<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 06:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเปลี่ยนแปลงของภาครัฐในยุคดิจิทัลเพื่อพัฒนาการบริการและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเน้นให้ความสำคัญต่อการปรับองค์กรไปสู่รัฐบาลดิจิทัล 4.0 โดยใช้ระบบดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานในด้านต่าง ๆ การลดการใช้กระดาษ การ work from home และริเริ่มดำเนินการในการจัดทำระบบสำนักงานฯ ให้เป็นรูปแบบดิจิทัล การรับส่งหนังสือราชการผ่านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ตั้งแต่มีการระบาดรอบแรก และสำนักงานฯ ได้เน้นการขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยได้ใช้รูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันและเป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด ทำให้สามารถจัดทำร่างกฎหมายออกมาได้ทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และทันต่อความต้องการของประชาชน มุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Better Regulation for Better Life)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;กระแสโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบันได้นำความเปลี่ยนแปลงเข้ามาสู่การดำเนินชีวิตอย่างรวดเร็ว มีการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากขึ้น ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทันต่อความต้องการของประชาชนในการให้บริการในด้านต่าง ๆ ทำให้ประชาชนเกิดความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยในด้านข้อมูลทางเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการของส่วนราชการต่าง ๆ ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 เห็นสมควรให้มีกฎหมายกลางที่เปลี่ยนแปลงการทำงานของภาครัฐให้เป็นระบบดิจิทัล โดยมีหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ให้การอนุมัติอนุญาต การจดทะเบียน การแจ้งตามกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้น สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย โดยถือว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นแล้ว ประการที่สอง ให้การรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐทั้งภายในและภายนอกต้องสามารถกระทำได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย สำหรับการดำเนินการในประการที่สองนั้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การเชื่อมโยงระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่าง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศและปรับปรุงแก้ไขระเบียบงานสารบรรณ รวมทั้งกระบวนวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยดำเนินการในรูปแบบคณะทำงานร่วมกันของทั้งเจ็ดหน่วยงานและเชื่อมโยงระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐทุกหน่วยงานให้ได้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ร่วมกับร่างกฎหมายกลางเพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานของภาครัฐตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นระบบดิจิทัลโดยเร็วเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยนำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการขออนุมัติ อนุญาต การขึ้นทะเบียน การจดทะเบียน และการแจ้งเพื่อประกอบกิจการของประชาชน รวมทั้งการรับเงินและการออกใบเสร็จรับเงินของหน่วยงานของรัฐ นอกจากนั้น กฎระเบียบเกี่ยวกับการสั่งและการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนการมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนยังคงมีข้อจำกัดในการดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายกลางที่เปลี่ยนกระบวนการทำงานของภาครัฐตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นระบบดิจิทัล (Digital Ecosystem) เพื่อให้ประชาชนเกิดความสะดวก ทำให้ไม่เกิดภาระและต้นทุนที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นฯ โดยสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการจัดทำกฎหมายกลางฯ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 6pt 0in 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90639</URL_LINK>
                <HASHTAG>Work from Home, กฤษฎีกา, ยุคดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600a644c415ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2020 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2020 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. เปิดศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย (CIT) พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 สำนักงาน คปภ. ได้เปิดตัวศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย Center of InsurTech, Thailand (CIT) เพื่อเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีประกันภัย และยกระดับการบริการด้านเทคโนโลยีประกันภัยของไทยให้ก้าวไกล รวมถึงเป็นจุดให้บริการและเข้าถึงข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคอุตสาหกรรมประกันภัย กลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ตลอดจนนักศึกษา ประชาชนทั่วไป ได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี คณะกรรมการ คปภ. คณะผู้บริหาร สำนักงาน คปภ. นายกสมาคมประกันชีวิตไทย นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย ผู้บริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมงานและแสดงความยินดี ณ อาคารเลขที่ 8/8 วิภาวดี 44 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อธุรกิจประกันภัยเป็นอย่างมาก และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้กับอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. ได้มุ่งเน้นด้านการกำกับธุรกิจประกันภัย แต่ในขณะเดียวกัน หน้าที่ที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ การส่งเสริมภาคธุรกิจประกันภัย และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันภัย ดังนั้น จึงจัดตั้งศูนย์ Centre of InsurTech, Thailand หรือ CIT ขึ้น เมื่อปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมประกันภัยไทย ส่งเสริมการศึกษาวิจัยพัฒนา นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย และเป็นเวทีระดมความคิดเห็นกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัย สนับสนุนรูปแบบการเข้าถึงการประกันภัยและการให้ความรู้แก่ประชาชน รวมไปถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย โดยที่ผ่านมา ศูนย์ Centre of InsurTech, Thailand (CIT) ได้ดำเนินงานตามภารกิจลุล่วงในหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยีด้านการประกันภัย และเพื่อรองรับภารกิจของศูนย์ CIT ที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต สำนักงาน คปภ. จึงได้พัฒนาอาคารสำนักงาน 6 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 860 ตารางเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ทำการใหม่ เพื่อให้เพียงพอในการให้บริการ และติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย รองรับการทำงานรูปแบบใหม่ พร้อมด้วย co-working space สำหรับการทำงานร่วมกันเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และห้องประชุมพร้อมระบบ VDO Conference ที่ทันสมัย ในการระดมความคิดทั้ง online และ offline อาคารศูนย์ CIT แห่งใหม่นี้ พร้อมรองรับภารกิจของสำนักงานและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจประกันภัยที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ และสามารถอำนวยความสะดวกในการให้บริการ InsurTech Firm, StartUp และผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่มาติดต่อขอรับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว&amp;nbsp; มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานในการให้บริการมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยมอบหมายให้ศูนย์ CIT ดำเนินภารกิจทั้งการสร้างองค์ความรู้ และสร้างผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย ให้กับอุตสาหกรรม รวมไปถึงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา Digital Infrastructure ให้กับธุรกิจประกันภัยของไทย อาทิเช่น โครงการ OIC Gateway ที่เปรียบได้กับระบบเครือข่าย 5G ของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการนำพาบริษัทประกันภัยไทย ให้มี Next Generation Digital Infrastructure ของตนเอง พร้อมรับมือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ได้กำหนดทิศทางที่จะขยายบทบาทของ ศูนย์ CIT ให้เป็น One Stop Service ด้านการประกันภัย เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำให้แก่บริษัทประกันภัย และ Startup ในทุกมิติ (Capacity Center) รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการประกันภัย เพื่อมุ่งสู่การเป็น InsurTech Hub ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีความตั้งใจให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการประกันภัยแห่งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจประกันภัยในระยะยาว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย (CIT) เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่พร้อมรองรับการขยายบทบาท สู่การเป็น One-Stop Service ตอบโจทย์ในการให้คำปรึกษา เชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีประกันภัยได้อย่างครอบคลุมและรอบด้าน โดยแบ่งพื้นที่ในการดำเนินภารกิจต่างๆ ดังนี้ ชั้นที่ 1 โถงต้อนรับและจุดแสดงนิทรรศการ ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ระดมความคิด ชั้นที่ 3 เป็นห้องประชุมย่อย ชั้นที่ 4 สำหรับเป็นห้องประชุมสัมมนา ชั้นที่ 5 เป็นสำนักงาน CIT และชั้นที่ 6 เป็นพื้นที่อเนกประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเชื่อมั่นว่า การให้บริการอย่างเต็มรูปแบบของศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการประกันภัย โดยสำนักงาน คปภ. จะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาอุตสาหกรรมประกันภัยของไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ซึ่งจะก่อให้เกิดการเพิ่มจำนวนและเติบโตของผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัยในอนาคตอันใกล้ และในระยะต่อไป ศูนย์ CIT วางเป้าหมายที่จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านการประกันภัยให้กับประเทศในกลุ่ม CLMV โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็น InsurTech Startup Hub ที่เชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจ Startups&amp;nbsp; และ Tech firms ทั้งในและต่างประเทศต่อไป&amp;rdquo; เลขาธิการ กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86036</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันภัย, ยุคดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201205/image_big_5fcb3062028d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 23:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่ม ชูศักยภาพคนตาบอดไม่ตกงานยุคดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สสส.-มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม-มูลนิธิธรรมิกชนฯ ชูศักยภาพคนพิการทางการเห็น เสริมทักษะจำเป็นช่วยให้ไม่ตกงานยุคดิจิทัล เน้น &amp;ldquo;รู้เท่าทันเทคโนโลยี มีทักษะภาษาต่างประเทศ ทำงานเป็นทีมได้&amp;rdquo; เพิ่มโอกาสจ้างงาน ผุดนวัตกรรม AI สร้างงานใหม่ ชี้คนพิการต้องมีงานทำ MOU โครงการผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่ม ของมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท Vulcan Coalition Social Enterprise&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กทุกคนมีสิทธิฝันและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานดังความใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีร่างกายสมบูรณ์หรือเด็กพิการทางสายตา โลกที่ไร้แสง พิการทางหู โลกที่ไร้เสียง ฯลฯ ก็ควรได้รับสิทธิเดินบนเส้นทางแห่งความฝัน เข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ขณะนี้อุโมงค์ที่เคยมืดสนิทสำหรับคนพิการ ที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการเรียนและการสอบ เพื่อเข้าทำงานบนพื้นฐานข้อมูลเดียวกันเป็นจริงแล้ว ทั้งนี้จะเห็นเป็นผลงานหนังสือเสียงที่ AI อ่านออกเสียงใกล้เคียงมนุษย์ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นนวัตกรรมแรกของโลกที่น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการแถลงข่าว &amp;ldquo;ถอดรหัสศักยภาพคนพิการทางการมองเห็น สู่&amp;hellip;โอกาสการจ้างงาน&amp;rdquo; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงผลสำรวจจากโครงการลักษณะงานที่เหมาะสมกับคนพิการทางการเห็นและสนับสนุนการทำงานอย่างสมเหตุสมผล สสส.ให้น้ำหนักกับสุขภาวะคนพิการเพื่อสนับสนุนมิติสุขภาพ การพึ่งพาตนเอง ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการร้อยละ 3.08 ของประชากรทั้งหมด ขณะนี้คนพิการ 2 ล้านคน มีโอกาสเรียนต่อระดับอุดมศึกษาเพียง 2 หมื่นคน หรือร้อยละ 1.04 เกินครึ่งเป็นคนพิการทางการมองเห็น ซึ่งได้รับการจ้างงานน้อยกว่าคนพิการประเภทอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิการทางสายตากว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคเรียนจบการศึกษาได้ต้องมีศักยภาพและความสามารถมากกว่าคนอื่นๆ อีก 7 ประเภท การเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างศักยภาพให้กับผู้พิการทางสายตาด้วยโครงการ IW (Inclusive Workplace) ใช้ทักษะ O&amp;amp;M ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งนี้ทิพยประกันภัยดูแลสุขภาพ การจ้างงาน บุคคลไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้าในที่ทำงาน สสส.อาสาเข้ามาปรับทัศนคติของสังคมในการอยู่ร่วมกับคนพิการ ทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข การเตรียมความพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ขณะนี้มหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญในการจ้างงานคนพิการ ภาคเอกชนช่วยสนับสนุนปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สสส.สนับสนุนโครงการสำรวจลักษณะงาน ทักษะที่จำเป็นในการทำงาน และการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลต่อผู้พิการทางการเห็น โดยมีวัตถุประสงค์สำรวจอาชีพและทักษะที่เหมาะกับคนพิการทางการเห็น ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือยุค AI ซึ่งทักษะที่จำเป็นได้แก่ 1.ทักษะที่ต้องใช้ความรู้ (Hard Skill) เช่น การใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ทักษะภาษาต่างประเทศ ฯลฯ 2.ทักษะทางสังคม (Soft Skill) เช่น ยอมรับตนเองในระดับดีมาก มีสุขภาพจิตอยู่ในเกณฑ์ดี และ 3.ทักษะสนับสนุน (Support skill) เช่น ปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดี เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้รวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนพิการทางการเห็นโดดเด่นเรื่องการฟัง พูด อ่าน พิมพ์สัมผัส และถอดเทปได้ดี ดังนั้นงานที่ทำได้ 1.งานที่ใช้การสื่อสาร เช่น ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ 2.งานที่ใช้ความรู้/ทักษะเฉพาะ เช่น งานด้านกฎหมาย งานด้านภาษา 3.งานธุรการ เช่น จดบันทึก เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 4.งานที่ใช้เทคโนโลยี เช่น ผลิตสื่อ ฐานข้อมูล 5.งานบริการและงานนันทนาการ เช่น&amp;nbsp; สร้างความบันเทิง งานให้บริการ และ 6.งานที่ใช้ประสาท สัมผัสอื่น เช่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทน้ำหอม นอกจากนี้ สสส.ยังสนับสนุนเรื่องการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำโดยสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของคนพิการและสถานประกอบการ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและการมีส่วนร่วมในสังคม ทั้งกิจกรรมวิ่งด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เป็นต้น&amp;rdquo; ภรณีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภรณียังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังมีกลุ่มผู้สูงวัยที่สายตาไม่ดีในการอ่าน กลุ่มคนที่ไม่อยากอ่านหนังสือแต่ชอบฟังหนังสือเสียง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือที่จะนำมาทำหนังสือเสียง หากเจ้าของลิขสิทธิ์สนใจทำกิจกรรม CSR เพื่อให้คนพิการทางสายตาได้รับความรู้เท่าเทียมกับคนตาดีก็เป็นเรื่องที่ควรให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อภิชาต การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวเปิดตัวโครงการยกระดับความพร้อมบัณฑิตพิการในการหางาน สมัครงานและพร้อมทำงาน โครงการจ้างงานกระแสหลัก Inclusive workplace หรือ IW ทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตและเยาวชนที่พิการ ทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน ให้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงานจริง แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.สร้างและพัฒนากระบวนการประสานงานและส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน 2.ส่งเสริมความพร้อมในการทำงานกับบัณฑิตพิการ 3.ส่งเสริมให้นักศึกษาพิการได้ฝึกงาน 4.สนับสนุนทุนอาชีพแก่ครอบครัวเยาวชนพิการให้เข้าถึงการศึกษา ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราได้โจทย์จาก สสส.ทำสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะคนพิการด้วยการให้งบประมาณสนับสนุน 6 ปี ภารกิจมูลนิธิฯ หานวัตกรรมเกี่ยวกับสุขภาวะจะดีได้ ปากท้องต้องดีก่อน ทำอย่างไรให้คนพิการซึ่งเป็นกลุ่มในสังคมลดความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส มีรายได้เลี้ยงปากท้องได้ นวัตกรรมการจ้างงานเชิงสังคมขณะนีมี 500 บริษัทให้การสนับสนุนเป็นภาคีร่วมกันทำงาน หน่วยงาน 2,000 แห่งให้โอกาสคนพิการทำงานตามภูมิลำเนาของตัวเอง บางบริษัทสนับสนุนเงินเข้ากองทุนฯ และอีกหลายบริษัทก็จ้างคนพิการทำงานเกิน 90% ทำให้คนพิการได้มีอาชีพ ได้เห็นเงินจากการทำงาน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะนี้คนพิการ 7,000 คนเข้าถึงอาชีพอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 9 ก.ย. รัฐมนตรีฯ แรงงานเปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อจะทำให้คนพิการเข้าถึงงาน เป็นการพิสูจน์นวัตกรรมนี้ขยายผล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิฯ ขับเคลื่อนธรรมิกชนจะต้องทำหน้าที่เชื่อมต่อคนพิการทางการมองเห็น ลดความเหลื่อมล้ำ สามารถเข้าถึงความรู้ในรูปตัวหนังสือเสียง ปัจจุบันหนังสือเสียงในห้องสมุดเบญญาลัยมีหลักพันเล่ม เราพยายามผลิตหนังสือเสียงด้วยการนำหนังสือมาสแกนเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ตรวจแก้ไขถูกต้องก่อนให้คอมพ์อ่านเป็นภาษาเสียงแบบหุ่นยนต์เพื่อนำเข้าห้องสมุด 2 สัปดาห์ใช้ 4 คนช่วยกันทำเป็นเวลา 160 ชั่วโมง ทำหนังสือ 2 เล่มใช้เวลา 80 ชั่วโมง ใช้เวลา 8 แสนชั่วโมงผลิตหนังสือเป็นต้นทุนเวลายาวนาน แต่ถ้าใช้ปรากฏการณ์ Vulcan Coalition ทำปัญญาประดิษฐ์ AI อ่านหนังสือแปลงเป็นเสียงเล่มละ 5 นาที เป็นการผลักดันให้คนพิการทางการมองเห็นได้เข้าถึงความรู้โดยไม่เหลื่อมล้ำอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของความร่วมมือ คน 100 คน ทำงาน 1 ปี สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ใช้เวลา 1,000 ชั่วโมง 1 แสนชั่วโมงผลิต Data สอน AI Model อ่านภาษาไทย เป็นการใช้เวลา 1 แสนชั่วโมงจาก AI แทน 8 แสนชั่วโมงผลิตหนังสือ 1 หมื่น งานนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างคิงเพาเวอร์ หอการค้าไทย กลุ่มเซ็นทรัล สนับสนุนการจ้างคนพิการทางสายตา การเคลื่อนไหว สร้าง Data บน Platform เป็น AI Model&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรม จตุนาม รองประธานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการห้องสมุดเบญญาลัย สำนักหอสมุดเบญญาลัย มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยปรัชญา ด้วยความรู้คือแสงสว่างนำทางเรา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักหอสมุดเบญญาลัยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2555 มีเป้าหมายให้คนพิการทางการเห็นมีงานทำในยุค AI โดยจะต้องส่งเสริมด้านการศึกษา อาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพเต็มที่ผ่านระบบห้องสมุดออนไลน์ แพลตฟอร์มนี้ สามารถใช้ได้ทุกคนในการเพิ่มทักษะด้านต่างๆ เพื่อสะท้อนความเสมอภาคในสังคม เพราะความรู้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ย่อมสามารถสร้างความเท่าเทียมกันในสิทธิของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรันยา เกษียรพรมราช ทีมงานสาธิตอุปกรณ์การใช้อักษรเบรลล์ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ หอสมุดให้บริการห้องคอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูล รวมทั้งอบรมอาสาสมัครผลิตสื่อฯ สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น ห้องบันทึกเสียงรองรับการอ่านหนังสือจากอาสาสมัคร ผลิตหนังสืออักษรเบรลล์โดยการพิมพ์หนังสือต้นฉบับลงในโปรแกรม Microsoft word ร่วมสมทบทุนหรือบริจาคอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ frash drive หูฟัง กระดาษพิมพ์อักษรเบรลล์ หนังสืออ่านนอกเวลา ใช้เป็นต้นฉบับในการผลิตหนังสือเสียง/เบรลล์ (อักษรภาษาไทย 44 ตัว อักษรอังกฤษ 26 ตัว) พร้อมกับร่วมสมทบทุนบริจาค ธ.กสิกรไทย สาขาสามแยกปักธงชัย ชื่อบัญชี มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่บัญชี 372-2-63851-3 หรือ ธ.กรุงไทย สาขาอัมพวัน ชื่อบัญชี มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สำนักหอสมุดเบญญาลัย) เลขที่บัญชี 491-0-36250-9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วัลแคน โคอะลิชั่น โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรซ์ กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจในความร่วมมืออย่างฉลาดในการใช้เทคโนโลยีสร้างศักยภาพคนพิการ 100 คน เป็นครูสอนให้ AI อ่านออกเสียงใกล้เคียงมนุษย์ เป็นการใช้ศักยภาพคนตาบอดให้คนตาบอดเข้าถึงสื่อการเรียน Model เป็นนวัตกรรมแรกของโลกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้ 3 ปีจะผลิตหนังสือ 1 หมื่นเล่มอยู่ในห้องสมุดเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่สงสัยกันว่าคนพิการทำอะไรได้บ้าง มีศักยภาพที่จะเป็น AI Trainer สอนนักศึกษาหูหนวกที่วิทยาลัยราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำงาน AI จัดเตรียมข้อมูล ขณะนี้ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการศักยภาพคนพิการ เป็นหัวใจหลักในงานอุตสาหกรรม พนักงาน AI สัญชาติไทยพ้นขีดข้อจำกัดด้วยการพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้นเทียบเท่า AI ประเทศจีน ประเทศสหรัฐ ที่ผ่านมานั้นคนพิการขาดโอกาสในการทำงาน บริษัท วัลแคนฯ เป็นอุตสาหกรรม AI แห่งอนาคต สร้างแพลตฟอร์มจัดเตรียมข้อมูลให้คนพิการ คนตาบอด จับคู่ฝึกฝน AI เป็นการพัฒนา AI ไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งคนพิการไว้ข้างหลัง คนพิการทางสายตามีจุดแข็งเกี่ยวกับประสาทการได้ยินและสัมผัสที่ดีกว่าคนปกติหลายเท่า คนหูหนวกมีจุดแข็งในการใช้สายตาได้ดีกว่าคนปกติ ดังนั้นเราต้องใช้จุดแข็งของคนพิการเหล่านี้ให้โลกเห็นว่าคนพิการทำได้ดี และยิ่งเป็นความร่วมมือกันก็จะเห็นผลงานสุดยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมธาวีกล่าวว่า สำหรับโครงการผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่ม ทำขึ้นมาเพื่อคนพิการวัยทำงานกว่า 3 แสนคนที่กำลังว่างงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ให้มีทักษะเท่าทันอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังขาดแคลนแรงงานด้านจัดเตรียมข้อมูล (Data Labelling) ในฐานะบริษัทพัฒนาด้านนี้ จึงมองเห็นโอกาสที่จะทำให้ผู้พิการมีทักษะด้านนี้ผ่านแพลตฟอร์มและหลักสูตรออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่านความถนัดของผู้พิการทางการเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรแกรมนี้จะผ่านแพลตฟอร์มเป็น www. ด้วยวิธีการล็อกอินมีเมนูถอดคำเพื่อ MATCH Voice กับ Text ให้ AI จำข้อความอ่านออกเสียง เสมือนหนึ่งเก็บสะสมเหรียญ เหมือนการเล่นเกมจนกว่าจะได้หนังสือ 1 เล่ม พิมพ์งานไปเรื่อยๆ สัปดาห์ละ 1 บท คนตาบอดจะถอดเทปได้รวดเร็วกว่าคนปกติ เนื่องจากสมองส่วนหูทำงานได้ดีกว่า มีผลงานวิจัยว่าคนตาบอดจะมีประสาทหูดีกว่าคนปกติ 2.5 เท่า พิมพ์ได้เร็วกว่าปกติ 1.5 เท่า ในขณะที่คนหูหนวกจะมีประสาทตาดีกว่าคนปกติ มองเห็นภาพกว้างและรายละเอียดได้ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิรพร ไชยพันธ์ (ดาด้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัณฑิตฝึกงาน มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ความพิการทางการเห็น-สายตาเลือนราง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัย 23 ปี พิการทางสายตา เป็นเด็กศรีสะเกษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียนจบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สาขาการพัฒนาสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รับหน้าที่ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสวนา พร้อมแจกเอกสารประกอบการเสวนา ทำงานเป็นเดือนที่ 3 แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บิดามารดาและน้องทั้ง 2 คนมีสายตาปกติ จิราพรพิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด โดยหมอบอกว่าไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะตาข้างซ้ายมองไม่เห็น ส่วนตาข้างขวามองเห็นเลือนราง หมอให้ยาฆ่าเชื้อและใช้น้ำตาเทียมเพื่อไม่ให้ตาแห้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถพูดภาษาอีสาน ภาษาเขมร ภาษาไทย ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ เรียนหนังสือร่วมกับคนตาดีมาโดยตลอด จาก รร.บ้านโฮะ ศรีสะเกษ ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยใช้เครื่อง Zoom ประกอบการอ่านหนังสือ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ผลิตหนังสือเสียง, มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม, ยุคดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5ba439e1178.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงศรีคอนซูมเมอร์ ยกระดับการให้บริการเปิดระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มุ่งยกระดับการให้บริการลูกค้า เตรียมเปิดระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ด คาดให้บริการในเดือน ส.ค.นี้ พร้อมโชว์ผลงานครึ่งแรกปี 61 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมกว่า 165,000 ล้านบาท โต 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 61 นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดบัตรเครดิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยคาดว่าน่าจะมีทิศทางขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ทั้งปีนี้เชื่อว่าภาพรวมตลาดบัตรเครดิตจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 13% โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาภาพรวมตลาดบัตรเครดิตคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 9-10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนในการให้บริการชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค๊ด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าพร้อมรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล สำหรับระบบการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ดจะให้บริการได้ในเดือน สิงหาคม นี้ นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวอีคูปองในแอพพลิเคชั่นยูชู้ด (Application Choose) และยังมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Card Control บนแอพพลิเคชั่นยูชู้ด รวมไปถึงการเปิดตัวเครดิตใหม่&amp;rdquo;ทาคาชิมาญ่า&amp;rdquo;อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรจำนวน 165,000 ล้านบาท เติบโต 9% ในส่วนของยอดสินเชื่อใหม่ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 44,500 โต 7% ส่วนการเปิดบัญชีลูกค้าใหม่มีจำนวนรวม 410,000 บัญชี เติบโต 5% แบ่งเป็น บัญชีบัตรเครดิต 225,000 เติบโต 9% และ บัญชีสินเชื่อใหม่รวมจำนวน 185,000 บัญชี ลดลง 2% อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัทมีจำนนบัญชีรวม 8.6 ล้านบัญชี เติบโต 6.9% และมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 140,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 153,000 ล้านบาท เติบโต 6%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13774</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี คอนซูมเมอร์, ฐากร ปิยะพันธ์, บัตรเครดิต, ผู้บริโภค, ยุคดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b519f595d9d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2018 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.อัดงบ 3,800ล้านหนุนเอสเอ็มอี 4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กอบศักดิ์ มอบนโยบายการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 อัดงบ 3.8 พันล้านบาทปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผุดโครงการปั้นดาว ปูพรมพัฒนาภาคการค้าและบริการในเมืองรองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้สู่ชุมชน ตั้งเป้านำร่อง 10 จังหวัดภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2561 - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แถลงภายหลังการประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร สสว. ว่าได้สั่งการให้ สสว.เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการฐานข้อมูลวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)แบบเบ็ดเสร็จ โดยจัดทำงบประมาณบูรณาการด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอีของประเทศร่วมกับ 25 หน่วยงาน ภายใต้วงเงิน 3,810.41 ล้านบาท โดยให้ประสาน กำกับ และติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติเน้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจสู่ เอสเอ็มอี 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเสริมศักยภาพ สื่อสารด้านการตลาด วางระบบการพัฒนาเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลจะใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการปั้นดาว เติมเต็มศักยภาพและรองรับความต้องการของผู้ประกอบการแบบครบวงจรในจังหวัดรองทั่วประเทศ โดยอาศัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การตลาด ฯลฯ ที่สสว.มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนตามวงจรธุรกิจ โดยผลักดันให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทำงานร่วมกันตามบทบาทหน้าที่เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย วิสาหกิจชุมชน ให้มีศักยภาพ คาดว่าภายในปี 2561 จะสามารถดำเนินโครงการปั้นดาวได้ไม่น้อยกว่า 10 จังหวัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5073</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ยุคดิจิทัล, รัฐมนตรี, สสว., เมืองรอง, เหลื่อมล้ำ, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa3a48c4deb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
