<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039; เผยผลทดลองระยะที่3&#039;TACKLE&#039;  ยาแอนติบอดีแบบผสม AZD7442  ได้ทั้งป้องกัน และรักษาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ต.ค.64-สรุปประเด็นสำคัญจากข่าว &amp;ldquo;แอสตร้าเซนเนก้า เผยผลทดลองยาแอนติบอดีแบบผสม AZD7442 จากการศึกษาระยะที่ 3 แท็คเคิล (TACKLE) สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอกพบลดความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิตจากโรคโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;AZD7442 เป็นยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวแบบผสมเพียงตัวเดียวที่ให้ผลทั้งการป้องกันและการรักษาโรคโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;จากการทดลองด้านการรักษาโรคโควิด-19 ในระยะที่ 3 ภายใต้การศึกษา แท็คเคิล (TACKLE) พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างมากโดย AZD7442 ของแอสตร้าเซนเนก้า เป็นยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long Acting Antibody - LAAB) แบบผสมที่บรรลุผลในเชิงสถิติโดยแสดงให้เห็นถึงการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อ หรือการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) ในการรักษาผู้ป่วยที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลที่มีอาการแสดงน้อยถึงปานกลางจากโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 90% มาจากประชากรที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรครุนแรงจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีโรคร่วมอื่นๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษาบรรลุผลลัพธ์หลัก โดยการใช้ยา AZD7442 ขนาด 600 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงหรือการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก ในการทดลองกับผู้ป่วยนอกที่แสดงอาการมาไม่เกิน 7 วัน โดยจากการทดลองพบว่ามีการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิตจำนวน 18 ราย จากกลุ่มที่ได้ยา AZD7442 (18/407) และจำนวน 37 ราย จากกลุ่มที่ได้ยาหลอก (37/415) การทดลองดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าตัวยามีความปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยา AZD7442 ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงหรือการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 67%เมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ฮิวจ์ มอนต์โกโมรี อาจารย์ภาควิชาเวชบำบัดผู้ป่วยหนัก มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และหัวหน้าทีมวิจัยของ TACKLE กล่าวว่า จากการที่มีผู้ป่วยอาการหนักซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก เราจึงเล็งเห็นความจำเป็นอย่างมากในการวิจัยเพื่อหาวิธีการรักษาใหม่ๆ อย่างการใช้ยา AZD7442 ที่สามารถช่วยปกป้องประชากรกลุ่มเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 และยังสามารถป้องกันอาการรุนแรงของโรคได้อีกด้วย ผลลัพธ์ในเชิงบวกที่เราได้รับแสดงให้เห็นว่าการใช้ยา AZD7442 โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อนั้นจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้
&amp;nbsp;เมเน แพนกาลอส รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านยาชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ของแอสตร้าเซนเนก้า กล่าวว่า ผลลัพธ์สำคัญของ AZD7442 ซึ่งเป็นยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวแบบผสม ทำให้เรามีหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นว่ายาตัวนี้ สามารถใช้ในการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 ได้ การได้รับยานี้ในช่วงแรกหลังจากการติดเชื้อจะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรครุนแรง และยังสามารถป้องกันโรคได้มากกว่า 6 เดือน
&amp;nbsp;แอสตร้าเซนเนก้าได้ดำเนินการยื่นเอกสารเพื่อขอรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ยา AZD7442 ในกรณีฉุกเฉิน สำหรับการป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว
&amp;nbsp;รายงานฉบับเต็มจากการศึกษา TACKLE อยู่ในขั้นตอนการยื่นตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และจะมีการนำเสนอในการประชุมทางการแพทย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับโครงการ แท็คเคิล (TACKLE) &amp;nbsp;เป็นการทดลองในระยะที่ 3 แบบการสุ่มและปกปิดข้อมูลทั้งสองทาง และศึกษาควบคุมด้วยยาหลอก ภายในศูนย์ทดลองหลายแห่ง เพื่อให้ทราบถึงความปลอดภัย และประสิทธิผลของการใช้ยา AZD7442 ขนาด 600 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอกในการรักษากลุ่มผู้ป่วยนอกจากโรคโควิด-19 การทดลองได้ดำเนินการขึ้นทั้งหมด 96 แห่งในบราซิล สาธารณรัฐเชค เยอรมัน ฮังการี อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก โปแลนด์ สาธารณรัฐรัสเซีย สเปน ยูเครน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวน 903 คน โดยสุ่มที่จะได้ยา AZD7442 และยาหลอกในอัตรา 1:1 โดยมีผู้ได้รับ AZD7442 เป็นจำนวน 452 คน และมีคนได้รับน้ำเกลือหรือยาหลอกเป็นจำนวน 451 คน ซึ่งเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อสองจุดต่อเนื่องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าร่วมโครงการมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ป่วยนอกจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีอาการในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการต้องได้รับการยืนยันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ด้วยวิธีการทดสอบเชื้อทางโมเลกุล (การตรวจแอนติเจนหรือกรด นิวคลีอิก) จากตัวอย่างทางระบบทางเดินหายใจ (เช่น ทางช่องปาก ช่องจมูก หรือ น้ำมูก หรือ น้ำลาย) ซึ่งเป็นการเก็บเชื้อมาไม่เกิน 3 วันนับจากที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสิทธิผลระดับปฐมภูมิประกอบไปด้วยการติดเชื้อโควิด-19แบบรุนแรง หรือการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่เกิดขึ้นในช่วง 29 วัน ซึ่งการศึกษานี้จะดำเนินการติดตามผลต่อจนครบ 15 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าร่วมโครงการราว 13% มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป นอกจากนั้น 90% ของผู้เข้าร่วมโครงการมีโรคประจำตัวและภาวะต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงจากโรคโควิด-19 ซึ่งรวมถึงโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบ โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดย 62% ของผู้เข้าร่วมโครงการเป็นชาวคอร์เคเชียน 4% เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน 6% เป็นชาวเอเชีย และ 24% เป็นชาวอินเดียนอเมริกัน หรือชาวอลาสกันพื้นเมือง อีกประมาณ 52% ของผู้เข้าร่วมโครงการเป็นชาวละติน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119537</URL_LINK>
                <HASHTAG>TACKLE, ยาแอนติบอดีแบบผสม AZD7442</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616560a80ce5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
