<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช.เล็งเรียก ส.ส.เจ้าของพระเครื่อง-เหล็กไหลชี้แจงเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. เปิดเผยว่า กรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ที่มีการยื่นเป็นพระเครื่อง เหล็กไหลและอุกกาบาตนั้น ทางสำนักตรวจสอบทรัพย์สินของป.ป.ช. จะศึกษาข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม และจะเชิญผู้ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินมาให้ความเห็นประกอบ&amp;nbsp;พร้อมถ่ายภาพทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน โดยจะดำเนินการให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หากทรัพย์สินดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือ อย่างไรก็ตามเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินนี้แม้จะไม่มีปัญหา แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องตอบสังคมให้ได้ถึงที่มาของรายได้และทรัพย์สินดังกล่าว และเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวผู้ที่ยื่นเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46662</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์, ปปช., พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c388a2bcb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2019 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2019 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ช่อ” อ้างงานเยอะ ไม่มีเวลาจัดการทรัพย์สิน ชี้พลาดนิดเดียวมีสิทธิ์เกม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2562 นางสาวพรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึง การขอขยายยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ว่า เราใช้สิทธิตามกฎหมายในการขอขยายเวลา เนื่องจาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ ในการตรวจสอบ ที่ผ่านมามีนักการเมืองบางรายถูกชี้มูลจากความผิดดังกล่าวมาแล้ว แม้จะเป็นทรัพย์สินจำนวนหลักพันบาทก็ตาม ทางเราจึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีการแถลงนโยบายในรัฐสภา ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ในฐานะฝ่ายค้าย ต้องเตรียมการเรื่องนี้เยอะมาก ทำให้บางคนอาจจะไม่มีเวลาในการเตรียมเรื่องยื่นบัญชี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าทางตัวดิฉัน คุณธนาธร และอาจารย์ปิยบุตร จะยื่นทรัพย์สินต่อปปช. ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในส่วนของตนและ อาจารย์ปิยบุตรนั้น ไม่ได้มีทรัพย์สินเยอะมากมาย แต่อย่างใด แต่ที่ขอขยายเวลานั้น เราต้องการทำเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุดภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแค่นั้น&amp;rdquo; นางสาวพรรณิการ์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44219</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปปช., พรรณิการ์ วาณิช, ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, โฆษกพรรคอนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190807/image_big_5d4ac89421e87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24160</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉ่งม.44กำลังจะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและเป็นมรดกตกทอดอย่างถาวร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค.61- นายอารีย์ หาญสืบสาย อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้แทนผู้บริหาร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่ารัฐบาล คสช. เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า &amp;nbsp;ที่ตกลงใจใช้ ม.44 ปลดล็อคให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน &amp;nbsp; ทั้งที่หลักการของเรื่องฯ &amp;nbsp;คือ เป็นมาตรการป้องปรามการทุจริต แบบหนึ่งเท่านั้น ถ้ากรรมการสภา มีความตั้งใจทำงานเพื่อชาติจริง บริสุทธิ์ใจจริง ไม่เห็นต้องกลัวอะไร ไม่อยากอยู่ก็ลาออกไป มีคนเป็นจำนวนมากที่อยากจะเข้ามาทำงานแทน &amp;nbsp; ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องมาใช้วิธีกดดันสังคมแบบนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ประหลาดใจ คือ คสช. กลับเกรงใจ ยอมคนกลุ่มนี้ &amp;nbsp;ลืมไปเลยว่าเคยประกาศว่า เกลียดการทุจริต คอรัปชั่น &amp;nbsp; ยอมเสียสัตย์ง่ายๆ &amp;nbsp;ไม่รู้เป็นเพราะได้ข้อมูลด้านเดียวรึเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการสภามหาวิทยาลัย &amp;nbsp; มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก มาจากภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ &amp;nbsp;นักบริหาร ที่มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน &amp;nbsp; อีกกลุ่มหนึ่ง(จำนวนไม่มาก) เป็นบุคลากรภายใน &amp;nbsp; นัยว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของบุคลากร ประเภทต่างๆ &amp;nbsp; ผลตอบแทนของกรรมการสภาฯ &amp;nbsp;พวกแรก(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้รับผลตอบแทนในรูปเบี้ยประชุม(เป็นเงินจำนวนไม่น้อย) &amp;nbsp;ไม่มีเงินเดือน ประจำ &amp;nbsp; จึงดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้เข้ามาช่วยงานมหาวิทยาลัย อย่างผู้เสียสละ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน &amp;nbsp;แต่นำประสบการณ์ ความรู้ ของตน มาเสนอในรูปให้คำแนะนำ ข้อคิดความเห็น &amp;nbsp;ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย มีส่วนช่วยทำให้เป้าหมาย ทิศทางของมหาวิทยาลัย ไปถูกทาง ชัดเจน พบแต่ความเจริญรุ่งเรือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกลุ่มหลัง จะได้รับผลตอบแทนเป็นเบี้ยประชุม(ไม่มาก) แต่จะได้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนแต่งตั้ง ให้เป็นผู้บริหารระดับต่างๆในสถาบันฯ ตามศักยภาพและโอกาส อำนวย เมื่อหมดวาระกรรมการสภาไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าใจว่า &amp;nbsp; คสช. &amp;nbsp;คงจะมองมุมนี้มุมเดียว &amp;nbsp;เมื่อเห็นเหล่ากรรมการสภาฯ(ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก) &amp;nbsp;ขวัญเสียพากันยื่นหนังสือลาออกกันเป็นแถว &amp;nbsp; จึงเกิดความเสียดายกรรมการสภาฯ (ผู้วิเศษ) เหล่านี้จะลาออกไปกันหมด ทำให้มหาวิทยาลัยสับสนวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่มหาวิทยาลัยและนิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;จำต้องใช้ ม.44 มาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไม คสช.ไม่มองให้รอบด้านเสียก่อนจะตัดสินใจ &amp;nbsp; ข้อมูลข่าวสารมีอยู่มากมาย &amp;nbsp; ดวงจันทร์ยังมีสองด้าน คนทั่วไป &amp;nbsp;เห็นแต่ด้านสว่างที่มีกระต่ายอยู่ตัวหนึ่งเพียงด้านเดียว &amp;nbsp; แต่ความจริงยังมีอีกด้านหนึ่ง เพราะดวงจันทร์มีรูปทรงกลม &amp;nbsp;ซึ่งอาจมีตัวอะไร(หรือกระต่ายอีกตัวหนึ่ง) &amp;nbsp;อยู่ก็ได้ &amp;nbsp; แต่เรายังไม่มีโอกาสได้เห็นเท่านั้น &amp;nbsp; แต่สำหรับเรื่อง &amp;ldquo;กรรมการสภามหาวิทยาลัย&amp;rdquo; &amp;nbsp; มองให้ทะลุปรุโปร่ง รอบด้าน ง่ายกว่ามาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเกือบหมดแล้ว ทำให้สภามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ใหญ่(ทรงอำนาจ)ที่สุดในสถาบันการศึกษานั้นๆ &amp;nbsp;เพราะมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของผู้บริหารฯ จัดการ ออกและแก้ไขระเบียบ, พรบ. ข้อบังคับต่างๆของมหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด (นิติบัญญัติ) &amp;nbsp;เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี คณบดี &amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุมัติแผนงาน แผนเงินงบประมาณ โครงการผลประโยชน์ต่างๆของมหาวิทยาลัย ทั้งหมด (บริหาร) &amp;nbsp; รวมทั้งการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหารฯและ เรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนต่างๆ (ตุลาการ) &amp;nbsp;โดยที่ &amp;nbsp;สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายใดๆได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มหาวิทยาลัย(ในกำกับของรัฐ) แต่ละแห่ง มีบุคลากรในสังกัด หลายร้อยคน บางแห่งเป็นพันคน &amp;nbsp;มีนิสิต นักศึกษาเข้ามาเรียนรวมกันทุกชั้นปี หลายพันคน บางแห่งร่วมหมื่นคน &amp;nbsp; ได้รับงบประมาณประจำปีสนับสนุนจากรัฐ &amp;nbsp;เป็นค่าจ้าง เงินเดือน &amp;nbsp;พัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง &amp;nbsp;และอื่นๆ รวมแล้ว เป็นพันๆล้านบาท บางแห่งมากกว่าสี่ ห้าพันล้านบาท ในแต่ละปีมหาวิทยาลัย มีรายได้จากค่าเล่าเรียน หลายร้อยล้าน บางแห่งเป็นพันล้าน &amp;nbsp;เงินเก็บเงินฝาก ผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ที่ดิน สัมปทานต่างๆอีกเป็นร้อยล้านพันล้านบาทในแต่ละปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง &amp;nbsp;จะอยู่ภายใต้การจัดการของอธิการบดีและกลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp; ไม่ต่างกับการยกสมบัติทรัพย์สินของราชการไปให้คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น &amp;nbsp;ให้แบบเป็นมรดกตกทอดได้ด้วย &amp;nbsp;คสช.มองไม่ออกเลยหรือไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไปทุกวันนี้ &amp;nbsp; สภามหาวิทยาลัย ก็ทำตัวเป็น หน่วยงานหนึ่ง ที่ทำงานขึ้นตรงต่ออธิการบดีเท่านั้น &amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นเหมือนตรายางให้อธิการบดี &amp;nbsp; ออกนโยบายกันเอง อนุมัติ กันเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นๆคือเวลามาประชุม ส่วนใหญ่ ก็มาแสดง ทอล์คโชว์ อวดอีโก้ โชว์โวหาร กันจน หมดเวลา รับเบี้ยประชุม แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านไป &amp;nbsp; จะมีซักกี่คน ที่สามารถ มีเวลา หรือตั้งใจจะเข้ามาศึกษารายละเอียดงานของมหาวิทยาลัยและ ติดตามประเมินผู้บริหาร อย่างจริงจัง &amp;nbsp; เอาเข้าจริงๆ กิจการของมหาวิทยาลัยทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ในมือของผู้บริหารระดับสูง(อธิการบดี)กับกลุ่มกรรมการสภาอาวุโสจำนวนหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบอก กรรมการสภา ใช่ว่าจะได้แค่เบี้ยประชุมเท่านั้น ความจริงยังมีผลประโยชน์ทางอื่นอีก ที่เห็นๆกันอยู่ เช่น &amp;nbsp;ได้โควตาฝากลูก หลานเข้าเรียนโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย &amp;nbsp; เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่ออธิการบดีและผู้บริหารระดับกลาง(คณบดี ผู้อำนวยการ) หมดวาระพวกนี้ก็จะร่วมกันวางแผนวางตัวผู้บริหารคนใหม่(ที่เป็นพวกเดียวกัน)เข้ามาแทน &amp;nbsp; เมื่อกรรมการสภาหมดวาระ กลุ่มผู้บริหารก็จะร่วมมือกันสรรหากรรมการสภา(คนเดิมและอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน) กลับเข้ามา &amp;nbsp; ดังนั้นจึงเห็นกรรมการสภาหลายคนแทบจะยึดเป็นอาชีพ เสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตัวนายกสภาฯ &amp;nbsp;บางแห่ง อยู่กันมานานกว่ายี่สิบปี &amp;nbsp; และเวลานี้มีการสร้างเครือข่ายในหมู่อธิการบดีและกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเลียนแบบ แลกเปลี่ยนวิธีการสร้างผลประโยชน์ สัมปทาน ในกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น &amp;nbsp;การปลดล็อค ด้วย ม. 44 &amp;nbsp;จึงเท่ากับสร้างความล่อแหลมที่จะทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ในมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคนบอกว่า คสช. ทำแบบนี้ เหมือนเตะหมูเข้าปากหมา (อีกแล้ว) &amp;nbsp; แต่ดูๆไป มันชักจะไม่ใช่แบบนั้นซะแล้ว คงจะมีอะไรๆมากกว่านี้แน่ๆ &amp;nbsp;ในท้ายที่สุดขอย้ำว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่มีการแก้ไขระบบบริหารงานมหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่แก้ไข การให้อำนาจกรรมการสภา แบบเอาแต่ได้อย่างนี้ &amp;nbsp;ต่อไปมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวและ เป็นมรดกตกทอดของคนกลุ่มนี้ไปอย่างถาวร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24160</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ม.44, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์, อารีย์ หาญสืบสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c1241158aeb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สกอ.หารือศธ.หาทางออก กก.สภามหา&#039;ลัยแห่ลาออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เลขาฯ กกอ.&amp;rdquo; เตรียมหารือ &amp;ldquo;หมอธี-หมออุดม.&amp;rdquo; หาแนวทางการแก้ปัญหานายกฯและกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก เผยสอบถามแล้วไม่ได้คิดหนี การยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่เกรงกรอกไม่ครบถ้วน จะกลายเป็นทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เล็งเสนอให้สภามหา&amp;rsquo;ลัย สอบทาน ว่ามีกรรมการลาออกหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบการบริหารงานสะดุดเพราะองค์ประกอบไม่ครบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับประกาศ ป.ป.ช. เรื่อง กําหนดตําแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 ในส่วนของตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ยังคงเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ให้มีการขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ออกไปอีก 60 วันนับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2561 ดังนั้นจึงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มกราคม 2562 ว่า ขณะนี้เท่าที่ตนทราบมีกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายแห่ง เตรียมยื่นลาออกจากตำแหน่ง&amp;nbsp; ซึ่งสาเหตุที่ลาออกนั้น ไม่ใช่เป็นการหนีหรือกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สิน เพียงแต่กังวลว่าจะกรอกข้อมูลทรัพย์สินผิดพลาด หรือไม่ครบถ้วน เนื่องจากมีความกังวลว่าตัวกรรมการเอง หรือ ครอบครัวหรืออาจมีทรัพย์สินที่จำไม่ได้และไม่ได้แจ้ง เช่น ไปซื้อหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่มีอัตราขึ้นลงแตกต่างกันไปแต่ละช่วง หรือบางบัญชีธนาคารมีเงินเพียงเล็กน้อยก็อาจจะกรอกไม่ครบ เป็นต้น ซึ่งหากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้องก็จะส่งผลต่อการตรวจสอบ และผิดกฎหมาย ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดและจะต้องมาถูกดำเนินคดีตอนอายุมากก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขากกอ.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ ตนจะหารือร่วมกับนพ.ธีระเกียรติ&amp;nbsp; เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)&amp;nbsp; เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหานายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารมหาวิทยาลัย&amp;nbsp; โดยจะเสนอให้ทำหนังสือไปยังสภามหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยสอบทาน ว่า มีกรรมการลาออกหรือไม่ และหากลาออกจากตำแหน่งแล้วจะกระทบต่อองค์ประกอบของสภาวิทยาลัย และการบริหารงานของมหาวิทยาลัยหรือไม่&amp;nbsp; เพราะหากองค์ประกอบสภามหาวิทยาลัยไม่ครบ ก็จะไม่สามารถบริหารงานตามอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยได้ เช่น การรับรองปริญญา การอนุมัติหลักสูตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการออกระเบียบต่างๆ&amp;nbsp; ดังนั้น หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากให้มีกำหนดช่วงเวลาการลาออกชัดเจน เพื่อที่จะบริหารจัดการเรื่องกระบวนการสรรหาบุคคลมาทดแทนได้ทัน ให้งานมหาวิทยาลัยเดินหน้าต่อไปได้ และขอให้คำนึงว่าการลาออกต้องไม่กระทบหรือเกิดปัญหาใดๆ ตามมา&amp;quot;นายสุภัทรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22080</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., กรรมการสภามหาวิทยาลัย, ป.ป.ช., ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, สกอ., สุภัทร จำปาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a6712a68e6e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2018 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กมหา&#039;ลัยหนาว!แกนนำ&#039;CHES&#039;เปิดแคมเปญล่าชื่อยื่นนายกฯหนุนแสดงบัญชีทรัพย์สิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9พ.ย.61-นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ประจำ มศว ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ใน https://www.change.org/p/ ขอสนับสนุนการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อยื่นร้องเรียนนายกรัฐมนตรี ภายหลังฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ออกมาคัดค้านประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อแล้ว 206 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;โดยนพ.สุธีร์ เปิดเผยว่า เนื่องจากความกังวลใจของพวกเราคือปัญหาธรรมาและทุจริตคอร์รัปชันนำมาซึ่งการผูกขาดอำนาจ และนำไปสู่การจัดสรรพวกของตนเองสู่ตำแหน่งบริหาร โดยเฉพาะการสรรหาคณบดี ส่งผลให้ได้คณบดีที่อธิการคุมได้ ไม่ใช่คนที่สามารถพัฒนางานวิชาการอย่างอิสระได้ ทำให้คุณภาพวิชาการสูญเสียไป แม้ว่าจะมีการประกันคุณภาพการศึกษา ก็เป็นการประกันในกระดาษเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง ส่งผลให้อุดมศึกษาเราตกต่ำลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;quot;การไม่เป็นธรรมาภิบาลทำให้คนทำงานที่ไม่ใช่พวกของฝ่ายบริหารอยู่ไม่ได้ คนที่มีความสามารถจึงต้องจากมหาวิทยาลัยไป ก็ส่งผลต่อความอ่อนแอเช่นกัน ลำพังโกงกินอย่างเดียวมันก็มีทุกที่ แต่การโกงกินที่ในอุดมศึกษา มันส่งผลต่อการศึกษาของเยาวชนไทย และคือการทำลายอนาคตของชาติอย่างนึกไม่ถึง และสถาบันที่เราคิดว่าเป็นเสาหลักของสังคม เมื่อเกิดปัญหาเราก็สูญเสียสถาบันที่จะใช้เป็นที่อ้างอิงเหมือนในอดีตจะไม่มีแล้ว เพราะพวกโกงกินก็จะพึ่งการเมือง&amp;quot;นพ.สุธีร์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับเนื้อหาที่นพ.สุธีร์ รณรงค์ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรื่อง ขอสนับสนุนประกาศของ ปปช. ในเรื่องการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เปลี่ยนแปลงสถานะภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อให้มีอิสระในการบริหารกิจการภายในได้เองทุกเรื่อง โดยมีสภามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกที่มาจากการสรรหา(ของผู้บริหาร) มาทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายของมหาวิทยาลัย สามารถออกและ/หรือ แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆได้ ดังนั้นการออกนอกระบบ แท้จริงแล้ว คือการช่วยให้ มหาวิทยาลัยมีอิสระในการดำเนินงานมากกว่าในอดีต ผู้บริหารมีอิสระและ อำนาจในการทำงานมากขึ้น กรรมการสภาฯก็มีอำนาจมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วน สกอ.และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบใดๆได้อีกแล้ว เพราะอำนาจในการกำกับดูแล การตรวจสอบ ลงโทษ ต่างๆ อยู่ที่สภามหาวิทยาลัย โดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่พบเจอคือ วันนี้ ผู้บริหารกับกรรมการสภาฯ เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ทุกอย่างดูราบรื่น ที่มาของกรรมการสภาฯ ตามระเบียบทฤษฎี ก็จะมาจากการสรรหาจากบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัยเสนอขึ้นมา แต่ ในทางปฏิบัติ ทั้งหมดก็มาจากการคัดสรรจากผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยนั่นเอง โดยอาจมีผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสบางคนร่วมอยู่เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้ได้กลุ่มเครือข่ายเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มีข้อร้องเรียนจากอาจารย์ในบางสถาบันว่า ถ้ามีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับกรณีที่ส่อว่าจะมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ ของผู้บริหารระดับใดก็ตาม (ถ้าเป็นพวกเดียวกัน) ก็จะได้รับการช่วยเหลือกัน จะไม่พบการทุจริตจากการกระทำของผู้บริหารทั้งสิ้น อาจมีบ้างก็จะเป็นระดับเจ้าหน้าที่ พนักงาน บุคลากรทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นการบริหารเงินงบประมาณ ปีละสอง สามพันล้านบาท โดยอิสระเสรีแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะในระบบบริหารงานในปัจจุบัน ไม่มีกลไกการคานอำนาจ ระหว่างกันอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่มีระบบตรวจสอบ ผู้ทรงคุณวุฒิเองก็มีข้อจำกัด ที่จะเข้ามาเรียกหาข้อมูล เพราะไม่มีระบบผู้ช่วย ทีมงานที่จะช่วยหาข้อมูลต่างที่จำเป็นให้ได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ปิดบังข้อมูล ผู้ทรงคุณวุฒิก็จะไม่สามารถรู้ได้เลย ดังนั้นในความเป็นจริงคือ ทุกคนจึงมาประชุม อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันเฉพาะในระหว่างการประชุมเท่านั้น จึงเป็นจุดอ่อน ที่เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ง่ายเพราะไม่มีระบบตรวจสอบและไม่มีกลไกการคานอำนาจกัน
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบไปแล้ว แต่รัฐบาล(สำนักงบฯ) ก็ยังจัดสรรงปม.แผ่นดิน มาให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะงบก่อสร้างและครุภัณฑ์ ไม่ได้ลดลง งบเงินเดือนพนักงานก็ยังให้ตามปกติ พนักงานมหาวิทยาลัย ที่ใช้งบเงินรายได้ของคณะหรือส่วนกลางมาก่อน ก็จะได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงาน(ประจำ) ใช้งบประมาณแผ่นดินซึ่งจะมีความมั่นคงสูงกว่า แน่นอนว่ากลุ่มที่ได้รับการบรรจุก็คือกลุ่มคนที่เป็นพวกเดียวกันหรือสนับสนุนผู้บริหารเท่านั้น ในอนาคต ถ้าจะมีการปลดพนักงานออก ก็จะเป็นพนักงานกลุ่มที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดินนั่นเอง ดังนั้น ในวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย จึงได้ควบคุมอำนาจบริหารจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จในทุกระดับ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ อยู่ในมือของกลุ่มผู้บริหารระดับสูง กับผู้ทรงคุณวุฒิบางคนที่เป็นหัวเรือใหญ่เครือข่ายเดียวกัน เท่านั้น ด้วยสภาพการแบบนี้ จึงมีโอกาสจะเกิดการทุจริตทางนโยบายขึ้นได้ ส่วนในระดับหน่วยงาน ตาม คณะ สาขาวิชา ต่างๆ ผู้บริหารส่วนนี้ก็สามารถจะกระทำทุจริตคอรัปชั่น เช่น ในการจัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้าง ต่างๆ ได้ง่ายมาก เพราะบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานล้วนเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดนั่นเอง ถ้ามีการร้องเรียนขึ้นไป เรื่องก็เงียบ คนร้องเรียนจะอยู่ไม่ได้
ดังนั้นในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจึงเป็นแหล่งผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถจะทุจริตคอรัปชั่นได้อย่างง่ายดาย เป็นแหล่งผลประโยชน์แหล่งใหญ่ที่สังคมภายนอกมองข้ามไป เพราะอาจจะเห็นว่าเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง เข้าทำนองคนมีการศึกษา จะไม่โกง ที่สำคัญไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย ขอยกตัวอย่าง วิธีหาผลประโยชน์ของผู้บริหารและกรรมการสภาฯ เช่น ร่วมกันออกนโยบาย เอาทรัพย์สิน รายได้ของมหาวิทยาลัย ไปซื้อหุ้นของสถาบันการเงินที่ผู้ทรงฯเป็นกรรมการ เปิดสัมปทานภายใน เช่น เดินรถ ให้เอกชนที่มีผู้ทรงฯบางคนเป็นหุ้นส่วน สร้างโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆขึ้นมามากมายจนไม่รู้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร แจกโควตาที่นั่งเด็กนักเรียนสาธิต ให้ผู้ทรงฯ ทุกปี ใครช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากก็ให้มาก ล็อคสเป็คซื้อของพรรคพวกตน ขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทนให้พวกกันเอง กันอย่างเต็มที่ เอาเงินไปจ้างที่ปรึกษากฎหมายมืออาชีพปีละหลายล้านบาท ไว้ต่อสู้คดีกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นต้น ถ้าเงินงบประมาณไม่พอก็ขึ้นเงินค่าเล่าเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไม่มีใคร กล้าเข้าไปตรวจสอบ เก็บหลักฐาน เจ้าหน้าที่ทุกคนจะกลัวมาก เพราะอาจถูกประเมินไล่ออกได้ง่ายมาก ดังนั้น การที่ ปปช. ออกประกาศให้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และกรรมการสภาฯทุกคน ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน จึงอาจพอช่วยป้องปรามการทุจริต คอรัปชั่นได้ทางหนึ่ง ซึ่งความจริง ยังต้องหามาตรการอื่นๆเพิ่มอีก หลายมาตรการ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จึงขอสนับสนุนการแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21645</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกาศป.ป.ช., ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน, ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES), สภามหามหาวิทยาลัย, สุธีร์ รัตนะมงคลกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181109/image_big_5be4e2fd28cbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
