<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>13444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะสว.ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคพบบ่อยในทุกกลุ่มอายุ แต่ระบาดมากในฤดูฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิต้านทานน้อย อาจมีอาการแทรกซ้อน บางรายถึงขั้นเสียชีวิต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การติดต่อของโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่กระจายไปยังบุคคล บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อน เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของโรคและอาการแทรกซ้อน แนะ 7 กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ 1.หญิงที่มีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2.เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี 3.ผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจ หอบหืด ไตวาย หลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ 7.ผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอระบุว่า สามารถรับบริการได้ทุกสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2561 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับจะครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่รวม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.ชนิด A (H1N1) 2.ชนิด A (H3N2) 3.ชนิด B โดยมีผลในการป้องกันร้อยละ 60-70&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการป่วยมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยมีไข้สูง ตัวร้อน หนาว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่หลังต้นแขน ต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบอาจทำให้หายใจเร็ว เหนื่อย หอบ และเสียชีวิตได้ สำหรับการรักษาเป็นการรักษาตามอาการ แต่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสโรคไข้หวัดใหญ่ คือยาโอเซลทามิเวียร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรดูแลตนเอง ดังนี้ นอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี ไม่ควรออกกำลังกาย ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ หากมีไข้ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ถ้าไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13444</URL_LINK>
                <HASHTAG>HIV, คุณภาพชีวิตของ, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, พาราเซตามอล, ยาแอสไพริน, ยาโอเซลทามิเวียร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180715/image_big_5b4b392038440.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
