<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3นิ้วปลุกม็อบป่วนอีก 13ส.ค.สู้ทุกรูปแบบ/ตร.รวบได้17ราย-‘บิ๊กตู่’ย้ำยึดหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่งตัวแทนเยี่ยม ตร.บาดเจ็บเหตุชุมนุม ย้ำต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ยึดหลักสากล &amp;quot;ผบช.น.&amp;quot; ยันทำตามหน้าที่ไม่เคยโกรธแค้นผู้ชุมนุม เผยปะทะม็อบ 11 ส.ค.จับมือป่วนได้ 17 ราย พร้อมรวบ 2 หนุ่มวางเพลิงรถผู้ต้องขังแล้ว &amp;quot;ยธ.&amp;quot; ปัดข่าวราชทัณฑ์ห้ามเยี่ยมเพนกวิน &amp;quot;สิระ&amp;quot; ร่อนจม.เชิญ &amp;quot;ผบ.ตร.-กสม.&amp;rdquo; แจงการใช้ กม.ดูแลชุมนุม &amp;quot;ครูมานิตย์&amp;quot; อาสาเป็นกาวใจนำ &amp;quot;ตร.-ผู้ชุมนุม&amp;quot; คุยใน กมธ.แก้เหตุปะทะ &amp;quot;ไทยไม่ทน&amp;quot; หวั่นมิคสัญญี จี้ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลาออกก่อนเกิดจลาจล &amp;quot;ม็อบทะลุฟ้า&amp;quot; นัดชุมนุมอีก 13 ส.ค. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายนางนันทวรรณ &amp;nbsp;ชื่นศิริ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายบริหาร) เยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 9 นาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงพยาบาลตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ฝากความห่วยใยเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งเน้นให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังในการเข้าระงับเหตุและควบคุมฝูงชน ยึดหลักสากล ปฏิบัติการตามสถานการณ์และความจำเป็นเท่านั้น พร้อมทั้งขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ หลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมหรือไปยังพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งนายกฯ ยังรู้สึกเสียใจที่การชุมนุมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนและสร้างผลกระทบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และผู้ที่เดินทางทั่วไปด้วย&amp;rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. (ทนท.ประสานงานนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ได้รับมอบหมายให้นำสิ่งของบำรุงขวัญจากนายกรัฐมนตรี ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต่อมาแพทย์ได้ให้กลับมารักษาตัวที่บ้านพัก จำนวน 6 ราย &amp;nbsp;ประกอบด้วย ส.ต.ต.ศุภเกียรติ วงศ์ปันยอง ผบ.หมู่ (ป.) สน.พญาไท, ส.ต.ต.ฉัฐเมศร์ จรัสถาวรพงศ์ ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สน.พญาไท, ส.ต.อ.พิริยะ ชาลีเครือ ผบ.หมู่ (ป.) สน.นิมิตใหม่, ส.ต.อ.อภิสิทธิ์ ทับทิม ผบ.หมู่ (ป.) สน.บางพลัด, ส.ต.ต.พีระพัฒน์ ศรีคำ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม และ ส.ต.ต.สิปปกรณ์ ทบภักดิ์ ผบ.หมู่ (ป.) สน.ชนะสงคราม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางของประชาธิปไตย จึงขอให้ทุกฝ่ายตระหนัก ระมัดระวัง และตระหนักการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงกลางเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการรักษาความสงบการชุมนุมกลุ่มทะลุฟ้าเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา
ไม่เคยโกรธแค้นผู้ชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 11 นาย สาเหตุการบาดเจ็บเกิดจากระเบิดปิงปอง, ถูกพลุไฟ, ลูกแก้วและประทัดยักษ์ ส่วนทรัพย์สินของทางราชการรถยนต์ถูกเผาทั้งสิ้น 8 คัน ป้อมและตู้ควบคุมสัญญาณจราจรถูกเผาและทำลายอีก 12 แห่ง ทรัพย์สินของราชการเป็นสาธารณประโยชน์ของประชาชนโดยรวมไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปเผาหรือทำลาย ส่วนผู้กระทำความผิดจับกุมได้ทั้งหมด 17 ราย เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และจะได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ถ้าพบการกระทำความผิดข้อหาอื่นก็จะดำเนินคดีเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดรายอื่นที่ร่วมกันในการกระทำความผิดครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เหตุการณ์เผารถควบคุมผู้ต้องขังที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา จากการรวบรวมพยานหลักฐานศาลอาญาได้ออกหมายจับนายอาทิตย์ สกลวารี และนายน้ำเชี่ยว เนียมจันทร์ ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ รวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มั่วสุม ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมตัวไว้ได้ โดยทั้งสองคนให้การปฏิเสธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายอาทิตย์ยอมรับว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง ยอมรับร่วมกันใช้ระเบิด ปิงปองขว้างใส่รถควบคุมผู้ต้องขัง แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้รถเกิดเพลิงไหม้ ส่วนนายน้ำเชี่ยวให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาว่าอยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกันใช้ระเบิดเพลิงขว้างใส่รถควบคุมผู้ต้องขังจนเกิดเพลิงไหม้ ทั้งนี้ นายน้ำเชี่ยวมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส&amp;quot; พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.น.กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ได้โกรธแค้นผู้ชุมนุม อย่างวันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุเผาหลายจุด เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงจ่ายอาวุธที่ได้รับอนุมัติตามมติ ครม.ในการควบคุมฝูงชนไม่ได้เกินเลยไปกว่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจถ้าไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ที่ไม่ได้มาร่วมชุมนุม ถ้ากระทบประชาชนต้องขออภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่สำหรับบุคคลอื่นถ้ากระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำลายสิ่งของ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะดำเนินคดีทุกราย&amp;quot; ผบช.น.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ปิยะ ชี้แจงกรณีมีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ยังคงมีการพูดข้อความตำรวจเอาประทัดยักษ์ยัดใส่มือม็อบ บังคับให้กำจนเกิดระเบิดใส่มือ พร้อมโพสต์ภาพผู้บาดเจ็บประกอบข่าวนั้นด้วยเพื่อให้คนอ่านเข้าใจผิดการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอเตือนไปยังผู้ที่กระทำขอให้หยุดการกระทำ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ ภาพที่เกิดขึ้นประชาชนหรือสื่อมวลชนได้เห็นแล้วว่าตัวผู้กระทำความผิดพยายามจุดวัตถุระเบิดเพื่อเตรียมขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ แต่เกิดระเบิดใส่มือผู้กระทำความผิดเอง ขอย้ำเตือนว่า ผู้ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เผยแพร่ ผู้แชร์ต่อหรือด้วยประการหนึ่งประการใดในระบบคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์&amp;nbsp;
กมธ.เชิญ ผบ.ตร.ชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ว่าที่ ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อความระบุเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ยอมให้ทนายเข้าเยี่ยมนายพริษฐ์ &amp;nbsp;ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และเพื่อน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นห่วงเรื่องสวัสดิภาพว่า ในเวลานี้เป็นสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทางกรมราชทัณฑ์มีมาตรการเข้มข้นในการควบคุมเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีการงดเยี่ยมผู้ต้องขังมานานหลายเดือนแล้วตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อ เพื่อลดการแพร่เชื้อโควิดภายในเรือนจำ โดยให้มีการเยี่ยมญาติผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์แทน ซึ่งในส่วนของทนายความเราไม่ได้มีการปิดกั้นไม่ให้เข้าพบ สามารถเข้าพบได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ทนายความของนายพริษฐ์ก็ได้เข้าพบตามปกติ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เรามีเจ้าหน้าที่ในการดูแลและควบคุม รวมทั้งมีกล้องวงจรปิดด้วย เรื่องดังกล่าวที่มีการเผยแพร่เป็นการโกหก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สน.ทองหล่อ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป.ส.) นำโดยนายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว เข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ พร้อมนำพยานหลักฐานเป็นเอกสารถอดถ้อยคำคลิปวิดีโอการปราศรัยเพื่อเอาผิด น.ส.เบญจา อะปัน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จากกรณีปราศรัยที่หน้าอาคารซิโน-ไทย ทาวเวอร์ ใช้คำพูดเป็นการด้อยค่าจาบจ้วงโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมในหลายๆ ประโยคได้มีการเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้มีหนังสือนัดประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. โดยมีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือ การพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ&amp;nbsp;
ม็อบชุมนุมอีก 13 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้ติดตามตามข่าวเรื่องของการปะทะระหว่างผู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับตำรวจ 2-3 ครั้งที่ผ่านมาเห็นว่า เหตุที่เกิดทำท่าจะบานปลาย เพราะทางฝ่ายตำรวจมีข้อสังเกต 4 ประการ ที่ดำเนินการอยู่พอสรุปได้ 1.ใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการปฏิบัติหน้าที่ 2.ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักสากลของการปราบฝูงชน 3.ยั่วยุให้กลุ่มผู้เรียนร้องเกิดความโกรธ ความเกลียดชัง ทำให้บันดาลโทสะเกิดการปะทะ 4.อยากให้ปฏิบัติตามหลักสากลที่นานาอารยประเทศที่เจริญแล้วพึงปฏิบัติกับกลุ่มผู้เรียนร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะที่เป็น กมธ.การตำรวจ ไม่อยากเห็นตำรวจไปเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจและปฏิบัติที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงได้หารือกันกับกรรมาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะนายวิสุทธิ์ ไชยอรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากรรมาธิการฯ จะเชิญท่าน ผบ.ตร., ผบช.น. และฝ่ายเรียกร้องมาร่วมแลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน และโดยเฉพาะวิธีการปราบฝูงชน ทั้งเรื่องของการใช้รถจีโน่กับการผสมสารเคมี เรื่องของการใช้อาวุธปืนใช้กระสุนแต่ละครั้งเท่าใด เรื่องการฉีดแก๊สน้ำตาว่าใช้กันอย่างไร เช่น ยืนยิงจากที่สูงลงมา และที่สำคัญท่านนายกฯ ได้สั่งการมาอย่างไร ทางกรรมาธิการไม่อยากเห็นความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งดีไม่ดีเป็นลูกหลานของตำรวจ เพียงเพราะความมุทะลุของคนชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวเท่านั้น&amp;quot; รองประธาน กมธ.การตำรวจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย ออกแถลงการณ์มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า คณะไทยไม่ทนห่วงมิคสัญญีกลียุคใกล้ปะทุแล้ว โดยรัฐเป็นผู้เริ่มสร้างความรุนแรง คณะฯ ได้ประกาศไว้ว่าจะจับตาดูสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด และเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดำเนินไปตามที่วิตกกังวลและแสดงความเป็นห่วงไว้ก่อนหน้านี้ ถึงความพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงของรัฐบาลอย่างไม่ไว้หน้าประชาชน ไม่ได้พยายามปิดบังความกระเหี้ยนกระหือรือในการทำร้ายประชาชน ไม่ยึดหลักสากล ไม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและไม่ยึดหลักกฎหมายใดๆ มาถึงจุดที่ผู้มีอำนาจโกรธแค้นประชาชน สถานการณ์จึงรุนแรงจนสาธารณชนไม่อาจยอมรับได้ และมีแต่จะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่รัฐบาลทำมาทั้งหมดก็เพื่อยั่วยุให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพื่อที่จะนำไปสู่เหตุจลาจลใหญ่ เพื่อให้รัฐบาลทำตามแผนการที่วางไว้ นั่นคือบีบให้ฝ่ายทหารประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม คณะไทยไม่ทนขอให้รัฐบาลหยุดแผนการอันชั่วร้ายนี้เสีย และให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติเหตุจลาจลที่จะนำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมืองโดยทันที&amp;quot; แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนเพจเฟซบุ๊กทะลุฟ้า - thalufah โพสต์ข้อความระบว่า &amp;quot;รวมพล! ศุกร์ 13 ไล่ล่าทรราช #ม็อบ13สิงหา อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท 15.00 น. เป็นต้นไป เราจะเดินคล้องแขนไปบ้านประยุทธ์ พบการต่อสู้ทุกรูปแบบจากประชาชน แม้การต่อสู้ครั้งที่ผ่านมาคนเราจะน้อยและพวกเราทะลุฟ้า จะยังอยู่แค่จุดเริ่มต้นเพราะตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาสลายการชุมนุมอย่างป่าเถื่อนเยี่ยงอสูรร้ายในกายคน เพื่อปกป้องพวกทรราช&amp;nbsp;
ขอพี่น้องประชาชนจงออกมาเพิ่มกำลังคน ร่วมกันและต่อสู้อย่างสันติอหิงสา เพื่อประจันหน้ากับพวกทรราช&amp;nbsp;
และทวงถามถึงประชาธิปไตย&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113114</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตร.บาดเจ็บเหตุชุมนุม, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ยึดหลักสากล, ย้ำต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113974d2da8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2018 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2018 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยึดประชาธิปไตยสากล ประชาชนต้องไปเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ. 61 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวที่จ.นครปฐม ระหว่างพบปะกับประชาชนในพื้นที่ว่าวันนี้มารับฟังปัญหา เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลนำมาแนะนำมีทั้งการเกษตรการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ โดยประชาชนต้องรวมกลุ่มกันเพื่อให้รัฐบาลสนับสนุน ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องการให้ทุกคนทิ้งการเกษตร แต่ทำอย่างไรที่จะให้อยู่ได้ ซึ่งต้องปรับรูปแบบการเกษตรใหม่ทั้งหมด พร้อมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ อย่าทำแบบเดิมเราต้องหันกลับมาดูเพื่อนบ้านด้วยและภาคเอกชนก็ต้องมาช่วยกันในเรื่องของการตลาดพร้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การลงมาวันนี้ถือเป็นโครงการแรกที่รัฐบาลเปิดทั่วประเทศและวันนี้มาเพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน และส่งเสริมให้มีรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับโครงการไทยนิยมยั่งยืน หมายถึงคนไทยนิยมการสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ซึ่งโครงการไทยนิยมนี้ จะไม่ยอมให้เกิดการทุจริต ทุกบาททุกสตางค์จะต้องไม่รั่วไหล หากพบมีการทุจริตขอให้แจ้งนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการให้ และ ขออย่าให้ใครมาบิดเบือนว่าจะทำอะไรให้อีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่าในวันข้างหน้าจะต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รัฐบาลจะให้ทุกคนทุกครัวเรือนไม่ได้ วันนี้ประชาชนต้องช่วยตัวเอง อย่าให้เขามาบิดเบือนว่าจะให้ราคาข้าวเท่านั้นเท่านี้ เพราะจะยิ่งจะทำให้ราคาข้าวตกกว่าเดิม ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้แก้ปัญหาไปแล้ว และคำว่าไทยนิยมคือคนไทยนิยมในการสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ให้กับส่วนรวมและครอบครัว อย่างยั่งยืน อย่าให้ใครมาปลุกปั่นว่าราคาข้าวจะขึ้นเท่านั้นเท่านี้ เพราะเมื่อขายไม่ออกจะเก็บไว้ที่ไหน นั่นคือปัญหาถูกหรือผิด ซึ่งสิ่งที่เขาทำมา มันไม่ถูกประชาชนต้องมีหลักคิด ไม่ใช่ได้ประโยชน์นิดหน่อยก็เอา อย่าให้ใครมายุแยงให้เกิดปัญหาอีกต่อไป การดำเนินโครงการต่างๆจะต้องไม่เกิดการทุจริตในทุกบาททุกสตางค์ ถ้าโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ครั้งหนึ่ง ไปได้ ก็ต้องมีสอง-สาม-สี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ส่วนเรื่องของประชาธิปไตยไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนเป็นสากล ถึงเวลาเลือกตั้งก็ต้องไป ถ้าบอกไม่ไปเลือกตั้งดีกว่า อันนี้เสร็จเลย ต้องเลือกให้ดี ต้องรู้เรื่องประชาธิปไตยเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยไม่ใช่การมาเดินประท้วง ดังเช่นที่กลุ่ม We Walk ทำนั้น ไม่เกิดประโยชน์ ควรหันหน้าหารัฐบาลมาให้ข้อมูลจะดีกว่า &amp;nbsp;ส่วนการเลือกตั้งขอให้ทุกคนไปเลือกตั้ง ไม่ว่าจะกาช่องเลือกใครหรือไม่เลือกใครก็ตาม &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่าไม่ชอบแล้วไม่ไปเลือกตั้ง &amp;nbsp;เพราะเมื่อรวมคะแนนแล้ว อาจส่งผลต่อการมีรัฐบาลต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;nbsp;ก็เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดีเป็นของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า รัฐบาลที่ดีต้องเป็นของปวงชนชาวไทย คำว่าปวงชนนั้นแตกต่างจากประชาชน ถ้าประชาชนคือคนนั้นคนนี้ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มันไม่ใช่ ปวงชนชาวไทยคือคนทุกอาชีพ รัฐบาลต้องทำหน้าที่แทนทุกคน รัฐบาลนี้ดูทุกคน ปัญหาถึงได้เยอะ ตนพูดด้วยความจริงใจ หากมีคนมาแจกเงินถือว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เพราะคงไม่มีอะไรที่จะได้มาเปล่าอย่าให้ใครมาบิดเบือน สร้างความร้าวฉานอีก ส่วนตัวไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้อยู่แล้ว และทุกคนต้องรู้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3598</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, ประชาธิปไตย, ยึดหลักสากล, เลือกตั้ง, ไทยนิยม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d41a1e3604.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
