<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลแพ่งยกฟ้องคดี 2 นักข่าวออนไลน์โดนกระสุนยาง เรียกเงิน 1.4 ล้านจากจนท.รัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;ส.ค.64 -&amp;nbsp;เมื่อเวลา&amp;nbsp;14.30&amp;nbsp;น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก จากกรณีที่นายธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ ผู้สื่อข่าวจาก&amp;nbsp;PLUS SEVEN&amp;nbsp;และ นายชาญณรงค์ เอื้ออุดมโชติ ช่างภาพประจำสำนักข่าว&amp;nbsp;The MATTER&amp;nbsp;ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกตำรวจยิงกระสุนยางเข้าใส่ระหว่างไปทำข่าวการชุมนุม เมื่อวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินในคดีหมายเลขดำที่ พ&amp;nbsp;3683/2564&amp;nbsp;ระหว่างนายธนาพงศ์ กับพวกรวม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน (โจทก์) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จำเลยที่ 1),&amp;nbsp;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (จำเลยที่ 2),&amp;nbsp;ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (จำเลยที่ 3) และผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (จำเลยที่ 4) โดยศาลแพ่งได้มีคำสั่งเมื่อวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ส.ค. ให้จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุม และสลายการชุมนุม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของโจทก์ทั้งสอง และสื่อมวลชน ภายใต้หลักเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ น.ส.จันร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมทีมงาน เดินทางมายังศาลแพ่ง เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หรือตัวแทนมาไต่สวน เนื่องจากไม่มีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่จากเหตุการณ์การสลายชุมนุมเมื่อช่วงเย็นวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ส.ค. ที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง ตามคำสั่งศาล โดยเห็นว่าศาลมีคำสั่งออกมาแล้ว ซึ่งจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก็รับหมายโดยชอบแล้วเมื่อวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ส.ค. แต่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานยังเป็นในรูปแบบเดิม มีสื่อมวลชนอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ราย ที่ถูกยิงด้วยกระสุนยาง ถึงจะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ระมัดระวัง ไม่เป็นไปตามคำสั่งศาล ขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลว่าจะมีการสั่งนัดไต่สวนหรือจะยกคำร้องหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามวันนี้ศาลเเพ่งยังได้ มีคำสั่งในคดีนายธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์ ผู้สื่อข่าว&amp;nbsp;PLUS SEVEN&amp;nbsp;และ นายชาญณรงค์ เอื้ออุดมโชติ ช่างภาพประจำสำนักข่าว&amp;nbsp;The MATTER&amp;nbsp;ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกตำรวจยิงกระสุนยางเข้าใส่ระหว่างไปทำข่าวการชุมนุม เมื่อวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวกรวม&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน เรียกค่าเสียหายฐานละเมิด จำนวนทุนทรัพย์&amp;nbsp;1,412,000&amp;nbsp;บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จำเลยที่&amp;nbsp;1) ในฐานะหน่วยงานของรัฐแต่เนื่องจากสถานการณ์ช่วงโควิดระบาดรุนแรงจึงยังไม่สามารถกำหนดวันนัด หากสถานการณ์คลี่คลายจะเรียกโจทก์และผู้ร้องมากำหนดวันนัด เพื่อส่งหมายเรียกคำฟ้องให้กับจำเลย ดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป ส่วนจำเลยที่&amp;nbsp;2-4&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้กระทำการโดยปฏิบัติหน้าที่ จึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;5&amp;nbsp;วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้รับผิดทางละเมิดหาได้ไม่ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่&amp;nbsp;2-4&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112971</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันร์จิรา จันทร์แผ้ว, ตำรวจ, ยิงกระสุนยาง, ศาลแพ่ง, สลายชุมนุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_61139057de9f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้เปิดรายงานตร.ไทยมักใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตปราบปรามผู้ชุมนุมโดยสงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดรายงานวิจัยล่าชุดชื่อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;หน้าแสบร้อนเหมือนโดนไฟไหม้&amp;rdquo; (My face burned as if on fire) ระบุทางการไทยมักใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงและเกินขอบเขตอยู่เสมอ เพื่อปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนซึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการทุบตีผู้ชุมนุม การฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผสมสารเคมี และการยิงกระสุนยางในระยะประชิด โดยรายงานฉบับนี้ได้บันทึกข้อมูลอย่างละเอียด และการวิเคราะห์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นภาพอย่างละเอียดของการใช้กำลังจนเกินขอบเขตมิชอบด้วยกฎหมายต่อผู้ชุมนุมโดยสงบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานของแอมเนสตี้เป็นผลจากการทำงานของผู้สังเกตการณ์ภาคสนาม ซึ่งได้สัมภาษณ์ผู้เสียหายและประจักษ์พยานหลายสิบคน ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานในภาวะวิกฤตระหว่างประเทศของแอมเนสตี้ ยังได้ตรวจสอบวิดีโอ 87 ชิ้นที่เผยให้เห็นภาพการใช้ความรุนแรงของตำรวจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ผู้ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมและผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือพฤติกรรมที่รุนแรง แต่พวกเขากลับต้องถูกกระทำด้วยความรุนแรงอย่างเจ็บปวดจากการใช้กำลังของตำรวจ มีการทุบตีประชาชน การยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ทั้งหมดเพียงเพราะพวกเขากล้าที่จะรวมตัวและแสดงออกโดยสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในขณะที่การชุมนุมขยายตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี ทางการไทยไม่ได้ดำเนินการเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อ่อนไหว ทั้งยังทำให้ชีวิตของบุคคลจำนวนมากเสียงอันตราย รวมทั้งเด็ก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำในการของพยานจำนวนมากในรายงานฉบับนี้ เน้นให้เห็นการใช้สารเคมีที่สร้างความระคายเคืองจนเกินขอบเขตต่อประชาชน รวมทั้งการใช้แก๊สน้ำตาและการฉีดน้ำแรงดันสูง ผู้เสียหายระบุว่าได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งแผลไหม้ที่รุนแรงและเลือดไหลออกทางจมูก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประจักษ์พยานและผู้เสียหายยังระบุถึงหลายเหตุการณ์ของการควบคุมฝูงชนที่มีความอันตราย ตั้งแต่การเล็งเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ศีรษะของประชาชน ไปจนถึงการยิงกระสุนยางอย่างไม่เลือกเป้าหมายใส่ฝูงชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เปิดเผยในวันนี้ ทางการไทยมักใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงและเกินขอบเขตอยู่เสมอ เพื่อปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนซึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการทุบตีผู้ชุมนุม การฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผสมสารเคมี และการยิงกระสุนยางในระยะประชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า รายงานฉบับนี้พร้อมทั้งข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องจากแอมเนสตี้จะถูกส่งต่อให้กับทางการไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบทุกคน และอำนวยความสะดวกให้พวกเขาได้ใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและการแสดงออกอย่างเต็มที่ ทางองค์กรยังกระตุ้นให้ตำรวจเน้นการใช้วิธีการที่ไม่รุนแรง รวมทั้งการเจรจา การไกล่เกลี่ยและการพูดคุย เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ยังขอกระตุ้นทางการไทยให้ยกเลิกข้อหาทั้งหมดที่มีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม ที่ตกเป็นเป้าหมายเนื่องจากการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายที่สร้างปัญหารวมทั้งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องถูกยกเลิก และต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรการที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ และแสดงความเห็นโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางการไทยกำลังใช้ความรุนแรงและการคุกคามด้วยกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อปราบปรามความไม่พอใจที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ การใช้ยุทธวิธีสร้างความหวาดกลัวเหล่านี้ มีแต่จะเน้นให้เห็นถึงความทุกข์ยากจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม และยิ่งกระตุ้นให้เกิดการชุมนุมมากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงเวลาต้องใช้แนวทางใหม่ เป็นแนวทางที่ยอมรับว่าการชุมนุมส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นไปโดยสงบ และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของเยาวชนเป็นการเรียกร้องให้มีการเจรจา ทางการไม่ควรตอบโต้ด้วยไม้กระบอง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สารเคมี และการตั้งข้อหาที่ปราศจากมูลความจริง&amp;rdquo; ปิยนุชกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังปล่อยแคมเปญ RUBBER DUCKS, NOT RUBBER BULLETS ในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ โดยเชิญสมาชิกและผู้สนับสนุนทั่วโลกเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ที่มีข้อความ &amp;ldquo;RUBBER DUCKS, NOT RUBBER BULLETS&amp;rdquo; พร้อมติด #เป็ดยางไม่ใช่กระสุนยาง เพื่อแสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้างเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนมโดยสงบในประเทศไทย โดยแคมเปญดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564-มีนาคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจสลายผู้ชุมนุม, ยิงกระสุนยาง, เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60deb03407758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจแอฟริกาใต้ยิงกระสุนยางจัดระเบียบนักช็อป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คำสั่งล็อกดาวน์แอฟริกาใต้ทำประชาชนแห่ซื้อของกักตุน ชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กต่อแถวเบียดเสียดด้านนอกซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่เว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ตำรวจถึงขั้นใช้กระสุนยางยิงเพื่อจัดระเบียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจแอฟริกาใต้เล็งกระบอกปืนอัดลมไปที่นักช็อปที่ยืนต่อแถวกันอย่างเบียดเสียดไม่เว้นระยะห่าง ที่เขตเยโอวิลล์ นครโยฮันเนสเบิร์ก เมื่อวันเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในทวีปแอฟริกา ข้อมูลถึงวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 มีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 1,187 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ประธานาธิบดีซีริล รามาโพซา ตัดสินใจใช้มาตรการล็อกดาวน์ประชาชน 57 ล้านคนทั้งประเทศนาน 21 วันเริ่มตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดี และจัดกำลังตำรวจและทหารบังคับใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคมว่า ในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการล็อกดาวน์ ทางการแอฟริกาใต้ก็ต้องดิ้นรนกับการทำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนจำนวนมากในย่านคนชั้นกลางพากันออกมาจับจ่ายซื้ออาหาร โดยยืนต่อแถวชิดติดกันระหว่างรอคิวเข้าร้านค้า ที่ด้านนอกร้านสะดวกซื้อขายดีแห่งหนึ่งในย่านเยโอวิลล์ เขตอาชญากรรมชุกชุมของนครโยฮันเนสเบิร์ก มีประชาชนราว 200--300 คนต่อแถวรอด้านนอกอย่างเบียดเสียดโดยไม่เว้นระยะห่าง สุดท้ายตำรวจชุดลาดตระเวนยกกำลังกันมา 10 คันรถ และเริ่มเปิดฉากยิงกระสุนยางใส่กลุ่มผู้ซื้อ ทำให้วิ่งหนีกันอลหม่าน มีหญิงคนหนึ่งที่กระเตงลูกไว้ข้างหลังล้มลงกับพื้น จากนั้นตำรวจก็ใช้ไม้ไล่หวดเพื่อให้ผู้ซื้อปฏิบัติตามกฎเว้นระยะห่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เขตอเล็กซานดราของโยฮันเนสเบิร์กไม่มีปัญหานี้ โดยเจ้าของร้านค้าใช้รถเข็นเป็นตัวกำหนดระยะห่างระหว่างลูกค้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายนี้ไม่อนุญาตให้ประชาชนออกมาวิ่งหรือเดินออกกำลังกายหรือพาสุนัขออกมาเดิน แต่อนุญาตให้ออกมาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นได้ โดยไม่รวมแอลกอฮอล์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61338</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักช็อป, ยิงกระสุนยาง, เว้นระยะห่าง, แอฟริกาใต้, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e804fc70b3db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
