<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืมนาฬิกาเพื่อนไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน! ปปช.แจงชัดมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;26 มิ.ย. 62 - นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่าในงานสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.62 ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสอบถามวิทยากรผู้แทนของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าการยืมของหรือยืมนาฬิกาเพื่อนจะต้องแจ้งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ ซึ่งต่อมามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสื่อมวลชนและสาธารณชนว่าการยืมทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ต้องนำมาแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนชี้แจงว่า การกำหนดให้เจ้าพนักงานของรัฐมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสให้ระบบการเมืองและระบบราชการ เป็นการป้องกันการทุจริต และเป็นมาตรการเสริมในด้านการปราบปรามการทุจริต เพื่อตรวจสอบว่าระหว่างที่เจ้าพนักงานของรัฐดำรงตำแหน่งได้ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์จนร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบทบัญญัติของกฎหมายมีความมุ่งหมายให้แสดงทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลดังกล่าว นอกจากนั้นการยื่นบัญชีต้องยื่นตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ซึ่งรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ประกอบไปด้วยรายการทรัพย์สินจำนวน 9 รายการ ได้แก่ 1.เงินสด 2.เงินฝาก 3.เงินลงทุน 4.เงินให้กู้ยืม 5.ที่ดิน 6.โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 7.ยานพาหนะ 8.สิทธิและสัมปทาน 9.ทรัพย์สินอื่น และหนี้สินจำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.เงินเบิกเกินบัญชี 2.เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 3.หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และ4.หนี้สินอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นสอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยืมบุคคลอื่นมาจะต้องนำมาแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 &amp;ldquo;กำหนดว่ายืมใช้คงรูป คือ สัญญาที่บุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว&amp;rdquo; และมาตรา 640 กำหนดว่า &amp;ldquo;ยืมใช้สิ้นเปลือง คือ สัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรณียืมใช้คงรูป กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้ยืม เพียงแต่ผู้ยืมยังคงมีหน้าที่จะต้องคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของตามข้อตกลงที่ให้ยืมหนี้ตามสัญญายืมใช้คงรูป จึงไม่ได้กำหนดไว้ในแบบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องแสดงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนกรณียืมใช้สิ้นเปลือง โดยเฉพาะการยืมเงิน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมมาได้โอนมาเป็นของผู้ยืม และผู้ยืมมีหนี้ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงกำหนดรายการหนี้สินดังกล่าวไว้ในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องนำมาแสดงตามที่ปรากฏอยู่ในรายการหนี้สิน 4 รายการข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากมีประเด็นการยืมทรัพย์สินระหว่างกันและมีการกล่าวหาร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการยืมทรัพย์สินกันจริงหรือไม่ หรือเป็นการกล่าวอ้างของผู้ยื่นบัญชี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป ดังเช่น กรณีมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับรถยนต์ยี่ห้อโฟล์กสวาเกน ที่พบอยู่ในบ้านพักอาศัยของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมีการกล่าวอ้างว่าบุคคลอื่นให้ยืมใช้ทรัพย์สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินของนายสุพจน์ ที่ต้องนำมาแสดงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือกรณีที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับนาฬิกาที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สวมใส่ในสถานที่ต่างๆ จำนวนหลายเรือน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตร ได้ยืมเพื่อนมาใส่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วคืนกลับไป จึงไม่เป็นทรัพย์สินของพล.อ. ประวิตร ที่ต้องนำมาแสดงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด ทั้งนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องใด ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง&amp;nbsp; พยานหลักฐาน และหลักกฎหมาย ที่ปรากฏในเรื่องนั้น ไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยตามความรู้สึกหรือกระแสสังคมในทางใดทางหนึ่งได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ในกรณีที่เป็นเรื่องไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ก็ต้องเปิดเผยเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วย และหากปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่คดีซึ่งอาจทำให้ผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถรับหรือยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล สุจริต และเที่ยงธรรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39500</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงรูป-สิ้นเปลือง, ป.ป.ช., ยืมนาฬิกาเพื่อน, วรวิทย์ สุขบุญ, แจงบัญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d12f0322966e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่ศรีทวงคดีป้อมนาฬกาหรู จี้ปปช.สอบรับของเกิน3พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;พี่ศรี&amp;quot; ร้องไม่เลือกหน้า ยื่น ป.ป.ช.ฟัน &amp;quot;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;quot; ทุจริตต่อหน้าที่ปมแต่งตั้ง ส.ว. จำนวน 2 คนที่มีลักษณะต้องห้ามขัด รธน.-พ.ร.ป.ส.ว.-ระเบียบ กกต. พร้อมทวงคดี &amp;quot;เสี่ยป้อม&amp;quot; ยืมนาฬิกาเพื่อนเข้าข่ายรับประโยชน์อื่นใดเกิน 3,000 บาทหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วันที่ 23 พฤษภาคม &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรณีคัดเลือกรายชื่อบุคคลขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็น ส.ว. ซึ่งเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ได้คัดสรรบุคคลตาม ม.269 (1) เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตาม ม.269 (3) เสนอรายชื่อ ส.ว. จำนวน 250 คน ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และพล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.62 ที่ผ่านมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากสมาคมฯ ได้พบว่า เบื้องต้นมี ส.ว. จำนวน 2 คน มีข้อสงสัยว่าอาจจะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อันอาจเข้าข่ายมาตรา 111 (4) ประกอบมาตรา 108 ข.ลักษณะต้องห้าม (1) มาตรา 98 (8) (10) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบมาตรา 14 (10) (12) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และข้อ 3 และข้อ 52 (10) (12) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2561 กรณีดังกล่าวต้องมีคนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งสมาคมฯ ได้ยื่นคำร้องให้ กกต.ได้ดำเนินการถอดถอนตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่เนื่องจากการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ซึ่งคัดสรรบุคคลที่อาจขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็น ส.ว.นำไปกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นการมิบังควร เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ อันมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ 2561 โดยชัดแจ้ง อีกทั้งเป็นการย่ามใจในการใช้อำนาจโดยไม่กลั่นกรองบุคคลที่เหมาะสมให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งยังมีการคัดสรรบุคคลใกล้ชิด เครือญาติของตนเองและพรรคพวกตนให้ได้รับการแต่งตั้งอีก โดยไม่ละอายต่อประชาชน ฯลฯ สมาคมฯ จึงไม่อาจปล่อยให้บุคคลทั้งสองใช้อำนาจไปโดยพลการโดยไม่มีการตรวจสอบมิได้&amp;quot; นายศรีสุวรรณระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณได้ยื่นหนังสือเพื่อทวงถามความคืบหน้าและขอข้อมูลการวินิจฉัยกรณีการถือครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ตามที่ ป.ป.ช. เคยมีมติเอกฉันท์กรณีแหวนเพชร และมติ 5 : 3 ประเด็นนาฬิกาหรู ไม่มีมูลเพียงพอให้เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ให้คดียุติไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ ส่วนประเด็นการรับทรัพย์สินที่ยืมจากผู้อื่นยังอยู่ในการพิจารณานั้น กรณีดังกล่าว สมาคมฯ ได้มีหนังสือขอโดยใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มายังสำนักงาน ป.ป.ช. แล้วตั้งแต่เดือน มกราคม 2562 แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงต้องเดินทางมาทวงถามความคืบหน้าและขอข้อมูลอีกครั้งด้วยตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสมาคมฯ ได้ขอข้อมูลข่าวสาร ดังนี้ 1.รายละเอียดของคำวินิจฉัยที่แท้จริงของกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละท่านว่ามีคำวินิจฉัยแต่ละท่าน และคำวินิจฉัยรวมไว้อย่างไร ผู้ร้องใคร่ขอสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับรายงานและสํานวนการตรวจสอบ การสอบสวน หรือการไต่สวนเบื้องต้น รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ สอบสวน หรือไต่สวนเบื้องต้นในกรณีดังกล่าว 2.ขอสอบถามความคืบหน้าของคำร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับการรับทรัพย์สินที่ยืมจากผู้อื่นของ พล.อ.ประวิตร ที่เข้าข่าย &amp;ldquo;การรับประโยชน์อื่นใด&amp;rdquo; ที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ซึ่งขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และหรือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ที่ยังอยู่ในการพิจารณานั้น มีความคืบหน้าไปอย่างไรแล้วบ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากนายเสรี สุวรรณภานนท์ &amp;nbsp;สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเรื่อง การกู้ยืมเงินของพรรคการเมือง โดยสรุประบุว่า การกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองถือว่าเป็นรายได้ของพรรคการเมืองด้วยนั้น สามารถใช้เทียบเคียงกับกรณี พล.อ.ประวิตรได้ยืมนาฬิกาเพื่อนมาสวมใส่นั้น ก็ถือว่าเป็นรายได้ที่ พล.อ.ประวิตรต้องแจ้งรายได้ต่อ ป.ป.ช.ตามกฎหมายด้วยนั่นเอง แต่หากการมาขอข้อมูลครั้งนี้ ป.ป.ช.ยังเพิกเฉย ก็จะนำคำร้องไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อวินิจฉัยต่อไป และอาจต้องยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาลฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ด้วย&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36658</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีนาฬกาหรู, นายศรีสุวรรณ จรรยา, ยืมนาฬิกาเพื่อน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์, เข้าข่ายรับประโยชน์อื่นใดเกิน 3000 บาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce6b137f33f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
