<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอแนะ&#039;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล&#039; ทางออกเลี่ยงอาการหนัก ใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มติดเชื้อ เห็นตรงกันเปิดประเทศ  ระลอก 5 มาแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แถลงข่าว การรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กับแผนการใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ เพื่อรักษาผู้ป่วยในไทย โดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยฯ &amp;nbsp;จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหาและกระจาย ยารักษาโควิด โดยช่วงแรกที่เกิดการระบาดโควิด19 ก็ได้มีการจัดหายาเพื่อใช้ในการรักษาคือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งมีทั้งแบบยาเม็ด และยาน้ำสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ ต่อมาก็ได้จัดหายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) โดยในประเทศไทยมีการใช้ 2 ชนิด จึงเรียกว่าแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody Cocktail) ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ทาง อย.ไทยได้ให้การรับรองใช้ในภาวะฉุกเฉิน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเข้าไปจับไวรัสทำให้ไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นหากมียาชนิดนี้รักษาในระยะต้น &amp;nbsp;เมื่อเริ่มมีอาการจะทำให้คนผู้ติดเชื้อหายได้เร็วขึ้น ไม่มีอาการรุนแรง ลดการเสียชีวิต ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการติดเชื้อโควิดก็จะช่วยให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น ไม่เกินศักยภาพต่อระบบสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.นิธิ กล่าวต่อว่า โดยยาแอนติบอดีค็อกเทลมีข้อบ่งชี้การใช้ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มโรคเรื้อรัง หรือโรคอ้วน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อ และมีอาการน้อย-ปานกลาง เมื่อแพทย์ประเมินแล้วมีความเสี่ยงอาการหนักหรืออาจะเสียชีวิต ก็จะให้ยาแอนติบอดีค็อกเทล โดยขณะนี้มีกระจายไปให้รพ.ต่างๆประมาณ 50% โดยแพทย์ที่ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด จะมีการจัดยาให้ตามข้อบ่งชี้ของยา เนื่องจากยามีอย่างจำกัด และยาชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในการรักษาหลัก ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน จึงมีค่าใช้จ่ายในการรับยา ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯได้มีการจำกัดราคาของรพ.ในการนำยาไปรักษาประชาชน แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ทางรพ.อาจจะคิดร่วมด้วย เช่น ชุด PEE &amp;nbsp;เป็นต้น นอกจากนี้ไทยก็ได้มีการทำยาวิจัยยาแอนตี้ไวรัสตัวใหม่ๆที่อาจจะได้เห็นผลสำเร็จเร็วๆนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนมาตรการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนในเด็ก เพื่อเปิดการเรียนการสอน หรือมาตรการเปิดประเทศ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะมีวัคซีน มียา ที่ดีเพียงพอ และการตรวจโรคที่รวดเร็ว แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นสิ่งสำคัญคือการจัดระบบในการอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้ และมีความรู้เข้าใจเบื้องต้นในการรักษาหากได้รับเชื้อ อย่างการดูแลรักษาในระบบ HI/CI ได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับอยู่ในการติดตามรักษาของแพทย์&amp;rdquo; ศ.นพ.นิธิ &amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย อธิบายถึงยารักษาโควิด19ว่า เมื่อผู้ป่วยโควิด ติดเชื้อรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในไอซียู บทบาทหลักสำคัญคือ เวชบำบัดวิกฤตและการดูแลระบบทางเดินหายใจ เพราะในขณะที่เชื้อลงปอด เชื้อไวรัสเริ่มน้อยลง แต่สิ่งที่เป็นความรุนแรงคือ ปฏิกิริยาของร่างกายที่พยายามจะกำจัดเชื้อไวรัส หรือเรียกว่า ช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามที่จะกำจัดเชื้อ และสร้างเชื้อขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบในปอด &amp;nbsp;ทำให้บทบาทของยาต้านไวรัสลดน้อยลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดไหนก็ตาม จึงต้องมีการให้ยาลดการอักเสบ เช่น กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวที่มีการศึกษาวิจัยและพิสูจน์หลายชิ้นให้ผลตรงกันว่า ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ยังมียาที่ไปขัดขวางการทำงานของระบบภูมิต้านทานที่ทำงานมากเกินไป เช่น ยาโทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) ยาชาลิซูแมบ ยามาซิทินิป&amp;nbsp; ที่ใช้รักษาในโรครูมาตอยด์ จะมีประโยชน์ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหนักปานกลางไปจนถึงหนัก แต่ถ้าหากผู้ป่วยอาการหนักมากถึงขั้นสุดแล้ว ยาเหล่านี้ก็อาจะไม่ช่วยเท่าไหร่ จึงจะเห็นความจำกัดในเรื่องการใช้ยารักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร เพิ่มเติมอีกว่า ยารักษาโควิด19 ที่ทางสมาคมโรคติดเชื้ออเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) (NIH) ที่ได้แนะนำยาในการรักษาในทางเวชปฏิบัติ คือยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) โทซิลิซูแมบ ยาคอร์ติโค สเตียรอยด์ และโมโนโคลนอลแอนติบอดี &amp;nbsp;โดยยาที่ไทยใช้อยู่รักษาผู้ป่วยโควิดอยู่คือ &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์, ฟ้าทะลายโจร ซึ่งยาทั้ง 2 ตัวนี้ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาดีจริงหรือไม่ เพราะในบางประเทศก็ไม่มีการนำยาฟาวิพิราเวียร์มาใช้รักษาโควิด &amp;nbsp;ส่วนยาที่ได้นำเข้าอย่าง แอนติบอดีค็อกเทล ที่มีคุณสมบัติช่วยบล็อกไม่ให้เชื้อไวรัสนี้เข้าเซลล์ ที่จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยโควิดในกลุ่มความเสี่ยงสูงได้ดีพอสมควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร กล่าวอีกว่า ในส่วนการเปิดประเทศ จากการประมาณการณ์ในช่วงหลังจากเดือนต.ค.เป็นต้นไป อาจจะเห็นจำนวนคนติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่เยอะเท่ากับครั้งที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมประเมินสัดส่วนการติดเชื้อ และการรักษามาตรการการป้องกันตัวเองเช่นเดิม ดังนั้นเมื่อไม่สามารถปิดประเทศได้ตลอด ก็ต้องเปิดประเทศและอยู่ร่วมกับโควิด หากมีการติดเชื้อก็ทำการรักษาควบคู่กันไปได้ ซึ่งจะต้องอาศัยหลักบันได 3 ขั้นในการรองรับการแพร่ระบาดของโควิด19 คือ &amp;nbsp;ขั้นที่ 1 รับมือไม่ให้ติดเชื้อด้วยวิธีการป้องการตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ฉีดวัคซีนครบโดส ขั้นที่ 2 เมื่อป่วย ประเมินตนเองร่วมกับแพทย์ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากหรือน้อย เพื่อเข้าสู่การรักษา หากเสี่ยงมากก็จะได้รับยาแอนติบอดีค็อกเทล ขั้นที่ 3 เตรียมการรองรับผู้ป่วยรักษาในไอซียู ซึ่งขั้นที่ 1-2 นับว่าสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความก้าวหน้าด้านการรักษาโควิด19 ในต่างประเทศ ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า &amp;nbsp; ในต่างประเทศมีการพัฒนายาในการรักษาและป้องกันความก้าวหน้าของโรคโควิด19 โดยยาที่มีผลการศึกษายอมรับว่ามีประสิทธฺภาพ คือยากลุ่มแอนติบอดีค็อกเทล ซึ่งจะมีหลายตัวที่ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้คือ อยู่ในช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ &amp;nbsp;อาการไม่เยอะมาก แต่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง โรคอ้วน หรือในผู้ที่ติดเชื้อโควิดหลังได้รับวัคซีนแล้ว เนื่องจากภูมิยังขึ้นไม่ดีมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง เป็นต้น ในอนาคตคาดว่าจะมีการขยายข้อบงชี้ไปยังกลุ่มโรคประสาท หญิงตั้งครรภ์ ในเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ยาหลังได้รับเชื้อไปแล้ว 10 วัน- 2 สัปดาห์ เพราะยาอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.โอภาส &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่ในต่างประเทศที่มีการแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดีค็อกเทล ในข้อบ่งชี้เพื่อป้องกันสำหรับผู้ที่สัมผัสโรคโควิด19 ว่า มีการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เช่น สถานเลี้ยงดูคนชรา หรือในชุมชนที่อยู่แออัด ซึ่งเหมือนกับการใช้ยารักษาโรค HIV ที่ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาแต่ใช้เพื่อป้องกันหลังจากที่มีการไปสัมผัส &amp;nbsp;ส่วนในประเทศไทยยังไม่ได้มีการขอขึ้นทะเบียนข้อบ่งชี้ดังกล่าว แต่คาดว่าในอนาคตหากมีจำนวนยาที่นำเข้ามากขึ้น ก็จะมีการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในการป้องกัน สำหรับการคาดการณ์หากมีการระบาดในระลอกที่ 5 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;เพราะไม่สามารถหนีการระบาดได้จากการเปิดประเทศเพราะมีการเคลื่อนที่ของคน ซึ่งคิดว่าจะเป็นระลอกเล็กๆ และอาจจะมีผู้ติดเชื้อมาก แต่ต้องให้ผู้เสียชีวิตน้อยที่สุด ดังนั้นภูมิคุ้มกันของคนไทยจึงต้องสูงมากพอ มีความพร้อมในการรักษาทั้งเตียง ยา และเครื่องมือทางแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2563 ที่มีการระบาดโควิด19 จำนวนผู้ป่วยยังไม่มากเท่ากับในเดือนมิ.ย.64 ที่มีการระบาดของเชื้อโควิด19 สายพันธุ์เดลตา ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก และมีอาการรุนแรงโดยเฉพาะผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงกว่า 5% แต่ในระยะ2 เดือนที่ผ่านมานับว่าสถานการณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตลดจำนวนลง ถ้าในผู้ป่วยที่อายุไม่มาก หรือไม่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ระยะเวลาเฉลี่ยในการรักษาในไอซียูประมาณ 7-10 วัน แต่หากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังการรักษาจะนานขึ้นประมาณ 10-20 วัน &amp;nbsp;จึงมีการรลดศักยภาพเตียงผู้ป่วยที่ขยายไว้รองรับจำนวนมาก &amp;nbsp;แต่หากมีการระบาดเพิ่มขึ้นในระลอกที่ 5 ก็เตรียมพร้อมเพิ่มศักยภาพเตียงและการรักษา สิ่งที่สำคัญการจับตาดูการกลายพันธุ์ของไวรัสเพราะวัคซีนที่ใช้อยู่อาจจะไม่ได้ผล และนโยบายที่ต้องควบคุมไม่ให้จำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเกินกว่าศักยภาพทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117402</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิดระลอก 5, การเปิดประเทศ, นพ.นิธิ มหานนท์, นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล, ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_614993fec00b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;หมอมนูญ&#039;แนะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด รีบใช้ยา&#039;แอนติบอดิ ค็อกเทล&#039;ช่วยชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ย.64 -&amp;nbsp; นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ช่วยชีวิตผู้ป่วยเนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.มนูญ กล่าวว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้
- ผู้สูงอายุ
- โรคอ้วน
- โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง
- โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด
- โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2
- โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต
- โรคตับเรื้อรัง
- มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116230</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเสี่ยงโควิด-19, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8ce9b40bdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ &#039;เผยรพ.วิชัยยุทธ เตรียมนำ &#039;ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล &#039;มาใช้รักษาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เปิดเผยว่า รพ.วิชัยยุทธ &amp;nbsp;เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มนูญ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สูงอายุ &amp;nbsp; โรคอ้วน &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด &amp;nbsp;โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 &amp;nbsp;โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต &amp;nbsp;โรคตับเรื้อรัง &amp;nbsp;มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115879</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รพ.วิชัยยุทธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136e49b65b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล &quot;สู้โควิด เข้าไทยแล้ววันนี้(30ก.ค.) เริ่มใช้ที่สถาบันบำราศนราดูรแห่งแรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.64- บริษัท &amp;nbsp;โรช ไทยแลนด์ ได้แถลงข่าวออนไลน์ ในหัวข้อ &amp;lsquo;เจาะลึก ตัวเลือกการรักษาผู้ป่วย COVID-19 กับแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail)&amp;rsquo; จากโรช (Roche) และ รีเจนเนอรอน &amp;nbsp;(Regeneron) ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน[1] โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทย &amp;nbsp;อนุมัติให้ใช้ เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล &amp;nbsp;โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ คำนี้อาจเป็นคำใหม่ของทุกคน แต่ในมุมมองการรักษาโควิด &amp;nbsp;จะถือเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น &amp;nbsp; เชื้อไวรัสโควิด 19 มีผิวเป็นปรตีนเหมือนหนาม ซึ่งโปรตีนนี้จะทำให้ไวรัสเข้าไปจับกับผิวของเซลล์มนุษย์ หรือเรียกว่าโปรตีน ACE2 บนผิวของเซลล์คน &amp;nbsp;ซึ่งตัว ACE2 มีความจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ในคน และพบได้ในหลากหลายอวัยวะ &amp;nbsp;โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการป้องกันระบบทำงานของปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp; ทั้งนี้ คนที่ติดโควิด แล้วหายป่วยแล้ว จะมีตัวแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในรางกาย &amp;nbsp;ซึ่งการทำยาแอนติบอดี ค็อกเทลนี้ &amp;nbsp;คือารสกัดภูมิคุ้มกันนี้ออกมาเพื่อให้ยายับยั้งเชื้อโควิดได้โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนกลไกของการทำงานยาแอนติบอดิ ก็คือ การทำให้ภูมิคุ้มกันไปลบล้างฤทธิ์ &amp;nbsp;ทำให้ไวรัสอ่อนกำลังลง และตรงเข้าจับกับตัวรับบนโปรตีนรูปแบบเดือย ซึ่งอยู่บนผิวของไวรัสโควิด &amp;nbsp;สามารถยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างกายคนได้ &amp;nbsp;จากการทดลองในห้องปฎิบัติการพบว่า ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์มีความไว ต่อไวรัสโควิด 19 ในสายพันธุ์ต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ผลการศึกษาแอนติบอดี จะเป็นการศึกษาผู้ป่วยโควิด 19 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตยาตัวดังกล่าว &amp;nbsp;โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพของแอนติบอดี ค็อกเทล ซึ่งใช้รักษา ผู้ป่วยโควิด ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ซึ่งถ้าเทียบในประเทศไทยก็จะเป็นการใช้ใน ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และกลุ่มสีเหลืองเท่านั้นที่มีอาการไม่เกิน 7 วัน ไม่เคยได้รับ ยารักษาโควิด 19 มาก่อน &amp;nbsp;และมีความเสี่ยงที่มีอาการโควิดจะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรง เป็นผู้ป่วยโรคอ้วน 58% โรคหัวใจและหลอดเลือด 36% และผู้ป่วยที่มีอายุ 51 ปีขึ้นไป 51 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าวต่อว่าจากการศึกษาประสิทธิภาพของ ยา ซึ่งเป็นการทดลองเฟส 3 ในผู้ป่วยกลุ่มโควิดอาการน้อยหรือปานกลาง &amp;nbsp;ที่มีการทดลองแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ จะมีกลุ่มที่ได้รับยา 1,200 มก. กลุ่มที่ได้ยา 2,400 มก. และกลุ่มที่ได้ยาหลอก ผลการศึกษา พบว่า &amp;nbsp;กลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 1,200 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 70% และกลุ่มที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล ปริมาณ 2,400 มก. ลดการนอนรพ.หรือการเสียชีวิตได้ถึง 71 % และระยะเวลาที่โรคแสดงอาการลดลง จาก 14 วันแล้วหาย ลดลงเหลือ 10 วัน ก็หายป่วย &amp;nbsp;ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ยาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดภาระเตียง &amp;nbsp;และห้องไอซียู ของโรงพยาบาลได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาด้วย จากผลการศึกษาเรื่องความปลอดภัย พบว่าผู้ป่วยโควิด ที่ได้รับแอนติบอดี ค็อกเทล &amp;nbsp;ไม่มีการแสดงอาการข้างเคียง จากยา แต่อาจพบอาการข้างเคียงทั่วไปที่เจอได้ในยาฉีด เช่น ปฎิกิริยาแพ้แบบรุนแรงและเฉียบพลัน หรือภาวะภูมิไวเกิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.ศศิโสภิณ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ในการทดลองยังได้มีการนำยากลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ ไปใช้ทดลองในห้องทดลอง กับโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งอัลฟา เบตา แกมมา และ สายพันธุ์เดลตา พบว่า ยาในกลุ่ม Cas&amp;amp;Im ของกลุ่มบริษัทโรช มีผลในการยับยั้งเชื่อได้ทั้งหมดทุกสายพันธุ์ แต่ทั้งนี้ต้องมีการทดลองในมนุษย์ ว่าผลจะเป็นไปตามในห้องทดลองหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ยาแอนติบดดิ ค็อกเทลนี้ ถือว่าเป็นยาตัวแรกที่ใช้รักษาโควิด 19 &amp;nbsp;โดยตรง ส่วนยาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างเช่น ฟาวิพิราเวียร์ ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโควิดโดยตรง แต่เป็นยาที่ใช้รักษาอาการอื่นๆ และชณะนี้ มีการวิจัยยา ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโควิดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริษัทวิจัยในอินเดีย มีการวิจัยยาฟาวิพิราเวียร์ เฟส 3 &amp;nbsp;และมีอีกหลายบริษัท &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปยาที่ใช้ &amp;nbsp;จะเป็นการกิน ไม่ใช่การฉีด&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร &amp;nbsp;กล่าวว่า สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ได้มีข้อแนะนำให้ใช้ยาแอนติบอดิ ค็อกเทล ในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย ถึงปานกลาง และเป็นผู้ป่วยเสี่ยงสูงที่มีโรคประจำตัว ทั้งความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;และใช้ในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่มาก หรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย ไม่ถึงกับอ๊อกซิเจนตก ขณะนี้ มีหลายประเทศทั้งในสหรัฐ มาประมาณ 6เดือนแล้ว ในผู้ป่วยจริง &amp;nbsp; 4,805 คน &amp;nbsp;และมีการใช้ในยุโรป ล่าสุดประเทศญี่ปุ่น ได้มีการนำ ยาแอนติบอดีแบบผสม ไปใช้ &amp;nbsp; ส่วนไทยทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ &amp;nbsp;15ก.ค.ที่ผ่านมา และมีการนำเข้าประเทศไทยเมื่อเช้ามืดวันนี้ ( 30ก.ค.) โดยเป็นการนำเข้าของกรมควบคุมโรค หรือจะมี 5หน่วยงานที่นำเข้ายานี้ได้คือ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสภากาชาดไทย&amp;nbsp;
&amp;quot;การศึกษาพบว่าใน &amp;nbsp;4 คน ยาสามารถช่วยลดการนอนรพ.และลดการเข้าห้องฉุกเฉิน ได้ 1 คน หรือในการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้ยา มีอัตราการเสียชีวิต 0 -0.6 % &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ยาจะมีอัตราเสียชีวิต 1.4-3.5% &amp;nbsp;ส่วนการนอนไอซียู กลุ่มได้รับยามีอัตรา 0.66-0.77 % &amp;nbsp;กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตรา 7.6 &amp;nbsp; %&amp;quot;นพ.วีรวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการให้ยาเบื้องต้น จะให้ในปริมาณ 1,200 มก. เป็นยาฉีดผ่านทางเส้นเลือด ใช้เวลาให้ยาประมาณ ครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้สังเกตุอาการ 2ชั่วโมง &amp;nbsp;ผู้ป่วยจึงกลับบ้านได้ และจะมีการติดตามอาการต่อไป &amp;nbsp; ซึ่งเมื่อยานำเข้ามาในไทยแล้ว จะเริ่มใช้กับผู้ป่วยที่สถาบันบำราศนราดูร เป็นที่แรก
&amp;quot;ในเรื่องของราคา ตามมาตรฐาน การกำหนดราคายา มักจะขึ้นกับรายได้ต่อหัวของประชากรประเทศนั้นๆ &amp;nbsp;&amp;quot;นพ.วัรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111663</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รีเจนเนอรอน  (Regeneron), ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร, ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณากุล, โรช ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103dab4e05c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.อนุมัติใช้ยาแอนติบอดีสูตรค็อกเทล รักษาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.64- รายงานข่าวจากบริษัทโรช ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้ประกาศอนุมัติให้ใช้ยาแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail) เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยก่อนหน้านี้องค์การยาสหภาพยุโรป (European Medicines Agency - EMA)ได้ประกาศคำแนะนำการดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้ใช้ยาดังกล่าว &amp;nbsp; ส่วนองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (United States Food and Drug Administration - USFDA) &amp;nbsp;องค์การควบคุมมาตรฐานยาส่วนกลาง (Central Drugs Standards Control Organisation - CDSCO) ของอินเดีย &amp;nbsp;และในอีกหลายประเทศได้ทยอยอนุมัติให้ใช้ยาแอนติบอดีแบบผสมอย่างมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Use Authorization - EUA)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติแบบเต็มรูปแบบ เพื่อให้ใช้ยาแอนติบอดีแบบผสมสำหรับรักษาผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ (Ministry of Health, Labour and Welfare - MHLW) ภายใต้มาตรา 14-3 ของกฎหมายเภสัชกรรมและเครื่องมือแพทย์ (Pharmaceuticals and Medical Devices Act - PMDA)[5]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พญ. ศันสนี เลิศฤทธิ์เรืองสิน ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่ายาแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ โรช (Roche) และ รีเจนเนอรอน &amp;nbsp;(Regeneron) ร่วมกันผนึกกำลังพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ติดเชื้อตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง และผู้ติดเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงต่อการลุกลามไปสู่ระดับรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอ้วน และผู้มีโรคประจำตัวต่างๆ
ทั้งนี้ &amp;nbsp;ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ &amp;nbsp;ระบุถึงประสิทธิภาพของยาแอนติบอดีแบบผสมของโรช ว่าช่วยลดจำนวนเชื้อไวรัส (viral load) ในร่างกายของผู้ติดเชื้อ ช่วยลดระยะเวลาที่ผู้ติดเชื้อต้องใช้เพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้ 4 วัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้ออย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลงได้ถึง 70% ส่วนประเด็นที่ว่ายาแอนติบอดีแบบผสมใช้รักษาการติดเชื้อจากสายพันธุ์ต่างๆ ของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น เบตา (Beta) อัลฟา (Alpha) แกมมา (Gamma) เดลตา (Delta) ได้หรือไม่นั้น แม้จะมีผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ (in vitro) จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health - NIH)] ที่บ่งชี้ว่ายาแอนติบอดีแบบผสมมีความไวต่อเชื้อกลายพันธุ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่มีผลการทดลองในมนุษย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศคำแนะนำฉบับใหม่ว่าด้วยการดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้ใช้ยาสำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพื่อลดความรุนแรงของอาการปอดอักเสบได้[9] ยาข้ออักเสบรูมาตอยด์ดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลทั่วโลกในช่วงการแพร่ระบาดที่ผ่านมา และพบว่าผู้ติดเชื้อตอบสนองต่อยาเป็นที่น่าพึงพอใจ&amp;rdquo; พญ.ศันสนี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับ ยาแอนติบอดีแบบผสม (antibody cocktail) เป็นแอนติบอดี ชนิดโมโนโคลนอล จำนวนสองชนิด ได้แก่ แอนติบอดีที่สกัดจากหนู VelocImmune&amp;reg; ซึ่งถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีระบบภูมิคุ้มกันอย่างมนุษย์ และแอนติบอดีที่สกัดจากผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งรักษาหายแล้ว &amp;nbsp;กลไกการทำงานของยาแอนติบอดีแบบผสม สามารถทำให้ไวรัสอ่อนกำลังลง และตรงเข้าจับกับตัวรับบนโปรตีนรูปเดือยซึ่งอยู่บนผิวของไวรัส SAR-CoV-2 &amp;nbsp;จึงสามารถยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างการมนุษย์ได้จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ยาแอนติบอดีแบบผสมมีความไว (susceptible) ต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;สื่อต่างประเทศรายงานถึงการรักษาอาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด 19 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อช่วงเดือนต.ค.2563 ว่า แพทย์ได้ให้ยายาสูตรค็อกเทล REGN-COV2 ที่เป็นสารภูมิต้านทานหรือ แอนตีบอดี ของบริษัท รีเจเนรอน ผู้ผลิตยาสหรัฐ เข้าไปในการรักษาจำนวน 1 โดส ขณะที่ยาที่ใช้รักษาสูตรค็อกเทลนี้ กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก และยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทางการแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากข้อมูลเมื่อวันที่ 15 กค 2564 ที่ผ่านมา มีประเทศที่ได้รับอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดใหญ่ของโรค (Emergency Use Authorisation) ใน 46 ประเทศ รวมประเทศไทย และเมื่อวันที่ 20 กค 2564 มีข่าวประกาศว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติการใช้ยาแอนติบอดี อย่างเต็มรูปแบบสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยสรุป ขณะนี้มี 23 ประเทศที่มีการรับยาเข้าใช้ในประเทศแล้ว &amp;nbsp; ประเทศไทยกำลังจะเป็นประเทศที่ 24 ในสัปดาห์หน้าที่จะรับยาถึงประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กค 2564)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110586</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., #โควิด19, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, โรค ไทยแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7e2c18836a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
