<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบในหลักการยกเว้นอากรขาเข้ายาสูตรผสมที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.63- &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ &amp;nbsp;โดยให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย และให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กค. เสนอว่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปัจจุบันยาสูตรผสม เช่น โลปินาเวียร์และริโทนาเวียร์ สูตรผสมสำหรับใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ตามประเภทย่อย 3003.90 ตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 มีอัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 ส่วนยาสำเร็จรูปสูตรผสมต้านไวรัสเอดส์ตามประเภทย่อย 3004.90 ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ประกอบกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผู้นำเข้าสินค้าสูตรผสมดังกล่าวเพื่อนำมาผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ จึงขอให้ กค. พิจารณายกเว้นอากรขาเข้าสำหรับโลปินาเวียร์และริโทนาเวียร์ สูตรผสม ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กค. ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมศุลกากร อภ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สมาคมอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 และ 27 พฤศจิกายน 2562 แล้ว และเห็นควรยกเว้นอากรขาเข้ายาสูตรผสม (ประเภทย่อย 3003.90) ที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์เท่านั้น โดยไม่จำกัดเฉพาะแต่สินค้าโลปินาเวียร์และริโทนาเวียร์ สูตรผสม เพื่อให้ผู้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์มีความคล่องตัวในการเลือกใช้วัตถุดิบ สำหรับการพิจารณายกเว้นอากรขาเข้าสินค้ายาสูตรผสมที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ที่รักษาโรคอื่นได้ จะต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลยาในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ ทั้งนี้ การยกเว้นอากรขาเข้ายาสูตรผสม (ประเภทย่อย 3003.90) ที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์เท่านั้น สามารถดำเนินการได้โดยการออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กค. ได้ดำเนินการจัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งการยกเว้นอากรขาเข้ายาสูตรผสม (ประเภทย่อย 3003.90) ที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์เท่านั้น จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีอากรประมาณ 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการยกเว้นอากรดังกล่าวจะส่งผลให้ลดการนำเข้ายาต้านไวรัสเอดส์สำเร็จรูป ลดภาระต้นทุนการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ และเพิ่มการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สาระสำคัญของร่างประกาศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกเว้นอากรขาเข้ายาสูตรผสม (ประเภทย่อย 3003.90) ที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์เท่านั้น ตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62386</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์, ประชุมครม., ยาต้านไวรัสเอดส์, อัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e428bc50d6cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาต้านไวรัสเอดส์ ของอภ.ได้รับรางวัลมาตรฐานสากล จากองค์การอนามัยโลก รายแรกของอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย.61-&amp;nbsp;ที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลองสิบ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี นพ.โสภณเมฆธน ประธานองค์การเภสัชกรรม (บอร์ดอภ.) กล่าวในการแถลงข่าวยาต้านไวรัสเอดส์ ขององค์การเภสัชกรรมได้รับรางวับมาตรฐานสากล จากองค์การอนามันโลก(Who) รายแรกของไทยและอาเซียน ว่า ยาเอฟฟาไวเรนส์ (Efavirenz Tablets) 600 มิลลิกรัม ของอภ.เป็นยารายการแรกของประเทศไทย และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการรับรองมาตราฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) จากองค์การอนามัยโลก โดยได้ขึ้นบัญชียาดังกล่าวไว้ในบัญชียาขององค์การอนามัยโลกเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณสุขนานาชาติจัดซื้อยาจากผู้ผลิตที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจรับรองที่เข้มงวดนี้แล้วเท่านั้น เช่น กองทุนโลก ยูนิเซฟ ที่ทำหน้าที่จัดซื้อยาให้กับประเทศสมาชิกที่ต้องการหรือประเทศที่ด้อยโอกาส การรับรองครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาที่ทั่วโลกยอมรับเพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพประสิทธิผล ความปลอดภัย มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เพราะยาตัวนี้เป็นตัวแรกที่ให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายตั้งแต่ตรวจพบเชื้อในร่างกาย ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 8 หมื่นราย และขณะนี้เตรียมพัฒนาโรงงานผลิตยารังสิตเฟส 2 มูลค่า 5.6 พันล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในม.ค. 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผอ.อภ.กล่าวว่า เราพยายามมานานกว่า 16&amp;nbsp; ปี ซึ่งปัญหาต่างๆสามารถแก้ได้ด้วยกำลังใจในการสนับสนุน ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านผู้บริหารรวมทั้งผู้บริหารรุ่นก่อนๆตั้งแต่มีการเริ่มดำเนินก่อนโดยมีการตั้งเป้าจะขึ้นทะเบียนได้ภายในปี 2562 แต่สามาถทำได้ก่อนกำหนด ก็สามารถพัฒนาและนำยาตัวนี้จนผ่านมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก มาตรฐานเทียบเท่ายาต้นแบบ ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาดี มีคุณภาพ ทั้งนี้ ณ วันนี้ เราผลิตได้เองทำให้ราคาลดลงเหลือเพียง 180 บาทต่อกระปุก ซึ่งตอนที่ยังไม่สามารถผลิตได้เองทำให้ราคาสูงกระปุกละกว่า 1 พันบาท ทั้งนี้หลังได้รับการรับรองแล้วเมื่อกองทุนต่างๆ จะซื้อยาจะเข้าไปดูรายชื่อบริษัทใดบ้างที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่ติดต่อให้ไปร่วมประมูลยา ล่าสุดได้รับการติดต่อจากประเทศแถบทะเลแคริเบียนให้เข้าร่วมการประมูล เช่นเดียวก่อนหน้านี้ทางประเทศฟิลิปปินส์ที่มีความเชื่อมั่นในยาของไทย ก็ขอให้ไทยเข้าไปขึ้นทะเบียนยาในประเทศดังนั้นจึงอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะมีมูลค่าสั่งซื้อเพิ่มราว 51 ล้านบาท นอกจากนี้ยาของอภ.ยังสามาถขึ้นทะเบียนได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องผ่านกระบวนการ อย.ปกติของแต่ละประเทศ เพราะใช้ข้อมูลการรับรองขององค์กาอนามัยโลกได้เลย และตอนนี้ยังได้ส่งยาต้านไวรัสจีพีโอเวียร์ (VIR T) ซึ่งเป็นสูตรรวม กินแค่เม็ดเดียว ไปขอการรับรองจากองค์การอนามัยโลกเช่นเดียวกัน คาดว่าอีก 2 ปีจะทราบผล แต่มั่นใจว่าน่าจะสามารถผ่านได้ นอกจากนี้อนาคตยังเตรียมส่งยาต้านวัณโรค และยารักษาโรคมาลาเรียเข้าสู่การรับรองด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้ทำให้เปิดโอกาสที่อภ.จะได้จำหน่ายยาได้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมาก ยืนยันว่ากำลังการผลิตของเราเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ และส่งออก ซึ่งใยการผลิตปี 2561 สามารถผลิตยาต้านฯ 42 ล้านเม็ด หรือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตยาในโรงงานนี้ทั้งหมด 4 พันล้านเม็ด แถมยังมีการเตรียมขยายโรงงานปลิตเฟส 2 อีก&amp;quot; ภญ.มุกดาวรรณ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21222</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยาต้านไวรัสเอดส์, องค์การอนามัยโลก, องค์การเภสัชกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdbf24a9818b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
