<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดลต้า อีเลคโทรนิคส์  ลุยพลังงานสะอาด-รถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ต.ค. 2564 นายกิตติศักดิ์ เงินงอกงาม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบพลังงาน บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้ร่วมมือกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ , บริษัท โซล่าเอดจ์ เทคโนโลยี จำกัด รวมทั้ง พันธมิตรภาครัฐและเอกชน เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลุยจัดงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK AND PUMPS &amp;amp; VALVES ASIA 2021 (ASEW &amp;amp; PVA) - Virtual Edition ระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค. 2564 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานรองรับชีวิตวิถีใหม่ เดินหน้าผลักดันสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงาน สิ่งแวดล้อม การจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีปั้มวาล์ว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้งานดังกล่าวถือว่าเป็นการผสานความร่วมมือองค์กรชั้นนำจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก พร้อมกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง เผยมุมมองผู้ประกอบการชี้สัญญาณอุตสาหกรรมพลังงานพร้อมเดินเครื่องการผลิต ปูพรมการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว อย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมอัปเดตเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน ให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด และเตรียมการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะผู้ให้บริการสินค้าและบริการโซลูชั่นส์สำหรับการจัดการพลังงาน ทาง เดลต้า เองก็ได้ตั้งเป้าในการเป็นผู้จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานหลักในการผลิตสินค้าให้ได้ 100% ในปี 2030 โดยเริ่มที่ 35% ในปี 2025 ซึ่งเราก็ต้องเร่งรัดพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในงานครั้งนี้ ทางเดลต้าเองก็ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในเรื่อง โซลาร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ สถานียานยนต์ไฟฟ้าและโซลูชั่นด้านพลังงานอื่นๆ ที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดมาจัดแสดง อาทิ โมเดลใหม่ของ Solar &amp;nbsp;Energy &amp;nbsp;นวัตกรรมด้านการผลิต Battery เป็นต้น&amp;quot;นายกิตติศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119385</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ เงินงอกงาม, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163ae689c272.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV : ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤตมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย
เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป
นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV
&amp;nbsp;อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต
&amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่มยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;
ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด
หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัปที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้
ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัส คือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม&amp;nbsp; ห้างสรรพสินค้า คอนโดฯ หรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ
ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้า-ออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา
และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน
ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ตเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัท ไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117945</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานสะอาด, ยานยนต์ไฟฟ้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61508956a3e83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV :  ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤติมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้านEV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่ม ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัสคือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า คอนโดหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้าออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัทไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ARUN PLUS, EV, EV Charging Station, EV Value Chain, OR, What if… In the Future, การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน, คมนาคม, จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV, ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, นายประสงค์ อินทรหนองไผ่, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อรุณ พลัส จำกัด, พลังงานสะอาด, พลังงานไฟฟ้า, มลพิษทางอากาศ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถพลังงานสะอาด, อรุณ พลัส, อีวี, เชื้อเพลิงสะอาด, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2c045d12d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ ขานรับนโยบายอีวีเต็มสูบ ออกมาตรฐาน “รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า-ยานยนต์อัจฉริยะ” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นายสุริยะ&amp;nbsp; จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (บอร์ด สมอ.) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมาว่า บอร์ด สมอ.ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 33 มาตรฐาน ทั้งมาตรฐานรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ&amp;nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์อีวี เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และรักษาฐานการผลิต ตลอดจน ความเป็นผู้นำด้านยานยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เปิดเผยว่า การประชุม บอร์ด สมอ. ในครั้งนี้ ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอก. 3264-25XX&amp;nbsp; หลังจากที่ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว 2 มาตรฐาน คือ มอก.2952-2561&amp;nbsp;รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และ มอก.&amp;nbsp;3026-2563&amp;nbsp;รถยนต์ไฟฟ้าทั้งรถยนต์นั่ง รถบัส รถปิกอัพ และรถบรรทุก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอีวี ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บอร์ดยังได้เห็นชอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและยานยนต์อัจฉริยะที่เน้นด้านความปลอดภัยในการขับขี่ อาทิ มาตรฐานระบบช่วยตัดสินใจในการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ&amp;nbsp; ระบบตรวจจับคนเดินถนนและลดความรุนแรงจากการชน&amp;nbsp; ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ&amp;nbsp; ระบบจอดรถอัตโนมัติ&amp;nbsp; ระบบไฟเตือนการห้ามล้อฉุกเฉิน&amp;nbsp; และระบบลดความเสียหายจากการชนด้านหน้า&amp;nbsp; รวมทั้ง มาตรฐานสินค้าประเภทอื่นๆ อีกด้วย เช่น

มาตรฐานเคเบิลเส้นใยนำแสง&amp;nbsp; ไดร์เป่าผม&amp;nbsp; เครื่องหนีบผม เครื่องดัดผม เครื่องม้วนผม เครื่องเล่นสนาม และแผ่นฉนวนความร้อน เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 46 มาตรฐาน&amp;nbsp; ซึ่งผมได้กำชับให้ สมอ. เร่งดำเนินการประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ไปศึกษาและจัดทำมาตรฐานเรือไฟฟ้า เพื่อเร่งประกาศเป็นมาตรฐานให้เร็วที่สุดต่อไปอีกด้วย

นายวันชัย&amp;nbsp; พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่รัฐบาลได้มีนโยบายเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าออกมา สมอ. ได้ประกาศมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วทั้งสิ้น 82 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างจัดทำอีก 15 เรื่อง&amp;nbsp; คาดว่าทั้งปีนี้น่าจะประกาศได้ 97 เรื่อง&amp;nbsp; โดยในส่วนของมาตรฐานที่เกี่ยวกับยานยนต์อัจฉริยะ เช่น ระบบตรวจจับคนเดินถนน&amp;nbsp; ระบบลดความเสียหายจากการชนด้านหน้า&amp;nbsp; ระบบตรวจจับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฯลฯ&amp;nbsp; จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถและใช้ถนน&amp;nbsp; สมอ.จะได้พิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดให้รถทุกคันต้องติดตั้งระบบดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, รถอีวี, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf19ba1e49a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. จับมือโทรคมนาคมแห่งชาติ พัฒนาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 สิงหาคม 2564 หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่จัดขึ้นในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual MOU Signing Ceremony)&amp;nbsp; โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; นายนพดล ปิ่นสุภา&amp;nbsp; รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก สมศักดิ์&amp;nbsp; ขาวสุวรรณ์&amp;nbsp; กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวจันทนา เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี&amp;nbsp; บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามเพื่อวางกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน รวมถึงต่อยอดเทคโนโลยีการสื่อสารและดิจิทัลสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ส่งเสริมและสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า รูปแบบการใช้พลังงานของสังคมในปัจจุบัน มุ่งไปด้านพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ปตท.&amp;nbsp; จึงพัฒนาและปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางพลังงานในอนาคต อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ได้วางแผนลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน และแพลตฟอร์ม โดยจับมือพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และรองรับกลุ่มผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบสนองนโยบายและทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดที่จะช่วยประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้&amp;nbsp; ปตท. นำเอาความแข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงาน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการสื่อสารและดิจิทัลของโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ในรูปแบบที่มีจุดแข็งและมีความโดดเด่น ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ด้วยทางเลือกของบริการที่หลากหลาย &amp;nbsp; อันจะนำไปสู่การสร้างอนาคตแห่งการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สนับสนุนได้ทั้งความมั่นคงทางพลังงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน&amp;rdquo; นายอรรถพลกล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก สมศักดิ์&amp;nbsp; ขาวสุวรรณ์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ มีการทดสอบตลาดและศึกษาความต้องการของลูกค้า การออกแบบทางธุรกิจ การศึกษาความคุ้มทุนในการลงทุน การพัฒนาด้าน IoT และ Application ต่าง ๆ ระบบการให้บริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการติดตาม การจัดเก็บข้อมูล การชำระค่าบริการ และเพื่อสร้างความร่วมมือด้านธุรกิจร่วมกันต่อไป ซึ่ง NT&amp;nbsp; มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านสื่อสาร เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึง การนำเทคโนโลยี 5G ที่ NT มีคลื่นความถี่ที่พร้อมตอบสนองความต้องการใช้ในทุกรูปแบบมาประยุกต์ใช้ด้วย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในด้านต่าง ๆ ของ ปตท. และ NT ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่&amp;nbsp; โอกาสในการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของ NT ในธุรกิจสื่อสารและดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนารูปแบบการใช้บริการยานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นด้าน Charger และด้านการบริหารจัดการระบบรถส่วนกลาง (Fleet Management) ซึ่งระบบบริหารจัดการของยานพาหนะในธุรกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างจุดแข็งทางธุรกิจที่ช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงาน ทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านความปลอดภัย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดในการสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงด้านการสื่อสารและดิจิทัลและอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ในอนาคตให้กับทั้งสององค์กรร่วมกันและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และประเทศชาติเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจด้านพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112877</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT), ปตท, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112737e08fa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีวีรับเทรนด์โลกลดปล่อยคาร์บอน  GPSCคิกออฟรง.แบตเตอรี่มุ่งสู่พลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านพลังงานที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ โดยประเทศส่วนใหญ่ในโลกได้ให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ในปี พ.ศ.2593 ขณะที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันแผนพลังงานแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้สอดรับกับทิศทางด้านพลังงานของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และที่สำคัญต้องสอดรับกับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV-อีวี) จึงถือเป็นตัวเลือกสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัดว่ามีการใช้รถอีวีตามท้องถนนมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ากำลังการผลิตรถอีวีโลกน่าจะพุ่งแตะ 22.7 ล้านคันในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดรถอีวีที่ตามมาว่าน่าจะมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของประเทศ โดยพุ่งเป้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก มีเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะทั้งสิ้น 725,000 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์จะมีการผลิตทั้งสิ้น 675,000 คัน คิดเป็น 30% ของการผลิตในปี 2573 รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่เพื่อตอบสนองการผลิตในประเทศด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ดังนั้นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV) ถือว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมให้รองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมผลักดันเศรษฐกิจ ดังนั้นการเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัยในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรักษาจุดยืนการเป็นผู้นำฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค และต่อยอดเปลี่ยนผ่านตัวเองเข้าสู่เทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ผ่านมา บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC เปิดโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ด้วยเทคโนโลยีเซมิโซลิดแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ GPSC กล่าวว่า โรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MW) ด้วยทุน 1,100 ล้านบาท และในอนาคตจะขยายขึ้นเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;โรงงานแห่งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมด้านพลังงานของไทยที่จะมุ่งไปสู่ทิศทางพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต เพื่อนำมาสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero emission) ตามเป้าหมายของรัฐบาล&amp;quot; นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ GPSC กล่าวว่า ตามเป้าหมายของ GPSC ที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 8,000 เมกะวัตต์สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานทดแทน &amp;nbsp;ด้วยนวัตกรรมการผลิตแบตเตอรี่เซเซมิ-โซลิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตของบริษัท 24 เอ็มเทคโนโลยี จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการผลิตและจัดจำหน่าย โดยโรงงานดังกล่าวจะผลิตจีเซลล์ (G-Cell) แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต ที่มีจุดเด่นในเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า รวมทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ง่ายเมื่อแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน จึงเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของบริษัทนั้นเป็นกลุ่ม ปตท. กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SME) รวมไปถึงผู้ประกอบการที่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบของสินค้า โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ผลิตและใช้งานระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมกับจุดแข็งของจีเซลล์แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินงานครั้งนี้จะเสริมสร้างความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งจะสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ และเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนคนไทยตามนโยบายรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแผนการลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดกิกะสเกล (Giga-scale) โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 2 ปีข้างหน้า และขยายเป็น 5 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า ก่อนขยายสู่กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 10 ปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท ส่วนพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานดังกล่าวได้ภายในปี 2565 เบื้องต้นศึกษาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และใกล้โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 30 เมกะวัตต์แรกนั้น จะผลิตป้อนความต้องการในประเทศเป็นหลัก เบื้องต้นหาเทียบเท่าความสามารถในการป้อนรถตุ๊กๆ ได้ 3,000 คัน หรือรถบัส 150 คันต่อปี โดยในอนาคตมีแผนส่งออกแบตเตอรี่ด้วย
เดินหน้าโรงงานผลิตแบต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ดำเนินการภายใต้บริษัทย่อยชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ATT ระยะที่ 1 ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบการทำงานของเครื่องจักรทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มการผลิตจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในระยะแรกจะจำหน่ายแบตเตอรี่ไปยังกลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าภายในกลุ่มของบริษัท เช่น รถบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า หลังจากนั้นจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตส่วนถัดไป เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยจัดตั้งบริษัท ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด หรือ BEV เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา และให้บริการทดสอบและรับรองคุณภาพของแบตเตอรี่ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111863</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA), พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถบัสไฟฟ้า, วรวัฒน์ พิทยศิริ, โรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่), ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_610677ab954c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พีระภัทร ศิริจันทโรภาส  ขับเคลื่อนธุรกิจบนการรับผิดชอบสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันธุรกิจเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังถูกจับตามอง เพราะเป็นเทรนด์ที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกที่จะนำไปสู่การปฏิวัติสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราที่มีปัญหาด้านการจราจรและส่งผลให้เกิด PM 2.5 ต่อเนื่องมาหลายปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
และด้วยเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม จึงทำให้โอกาสในการลงทุนของนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น อย่างเช่น &amp;nbsp;พีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ และ co-founder ของบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เป็นคนรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่กระโดดเข้ามาในธุรกิจที่เป็นระบบนิเวศของ EV ด้วยการก่อตั้งธุรกิจเกี่ยวกับการชาร์จรถ EV อย่างครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พีระภัทร เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ได้ไปศึกษาที่สหรัฐ และจากที่เป็นคนช่างสังเกตจึงพบว่าการขับเคลื่อนของผู้คนในต่างแดนนั้นส่วนใหญ่จะตระหนักถึงสังคมโดยรวม และให้ความร่วมมือกันอย่างดีในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาด้านการจราจร ซึ่งนำไปสู่มลภาวะทางอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนโดยเท่าเทียม ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเห็นหลายประเทศเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ขับเคลื่อนไปโดยการรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง จากจุดเริ่มต้นใกล้ตัว ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถ EV ถึงแม้เรื่องการเปลี่ยนไปใช้รถ EV จะยังเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงจนประสบความสำเร็จมาแล้ว และเรื่องนี้ได้จุดประกายให้พีระภัทรตั้งมั่นว่าจะต้องกลับมาทำธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศบ้านเกิดของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และจากการผลักดันของคนในครอบครัวที่ปลูกฝังให้เป็นคนที่รู้จักคิดวิเคราะห์หาผลลัพธ์เรื่องต่างๆ ด้วยตนเองอย่างไม่มีอคติ ทำให้หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากหลักสูตร Science, Economics and Finance จากมหาวิทยาลัย เบนท์ลีย์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่ตัดสินใจทำธุรกิจในทันที เนื่องจากอยากหาประสบการณ์ด้วยตัวเองก่อน จึงได้เข้าทำงานเป็น Financial analyst ของ The Quant Group&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พีระภัทร์บอกว่า บริษัทที่เปิดโอกาสให้ได้ทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับสู ของบริษัทชั้นนำในประเทศไทย ได้โอกาสศึกษาเทรนด์ใหม่ต่างๆ เพื่อเปิดช่องทางให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้บริษัทเดิม โดยยังคงเกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทำให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะนำความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดมาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิต นั่นคือการร่วมเป็นผู้ก่อตั้ง ชาร์จ แมเนจเม้นท์ ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจแห่งอนาคตในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2560 ของธุรกิจเล็กๆ ที่มีผู้ร่วมทีมไม่ถึง 5 คน แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ง่ายนัก เพราะในขณะนั้นกระแสของ EV ยังไม่เป็นเทรนด์ที่สร้างการรับรู้มากเช่นทุกวันนี้ แต่จากการที่เคยได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในต่างประเทศจากประสบการณ์ของตนเอง จึงมั่นใจว่าจากนี้ไปรถ EV จะเข้ามาเร็วมาก การเติบโตจะเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด ภายใน 5 ปี ท้องถนนในเมืองไทยจะเปลี่ยนไป นั่นหมายถึงปัญหามลพิษก็จะถูกแก้ไขไปด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พีระภัทร บอกว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงนี้ได้หรือไม่นั้น ก็คือ การมีระบบนิเวศรองรับผู้ใช้รถ EV อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะการที่ผู้ขับขี่ EV ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงหัวชาร์จได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะดูเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน แต่ก็ใช้ชีวิตและบริหารเวลาเป็นอย่างดี เมื่อถึงวันว่างจากการทำงาน ก็จะใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย ทั้งการเล่นเทนนิส และการวิ่งออกกำลังกาย รวมถึงการเลี้ยงปลา การจัดตู้ปลา วิ่งเล่นกับสุนัขตัวโปรด &amp;nbsp;
นอกจากนี้ยังชื่นชอบการสำรวจไปในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินจตุจักร ไปจนกระทั่งช็อปปิ้ง มอลล์ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อดูไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมือง แหล่งชุมชน ถ้ามีเวลามากขึ้นอีกก็จะขับรถออกต่างจังหวัด เพื่อมาต่อยอดและเป็นไอเดียในการวางแผนธุรกิจ ดังนั้นวันว่างของผมไม่เพียงแต่เป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังถือเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108553</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาร์จรถ EV, บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE), พีระภัทร ศิริจันทโรภาส, ยานยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e141df0f585.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
