<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ถกคกก.ยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำต้องมีแผนหลักทั้งฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ไม่ให้เดินคนละทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16&amp;nbsp;ก.ย.64 - ที่ห้อง&amp;nbsp;PMOC&amp;nbsp;ชั้น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตึกไทยคู่ฟ้า&amp;nbsp;ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม&amp;nbsp;เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ผ่านระบบ&amp;nbsp;วิดีโอคอนเฟอเรนซ์&amp;nbsp;โดยมีนายชวน&amp;nbsp;หลีกภัย&amp;nbsp;ประธานรัฐสภา&amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;ร่วมประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า&amp;nbsp;วันนี้เป็นการหารือร่วมกันในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติของเรา&amp;nbsp;ทำตามวิสัยทัศน์จะทำอย่างไรให้ประเทศชาตินั้นมั่นคง&amp;nbsp;มั่งคั่ง&amp;nbsp;และยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้&amp;nbsp;ทั้งนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนหลักในการดำเนินการ&amp;nbsp;ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ&amp;nbsp;ไม่เช่นนั้นเราจะเดินไปคนละทิศคนละทางไปข้างหน้า&amp;nbsp;ทำให้หลายอย่างนั้นเชื่องช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาภายหลังการประชุม&amp;nbsp;นายธนกร&amp;nbsp;วังบุญคงชนะ&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีย้ำว่าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนหลักที่จะเดินไปข้างหน้าในระยะเวลา&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;อย่างสอดประสานต่อเนื่อง&amp;nbsp;ด้วยการบูรณาการทั้งฝ่ายบริหาร&amp;nbsp;ฝ่ายนิติบัญญัติ&amp;nbsp;แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์&amp;nbsp;เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่ต้องการ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;การเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ&amp;nbsp;การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์&amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;ลดความยากจน&amp;nbsp;ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง&amp;nbsp;ด้วยการพลิกโฉมประเทศไทย&amp;nbsp;ภายในระยะเวลาที่รัฐบาลยังทำหน้าที่อยู่และส่งมอบความมั่นคง&amp;nbsp;มั่งคั่ง&amp;nbsp;และยั่งยืน&amp;nbsp;ต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ&amp;nbsp;ยังกล่าวว่า&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรียังย้ำความสำคัญของการจัดทำโครงการสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการในระดับพื้นที่&amp;nbsp;ภายใต้การบูรณาการทั้งจากส่วนกลางและหน่วยงานระดับพื้นที่จะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ&amp;nbsp;รวมทั้งต้องมีการรายงานผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานของหน่วยงานที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและลดความไม่โปร่งใส&amp;nbsp;นำไปสู่ความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ในการประชุมคณะกรรมการฯ&amp;nbsp;ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการสำคัญประจำปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;ที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;(ปี&amp;nbsp;2566 &amp;ndash;&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2570)&amp;nbsp;รวมจำนวน&amp;nbsp;406&amp;nbsp;ตามมติ&amp;nbsp;ครม.&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;รวมทั้งกระบวนการงบประมาณที่ต้องรองรับการดำเนินการโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ 2566&amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการจัดทำโครงการสำคัญของประเทศตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติในห้วงปี&amp;nbsp;2566 &amp;ndash; 2570&amp;nbsp;ได้อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&amp;nbsp;(ศจพ.)&amp;nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า&amp;nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำโดยได้มีการกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามแนวทางอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;และบูรณาการเพื่อให้กลุ่มคนจนเป้าหมายและกลุ่มคนเปราะบางได้รับความช่วยเหลือและพัฒนาที่เหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116914</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบรัฐบาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยุทธศาสตร์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142ee4a4ef18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยเล็งแก้รธน.รายมาตรา รื้อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค. 64 - &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์แนวทางแก้รัฐธรรมนูญหลังจากนี้ ว่า เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปในวาระ 3 พอเปิดสมัยประชุมสามัญ ก็จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่ โดยอาจเปลี่ยนแนวทางมาใช้การแก้ไขเป็นรายมาตราที่มีปัญหา เช่นประเด็นให้อำนาจส.ว.มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกฯ ประเด็นบัตรเลือกตั้งที่ควรให้มีบัตรเลือกตั้ง 2ใบ คือเลือกส.ส.เขต กับส.ส.บัญชีรายชื่อ และเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีควรมีการแก้ไข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะทุกวันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปเร็วจะคิดล่วงหน้านานไม่ได้ เช่นการระบาดโควิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นดังนั้นเราจึงเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติควรกำหนดในระยะเวลาเพียงสั้นไม่ใช่ยาวนานถึง 20 ปี แต่ที่สำคัญตอนนี้เราต้องผลักดันกฎหมายประชามติให้ออกมาโดยเร็ว โดยเร่งรัดให้เสร็จสิ้นก่อนการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ เมื่อประธานสภาจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เราก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96661</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเสริฐ จันทรรวงทอง, ยุทธศาสตร์ชาติ, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_603656fa70c04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นั้นมีรัฐธรรมนูญฯ ที่เคยประกาศใช้ในอดีตอยู่ 9 ฉบับ ที่มีการกำหนดหมวดที่ว่าด้วย &amp;ldquo;แนวนโยบายแห่งรัฐ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&amp;rdquo; เพื่อใช้เป็น &amp;ldquo;แนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฏหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน&amp;rdquo; สาระสำคัญของ &amp;ldquo;แนวนโยบายแห่งรัฐ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&amp;rdquo; ของ รัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมาจะระบุประเด็นสำคัญๆ ที่รัฐพึงจัดให้มีนโยบายสาธารณะในเรื่องนั้นๆ เช่น การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ การจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อรักษาเอกราชของชาติ ความมั่นคงของรัฐและผลประโยชน์แห่งชาติ การส่งเสริมด้านการศึกษา การส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์แขนงต่างๆ ให้เกิดความรู้ การพัฒนาและนวัตกรรม การจัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วและเกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้น &amp;ldquo;แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&amp;rdquo; นอกจากจะระบุรายละเอียดซึ่งเป็นจุดเน้นที่สำคัญดังกล่าวในข้างต้นแล้ว ยังนำยุทธศาสตร์ชาติมาบรรจุไว้ในหมวดนี้ด้วย กล่าวคือมาตรา 65 กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยกำหนดให้ การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายและสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 โดยต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความนี้ จะนำเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในหมวดที่ 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ&amp;nbsp; และหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ โดยใช้ 4 ภารกิจหลักทางการบริหาร ซึ่งได้แก่ การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การใช้ภาวะผู้นำ (Leading) และการควบคุมทางการบริหาร (Controlling) เป็นแนวทางในการวิเคราะห์กระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาที่เป็นอุปสรรคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ในประการแรก เรื่อง &amp;ldquo;การวางแผน (Planning)&amp;rdquo; นั้น พบว่า การจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ 11 + 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้านการศึกษาและด้านตำรวจ ดำเนินการแล้วเสร็จลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6&amp;nbsp; เมษายน 2561 ซึ่งดำเนินการเสร็จก่อน &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์ชาติ&amp;rdquo; ที่มีทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ด้านความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อกับสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ยุทธศาสตร์ชาติดำเนินการเสร็จหลังแผนการปฏิรูปทั้ง 13 ด้าน ส่งผลทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างยุทธศาสตร์ชาติกับแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้เพราะแผนการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านถูกจัดทำขึ้นมาอย่างอิสระ โดยยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่สอดคล้องกันเป็นกรอบในการพิจารณาเลย แต่ในประเด็นนี้ พรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มาตรา 13 เปิดโอกาสให้สามารถปรับปรุงแผนปฏิรูปประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 เห็นชอบให้มีการปรับปรุงแผนปฏิรูปประเทศ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และให้รายงานให้รัฐสภาทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ในประการที่สอง เรื่อง &amp;ldquo;การจัดองค์การ (Organizing)&amp;rdquo; นั้น พรบ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีอำนาจหน้าที่หลักในการรับผิดชอบให้มีการประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ และจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีตามยุทธศาสตร์ชาติของหน่วยงานของรัฐ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี หัวหน้าหน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ และรัฐสภาทราบภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากหน่วยงานซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีมติเห็นชอบ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2562 ให้ใช้ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (Electronics Monitoring and Evaluation System for National Strategy and Country Reform: eMENSCR) เป็นระบบที่ให้หน่วยงานของรัฐใช้รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการตามแผนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่หน่วยงานนั้นๆ รับผิดชอบ ซึ่งในระยะแรกสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ แต่ต่อมารัฐบาลได้มอบหมายให้ &amp;ldquo;สำนักงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบแทน สศช.
ในเรื่องของการจัดองค์การที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศนั้น คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 แต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน เพื่อจัดทำแผนปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่สำคัญอีก 2 ด้านที่แยกออกมาดำเนินการต่างหาก คือ ด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และด้านการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศแต่ละด้านนั้น พรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐตามที่กำหนดไว้ในแผนฯ มีหน้าที่ ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
พรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามแนวทางที่กำหนดในพรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 และตามหลักการประเมินผลที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดไว้ เพื่อเผยแพร่ให้ทุกหน่วยงาน ทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระและองค์กรอื่นๆ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ทราบถึงความก้าวหน้าผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ปัญหา อุปสรรค ความท้าทายและข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่อไป รวมทั้งเพื่อช่วยในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่คาดหวังว่า จะให้บรรลุผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุปการวิเคราะห์ในประการที่สอง เรื่องการจัดองค์การนั้น องค์การที่ได้รับมอบหมายสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องการวางแผน และยุทธศาสตร์ชาติ แต่ในเรื่องการดำเนินการตามแผน และการติดตามประเมินผลนั้นยังเป็นประเด็นปัญหาซึ่งจะวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาที่ชัดเจนต่อไป ในการวิเคราะห์ประการที่สี่ เรื่องการควบคุมทางการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ในประการที่สาม เรื่อง &amp;ldquo;การใช้ภาวะผู้นำ (Leading) จุดเด่นที่สุด ในเรื่องนี้ ในทัศนะของผู้เขียนคือ การที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ความเป็นผู้นำทางการเมือง ผลักดันให้การปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ อยู่ในระดับความสำคัญมากด้วยการบรรจุเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ และผ่านพรบ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และพรบ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 เพื่อใช้เป็นกฎหมายรองรับการดำเนินการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีจุดอ่อนในเรื่องนี้อยู่ 2 ประการคือ ประการแรก รัฐบาลไม่ได้สั่งการอย่างชัดเจนให้สำนักงบประมาณใช้ประเด็นการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกรอบในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้กับส่วนราชการต่างๆ ที่รับผิดชอบแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมตามแผนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีแรกของยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรก (พ.ศ. 2561 - 2565) จุดอ่อนในประการที่สองคือ เรื่องการสื่อสารของรัฐบาลกับส่วนราชการต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติรวมทั้งการสื่อสารของรัฐบาลกับสังคมโดยรวมนั้น ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือรัฐบาลไม่ได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นให้ประชาชนเกิดความตระหนักว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปในประเด็นที่สำคัญๆ ประเด็นใดบ้าง
การวิเคราะห์ในประการที่สี่เรื่อง &amp;ldquo;การควบคุมทางการบริหาร (Controlling)&amp;rdquo; นั้นในทัศนะของผู้เขียน การควบคุมทางการบริหาร เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของภารกิจทางการบริหารที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทัศนะของผู้เขียน การควบคุมทางการบริหารเพื่อการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติควรดำเนินการใน 2 ระดับคือ การควบคุมในระดับ &amp;rdquo;ส่วนราชการ&amp;rdquo;ให้ดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ทุกด้าน
รายละเอียดในเรื่องการควบคุมทางการบริหารคงต้องขออนุญาตยกไปขยายความในตอนหน้าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87759</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ, การวิเคราะห์ด้วยมิติทางการบริหารเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์, นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า​​​​​​​, ยุทธศาสตร์ชาติ, รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f8683f25043c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุทธศาสตร์ชาติและการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าประสงค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไว้ ดังนี้คือ : วิสัยทัศน์ 2560 : มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ดังนี้ :
1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความมั่นคง
2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
4.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางสังคม
5.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการสร้างการเติบโต บนคุณภาพชีวิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือเป้าหมายและได้ดำเนินการขับเคลื่อนไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2561 และประกาศใช้ แผนแบบ ในเดือนเมษายน ปี2563 เพื่อให้ขับเคลื่อน เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม รายงานจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และสภาพัฒน์ ได้สรุปรายงานออกมาว่า ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั้นยังมีความเสี่ยงในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ&amp;nbsp;
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระดับประเด็นเป้าหมาย : 33 จาก 37 เป้าหมาย บรรลุเป้าหมายต่ำกว่าที่กำหนดไว้ (นั่นคือ บรรลุเป้า 11 % และไม่บรรลุ 89 %)
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนแผนแม่บทฯ นั้น : 121 จาก 140 โครงการ มีสถานการณ์บรรลุต่ำกว่าที่กำหนด (นั่นคือ 14 % บรรลุและไม่บรรลุ 86 %)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านผู้อ่านคงคิดแบบเดียวกับผมว่า ถ้าเป็นบริษัทที่ทำมาค้าขายในตลาด ที่ต้องแข่งขันกันเอาใจลูกค้า และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผลงานแค่นี้ ป่านนี้ก็เจ๊งเรียบร้อย โรงเรียนไทยไปแล้ว และมีคำกล่าวที่พูดกันมา กับคนรุ่นเก่า ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าถ้าทำได้ เข้าเป้าหมดป่านนี้ถนนในประเทศไทย คงปูลาดด้วยทองคำไปแล้ว ซึ่งเป็นการเปรียบเทียนแบบประชดประชัน อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบว่า แล้วทำไมถึงได้ขับเคลื่อนโครงการแผนงานเข้าเป้าได้เพียงแค่นี้ เพราะอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบที่หามาได้จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ :&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาดการยึดเป้าหมายร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ &amp;nbsp;ขาดการดำเนินการวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุของ การไม่บรรลุเป้าหมานย ว่าเป้นเพราะอะไร ทำไมถึงทำไม่ได้ ?
-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบที่ พอจะตอบได้ทันที คือ ประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐอ่อนแอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้บรรลุเป้าหมาย และประชาชนได้อนิสงค์จากการบรรลุเป้าหมายมีวิธีการที่ผมเสมอก็คือ : ต้องมีการเตรียมความพร้อม ในการขับเคลื่อน เช่น &amp;nbsp;ทุนมนุษย์มีแค่ไหนคนของเราทำได้หรือไม่ ? ทุนองค์กรมีในระดับไหน ในด้านความสามารถ และวัฒนธรรม องค์กร ข้อมูลข่าวสาร ที่จะทำให้เรื่องนี้ มีหรือไม่ ถ้าไม่มี จะต้องหาได้ที่ไหน และ สุดท้ายทุนในการพิจารณาร่วมกันแบบบูรณาการ มีในระดับไหน ถ้าทุนทุกอย่างมีพร้อม สิ่งที่ผู้บริหารทุกระดับต้องทำก็ คือ การกำกับติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนโครงการแผนงานว่าจะได้ตรงเป้าประสงค์ หรือไม่ ถ้าได้ไม่ถึง เพราะอะไร มีการติดตามและลงโทษ ทางวินัย หรือในด้านการบกพร่องในหน้าที่ หรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าความรับผิดชอบในการทำงานนี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารทุกระดับชั้น ที่ต้องแสดงให้เห็น เจตนารมณ์ อันแน่วแน่ของท่านว่า ท่านต้องการให้ผลงานของท่านมาถึงประชาชน ได้ในระดับไหน ผมเอง ก็ตั้งตาคอยครับ เหมือนข้าวคอยฝน แต่ที่ได้มาก็คือ ฝนหลวง ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้บ้าง แต่อยากเห็นผู้รับผิดชอบ แสดงความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ในเรื่องการบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย สุธรรม &amp;nbsp; ส่งศิริ
กรรมการมูลนิธินโยบาย
สาธารณะเพื่อสังคม และธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75570</URL_LINK>
                <HASHTAG>มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน, ยุทธศาสตร์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e3e771cafa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; เผยประชุม สมช. สังคายนาโครงสร้าง วางยุทธศาสตร์ระยะยาว พร้อมรองรับภารกิจใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2563&amp;nbsp; ว่า การประชุมด้านความมั่นคงในวันเดียวกันนี้ได้มีการพิจารณาแผนงานต่างๆ โดยเฉพาะแผนแม่บทที่จะต้องมีแผนงานระยะที่ 3 รวมถึงมีแผนปฏิบัติการรองรับการปฏิบัติ&amp;nbsp;ซึ่งคำว่าแผนก็คือ แผนตามสมมติฐานในปัจจุบัน ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เช่น การมีไวรัสโควิด-19 เข้ามา ก็ต้องมีการปรับแผนใหม่ เมื่อแผนแม่บททำใหม่ แผนปฏิบัติข้างล่างก็ต้องปรับใหม่เช่นกัน ดังนั้นหลายอย่างจากแผนงานก็กลายเป็นคำสั่งในเชิงปฏิบัติ วันนี้ก็เป็นเรื่องของการวางยุทธศาสตร์มองระยะยาวในหลายเรื่อง รวมถึงการปรับองค์กรต่างๆ เช่น การปรับระเบียบภายในสมช. เหล่านี้ถือเป็นส่วนประกอบให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า ที่ประชุมรับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการ 2 คณะเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ได้แก่ คณะกรรมการบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มีรองนายกรัฐมนตรี ที่นายกฯมอบหมายเป็นประธาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคงและนโยบาย และแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย คณะกรรมการ 5 คณะ ซึ่งมีส่วนหัวหน้าราชการตามที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน อีกทั้งที่ประชุมรับทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในของสมช. เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นำไปสู่การจัดตั้งกองความมั่นคงทางทะเล เพื่อพัฒนา นโยบายยุทธศาสตร์และประสานงานในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มกฎหมายในการอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ที่ประชุมยังรับทราบข้อเสนอของการเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคง พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อสันติจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ยังได้พิจารณาร่างแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมืองระยะที่ 1 ( พ.ศ.1563-2565) เพื่อบริหารจัดการผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ภายใต้กฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70955</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยุทธศาสตร์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06e0f747263.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65791</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ค้านขึ้นเบี้ยประชุม-ค่าตอบแทนกก.ปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ถ้ามีกก.2ชุดนี้ต่อควรได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ331บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ปรับปรุงค่าตอบแทนของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 2560 โดยให้จ่ายค่าตอบแทนจากรายครั้ง เป็นรายเดือน และขอปรับปรุงอัตราค่าตอบแทนของคณะกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% โดยประธานได้รับค่าตอบแทน 12,000 บาท รองประธาน 9,600 บาท กรรมการ 9,600 บาท เลขานุการฯ 4,800 บาท ผู้ช่วยเลขานุการฯ ไม่เกิน 2 คน คนละ 2,250 บาทตามที่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับปรุงและจ่ายค่าตอบแทนของกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าวเกิดขึ้นในท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนคนทั้งประเทศที่ต้องเผชิญกับการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นถือได้ว่าเป็นการตบหน้าประชาชนผู้เสียภาษีทั้งแผ่นดิน ที่ชี้ให้เห็นว่าทั้งรัฐบาล ทั้งกรรมการ และ สคช.มิได้ละอายใจต่อประชาชนเลยแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่กรรมการทั้งหลายก็ล้วนมีเงินเดือนมีค่าตอบแทนและมีเงินประจำตำแหน่งในหน้าที่การงานเดิมของตนมากมายอยู่แล้ว และการที่กรรมการทั้งหลายต้องมาประชุมคณะกรรมการกันมากขึ้น ก็จะไปกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในงานประจำของแต่ละคน ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำค่าตอบแทนหรือเบี้ยประชุมที่เพิ่มขึ้นไปหักลดเงินเดือนหรือค่าตอบแทนในตำแหน่งประจำของแต่ละคน จึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจ่ายค่าเบี้ยประชุมและปรับเพิ่มค่าตอบแทน กก.ปฏิรูปประเทศ-คณะจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ชี้ให้เห็นว่าเป็นเล่ห์เพทุบายในการเขียนกฎหมายโดยการออกระเบียบกำหนดให้คณะกรรมการตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ต้องทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดหลังจากประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทั้งๆที่ควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทั้งประเทศ และตัวแทนของประชาชนที่เลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ม.65 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า &amp;ldquo;กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย&amp;rdquo; ซึ่งกรรมการดังกล่าวควรยุบทิ้งไปได้แล้ว เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีผลงานใดเป็นประจักษ์ว่าจะมีการปฏิรูปประเทศด้านใดประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้บ้าง และแผนยุทธศาสตร์ชาติต้องกลายเป็นหมันไปโดยทันทีที่ประเทศต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากยังอยากให้มีคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าวอยู่ต่อไปก็ควรได้เบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนไม่เกินครั้งละ 331 บาทเทียบเท่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั่นเอง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65791</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ยุทธศาสตร์ชาติ, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebb59bf21a41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64183</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกจะไม่เหมือนเดิม! ส.ว.วันชัย หวดฝ่ายการเมืองรับมือหลังวิกฤติโควิด อย่าปล่อยให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเพียงตัวอักษร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าตั้งแต่โควิดมา โลกจะไม่เหมือนเดิม ประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองก็ต้องเปลี่ยนแปลง รองรับต่อการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหากันขนาดใหญ่ ทั้งการเงิน การงบประมาณ ทั้งการดำเนินงานต่างๆต้องเป็นไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็วทันทีทันใด มิเช่นนั้นวิกฤตจะซ้ำซ้อนวิกฤต จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ออกมาตรการแนวปฏิบัติรวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน การงบประมาณและอื่นๆที่กำลังตามมาอีกหลายเรื่องอย่างสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่น่าพิจารณาว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน บวกด้านการศึกษาอีก 1 ด้านเป็น 12 ด้านที่กำหนดไว้ก่อนโควิดจะมาโดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีภัยคุกคามจากโรคร้ายนี้ และภัยที่มานี้จะรุนแรงและคุกคามไปทั่วโลก ทั้งจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปและรัฐธรรมนูญคงนึกไม่ถึงเรื่องโควิด จึงไม่มีแผนและยุทธศาสตร์เพื่อรองรับต่อวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงดังที่ปรากฏ ถ้าจะมีอยู่บ้างก็ไม่ถึงขนาดจากภัยของโควิดที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่มีใครคิดถึงว่าโลกทั้งโลกจะสงบ หยุดการเคลื่อนไหว แต่ละประเทศต้องปิดประเทศ คนต้องอยู่ในบ้าน เลิกติดต่อ เลิกสัญจรไปมา เลิกใกล้ชิดสนิทสนม นอกเหนือจากตำราของรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงคราวที่จะต้องทบทวนเรื่องเหล่านี้เสียแล้วกระมัง ให้มันทันยุคทันสมัยทันต่อการเปลี่ยนแปลงและทันต่อการแก้วิกฤตของประเทศ เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นอกเหนือจากการคาดคิดนอกตำราและนอกเหนือกว่าความคาดหมายใดๆของคนบนโลกใบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายการเมืองคงต้องนำเรื่องเหล่านี้มาพิจารณาไปพร้อมๆกับการแก้ไขในเรื่องสำคัญที่กำลังทำๆกันอยู่ อย่าปล่อยให้ยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนการปฏิรูปประเทศมีเป็นเพียงตัวอักษรที่อยู่ในเล่มแต่ไม่รองรับต่อการแก้ปัญหา ทั้งเป็นแผนที่จะจัดการต่อการแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปที่ทันต่อยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64183</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยุทธศาสตร์ชาติ, วันชัย สอนศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190610/image_big_5cfe6af2b137d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
