<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ลั่นไม่ยุบองค์การค้าฯ แต่จะฟื้นฟูองค์กร ใช้พนักงานดำเนินการเพียงแค่124คน ทำธุรกิจล้างหนี้ขาดทุนสะสมต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
3ก.ค.63-นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) วาระพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางในการเบิกจ่ายค่าชดเชยบางส่วนให้กับพนักงานองค์การค้าที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 961 คน เป็นจำนวนเงินคนละ 100,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ต้องลงนามในบันทึกการรับเงินเยียวยาจากการเลิกจ้างเป็นพนักงานองค์การค้าของ สกสค .ได้ตั้งแต่วันนี้ (3 ก.ค.2563) เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรอเบิกจ่ายในเดือน กรกฎาคม ตามวงรอบบัญชีเงินเดือน ซึ่งถ้าไม่เซ็นเอกสารดังกล่าวก็จะเสียสิทธิ์ในการรับเงินเยียวยาเร่งด่วนทันที แต่สามารถรับเงินจำนวนดังกล่าวในรอบชดเชยเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เห็นว่าควรที่จะเยี่ยวยาคนกลุ่มนี้ในเบื้องต้นทันที เพื่อที่จะได้ใช้เงินจำนวนนี้ในการต่อยอด อีกทั้งช่วงนี้ก็เป็นช่วงของการเปิดภาคเรียนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการยุบองค์การค้าของสกสค. แต่เป็นการฟื้นฟูองค์กร ให้มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เนื่องจาก 18ปีที่ผ่านมา องค์การค้ามีผลขาดทุนสะสมมากกว่า 6.7 พันล้านบาท และหากไม่ดำเนินการในลักษณะนี้ก็จะทำให้องค์การค้าของ สกสค. ขาดทุนสะสมเพิ่มไปกว่าหมื่นล้านบาท เพราะผลกำไรมีไม่เท่ารายจ่าย และถึงแม้ว่าองค์การค้าของ สกสค.จะได้กำไรจากการจัดพิมพ์หนังสือ 35 ล้านเล่มในปีที่ผ่านมา แต่กำไรก็ยังต่ำกว่าเงินเดือนที่จะต้องเสียประมาณ 40 ล้านบาทต่อเดือน&amp;rdquo; ปลัด ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการจ่ายค่าชดเชยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เต็มจำนวนตามกฎหมายกำหนด โดยใช้เงื่อนไขอายุการทำงานและเงินเดือนล่าสุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีอายุงานมากกว่า 20 ปี ขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชยรวม 400 วัน หรือประมาณ 13 เดือน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีอายุงานต่ำกว่า 20 ปี จะได้รับเงินชดเชย 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือน &amp;nbsp;รวมถึงจะได้เงินบำเหน็จรวม 4 ล้านบาทเศษ โดยผู้ที่ได้รับต่ำสุดจะได้รับไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท ซึ่งการชดเชยโดยรวมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ จะได้รับมากกว่าพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไปที่มีการเลิกจ้าง &amp;nbsp;นอกจากนั้นจะได้เงินในส่วนของค่าขยันในการมาทำงานในช่วงพักร้อนอีกด้วย ดังนั้น พนักงานองค์การค้าของสกสค.ที่ถูกเลิกจ้างทั้ง 961 คน จะได้รับทั้งเงินชดเชยตามกฎหมาย เงินบำเหน็จ และเงินค่าขยันร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนพร สมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ในฐานะโฆษก สกสค. กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้มีกระแสการบิดเบือนข้อมูลเรื่องการเซ็นเอกสารเพื่อขอรับเงินเยียวยาเร่งด่วน ว่าถ้าหากมีการเซ็นแล้วจะไม่สามารถดำเนินการฟ้องร้องสกสค.ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เพราะบันทึกการรับเงินฉบับนี้ ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า เงินช่วยเหลือเยียวดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยบางส่วนที่จะได้รับรวมทั้งเงินเดือน หรือเงินบำเหน็จ หรือเงินอื่นใดที่มีสิทธิ์ได้รับจากองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งองค์การค้าของ สกสค.สามารถนำเงินดังกล่าวไปหักกลบหนี้กับค่าชดเชย และเงินอื่นใดที่ข้าพเจ้า พึงจะได้รับ และในหนังสือดังกล่าวจะไม่มีการระบุว่าเสียสิทธิในการฟ้องร้องทางกฎหมาย ดังนั้น หากพนักงานเซ็นเอกสารดังกล่าว ก็ไม่เสียสิทธิ หากจะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายในภายหลัง &amp;nbsp;และที่ให้เซ็นเพื่อเป็นการหักกลบหนี้เท่านั้น ทั้งนี้ หากพนักงานคนใดต้องการรับเงินเยียวยาในส่วนนี้สามารถติดต่อไปยังฝ่ายบุคคลได้ทันที สำหรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง 961 รายนั้น มีอายุงานโดยเฉลี่ย 25 ปี 5 เดือน และมีเงินเดือนโดยเฉลี่ยเดือนละ 31,287 บาท ซึ่งการพิจารณาค่าชดเชยครั้งนี้ ทาง สกสค. ต้องใช้เม็ดเงินกว่า 423 ล้านบาทเศษ และเมื่อรวมกับค่าบำเหน็จของเจ้าหน้าที่จำนวน 861 ล้านบาทเศษแล้ว ต้องใช้จำนวนเงินโดยรวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 1,285 ล้านบาท และยังคงสิทธิในการพิจารณาค่าการทำงานในวันพักร้อน ซึ่งอยู่ระหว่างการคิดคำนวณเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค. ต้องกู้ยืมเพื่อมาดำเนินการในการจ่ายค่าชดเชยครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเลิกจ้างพนักงานครั้งนี้ ผมขอยืนยันว่าสาเหตุหลักเกิดจากขาดสภาพคล่องและการเป็นหนี้สะสมจากองค์การค้า ไม่ใช่มาจากเรื่องทุจริต ซึ่งหากคนใดมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตขององค์การค้าของสกสค. ผมยินดีที่จะรับข้อมูลทั้งหมด&amp;rdquo;นายธนพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมบูรณ์ &amp;nbsp;ม่วงกล่ำ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องมูลเหตุขาดทุนขององค์การค้าของสกสค. 18 ปีนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้องค์การค้าของ สกสค.เป็นองค์กรผูกขาดในการจัดพิมพ์หนังสือเรียน และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผลประกอบการดีมาตลอด จนกระทั่งมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การจัดพิมพ์หนังสือดำเนินการได้อย่างเสรี ส่งผลให้เอกชนเข้ามาร่วมการแข่งขัน ขณะเดียวกันศักยภาพขององค์การค้าของ สกสค.เอง ก็ไม่สามารถสู้เอกชนได้ ทั้งในด้านนวัตกรรมในการพิมพ์ เครื่องจักร และอื่นๆ &amp;nbsp;ทำให้องค์การค้าของสกสค.ขาดทุนมาตลอด แต่ที่พนักงานองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้รับผลกระทบ ได้รับเงินเดือนอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อองค์การค้าของ สกสค.ขาดสภาพคล่องก็ไปกู้ยืมเงินจาก สกสค.ซึ่งเป็นองค์กรแม่ ทำให้ขณะนี้องค์การค้าของ สกสค.เป็นหนี้ สกสค.รวมแล้วประมาณ 3,400 ล้านบาท โดยในประเด็นดังกล่าว ทำให้สกสค.ถูกสมาชิกยื่นคำร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อขอตรวจสอบการใช้เงิน ดังนั้น สกสค.จึงต้องหาทางออกในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางเลือกในการบริหารงานองค์การค้า 3 แนวทาง คือ 1.การหยุดกิจการ 2.ดำเนินกิจการเช่นเดิมต่อไป และ 3.การปรับองค์กรด้วยลดจำนวนพนักงาน ซึ่งในแนวทางแรก การหยุดกิจการ ทำให้สกสค.จะสูญเงินทันที 5,000 ล้านบาท เพราะหนี้ที่ สกสค.ในฐานะนิติบุคคลขององค์การค้าของ สกสค. ยังคงต้องรับผิดชอบในหนี้ 6,700 ล้านบาททั้งหมด &amp;nbsp;แต่จากมูลค่าทรัพย์สินขององค์การค้าของ สกสค. เช่น ที่ดิน เป็นต้น ได้เพียง 3,000 กว่าล้านบาท ส่วนแนวทางที่สอง หากยังคงเดินหน้ากิจการต่อไปก็จะเป็นการเพิ่มหนี้สูงถึงหมื่นล้านบาทในระยะเวลาอันใกล้ นั่นหมายความว่า สกสค.ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด และมีครูทั่วประเทศที่นำเงินมาฝากไว้ จะได้รับผลกระทบจากยอดหนี้ที่สูงมากขึ้น ดังนั้น แนวทางที่ 3 การปรับองค์กรด้วยการลดจำนวนพนักงาน จึงเหมาะสมที่สุดเพื่อให้องค์กรยังคงอยู่ และคัดสรรบุคคล คิดแผนกลยุทธ์ ปรับทิศทางการดำเนินงาน ให้สามารถดำเนินกิจการ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ต่อไป ทั้งนี้ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้เงินเดือนในเดือนมิถุนายนนั้น เนื่องจากคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. เห็นว่าควรจะรับเงินชดเชยรายเดือนในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จากกองทุนประกันสังคม แต่ในเดือนเม.ย.-พ.ค.ซึ่งเกิดโควิด-19 แต่พนักงานได้รับเงินเดือน เพราะองค์การค้าของสกสค.มีมติที่จะจ่ายเงินให้พนักงานเอง จำนวนร้อยละ 75&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการเลิกจ้างพนักงานและมีการเกษียณอายุของพนักงาน จะส่งกระทบให้การผลิตหนังสือเรียนในปีการศึกษา 2564 หรือไม่นั้น นายสมบูรณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของผอ.องค์การค้าของ สกสค.คนใหม่ ที่ต้องนำเสนอแผนงาน การบริหารจัดการองค์การค้าของ สกสค. แต่เท่าที่มีการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจะใช้คนบริหารจัดการกระบวนการจัดพิมพ์หนังสือ 124 คน โดยในจำนวนดังกล่าวจะมีการเปิดรับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแผนการดำเนินงานของผอ.คนใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งการจ้างพนักงานหลังจากนี้คงต้องปรับเงินเดือน สวัสดิการใหม่ให้เหมาะสมกับสถานะขององค์การค้าของสกสค.ในขณะนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเปิดรับพนักงานขององค์การค้าของสกสค.หลังจากนี้ ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นใครทุกคนมีสิทธิ์สมัครได้ แต่ต้องยอมรับสวัสดิการ เงื่อนไขต่างๆ ตามกติกาใหม่ทั้งหมดขององค์การค้าของ สกสค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการเลิกจ้างพนักงานในครั้งนี้ เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมด รวมถึงคำสั่งดังกล่าว ซึ่งถือว่ามีการประกาศล่วงหน้า 30 วันตามกฎหมาย ดังนั้น หากสหภาพแรงงานองค์กรคุรุสภาจะไปฟ้องร้องก็สามารถดำเนินการได้ตามสิทธิ์ แต่หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองกลุ่มคนที่ฟ้องก็จะยังคงไม่ได้เงินชดเชย เงินบำเหน็จและเงินค่าขยัน แต่จะได้เป็นเพียงเงินเดือนในแต่ละเดือนแทน&amp;rdquo;นายสมบูรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70412</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., ประเสริฐ บุญเรือง, ยุบองค์การค้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5efee5c59dfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
