<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 22:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉางอัน ออโตโมบิล เผยเติบโตตามกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีนแม้ทั่วโลกซบเซา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการขาดแคลนชิ้นส่วนได้ทำให้อุตสาหกรรมและตลาดยานยนต์ทั่วโลกตกอยู่ในขาลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายที่กำลังดิ่งลงเช่นเดียวกัน ผลกระทบใหญ่ที่ตามมาคือธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกเริ่มเติบโตช้าหรือหดตัว อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับธุรกิจยานยนต์ กลับเติบโตสวนกระแสโลก ซึ่งอันที่จริงแล้ว แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในธุรกิจนี้ เพราะยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของแบรนด์ ในการเป็นผู้นำวิวัฒนาการยานยนต์และสร้างผลที่ดีสู่มนุษย์ ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างธุรกิจยานยนต์ระดับโลก ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เผยแพร่ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมปีนี้อย่างเป็นทางการ โดยมียอดขายสะสมกว่า 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในสัดส่วนนี้ รถยนต์โดยสารส่วนบุคคลที่มีการแข่งขันสูง มียอดขายสะสมตลอดแปดเดือนกว่า 800,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 49.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินงานอันยอดเยี่ยมนี้ เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานอย่างแข็งขันในกลุ่มรถยนต์หลักหลายตระกูล ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาจากหลักคุณค่าของแบรนด์ทั้งสี่ประการได้แก่ 1) ยึดถือลูกค้าเป็นหัวใจหลัก และมุ่งส่งมอบประสบการณ์และบริการระดับแนวหน้า 2) ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ มุ่งเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและผลิตรถยนต์คลาสสิก 3) เน้นคุณค่า ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูล ประสิทธิภาพ และอุตสาหกรรม 4) ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเพื่อสะท้อนถึงพลัง เน้นความเป็นเลิศ ในเดือนสิงหาคม สัดส่วนยอดขายรถยนต์แฟลกชิปของฉางอัน SUV CS75 มีจำนวน 15,530 คัน โดยในส่วนนี้รวมรุ่น CS75 PLUS ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวได้ไม่ถึงสองปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้มียอดขายสะสมอยู่กว่า 400,000 คัน ในด้านรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ยอดขายของรถยนต์รุ่น EADO ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 12,876 คัน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 14 เดือน นอกจากนี้ ยอดขายของรถยนต์ตระกูล UNI ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อยู่ที่ 8,803 คันในเดือนสิงหาคมเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉางอัน ออโตโมบิล ถือเป็นหนึ่งในสี่ธุรกิจยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน ที่มีประวัติยาวนานกว่า 159 ปี และมีประสบการณ์ในการผลิตยานพาหนะมากว่า 37 ปี บริษัทฯมีฐานการผลิตทั้งหมด 14 แห่ง และมี 33 แห่งทั่วโลกที่ใช้สำหรับผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วน ในปี 2014 ยอดขายสะสมรถยนต์ของ ฉางอัน ออโตโมบิล สูงถึง 10 ล้านคัน และในปี 2021 ยอดขายสะสมนี้ได้ทะลุกว่า  20 ล้านคันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉางอัน ออโตโมบิล มีบุคคลากรด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 10,000 คนจาก 27 ประเทศทั่วโลก พร้อมปฏิบัติการอยู่ที่แนวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สร้างเครือค่ายการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกโดยเน้นความสำคัญในหลายด้าน เพื่อเชื่อมศูนย์วิจัยจากฉงชิ่ง ปักกิ่ง มณฑลเหอเป่ย และมณฑลอานฮุยในจีนเข้าด้วยกัน รวมถึงเมืองตูรินในอิตาลี เมืองโยโกฮาม่าในญี่ปุ่น เมืองนอตทิงแฮมในสหราชอาณาจักร เมืองดีทรอยต์ในสหรัฐอเมริกา และ เมืองมิวนิคในเยอรมนี เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตจะตอบสนองต่อความต้องการและความปรารถนาของผู้บริโภคที่จะได้ครอบครองรถยนต์ที่วิ่งได้กว่า 260,000 กิโลเมตร และมีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี เพราะเหตุนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล จึงได้สร้างระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบตรวจสอบการทดสอบขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2017 ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เปิดตัวโครงการพัฒนานวัตกรรมและการร่วมทุนทางธุรกิจครั้งที่สาม (Third Breakthrough-Innovation and Business Venture Program) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายศักยภาพด้านซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถหลักทางการแข่งขัน และปรับเปลี่ยนบริษัทฯ ให้เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการเดินทางอัจฉริยะแบบคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ยังเปิดตัวรถยนต์รุ่นขายดี ซึ่งรวมถึงรุ่น CS รุ่น EADO รุ่น UNI-T และอีกมากมาย ในส่วนของเทคโนโลยีอัจฉริยะ ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เปิดตัวกลยุทธ์อัจฉริยะ &amp;ldquo;Dubhe Intelligence Plan&amp;rdquo; เพื่อส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายแบบอัจฉริยะ ปลอดภัย น่าพึงพอใจ มีความใกล้ชิด และการได้รับความสบายใจตลอดการเดินทางอันรื่นรมย์ให้แก่ผู้ใช้งาน ด้วยการดำเนินงานภายใต้แผน &amp;ldquo;4+1&amp;rdquo; บริษัทฯ จะประชาสัมพันธ์ถึงคุณสมบัติความอัจฉริยะต่างๆ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ การปรับแผนงานต่างๆ ตลอดจนการอัพเกรดผลิตภัณฑ์ ในด้านของยานยนต์พลังงานใหม่ฉางอัน ออโตโมบิล ได้นำเสนอแผนการเชิงกลยุทธ์ &amp;ldquo;Shangri-La Plan&amp;rdquo; เพราะบริษัทฯ ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม และเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมกลุ่มสินค้าทั้งหมดภายในปี 2025&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119356</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ฉางอัน ออโตโมบิล, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_616308ac03bc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 22:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควิกเลน เดินหน้าจัดเต็มโปรโมชั่นยาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควิกเลน ศูนย์บริการยางและรถยนต์ประเภทเร่งด่วน เดินหน้าจัดเต็มโปรโมชั่นยางแบรนด์ชั้นนำจากอเมริกา สำหรับรถปิคอัพ เอสยูวี และยางรันแฟลตสำหรับรถยุโรป ในราคาสุดพิเศษพร้อมฟรีค่าแรง และรับประกันความเสียหายของยางรวมถึงข้อเสนอสุดคุ้มอีกมากมายตลอดเดือนตุลาคม เอาใจคนรักรถทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เพื่อเตรียมการเดินทางขับรถท่องเที่ยวในประเทศหลังคลายล็อกดาวน์ พร้อมด้วยบริการบำรุงรักษารถยนต์มาตรฐานคุณภาพระดับโลก โดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่มาพร้อมความสะดวกรวดเร็ว ที่ควิกเลนทุกสาขา ทุกวัน ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครอบคลุมลักษณะงานมากถึง 14 ประเภท ตั้งแต่ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ฟรี 30 รายการ เปลี่ยนยาง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ตรวจซ่อมระบบเบรค โช๊คอัพและระบบช่วงล่าง ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมคลายความกังวลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ด้วยบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส มูลค่า 390 บาท ฟรี และยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้ลูกค้าเข้ารับบริการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างสบายใจ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยางแบรนด์ชั้นนำจากอเมริกา ขนาด 265/65R17 สำหรับรถปิคอัพและเอสยูวี ราคาพิเศษเพียงเส้นละ 2,799 บาท จากราคาปกติ 3,403 บาท พร้อมฟรีค่าแรง และรับประกันความเสียหายของยาง บาด บวม แตก ตำ 365 วัน ยางกู๊ดเยียร์ รุ่น EAGLE F1 Asymmetric2 Run Flat ขนาด 225/40R18 นำเข้าจากเยอรมัน ราคาพิเศษเพียงเส้นละ 6,850 บาท พร้อมฟรีค่าแรง รับประกันความพึงพอใจ 14 วัน และรับประกันความเสียหายของยาง บาด บวม แตก ตำ 120 วัน พร้อมบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 ปี ฟรี บริการรับรถและส่งคืนถึงบ้านภายในระยะ 10 กม. สิทธิพิเศษมากมายเมื่อเปลี่ยนยาง 4 เส้น รับประกันคุณภาพยาง 5 ปี พร้อมฟรีบริการครบครัน ทั้งบริการถอดใส่และถ่วงล้อ 4 ล้อ เติมลมไนโตรเจนฟรีตลอดอายุการใช้งาน และฟรีสลับยางและถ่วงล้อตลอด 2 ปี หรือ 50,000 กม.ยางทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ มีบริการผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือนกับบัตรเครดิตชั้นนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดคุ้มกับน้ำมันเครื่องและอะไหล่คุณภาพในราคาพิเศษ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องดีเซล &amp;lsquo;ออมนิคราฟท์&amp;rsquo; เกรด 10,000 กม. เริ่มต้นที่ 140 บาท/ลิตร ฟรีค่าแรงเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% เกรด 10,000 กิโลเมตร เริ่มต้นที่ 199 บาท/ ลิตร จากปกติ 570 บาท/ลิตร ฟรีค่าแรง เปลี่ยนแบตเตอรี่ &amp;lsquo;ออมนิคราฟท์&amp;rsquo; แบรนด์ชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนคุณภาพสูง มาตรฐานระดับโลก สำหรับรถยนต์หลายรุ่น หลายยี่ห้อ แบบ Maintenance-Free ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น เริ่มต้นเพียง 1,776 &amp;nbsp;บาทสำหรับรถเก๋ง และเพียง 3,215 บาทสำหรับรถปิคอัพและเอสยูวี ฟรีค่าแรง พร้อมรับประกันนาน 2 ปี/40,000 กม. เปลี่ยนโช๊คอัพ ออมนิคราฟท์ ลด 25% ฟรีค่าแรง พร้อมรับประกันสูงสุดถึง 2 ปี/40,000 กม. เปลี่ยนผ้าเบรก ออมนิคราฟท์ ฟรีค่าแรงพร้อมรับสิทธิ์เปลี่ยนจานเบรกในราคาเพียงคู่ละ 600 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการควิกเลนทั่วประเทศ ทั้ง 16 สาขา 8 สาขาในกรุงเทพและปริมณฑล และอีก 8 สาขาในต่างจังหวัด เปิดให้บริการตามปกติทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น. สามารถโทร 02-039-5798&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119355</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ควิกเลน, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6163082191ff3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 00:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว R nineT Urban G/S “40 Years GS Edition” มีจำกัดเพียง 9 คัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเปิดตัวตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ไปได้ไม่นาน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เอาใจแฟน ๆ บิ๊กไบค์ในไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ&amp;nbsp;40 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในตระกูล GS กับตำนานแห่งการทัวร์ริ่งในแบบเอ็นดูโร ด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S รุ่น &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษในดีไซน์เฉพาะที่ผสานสีดำและสีเหลืองได้อย่างโดดเด่น ซึ่งนำมาสู่ตลาดไทยเพียง 9 คันเท่านั้น พร้อมให้จับจองได้แล้วที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS เป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก จากแอฟริกาสู่เอเชียกลาง ในฐานะผู้บุกเบิกรถมอเตอร์ไซค์แบบดูอัลสปอร์ต ทั้งยังเปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง รูปลักษณ์อันทรงพลังและโดดเด่น เหมาะกับการขับขี่ในทุกเส้นทางไม่ว่าจะเป็นออฟโรดและบนท้องถนน ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยูตระกูล GS เป็นที่รู้จักในฐานะมอเตอร์ไซค์ที่ให้ประสบการณ์แห่งความท้าทายและค้นหาการผจญภัยครั้งใหม่ ๆ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับนักแสวงหาตัวจริง และยังครองใจนักบิดชาวไทยสายแอดเวนเจอร์อีกด้วย เพื่อเฉลิมฉลองการผจญภัยตลอดสี่ทศวรรษซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราได้ชื่นชมกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล GS ที่นำไปสู่การเดินทางอันน่าจดจำ และสร้างแรงบันดาลใจในการผจญภัยอย่างต่อเนื่อง จนขับเคลื่อนสู่การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม &amp;nbsp; บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย จึงนำตำนานแห่ง GS กลับมาอีกครั้งด้วยรุ่นพิเศษ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S รุ่น &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; กับโฉม &amp;ldquo;Bumblebee&amp;rdquo; ของบีเอ็มดับเบิลรุ่น R 100 GS พร้อมยกระดับขุมพลังและเสริมการขับขี่ที่สนุกสนานยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีเอ็มดับเบิลยู R nineT G/S รุ่น &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; ยังคงการออกแบบอันเป็นตำนานไว้ด้วยชุดแต่ง Option 719 ทั้งฝาครอบกระบอกสูบ เบาะหนังสีดำและเหลือง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และท่อร่วมชุบโครเมียม สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียด พร้อมด้วยสมรรถนะของการเป็นมอเตอร์ไซค์ออฟโรดที่สมบูรณ์ทั้งรูปลักษณ์และการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดลาย Cross Spoke II ยางออฟโรด และท่อไอเสียยกสูงในแบบScrambler เติมเต็มรูปลักษณ์และสื่อถึงความเป็นมาของ GS ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีเอ็มดับเบิลยู R nineT G/S &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; สืบทอดเอกลักษณ์ในตระกูล&amp;nbsp;GS&amp;nbsp;ด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ/น้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด&amp;nbsp;116&amp;nbsp;นิวตันเมตรที่&amp;nbsp;6,000 รอบต่อนาที หัวฉีดแบบใหม่ทำงานเข้าจังหวะกับระบบระบายความร้อนยิ่งขึ้น วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ ปรับโฉมให้โดดเด่นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีเอ็มดับเบิลยู R nineT G/S &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; ยกระดับความสมดุลแห่งการขับขี่ด้วยโหมด Pro ซึ่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐานใน R nineT Urban G/S ทุกรุ่น นอกจากนี้ โหมด Dirt ยังช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Dynamic Traction Control) และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตในทุกสภาวะพื้นถนน เช่นเดียวกับใน R nineT รุ่นใหม่ ๆ นอกจากเครื่องยนต์จะถูกปรับแต่งมาให้ตอบสนองได้ฉับไวเต็มพิกัดแล้ว ระบบ DTC จะทำงานร่วมกับเบรก ABS Pro เพื่อให้สามารถเร่งความเร็วบนท้องถนนได้อย่างมั่นใจ ด้วยแรงเสียดทานที่เพิ่มการยึดเกาะถนนส่วนจังหวะที่เบรกพร้อมกับลดเกียร์ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT G/S &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; ก็ยังเสริมความปลอดภัยด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ซึ่งทำงานด้วยการควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ ส่วนระบบกันสะเทือนใหม่ มาพร้อมกับสปริงที่มีอัตราการยุบตัวแตกต่างกันไปตามแรงกดที่ได้รับ (WAD) จึงทำให้ทรงตัวได้มั่นคงและเพิ่มความสบายในการขับขี่ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังรองรับการตั้งค่าสปริงด้วยตัวเองอย่างง่ายดายด้วยปุ่มหมุนที่เพิ่มเข้ามาเพื่อลุคที่ทันสมัยยิ่งขึ้น R nineT Urban G/S &amp;nbsp;&amp;ldquo;40 Years GS&amp;rdquo; ยังเติมความโฉบเฉี่ยวด้วยไฟเลี้ยวที่กลมกลืนไปกับตัวรถ จะมองเห็นเฉพาะเมื่อเปิดไฟเท่านั้น ขณะที่ชุดไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวันและไฟเลี้ยวสีขาวในตัว พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายขณะเดินทางด้วยช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน บีเอ็มดับเบิลยู R nineT G/S &amp;ldquo;40 Years GS Edition&amp;rdquo; พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วในราคา&amp;nbsp;899,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119354</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เปิดตัว R nineT Urban G/S</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_616307ad6e7e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 20:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า” เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถึง 5 รุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่งาน IAA MOBILITY ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีตั้งแต่วันที่ 7-12 กันยายน 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์จัดทัพยานยนต์ไฟฟ้าทั้งที่มีในปัจจุบันและอนาคตมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่รุ่นคอมแพ็คและรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะใช้ความแข็งแกร่งในการนำเสนอรถยนต์ภายใต้ซับแบรนด์ทั้งหมด ได้แก่ Mercedes-Benz, Mercedes-EQ, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ smart เพื่อตอกย้ำความเป็น &amp;ldquo;ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า&amp;rdquo; ในงาน IAA MOBILITY ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด 8 รุ่น โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (fully electric) จำนวน 5 รุ่น และเป็นรถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูง 1 รุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ในทุกรุ่นกำลังได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบหลายรุ่นเป็นครั้งแรกของโลกที่งาน IAA Mobility ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่น EQE รถยนต์นั่งระดับลักชัวรีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่คันแรกจาก Mercedes-AMG และรถยนต์คอนเซ็ปต์ที่จะแสดงให้เห็นว่า Mercedes-Maybach ก้าวสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีรถยนต์รุ่น EQB ที่จะได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในยุโรป ในขณะที่ smart ก็พร้อมนำเสนอรถยนต์คันแรกในเจเนอเรชันใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจากแบรนด์นี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถยนต์นั่งพลังไฟฟ้าสำหรับผู้บริหารที่มอบทั้งความสปอร์ตและความสะดวกสบาย Mercedes-EQ พร้อมแสดงให้เห็นผ่านรถยนต์รุ่น EQE ว่ารถยนต์นั่งพลังไฟฟ้าสำหรับผู้บริหารสามารถมอบความสปอร์ตและสะดวกสบายได้อย่างไรบ้าง โดยรถยนต์คันนี้ผสานไว้ด้วยสมรรถนะสุดโดดเด่นและการควบคุมรถเพื่อการเดินทางสุดผ่อนคลาย พร้อมทั้งยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ระดับเดียวกันด้วย นอกจากนี้พื้นที่ภายในยังกว้างขวาง ในขณะที่การออกแบบตัวถังเป็นเส้นโค้งเส้นเดียวต่อเนื่องกันทำให้ EQE มีบุคลิกที่แข็งแกร่งและโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถยนต์ไฟฟ้าระดับลักชัวรีที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่รุ่นแรกจาก Mercedes-AMG นี้คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของแบรนด์ในการหลอมรวมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ เข้ากับดีเอ็นเอที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นรถยนต์ AMG ซึ่งมิใช่เพียงการบ่งบอกถึงประสิทธิภาพและสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบประสบการณ์ทางอารมณ์ในการขับขี่ที่เหนือใครด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถยนต์ต้นแบบจาก Mercedes-Maybach พร้อมนำเสนอความประทับใจและความแม่นยำตั้งแต่แรกเห็นว่า เราพร้อมจะนำพาประวัติศาสตร์แห่งความหรูหราอันยาวนาน 100 ปีเต็มให้ก้าวต่อไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร รถยนต์รุ่น EQB ซึ่งมีความกว้างขวางนั้นบรรจุไว้ด้วยความโดดเด่นน่ามหัศจรรย์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์ที่ครบครันตอบรับกับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนไปแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบขนาด 7 ที่นั่งคันนี้ก็พร้อมที่จะเปิดตัวในยุโรปเป็นครั้งแรกแล้วในวันนี้ นอกจากนี้ Mercedes-AMG ยังพร้อมนำเสนอรถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นแรกจาก Affalterbach ภายใต้เทคโนโลยี E PERFORMANCE เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังยังมียานยนต์รุ่นใหม่ ๆ มาพรีเมียร์เพิ่มเติมอีก ได้แก่ S-Class GUARD และ C-Class All-Terrain รุ่นแรก ที่สามารถขับขี่ในสภาพถนนที่และสภาพอากาศเลวร้ายได้อย่างง่ายดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่งาน IAA MOBILITY 2021 ในเมืองมิวนิก เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และการมอบประสบการณ์ที่มุ่งเน้นการสร้างบทสนทนา นอกเหนือจากการนำเสนอรถยนต์แล้ว แนวคิดนี้ยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรม ดิจิทัล และมีความยั่งยืนสำหรับอนาคตของการขับเคลื่อน การพลิกโฉมการจัดงานที่มีมาอย่างยาวนานนี้ทำให้เกิดบรรยากาศที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะกับการนำเสนอออกมาในรูปแบบ Open Space และ Blue Lane ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Open Space ได้พลิกโฉมบางส่วนของใจกลางเมืองมิวนิกตลอดระยะเวลาของการจัดงาน IAA MOBILITY ให้กลายเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอแนวคิดด้านเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนในอนาคต ประสบการณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใน Open Space จะได้รับการนำเสนออย่างโดดเด่นกลางจัตุรัสโอเดออนส์ปลัซ โดยรถยนต์ทั้งหมดที่จัดแสดงล้วนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจาก Mercedes-EQ, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และแบรนด์ smart สำหรับชั้นบนได้รับการออกแบบให้นำเสนอภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นผ่านนิทรรศการในหัวข้อ &amp;ldquo;การปกป้องสภาพอากาศและอากาศบริสุทธิ์&amp;rdquo; &amp;ldquo;การอนุรักษ์ทรัพยากร&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เมืองที่น่าอยู่&amp;rdquo; และเพื่อให้สอดรับกับกระแสความสนใจของสังคมในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนในท้องถิ่นและผู้มาเยือนมิวนิกได้พบปะและพูดคุย โดยมี Blue Lane มาช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองและศูนย์กลางการจัดนิทรรศการ ด้วยการเป็นเส้นทางทดสอบรถยนต์ที่ผู้คนสามารถสัมผัสประสบการณ์ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอนเซ็ปต์หลักคอนเซ็ปต์ที่ 3 ของแนวคิดใหม่ของงาน IAA ก็คือการจัดงานซัมมิทภายในศูนย์กลางการจัดนิทรรศการ ซึ่งที่นี่ บูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในฮอลล์ B3 ได้ถูกออกแบบให้เป็นเวทีสำหรับรถยนต์ไฮไลต์ รวมถึงการจัดการพื้นที่ตามธีมต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงแง่มุมต่าง ๆ ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต โดยโฟกัสไปที่การก้าวสู่การเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ นิทรรศการ ASSIST ที่บอกเล่าธีมต่าง ๆ เช่น ระบบช่วยเหลือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ขับขี่และการขับขี่อัตโนมัติ นิทรรศการ MOBILE ที่โฟกัสไปที่บริการดิจิทัล เช่น Mercedes me, EQ ready และ Mercedes me Green Charging ส่วนนิทรรศการ FUTURE ให้มุมมองที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ในอนาคต เช่น การเชื่อมต่อไบโอเมตริกซ์ระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ สำหรับนิทรรศการ IN CAR จะแสดงให้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น ระบบมัลติมีเดีย MBUX ที่ทำงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และ MBUX Hyperscreen ใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ VISION AVTR เป็นครั้งแรกในยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญในการประชุมซัมมิทครั้งนี้คือ การได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยในระหว่างการแถลงข่าวในวันที่ 6 และ 7 กันยายน เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแบบอภิปรายเชิงลึกและการสาธิตเทคโนโลยีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมซัมมิทในครั้งนี้ยังมีการประชุมเชิงการให้ข้อมูลที่เรียกว่า IAA MOBILITY Conference ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน โดยมีวิทยากรหลายท่าน อาทิ โอลา คัลเลเนียส และ บริตตา ซีเกอร์ มาร่วมพูดคุยในหัวข้อการขับขี่อัตโนมัติและระบบดิจิทัล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115944</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, ริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61376c6dcdf77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 20:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NISSAN ALWAYS CARES มอบความห่วงใยให้ลูกค้าอุ่นใจเมื่อมาใช้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิสสัน ประเทศไทย มอบการบริการหลังการขาย &amp;ldquo;NISSAN ALWAYS CARES&amp;rdquo; ทั้งโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์มากมายแทนความห่วงใยในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า. NISSAN ALWAYS CARES ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 28 รายการ บริการล้างรถ ดูดฝุ่น และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ รวมถึงใช้วัสดุแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อคลุมป้องกันส่วนต่าง ๆ ภายในรถ โดยฉพาะจุดที่จะได้รับการสัมผัสโดยตรงจากช่างเทคนิค เมื่อนำรถยนต์นิสสันทุกรุ่นมารับบริการที่ศูนย์นิสสันทุกแห่งทั่วประเทศ และลูกค้าสามารถเลือกแพ็กเกจเช็คระยะ Save Safe ที่มีส่วนลดสูงสุดถึง 24% และสามารถเลือกบริการผ่อนชำระ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าได้ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทบต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน นิสสัน ประเทศไทย และผู้จำหน่ายกว่า 178 แห่งทั่วประเทศ พยายามให้ความช่วยเหลือ และดูแลลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์ จึงทำโครงการพิเศษพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช็คระยะและมาตรการเพื่อความปลอดภัย และสุขอนามัยต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านรู้สึกอุ่นใจ และมั่นใจได้ว่า ลูกค้าและ รถยนต์ทุกคันที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการนิสสันจะได้รับความสะอาด ปลอดภัย ทั้งภายนอกและภายใน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115943</URL_LINK>
                <HASHTAG>NISSAN ALWAYS CARES, ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61376bebc93b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประสบการณ์ใหม่ของการสื่อสารระหว่างคนกับรถยนต์นิสสัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองนึกภาพเวลาที่คุณขับรถไปบ้านเพื่อนในวันที่อากาศร้อนจัด และคุณพยายามทำให้ห้องโดยสารเย็นลงด้วยการเอื้อมมือไปที่คอนโซลแล้วหมุน หรือกดปุ่มเปิดแอร์อย่างเคยชิน แต่สำหรับวิศวกรแล้ว ขั้นตอน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ง่าย ๆ นี้ต้องใช้ความใส่ใจในรายละเอียดเป็นอย่างมาก ขณะที่ทีมนักออกแบบและวิศวกรร่วมกันพัฒนานิสสัน อริยะ (Nissan Ariya) รถยนต์ไฟฟ้า 100%&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอสโอเวอร์ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะวิเคราะห์หลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ของการเอื้อมมือไปกดปุ่มต่าง ๆ แต่ยังตั้งใจที่จะออกแบบหน้าตาและสัมผัสใหม่ให้กับการปรับและควบคุมการทำงานต่าง ๆ ที่ผู้ขับขี่คุ้นเคย ซึ่งพวกเขาจะต้องคำนวณพื้นที่ห้องโดยสาร ผิวสัมผัส และการจัดวางตำแหน่งใหม่ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสารของนิสสัน อริยะถูกออกแบบให้เปิดโล่ง กว้างขวาง ให้ความรู้สึกเงียบสงบ การออกแบบที่ต่างออกไป คือ คอนโซลหน้ารถที่ไร้ซึ่งปุ่มกดแบบเดิม ๆ แผงคอนโซลลายไม้ที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเมื่อสตาร์ทเครื่องและปุ่มควบคุมที่อยู่ใต้คอนโซลก็สว่างขึ้นมาบนพื้นผิวคอนโซล แผงควบคุมแบบสัมผัสถูกออกแบบมาให้สวยงามและใช้งานง่าย ปุ่มควบคุมที่ตอบสนองการสัมผัสผ่านปลายนิ้วใช้หลักการเดียวกับระบบสัมผัสบนสมาร์ทโฟน เมื่อต้องปรับอากาศหรือเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ผู้ขับขี่เพียงเลือกรูปไอคอนที่คุ้นเคย เมื่อสัมผัสไปที่ปุ่มก็จะตอบสนองด้วยการสั่นและมีเสียง (Haptic) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่เสียสมาธิบนท้องถนน การที่ทีมออกแบบเลือกการควบคุมแบบสัมผัสมาใช้กับอริยะนั้นสะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบสไตล์ Timeless Japanese Futurism&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิเดกิ ทาโกะ นักออกแบบอาวุโส เปิดเผยว่า เราออกแบบแผงควบคุมให้เรียบง่ายด้วยการผสานปุ่มสัมผัสเข้ากับคอนโซลนลายไม้โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้งาน และคงความสวยงามเอาไว้ การใช้ลวดลายลายไม้บนแผงพลาสติกด้วยกระบวนการพิมพ์ด้วยน้ำ ให้ความรู้สึกเหมือนไม้จริงมาก และทำให้ไอคอนโปร่งแสงดูมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อมีไฟติดขึ้นมาเมื่อทีมออกแบบสรุปเป้าหมายที่ต้องการได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทีมวิศวกรที่ต้องทำให้แนวคิดการออกแบบแนวไซไฟให้กลายเป็นจริง ซึ่งขั้นตอนนี้รวมถึงการจัดวางเทคโนโลยีอย่างละเอียด ปุ่มควบคุมแบบสัมผัสในอริยะปรากฎอยู่ในสองส่วนภายในตัวรถ ส่วนแรกคือแผงคอนโซลด้านหน้าและที่พักแขนตรงกลางแบบปรับได้ เป้าหมายไม่ใช่แค่นำเทคโนโลยีมาผสานกับการออกแบบห้องโดยสารเพื่อให้ผู้ใช้งานประทับใจ แต่ทำให้ได้เทคโนโลยีที่เป็นธรรมชาติและตอบสนองการใช้งานได้ดีสำหรับผู้ขับขี่ที่หลากหลายด้วยหลังจากที่ทดลองกันอยู่พักใหญ่ ทีมงานก็เลือกใช้ปุ่มไฟฟ้าสถิตซึ่งไม่เพียงใหญ่กว่าปุ่มสัมผัสทั่วไป แต่ยังมีระยะห่างมากขึ้น เพื่อให้ความรู้สึกเสมือนจริงตามสัญชาติญาณแก่ผู้ใช้งาน อีกทั้งยังให้ความรู้สึก &amp;ldquo;เด้งขึ้นมา&amp;rdquo; จากแรงกดอากาศ ซึ่งช่วยให้รู้สึกถึงการตอบสนอง เสมือนเสียงคลิกจากปุ่มแบบดั้งเดิม จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการปรับจูนการสั่นและเสียง &amp;ldquo;การสั่นและเสียงเป็นของคู่กัน&amp;rdquo; โทโมทากะ อิการาชิ วิศวกรผู้รับผิดชอบการพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับจอแสดงผลภายในห้องโดยสารของอริยะ (Tomotaka Igarashi, engineer in charge of the Ariya&amp;rsquo;s interior HMI development) อธิบาย &amp;ldquo;อาจดูไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ขั้นตอนนี้ท้าทายให้ทีมเราพัฒนาเสียงที่ไม่เหมือนใครซึ่งอยากให้ถูกใจผู้ขับขี่และทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุด การใส่ใจทุกรายละเอียดในรถยนต์ไฟฟ้า 100% ครอสโอเวอร์เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าปล่อยเสียงออกมาน้อยมาก ทำให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียงที่ทีมสร้างขึ้นอย่างชัดเจน การพัฒนาปุ่มควบคุมแบบสัมผัสต้องผ่านการทดสอบหลากหลายรูปแบบเพื่อให้แน่ใจว่าสะดวกต่อการใช้งาน มีการทดสอบกับนิ้วมือและเล็บหลากหลายขนาด ใช้แรงกดและมุมที่แตกต่างกัน รวมถึงการใช้งานในขณะที่สวมถุงมือนี่เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวของอย่างการผสานการออกแบบและการใช้งานในกระบวนการพัฒนาอริยะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่และการตอบสนองที่เป็นเอกลักษณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, นิสสัน, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_612fb230b03f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 23:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิตซูบิชิ ดัดแปลง ไทรทัน สนับสนุนภารกิจ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สนับสนุนรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน จำนวน 3 คัน เพื่อร่วมภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่ฮอสพิเทลและโรงพยาบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรถกระบะดังกล่าว ได้ถูกดัดแปลงและติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น พร้อมระบบป้องกันเชื้อโรค&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยสามารถรองรับผู้โดยสารรวมถึงคนขับได้สูงสุดถึง 12 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้ง 3 คัน ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรถสำหรับใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในกรณีไม่ฉุกเฉิน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการช่วยเหลือสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อการสนับสนุนโครงการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;เรื่องเล่าเช้านี้ ช่วยผู้ประสบภัยโควิด-19&amp;rsquo; ซึ่งริเริ่มโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าว&amp;nbsp; ชื่อดังและผู้ก่อตั้งรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ โดยจับมือกับพันธมิตรในเพจเฟซบุ๊ก อาทิ เพจ &amp;lsquo;เราต้องรอด&amp;rsquo; &amp;lsquo;อีจัน&amp;rsquo; และเพจ &amp;lsquo;เส้นด้าย&amp;rsquo; เพื่อช่วยประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป เราตระหนักดีถึงความยากลำบากและความท้าทายที่เกิดขึ้น&amp;nbsp; มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยืนหยัดอยู่เคียงข้างประเทศไทยมานานกว่า 60 ปี และเราจะร่วมกันเดินหน้าสู้กับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ อย่างไม่หยุดยั้ง ผ่านการสนับสนุนและการมอบความช่วยเหลือหลากหลายด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราได้บริจาคหน้ากากอนามัย N95 น้ำดื่ม กระดาษลังเพื่อใช้ประกอบเตียงสนาม อุปกรณ์ทางการแพทย์&amp;nbsp; และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถกระบะที่ถูกดัดแปลง คือ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นตอนเดียว ขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อภารกิจการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไวรัส&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โควิด-19 ครั้งนี้ ได้รับการติดตั้งระบบป้องกันเชื้อโรค 4 ชั้น ท่อออกซิเจนมาตรฐานทางการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานอื่น ๆ ส่วนท้ายกระบะได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องโดยสาร มีการติดตั้งเบาะนั่งที่รองรับสรีระอย่างเป็นธรรมชาติทั้งสองฝั่ง สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 10 คน ห้องโดยสารส่วนท้ายกระบะถูกติดตั้งอยู่บนโครงรถ (Chassis) ด้านหลังห้องโดยสารผู้ขับขี่ ทำจากเหล็กกล้า และอลูมิเนียมเกรดพิเศษที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย ทนทานต่อแรงกระแทก ด้วยกลไกระบบป้องกันเชื้อโรค 4 ชั้น ที่นอกจากจะมีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ HEPA เครื่องผลิตโอโซน หลอดไฟฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวีซี แล้ว ยังมีการออกแบบผนังและเพดานของห้องโดยสารที่สร้างจากพลาสติกเสริมความแข็งแรงด้วยไฟเบอร์ที่ป้องกันแบคทีเรียตามมาตรฐาน ISO 22196 และ JIS Z 2801 พื้นผิวผ่านการทดสอบการปกป้อง และได้รับรองประสิทธิภาพสูงสุด มีอายุใช้งานอย่างน้อย 55 ปี ภายในห้องโดยสารเพียบพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานทางการแพทย์ อาทิ อุปกรณ์ช่วยหายใจ เครื่องวัดความดันโลหิตพร้อมเครื่องช่วยฟัง และถังออกซิเจน พร้อมกันนี้ การไหลเวียนอากาศระหว่างห้องผู้ขับขี่ส่วนหน้าและห้องผู้โดยสารส่วนท้ายถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรถกระบะดัดแปลงทั้ง 3 คัน ดังกล่าว มีมูลค่ารวมจากการดัดแปลง พร้อมติดตั้งอุปกรณ์&amp;nbsp; ทางการแพทย์และระบบป้องกันเชื้อโรคกว่า 3.7 ล้านบาท โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการส่งมอบรถกระบะดัดแปลงทั้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;3 คัน ดังกล่าว ให้แก่ นายสรยุทธ นำโดย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ในฐานะตัวแทนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร จากบริษัทฯ อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการสนับสนุนจัดหารถเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบบัตรเติมน้ำมัน เพื่อสนันสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับรถยนต์เพื่อการขนส่งผู้ป่วย ซึ่งก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทย ได้ส่งรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน จำนวน 2 คัน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานรายวันเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงยึดมั่นในปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม &amp;ldquo;สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย&amp;rdquo; ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมด้านสาธารณสุขแก่ประเทศไทย โดยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้การสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยไทย&amp;rdquo; เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยที่จะต่อสู้และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, มิตซูบิชิ, ยานยนต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20210901/image_mid_612fac96c5adf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
