปลอดภัยให้ถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 25-26 กันยายน 2563 จะมีพิธีเปิดโครงการนำน้ำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ได้แก่ จังหวัดนครพนม บึงกาฬ และเลย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน พร้อมด้วยนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) สามารถที่จะช่วยลดแรงปะทะที่เกิดจากการชน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ประกอบกับมีสัดส่วนการใช้น้ำยางพารา เป็นส่วนผสมจำนวนมาก ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา สร้างรายได้ โดยตรงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การไปเปิดโครงการในครั้งนี้ จะได้ไปศึกษากระบวนการผลิตอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน ด้วยการใช้ยางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่นิยมทำกันมากกว่า 55% ของเกษตรกรชาวสวนยางในภาคอีสาน และภาคเหนือ เนื่องจากยางก้อนถ้วย ผลิตง่าย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก เมื่อนำยางก้อนถ้วยมาใช้ในโครงการฯ จะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยตรง ในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการเรียนรู้ และต่อยอดองค์ความรู้ในการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา มีรายได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต เป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราในประเทศให้มากขึ้น&amp;quot; นายศักดิ์สยาม&amp;nbsp;กล่าว
นายศักดิ์สยาม&amp;nbsp;กล่าวอีกว่า สำหรับราคายางก้อนถ้วย ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขึ้นสูงถึง 37.10 บาทต่อกิโลกรัม จากช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2563 ที่ได้เปิดตัวโครงการฯ ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยางก้อนถ้วยมีราคาประมาณ 32 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น โดยการนำยางก้อนถ้วยมาใช้ในการผลิตแผ่นยางพาราหุ้มแท่งแบริเออร์นั้น ทุก 1 เมตร จะใช้ยาง 28 กิโลกรัม ราคาขายจะอยู่ที่ 3,400 บาท ดังนั้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราได้ถึง 121 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นการยกระดับยางพาราก้อนถ้วยไปทั้งระบบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า สำหรับกำหนดการเปิดโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) ในภาคอีสาน 3 จังหวัด ประกอบด้วย วันที่ 25 กันยายน 2563 ที่จังหวัดนครพนม จากนั้นในวันที่ 26 กันยายน 2563 ที่จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดเลย ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัด ถือเป็นจังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของภาคอีสาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78046</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยางพารา, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, โครงการนำน้ำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f6726c1d0394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
