<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืดแจงหุ้น!รอบ2 ศรีเย้ยพ่อฟ้าขี้โม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ส่งทีม กม.ยื่นขอขยายเวลาแจงถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ครั้งที่สอง ออกไปอีก 30 วัน อ้างขอตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; ยก 4 คดีหุ้นสื่อเปรียบเทียบ ชี้คดี 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล วัดใจมาตรฐานศาล รธน. &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ซัด &amp;quot;พ่อฟ้า&amp;quot; ไม่แน่จริงขยายเวลาแจงคดี &amp;quot;พปชร.&amp;quot; เอาคืนเตรียมสอย 30 ส.ส.ฝ่ายแค้นถือหุ้นสื่อบ้าง เผย &amp;quot;บิ๊ก พท.&amp;quot; เข้าข่ายอื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 21 มิ.ย. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ส่งทีมกฎหมายมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอขยายเวลาในการส่งเอกสารคำชี้แจงกรณีถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จากวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 30 วัน โดยศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ขยายเวลายื่นคำชี้แจงครั้งที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมกฎหมายให้เหตุผลถึงการขอขยายเวลาครั้งนี้ว่า เป็นไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ไม่ได้มีปัญหาอะไร รวมถึงมาตรวจสำนวนด้วยว่ามีความคืบหน้าอย่างไรหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อยื่นคำร้องแล้วต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งที่ 2 ตามที่ได้ร้องขอหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นขอขยายเวลาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยอนุญาตให้ขยายเวลาออกไป 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 8 ก.ค. หากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาต จะเท่ากับว่านายธนาธรยืดเวลายื่นคำชี้แจงออกไป 45 วัน รวมกับ 15 วันที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ยื่นคำชี้แจงตามขั้นตอน ก็จะทำให้นายธนาธรมีเวลาทำคำชี้แจงนานถึง 60 วัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธรนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องของ กกต.ไว้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. และสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค. แถลงข่าวหัวข้อ &amp;quot;มาตรฐานการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลถือหุ้นสื่อ&amp;quot; ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562 แนวทางการตัดสินของศาลมี 2 กรณี ได้แก่ 1.เกณฑ์การพิจารณาว่ามีการถือหุ้นสื่อจริงหรือไม่ 2.กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยกรณีแรก มีคำพิพากษา 2 คดีหลักๆ ได้แก่ กรณีของนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ และ 2.นายคมสันต์ ศรีวนิชย์ ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคประชาชาติ ซึ่งวางแนวทางไว้แล้วว่า พิจารณาจากหนังสือบริคณห์สนธิ หากมีวัตถุประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งที่ระบุว่าเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ ถือว่าคนนั้นทำบริษัทสื่อจริง โดยไม่ได้ดูว่าเขาประกอบกิจการจริงหรือไม่ แต่ดูจากวัตถุประสงค์เท่านั้น ซึ่งทั้ง 2 คนก็ถูกพิพากษาว่ามีลักษณะต้องห้ามจนถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งนี่เป็นแนวบรรทัดฐานกรณีแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวว่า กรณีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางมาตรา 82 ตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรนูญ สามารถสั่งพิจารณาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งเกิดกับนายธนาธร หลังจากที่ กกต.ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งคำสั่งของศาลระบุว่ามีเหตุอันควรสงสัย และ 2.หากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเกิดปัญหาทางกฎหมายจนเป็นอุปสรรคในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสองกรณีทำให้เราต้องมาไล่กันว่ากรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น จะยึดบรรทัดฐานแบบไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ พรรค อนค.กล่าวว่า มี 4 กรณีที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ 1.กรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ 2.กรณี 4 รัฐมนตรี 3.กรณีของนายธนาธร 4.กรณี 41 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งกรณีนายดอน กกต.มีการยื่นคำร้องในวันที่ 1 พ.ค.2560 ใช้เวลาพิจารณา 386 วัน ก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาว่าจะสั่งให้หยุดหรือไม่หยุดอีก 70 วัน สุดท้ายศาลมีคำวินิจฉัยว่านายดอนไม่ผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีรัฐมนตรี กกต.มีการยื่นคำร้องต่อ กกต.ในวันที่ 23 ม.ค.2561 ใช้เวลา 355 วัน ถึงส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาพิจารณาอีก 75 วัน ก่อนวินิจฉัยว่าไม่ต้องหยุด และจนถึงตอนนี้ก็ยังรอคำวินิจฉัยอยู่ว่าผิดหรือไม่ ส่วนกรณีนายธนาธร มีการยื่นคำร้องต่อ กกต.ในวันที่ 25 มี.ค.2562 กกต. ใช้เวลา 51 วัน ส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 7 วันพิจารณารับคำร้อง ก่อนมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุบังเอิญเป็นอย่างยิ่ง สั่งให้หยุดในวันที่ 23 พ.ค. ซึ่งในวันที่ 24 เป็นวันเปิดสภา และวันที่ 25 พ.ค. เป็นวันประชุมสภาครั้งแรก&amp;quot; เลขาฯพรรค อนค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวว่า กรณี 41 ส.ส. ได้มีการยื่นเรื่องในวันที่ 4 มิ.ย 2562 ให้ประธานสภาฯ ซึ่งประธานสภาฯ ใช้เวลา 8 วัน ก่อนยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง ตอนนี้ก็ยังรอคำตอบอยู่ว่า ศาลมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวหรือไม่ ถึงวันนี้ก็ผ่านไป 9 วันแล้ว ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะใช้บรรทัดฐานแบบใดกันแน่ ในเมื่อข้อเท็จจริงคล้ายกันทั้ง 4 กรณี เหตุใดกรณีของนายธนาธรจึงเร็วผิดปกติ
จี้มาตรฐาน&amp;#39;ศาลรธน.&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การถือหุ้นสื่อของนายธนาธร เมื่อเทียบกับกรณี 41 ส.ส.นั้นไม่เหมือนกันจริงๆ เพราะนายธนาธรโอนหุ้นหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.2562 ทำให้ไม่มีหุ้นสื่ออยู่ในมือ แต่กรณี 41 ส.ส.นั้น ยังคงมีหุ้นอยู่หลังวันที่ 8 มี.ค.ไปแล้วอย่างชัดเจน โดยไม่ได้มีการถกเถียงกันด้วยซ้ำว่าถือหุ้นอยู่จริงหรือไม่ แต่ที่พยายามบอกว่า บริษัทของพวกเขาไม่ได้ทำสื่อ ซึ่งผมอยากถามว่าแล้วกรณีนายภูเบศวร์และนายคมสันต์ ตกลงประเทศนี้จะเอามาตรฐานแบบไหนกันแน่ หากยึดเอาตามมาตรฐานของศาลฎีกา อย่างไรเสียก็ต้องวินิจฉัยว่า อยู่ในลักษณะต้องห้าม&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ พรรค อนค.กล่าวว่า กรณีของนายธนาธรไปเอามาจากคำร้องของนายคนหนึ่ง ที่ก๊อบปี้มาจากข่าวของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง โดยพิจารณาดูเพียงเอกสารแบบรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 และหนังสือบริคณห์สนธิ โดยไม่ได้ไต่สวนให้ละเอียด ซึ่งคณะกรรมการไต่สวนของ กกต. ยังไต่สวนไม่จบ แต่ กกต.ทั้ง 7 ท่านกลับมีมติส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หากจะบอกว่า กกต.ตรวจสอบละเอียดนั้น ไม่น่าใช่ ขณะที่กรณี 41 ส.ส. เราค้นไปถึงว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอยู่จริง มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้งหมด หรืออย่างกรณีนายคมสันต์และนายภูเบศวร์นั้น กกต.ไม่ได้เรียก ทั้ง 2 ไปให้ข้อมูลใดๆ แต่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสินเลย เมื่อนำมาเทียบเคียงกันดูกับกรณีของนายดอน และ 4 รัฐมนตรี ใช้เวลาเกือบปี ในการตรวจสอบ พอไปถึงศาลยังใช้เวลาอีก 2 เดือนเศษ ก่อนจะบอกว่าไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวว่าผู้ร้องเป็น ส.ส. เข้าชื่อยื่นเรื่องผ่านประธานสภาฯ หรือเป็นประชาชนที่ร้องไปยัง กกต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่บอก 27 ส.ส.พปชร.สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะกำลังปฏิบัติเรื่องสำคัญอยู่ ผมต้องชี้แจงว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ระบุว่า หากให้นายธนาธรปฏิบัติหน้าที่ต่อ จะก่อให้เกิดปัญหาในสภา เนื่องจากเป็นการปฏิบัติภารกิจสำคัญ แต่ 27 ส.ส.กลับบอกว่า พวกเขากำลังทำหน้าที่สำคัญ เพราะฉะนั้นปล่อยให้พวกเขาทำหน้าที่เถอะ แล้วสุดท้ายมาตรฐานนั้นอยู่ตรงไหน หากเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน ก็ต้องหยุด ไม่อย่างนั้นก็ยิ่งเสียหาย เพราะทั้ง 27 ท่านอยู่ในรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีได้เลย หากใช้มาตรฐานเดียวกัน กรณี 41 ส.ส. ต้องได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน&amp;quot; เลขาฯพรรค อนค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวว่า พรรค อนค.ยืนยันถ้าเลยเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นกรณีเดียวกัน เราไม่ได้มีอำนาจไปแทรกแซงการทำงานของศาล ศาลมีอำนาจพิจารณา แต่เราก็มีเสรีภาพในการแสคงความเห็น ที่อย่างน้อยต้องกระทุ้งเตือนให้สังคมเห็นว่าทำไมเรื่องที่คล้ายกันถึงปฏิบัติไม่เหมือนกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเรียนว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม พรรค อนค.ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย เพียงแต่ขอให้มีมาตรฐานต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกันก็ต้องได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องตั้งอยู่บนศรัทธาของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่การเขียนกฎหมาย ต่อให้คุณเขียนกฎหมายว่าทุกองค์กรต้องใช้อำนาจด้วยความยุติธรรม ก็ไม่สามารถสร้างกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า คำร้องของพรรค พปชร. เป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อชี้ช่องทางออกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ตนเคารพวิธีการสู้คดีของแต่ละฝ่าย จะสู้เรื่องหยุมหยิมระหว่างเรื่องหนังสือกับคำร้องก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ส่งผลถึงขั้นยกฟ้อง เรายืนยันทำเป็นคำร้องอย่างครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนจะขอใช้วิธีการสู้คดีในการไต่สวน ทางเราดูกฎหมายแล้วพบว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าท่านทำได้ และศาลให้ทำ ผมก็ขอทำบ้างกับกรณีของนายธนาธร&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักถึงเรื่องที่นายธนาธรขอขยายเวลาเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญออกไปอีก 15 วัน เลขาฯ พรรค อนค.กล่าวว่า ในชั้นการพิจารณาของศาล ถือเป็นชั้นสุดท้ายแล้ว ต้องรอบคอบและใช้สิทธิของเราตรวจสอบเอกสารให้แม่นชัดเจนครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า มีกรณีไหนหรือไม่ที่ศาลฎีกามีคำตัดสินไปแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินโดยสร้างบรรทัดฐานใหม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า ยังไม่เคยมี คดีนี้ต้องลองจับตาดูว่าจะเป็นอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ พรรค อนค.ยังปฏิเสธข่าวการปรับบทบาทของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง น.ส.พรรณิการ์ยังเป็น ส.ส.และเป็นโฆษกพรรค ยังคงมีบทบาทในการทำงานหลายเรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ต้องตั้งรองโฆษกเพิ่ม ต้องเรียนว่าทุกพรรคก็มีรองโฆษก งานของพรรคมีมากขึ้น จึงต้องตั้งรองโฆษกมาแบ่งงาน ผมตั้งใจไว้ว่าต้องการให้ ส.ส.แบ่งเขตมาเป็นรองโฆษกด้วย เพราะเขามีผลงานในการทำพื้นที่ หาเสียงจนชนะเลือกตั้ง ไม่ใช่จะมาจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ดังนั้น น.ส.พรรณิการ์ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน&amp;quot; เลขาฯพรรค อนค.กล่าว
ยื่นสอบฝ่ายแค้นคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ผู้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบกรณีนายธนาธรถือครองหุ้นในกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด และอีกหลายบริษัท ที่อาจจะเข้าข่ายขัดคุณสมบัติตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 42 (3) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 ห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;quot;ถึงอนาคตหมด เวลายื่นคำชี้แจง กกต.ทำเป็นผยอง หอบเอกสารมาเป็นลัง แถมคุยโม้ว่าชี้แจงได้หมด แต่กับศาล รธน. ขอขยายอีกรอบ 2 แล้ว ไม่แน่จริงนี่หว่า...&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีรายงานว่า ในสัปดาห์หน้า พรรค พปชร.เตรียมนำรายชื่อ ส.ส.ในฝั่งของ 7 พรรคการเมือง กรณีถือครองหุ้นหรือเป็นเจ้าของกิจการสื่อ ประมาณ 30 คน ไปยื่นถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาต่อไป เนื่องจากพบมีแกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยอยู่ในจำนวนดังกล่าวด้วย ได้แก่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ที่มีชื่อปรากฏในข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็น 1 ในกรรมการของบริษัท ชินดิเคท แอ็ดเวอร์ไทชิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นกรรมการที่ลงชื่อผูกพันบริษัทได้ โดยวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการคือ รับจัดทำโฆษณาทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ รวมถึงหนังสือ นิตยสาร วิทยุ ในการออกแบบโฆษณา การทำป้ายโฆษณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัท สยามเทเลโฟน ไดเรคทอรี่ จำกัด ซึ่งวัตถุประสงค์ในประกอบกิจการมีทั้งสิ้น 44 ข้อ โดยในข้อ 41 ระบุว่า ประกอบธุรกิจทางด้านการให้บริการข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ผ่านข่ายงานบริการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการสื่อสารแห่งประเทศไทย เช่น การให้บริการของโฟโนเทเลกซ์ และในข้อ 42 ประกอบกิจการรับจ้างทำโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ และทางสื่ออื่นทุกชนิด กิจการรับส่งข่าวภายในประเทศและจากทั่วโลก โดยใช้โทรศัพท์แบบระบบธรรมดาและระบบคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อเป็น 1 ในกรรมการบริษัท มติไท จำกัด ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนกิจการข้อหนึ่งระบุว่า ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ และออกหนังสือพิมพ์.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39150</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถือหุ้นสื่อ, ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, พรรคอนาคตใหม่, ยืดแจงหุ้น, วี-ลัค มีเดีย, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cef4bec3a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
