<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2019 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2019 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัลฟ์-พีทีทีแทงค์ยื่นซองประมูลท่าเรือฯมาบตาพุดเฟส 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าผลการเข้ายื่นเอกสารประมูลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่1) ทั้งที่เป็นข้อเสนอรายละเอียดทางเทคนิคและเอกสารรายละเอียดด้านราคา ต่อคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) Net Cost เมื่อวันที่ 15ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีเอกชนสนใจเข้าร่วม 1รายคือ กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์ (บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด) มายื่นข้อเสนอต่อ กนอ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการตรวจสอบเอกสารของบริษัทดังกล่าว คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และ กระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 ของสำนักงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศผลรายชื่อผู้ที่ชนะการคัดเลือกเอกชน และสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเข้าพัฒนาในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานได้ประมาณเดือน พ.ค.2562 โดยมีแผนการพัฒนาโครงการฯดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ช่วง รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 55,400 ล้านบาท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงที่ 1 การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยภาคเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกจาก คณะกรรมการฯในครั้งจะสามารถเข้าพัฒนาได้ภายหลังจากที่ทำการลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งการร่วมลงทุนในครั้งนี้ภาคเอกชนจะได้สิทธิในการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือ (Superstructure) ประมาณ 200 ไร่ รวมมูลค่าการลงทุน ประมาณ 47,900 ล้านบาท แบ่งเป็น กนอ.ร่วมลงทุนเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิไม่เกิน 12,900 ล้านบาท และ ภาคเอกชน 35,000 ล้านบาท &amp;nbsp; ได้แก่ &amp;nbsp;การขุดลอกและถมทะเล พื้นที่ 1,000 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ใช้ประโยชน์ 550 ไร่ และพื้นที่เก็บกักตะกอน 450 ไร่ การขุดลอกร่องนํ้า และแอ่งกลับเรือ การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเดินเรือ &amp;nbsp;ท่าเทียบเรือบริการ และท่าเรือก๊าซ รองรับปริมาณการขนถ่ายก๊าซได้ 10 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนช่วงที่ 2 จะเป็นการลงทุนพัฒนาก่อสร้างในส่วนของท่าเรือ (Superstructure) กนอ.จะดำเนินการออกทีโออาร์ เพื่อประกาศเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจเข้าร่วมพัฒนา โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาท่าเทียบเรือสินค้าเหลว รองรับปริมาณ &amp;nbsp; ขนถ่ายสินค้าเหลวได้ 4 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 และเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่หลังท่า จำนวน 150 ไร่ เงินลงทุน 3,200 ล้านบาท เพื่อรองรับธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นท่าเรือสาธารณะในระยะที่ 1-2 เต็มศักยภาพรองรับแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จึงจำเป็นต้องขยายเป็นระยะที่ 3 เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลวได้เพิ่มอีก 15 ล้านตันต่อปีในอีก30ปีข้างหน้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้ถือเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือ &amp;nbsp;EEC Project List ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งบรรยากาศของการมายื่นข้อเสนอรายละเอียดทางเทคนิค และเอกสารรายละเอียดด้านราคาต่อคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยเป็นไปตามขั้นตอน โดยที่มีเอกชนเข้ายื่นข้อเสนอในวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จของโครงการดังกล่าวเนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการก่อสร้าง จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและการบริหารจัดการโครงการในอนาคต อย่างไรก็ตามในขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการฯจะมีการตรวจสอบเอกสารที่ยื่นมาทั้งหมดต่อไป&amp;rdquo;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29242</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), ยื่นซองประมูล, ยื่นเอกสารประมูลโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่1), สมจิณณ์ พิลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190216/image_big_5c676ce0e835d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2018 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประมูลชิง ICD ลาดกระบังเหงา กลุ่มเอแอลจี ยื่นซองรายเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟท.เปิดรายชื่อเอกชนยื่นประมูลพื้นที่ ICD. ลาดกระบัง วงเงิน4หมื่นล้านบาท เตรียมประกาศผลคัดเลือกภายใน45 วัน และเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อนกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อดำเนินการสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ลาดกระบังขนาด 647 ไร่ระยะเวลา 20 ปีวงเงินลงทุน 40,000 ล้านบาท ลาดกระบัง ว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้เปิดให้บริษัทเอกชนที่มีความสนใจเข้าซื้อเอกสารข้อเสนอร่วมลงทุนโครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 ก.ย.-30 พ.ย. พบว่ามีเอกชน 1 รายยื่นข้อเสนอ. จากจำนวนผู้ซื้อเอกสารประกวดราคาทั้งหมด10 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริพงษ์กล่าวว่าที่ผ่านมาได้มีบริษัทเอกชนและบุคคลเข้าซื้อเอกสาร จำนวน 10 ราย และได้มีการชี้แจงรายละเอียดและตอบคำถามแก่บริษัทที่สนใจเมื่อวันที่ 2 พ.ย.61 โดยกำหนดรับซองข้อเสนอราคาในที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งมีกลุ่มบริษัทเข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 1 ราย คือ กิจการร่วมค้า เอ แอล จี(ประเทศไทย) ประกอบด้วย บริษัท อีสเทิร์นซี แหลมฉบังเทอร์มินัล จำกัด &amp;nbsp; บริษัท เอเวอร์กรีนคอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด &amp;nbsp;บริษัท โอเชี่ยนเน็ตเวิร์ค เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งให้การรถไฟฯ เป็นผู้ดำเนินการสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการไอซีดี ลาดกระบังใหม่ ตามพระราชบัญญัติให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการบรรจุและแยกตู้สินค้า (Container) ที่มีการนำเข้า หรือการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ลดต้นทุนด้านการใช้พลังงานขนส่งสินค้าตามนโยบายของรัฐ และช่วยลดต้นทุนในการขนส่งให้ผู้ส่งออก และนำเข้าของต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริพงษ์. กล่าวว่าหลังจากนี้ คณะกรรมการคัดเลือก จะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติ และตรวจสอบเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น จะต้องชำระค่าธรรมเนียการประเมินข้อเสนอให้แก่การรถไฟฯ เป็นจำนวนเงิน 2 แสนบาท และผู้ยื่นเสนอที่ผ่านการประเมินข้อเสนอจะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้กับการรถไฟฯ ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 250 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนของเอกชนคู่สัญญา ทั้งนี้จะประกาศผลการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ภายใน 45 วัน นับจากวันที่ยื่นซองเอกสารเสนอราคาที่ทำการ การรถไฟแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23206</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยื่นซองประมูล, รฟท., ลาดกระบัง, ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์, ศูนย์ไอดีซี, สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ลาดกระบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181201/image_big_5c01ec931974d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
