<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อภ.เดินหน้าผลิตยา&#039;ฟาวิพิราเวียร์&#039; คาดขึ้นทะเบียนอย.เดือนก.ค.แม้กรมทรัพย์สินฯ ปฎิเสธให้สิทธิบัตร  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 พ.ค.64-นพ.วิฑูรย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า องค์การฯ ขอขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนที่ช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศไทย เมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำสั่งปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบเม็ด ด้วยเห็นว่าคำยื่นขอสิทธิบัตรของบริษัทที่ยื่นขอนั้นไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ทำให้องค์การฯ สามารถ ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยาที่จำเป็นอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19&amp;nbsp;&amp;nbsp;แม้ว่ากระบวนการตามกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นขอฯ สามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรได้ภายใน 60 วัน หากไม่มีการอุทธรณ์ภายในระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าคำสั่งปฏิเสธของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่สุด เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์วิฑูรย์กล่าวต่อว่า องค์การฯ ได้เริ่มทำการศึกษาชีวสมมูลในอาสาสมัครสุขภาพดี ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนเมษายน 2564 เพื่อศึกษาความเท่าเทียมกันในการรักษาเปรียบเทียบกับยาต้นแบบ โดยนำยาที่องค์การฯ ผลิตในระดับอุตสาหกรรมไว้จำนวนกว่า 3 แสนเม็ดไปใช้ในการศึกษาชีวสมมูลครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีกำหนดแล้วเสร็จและสามารถยื่นข้อมูลขึ้นทะเบียนให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประมาณเดือนกรกฎาคม 2564 ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายนั้น องค์การฯ จะสามารถผลิตยาเม็ด Favipiravir ได้ทันทีตามข้อมูลที่ระบุไว้ในทะเบียนยา ภายหลังได้ทะเบียนตำรับยาจาก อย.&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ล้านเม็ด และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งโรงงานที่ถนนพระราม 6 และโรงงานผลิตยาขององค์การฯ ที่คลอง10 อำเภอธัญบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยขณะนี้ได้มีการประสานสั่งซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ไว้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;5 แหล่ง จากประเทศจีน 1 แหล่งอินเดีย 4 แหล่ง ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีมาตรฐานและผู้ผลิตยาทั่วโลกใช้วัตถุดิบจากแหล่งต่าง ๆเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.อภ.กล่าวต่อว่า ในระยะยาวองค์การฯ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบยา Favipiravir ในระดับห้องปฏิบัติการ และขยายขนาดการผลิตสู่กึ่งระดับอุตสาหกรรม ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยา Favipiravir และวัตถุดิบยาจำเป็นอื่น ๆ สำหรับการผลิตวัตถุดิบในระดับอุตสาหกรรม ทำให้คนไทยได้เข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์ที่ผลิตได้เอง สร้างความมั่นคง ยั่งยืน และการพึ่งพาตนเองด้านยาให้กับประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101991</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ยาฟาวิพาราเวียร์, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093abf0e75fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิโรจน์’กระตุกรัฐบาลอย่าให้&#039;4รอคอย&#039;ของผู้ติดเชื้อโควิดกลายเป็น‘รอความตาย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 เม.ย.64 - นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีการแถลงของ ศบค. แถลงเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2564 ที่ระบุว่า พบข้อมูลระยะเวลาวันที่ทราบผลติดเชื้อจนถึงเสียชีวิตค่าเฉลี่ย 3 วัน &amp;rdquo;จึงอาจทำให้ตีความได้ว่า การระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบนี้ รุนแรงมาก เพราะติดเชื้อเพียงแค่ 3 วัน ก็เสียชีวิตแล้ว จากข่าวบางรายเสียชีวิตในวันที่ทราบผลตรวจ บางรายเสียชีวิตก่อนที่ผลตรวจจะออกก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ ชี้ว่า ระยะเวลา 3 วัน ดังกล่าวเริ่มนับจาก &amp;lsquo;วันที่ทราบผลติดเชื้อ&amp;rsquo; จึงมีสมมติฐานที่สามารถคิดได้อีกมิติหนึ่งคือ การเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ อาจจะเกิดขึ้นจาก &amp;lsquo;การรอคอย&amp;rsquo; ก็ได้ ซึ่งการรอคอย อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการ 4 รอ ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง รอคิวตรวจ ซึ่งมีรายงานข่าวปรากฏว่ามีผู้ติดเชื้อที่ต้องรอคิวตรวจจนต้องเสียชีวิตหรือกว่าจะมาพบแพทย์ ผู้ติดเชื้ออาจจะมีอาการหนักแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง รอผลตรวจ เนื่องจากมีการตรวจ RT-PCR เป็นจำนวนมาก ทำให้กว่าจะออกผลตรวจได้ อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม รอเตียง ทั้งที่ทราบผลตรวจแล้วแต่ยังต้องรอเตียงว่าง ระหว่างที่รอจากเดิมที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ก็อาจลุกลามจนเชื้อไวรัสลงปอด และมีอาการหนักขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ รอยา ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก หรือมีโรคประจำตัว ระหว่างรอเตียงหรือได้เตียงแล้ว ระหว่างที่ยังไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย หากได้รับยาก Favipiravir เร็วภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ ก็จะสามารถสกัดการรุกลามได้ แต่หากกระบวนการจ่ายยาช้า ต้องรอให้มีอาการก่อน ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถสกัดการลุกลามได้ พออาการหนักขึ้น โอกาสการเสียชีวิต ก็มีเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขควรเอากรณีการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น มาวิเคราะห์ว่าในกระบวนการรักษาผู้ป่วย นั้นมีระยะเวลาในการรอคอย หรือ Idle Time เท่ามไหร่ และสามาถลดขั้นตอนการทำงาน ลดงานเอกสาร ลดงานธุรการ ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน ลดหลักฐานเอกสารที่ใช้ แก้ไขกฎระเบียบที่วุ่นวาย เพื่อทำให้ขั้นตอนต่างๆ มีระยะเวลาในการรอคอยที่ลดลงได้หรือไม่ ในแวดวงวิศวกรรม วิศวกรในกระบวนการผลิตต่างทราบดีว่า Idle Time เป็นความสูญเปล่า หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Muda เป็นกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าและมีต้นทุนเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้ คือ กระบวนการในการรักษาชีวิตคน ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการลดการรอคอยให้เหลือน้อยที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิโรจน์ ยังชี้ต่อไปว่า ความจริงต้นทุนที่ถูกที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีนไม่ให้ประชาชนต้องเจ็บป่วย ต้นทุนหากฉีด AstraZeneca 2 โดส ก็อยู่ที่ 302 บาท ถ้าเป็น Sinovac 2 โดส ก็อยู่ที่ 1,098 บาท ถ้าเป็น Pfizer 2 โดส ก็อยู่ที่ 1,181 บาท ถ้าเป็น Johnson &amp;amp; Johnson ฉีดแค่โดสเดียว ราคาอยู่ที่ 302 บาท แต่ต้นทุนในการรักษาแพงกว่ามาก อย่างค่าตรวจ RT-PCR เคสละ 1,600 บาท ยา Favipiravir เม็ดละประมาณ 125 บาท ผู้ติดเชื้อ 1 คน ต้องใช้ยาประมาณ 40-70 เม็ด ต่อรายก็มีต้นทุนสูงถึง 5,000-8,750 บาท หากผู้ติดเชื้อมีอาการหนักต้องเข้าห้อง ICU อย่างสถาบันบำราศนราดูร ก็มีต้นทุนเพิ่มอีกวันละ 1,000 บาท ยังไม่นับค่าใช้จ่ายอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้นทุนที่แพงที่สุดก็คือ การเสียชีวิตของผู้ป่วย ที่ทำให้เด็กหลายๆ คนต้องเป็นเด็กกำพร้า คู่ชีวิตอีกเป็นจำนวนมากต้องเป็นหม้าย พ่อแม่หลายคู่ที่ต้องอยู่ในสภาพคนหัวหงอกต้องมาเผาคนหัวดำ ความสูญเสียชีวิต ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลมาก โรคโควิด-19 เป็นโรคที่แข่งกับเวลา ถ้าได้ยา Favipiravir ตั้งแต่อาการยังไม่หนัก โอกาสรอดก็สูง ถ้าได้ยาช้า หลังจากที่ปอดอักเสบหนักมากแล้ว โอกาสรอดชีวิตก็จะเหลือน้อยลง อย่าปล่อยให้ผู้ติดเชื้อต้องเสียชีวิต เพราะการรอคอย ไม่ว่าจะเป็น รอคิวตรวจ รอผลตรวจ รอเตียง หรือ รอยา เพราะการรอต่างๆ เหล่านี้ ผู้ติดเชื้ออาจกำลัง &amp;lsquo;รอความตาย&amp;rsquo; อยู่ก็ได้&amp;rdquo; นายวิโรจน์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101291</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด19, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, ยาฟาวิพาราเวียร์, รอคิวตรวจโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087e31681f44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคประชาสังคมห่วงไทยขาดยาฟาวิฯรักษาโควิดจี้กรมทรัพย์สินฯยกคำขอสิทธิบัตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23เม.ย.64-เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ระบาดรอบที่ 3 ในไทย จำนวนผู้ติดเชื้อฯ และผู้ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว จำนวนยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยเคยนำเข้าหลายแสนเม็ด เริ่มมีคำสั่งให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้อย่างประหยัด เอ็นจีโอและนักวิชาการที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงยาเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินใจยกคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ด่วน เปิดทางองค์การเภสัชเร่งผลิต
&amp;nbsp;
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ทวงถามกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้ง หลังจากที่เคยยื่นเอกสารข้อมูลที่ยาฟาวิพิราเวียร์ไม่ควรได้สิทธิบัตรให้กับอธิบดีเมื่อ 17 ก.ค. 2563 และได้เข้าพบอธิบดีเพื่อให้เร่งการพิจารณาเมื่อ 26 ม.ค. 2564&amp;nbsp; เพราะประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดโควิด 19 อีกระลอกและจำเป็นต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อีกจำนวนมาก
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ กรมฯ ยังไม่มีคำตัดสินออกมา และยังให้โอกาสบริษัทยาแก้ไขเอกสารคำขอฯ ได้อีก เป็นการซื้อเวลาออกไปอีก ถ้าการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรยังล่าช้าอยู่เช่นนี้ ตัวแทนภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลให้ประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ หรือมาตรการซีแอล กับยาฟาวิพิราเวียร์ อย่างที่เคยประกาศใช้ในปี 2549 &amp;ndash; 2550 เพื่อนำเข้าหรือผลิตยาเอง และนำมารักษาผู้ป่วย
&amp;nbsp;
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำ กรณีนี้ถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ รัฐบาลต้องกล้าประกาศใช้ซีแอล จะหวังพึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์และมองการแก้ปัญหาของประเทศอย่างฉลาดกว่านี้ อย่างไรก็ตาม องค์การเภสัชกรรมมีความพร้อมที่ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ โดยได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ไปแล้ว และคาดว่าจะได้รับทะเบียนตำรับยาในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทยาในอินเดียหลายบริษัทสามารถผลิตยาฟาวิพิเวียร์ได้เช่นกัน ยาฟาวิพิราเวียร์ที่จะผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมหรือที่ขายแล้วโดยบริษัทยาในอินเดียมีราคาถูกว่าที่ไทยซื้ออยู่อย่างน้อยมากกว่า 50% ในขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยสั่งล็อตต่อไปจะมาจากญี่ปุ่นภายใน เม.ย.นี้
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโรคระบาด แต่กำลังทำสิ่งที่สวนทางกับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในร่าง พรบ. สิทธิบัตร ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญายกร่าง ได้แก้ไขให้ใช้มาตรการซีแอลได้ยากขึ้น&amp;nbsp; ภาวะโควิด 19 แสดงให้เห็นแล้วว่า การผูกขาดด้วยสิทธิบัตรเป็นปัญหา ชิลี อิสราเอล เอกวาดอร์ และรัสเซียประกาศใช้มาตรการซีแอลกับยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ป้องกันและรักษาโควิด 19 แล้ว&amp;nbsp; เยอรมนี แคนาดา อินโดนีเซียออก พรบ. ฉุกเฉิน ให้แก้ไข พรบ. สิทธิบัตรเพื่อลดขั้นตอนให้ประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; ในองค์การการค้าโลก แอฟริกาใต้และอินเดียยื่นข้อเสนอต่อองค์การการค้าโลก ให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการเข้าถึงยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ ที่ใช้ต่อสู้กับวิกฤตโควิด 19 ซึ่งสมาชิกองค์การการค้าโลกกว่าครึ่งสนับสนุน&amp;rdquo; นายเฉลิมศักดิ์
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ. สิทธิบัตร กรมทรัพย์ทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขโดยที่การประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ (มาตรการซีแอล) ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งในกฎหมายปัจจุบันไม่ต้องผ่านความเห็นชอบฯ หน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมสามารถประกาศได้ มิหนำซ้ำกรมทรัพย์สินฯ ยังแก้ไขให้เจ้าของสิทธิบัตรฟ้องต่อศาลขอให้ระงับการประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ด้วย&amp;nbsp; ทั้งนี้ มาตรการซีแอลถือเป็นอำนาจของรัฐที่ใช้เพื่อคุ้มครองประชาชน เมื่อประเทศเกิดวิกฤตหรือภาวะฉุกเฉินเพราะสิทธิบัตรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ในความตกลง CPTPP ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และรัฐสภามีความเห็นชอบแล้วว่าประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วม แต่รัฐบาลยังดื้อดึงพยายามที่จะเจรจาขอเข้าร่วมโดยไม่ฟังเสียทัดทาน การใช้มาตรการซีแอลอาจถูกใช้เป็นเหตุในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผ่านอนุญาโตตุลการได้ และไทยจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านยามากขึ้นนับหมื่นล้าน เพราะเงื่อนไขในความตกลง CPTPP &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100451</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, นิมิตร์ เทียนอุดม, ยาฟาวิพาราเวียร์, สิทธิบัตรยา, เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082904f7b844.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการแพทย์ ขอปชช.มั่นใจยาต้านไวรัสมีเพียงพอในช่วงโควิดระบาดรอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​14 เม.ย.64 - นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศระลอกเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดระบบการรักษาพยาบาล&amp;nbsp;การเตรียมความพร้อมสำหรับสถานพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สําหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมการแพทย์ ได้มีการประชุมหารือแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อรายใหม่ และวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จนอาการผู้ป่วยหายเป็นปกติและไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ ซึ่งเป็นระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเตรียมยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)&amp;nbsp;ไว้ประมาณกว่า&amp;nbsp;400,000 เม็ด (ข้อมูล ณ วันที่ 12 เม.ย. 2564) ซึ่งองค์การเภสัชกรรมได้มีการสั่งซื้อเพิ่มอีก 5 แสนเม็ด โดยจะกระจายยาไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เช่น สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตน์ฯ&amp;nbsp;โรงพยาบาลเลิดสิน สถาบันโรคทรวงอก และโรงพยาบาลสังกัด กทม. โรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า&amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ มีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ หากเกิดการระบาดระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ตามแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิกแพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของอาการผู้ป่วย&amp;nbsp;สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อผู้ป่วยมีอาการรีบมาโรงพยาบาลแจ้งประวัติให้บุคลการทางการแพทย์ทราบ จะช่วยให้การวินิจฉัยได้ไว และ รักษา ได้ เร็ว ผู้ป่วยก็จะหายไวขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, ยาฟาวิพาราเวียร์, วัคซีนโควิด, โควิด, โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_6076b04306e5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ทำ&quot;ยาฟาวิพิราเวียร์&quot; รักษาโควิด ได้สำเร็จ เตรียมผลิตเป็นเม็ดยาในปี64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11พ.ค.63-ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า อภ.ได้วิจัยและพัฒนา ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) &amp;nbsp;มาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 โดยในระยะแรกนี้ได้จัดซื้อตัวอย่างวัตถุดิบมาทดลองพัฒนาสูตรเบื้องต้น 100 กรัมและสั่งซื้อเพิ่มอีก 5 กิโลกรัม จะมาถึงเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อนำมา พัฒนาสูตรตำรับ และขยายขนาดการผลิต ตลอดจนศึกษาความคงสภาพ และประสิทธิผลทางชีวสมมูล คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะมีข้อมูลพร้อมยื่นขึ้นทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ภญ.นันทกาญจน์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อภ.ได้มีการวางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาฟาวิพิราเวียร์ เพียงพอต่อความต้องการรองรับการรักษาผู้ป่วยภายในประเทศอย่างยั่งยืนทั้งในภาวะวิกฤติและระยะยาวซึ่ง &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;เป็นหนึ่งในยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามแนวทางการรักษาของประเทศไทย และจากการคาดการณ์ว่าจะมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานประมาณ 1-2 ปี &amp;nbsp;การดำเนินการเพื่อให้มียาไว้ใช้ในยามจำเป็นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;อภ.มีการดำเนินงานพร้อมกันใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ ในระยะเร่งด่วน มีการนำเข้ายาต้นแบบ จาก บริษัท FujiFilm Toyama Chemical Co.,Ltd. ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท Zhejiang Hisun Pharmaceutical Company ประเทศจีนซึ่งได้รับใบอนุญาตผลิตจากญี่ปุ่น เพื่อกระจายให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งไทยได้มีการนำเข้ามาแล้ว จำนวน 187,000 เม็ด และในเดือนพฤษภาคมนี้ นำเข้าจากจีนและญี่ปุ่นอีกจำนวน 303,860 เม็ด&amp;nbsp;
ส่วนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ที่ได้ดำเนินการคู่ขนานกับการนำเข้านั้น ได้มีการจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้พัฒนาและผลิตยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ได้เองภายในประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานจาก ประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ได้จัดซื้อตัวอย่างวัตถุดิบมาเพื่อทดลองผลิตในเบื้องต้นและอยู่ระหว่างการสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาสูตรตำรับ และขยายขนาดการผลิต ตลอดจนศึกษาความคงสภาพ และศึกษาประสิทธิผลทางชีวสมมูล (Bioequivalence study) เพื่อศึกษาระดับยาในเลือดเทียบกับยาต้นแบบต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จะมีข้อมูลพร้อมยื่นขึ้นทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; การดำเนินการด้านวิจัยพัฒนาการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิพิราเวียร์ &amp;nbsp;เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ได้ดำเนินการคู่ขนานไปด้วยช่วงเวลานี้เช่นกัน โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการในกระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบ &amp;nbsp;โดยอภ.ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ สวทช. จำนวน 4.28 ล้านบาท สำหรับดำเนินการในกระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 &amp;ndash; 6 เดือน จากนั้น อภ.นำมาขยายขนาดการสังเคราะห์สู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตวัตถุดิบในระดับกึ่งอุตสาหกรรมได้ ในเดือน มิถุนายน 2564&amp;quot;
ดร.ภญ.นันทกาญจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของสิทธิบัตรยานั้น บริษัท FujiFilm Toyama Chemical Co.,Ltd. ประเทศญี่ปุ่น ได้มายื่นคำขอสิทธิบัตรด้านการผลิตเม็ดยา favipiravir ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ.2553 แต่ปัจจุบันยังเป็นเพียงคำขอสิทธิบัตรเท่านั้น &amp;nbsp; หากยาดังกล่าวได้รับสิทธิบัตร จะได้ระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี โดยนับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรในไทย อย่างไรก็ตามการพัฒนาสูตรภายในประเทศสามารถทำได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง แต่หากผลิตจำหน่ายในท้องตลาด อาจโดนฟ้องเพราะละเมิดสิทธิบัตรได้ ดังนั้น อาจต้องมีการเจรจาทำ Voluntary Licensing กับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร เพื่อให้อภ.สามารถผลิตและจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อภ. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการคิดค้น วิจัย และพัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ ที่จำเป็นต่อการรักษา ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ เพื่อให้มีความยั่งยืนในการสำรองยาไว้ใช้ในการรักษาผู้ป่วย โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ รองรับการแพร่ระบาดทั้งในภาวะวิกฤติและเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยในระยะยาวต่อไป&amp;rdquo; ดร.ภญ.นันทกาญจน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65644</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล, ยาฟาวิพาราเวียร์, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb923894fb5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยากรอดต้องอยู่บ้าน!แพทย์ยืนยันต้องรอยานำเข้าตั้งเป้าสำรอง1ล้านเม็ดรองรับผู้ป่วยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63- ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย COVID-19 และการดูแลของหลายประเทศ ในการแถลงข่าวว่า ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง คล้ายไข้หวัด 65 % ไม่มีอาการ 20 % ปอดอักเสบไม่รุนแรง 12 % ปอดอักเสบรุนแรง 3 % ซึ่งกลุ่มไม่มีอาการต้องสังเกตอาการในโรงพยาบาล 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นย้ายไปที่พัก หรือโรงแรมที่จัดไว้ (Hospitel) 7 วัน, อาการไม่รุนแรงคล้ายไข้หวัด รักษาตามอาการ ก่อนย้ายไป Hospitel จนครบ 14 วัน เมื่อกลับบ้านต้องแยกตัว ส่วนกลุ่มปอดอักเสบไม่รุนแรงให้ยาต้านไวรัส ยังไม่ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ หากอาการไม่แย่ลง และกลุ่มปอดอักเสบรุนแรงจะได้ยาทุกตัว และต้องอยู่ใน ICU ซึ่ง 2 กลุ่มนี้จะไม่ย้ายไป Hospitel&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับการบริจาคยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อสอบถามพบว่า บริษัทฯ ต้องการศึกษาวิจัยทั่วโลก และให้ฟรีเฉพาะการศึกษาวิจัยคนไข้หลักร้อย ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยทุกคน ซึ่งยาดังกล่าวมีรายงานจากการรักษาว่า ได้ผลจริง แต่ญี่ปุ่นต้องการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งไทยใช้มากที่สุดวันละ 2,000 เม็ด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่ได้ยาฟาวิพิราเวียร์ 5-10 วัน โดย 10 วัน จะใช้ 70 เม็ดต่อคน หากไทยได้ยาเพิ่มอีก 200,000 เม็ด แพทย์ก็จะสบายใจขึ้น โดยพรุ่งนี้คณะผู้เชี่ยวชาญจะทบทวนแนวทางการรักษาว่าให้ยายิ่งเร็วยิ่งดี พิจารณาให้ในกลุ่มที่มีอาการปอดอักเสบแม้จะไม่รุนแรง ซึ่งแนวทางนี้ประมาณการว่า 1 เดือนจะใช้ยา 70,000-80,000 เม็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ไทยได้เตรียมพร้อมและจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น 5,000 เม็ด ได้รับบริจาคจากประเทศจีน 2,000 เม็ด และเดือนมีนาคมจัดซื้อรวม 87,000 เม็ด มีผู้ป่วยต้องใช้ยา 515 คน ขณะนี้เหลือยาฟาวิพิราเวียร์ 38,126 เม็ด โดยสั่งซื้อจากประเทศจีนเพิ่ม 100,000 เม็ด ส่งมอบวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) และสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นอีก 100,000 เม็ด ยืนยันว่า จะกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขอใช้อย่างมีเหตุผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โรคติดเชื้อ COVID-19 ต้องใช้ยา 7 รายการ ส่วนใหญ่สามารถผลิตได้ในประเทศ และสำรองเพียงพอ ยกเว้นยาฟาวิพิราเวียร์ที่ต้องนำเข้า ซึ่งจีนทดลองใช้และพบว่าได้ผลดี ซึ่งไทยพยายามหายาดังกล่าวตั้งแต่เดือนม.ค.2563 แต่ได้มาจำนวนไม่มากนัก เพราะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก ทั้งที่ตั้งเป้าให้มีสำรองถึง 1 ล้านเม็ด เพราะมีผู้ป่วยเพิ่มวันละหลักร้อยคน ป่วยสะสม 2,169 คน เสียชีวิต 23 คน หากไม่ใช้ยาดังกล่าวอาจจะมีตัวเลขเสียชีวิตมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฟาวิพิราเวียร์มีแหล่งผลิตแค่ที่จีนกับญี่ปุ่น พยายามจัดซื้อให้ได้มากที่สุด แต่ละล็อตได้มาแค่แสนเม็ด ทั้งที่อยากได้เป็นล้านเม็ด เราไม่สามารถรอของบริจาคได้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนหยุดอยู่บ้าน เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้กลุ่มเสี่ยงป่วยและต้องใช้ยาจำนวนมาก&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62169</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์, ยาฟาวิพาราเวียร์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6aef31a4051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
