<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 21:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูนิเซฟเผยเกาหลีเหนือปฏิเสธรับซิโนแวค2.97ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยูนิเซฟเปิดเผยกับเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีว่าทางการเกาหลีเหนือปฏิเสธรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของซิโนแวคจากจีน 2.97 ล้านโดสจากโครงการโคแวกซ์ อ้างควรนำไปให้ประเทศอื่นที่มีความต้องการใช้มากกว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยปฏิเสธวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ามาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ Getty Images&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีเหนือเป็นประเทศแรกในโลกที่ล็อกดาวน์เข้มงวดด้วยการปิดพรมแดนตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกที่ไวรัสโคโรนาระบาดในจีนเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทางการเปียงยางยืนกรานว่ายังไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศแม้แต่รายเดียว แม้นักวิเคราะห์หลายคนจะกังขาเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การล็อกดาวน์ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของเกาหลีเหนืออย่างมาก รัฐบาลเปียงยางเคยยอมรับเมื่อเดือนมิถุนายนว่ากำลังรับมือกับวิกฤติอาหารในประเทศ กระนั้น องค์การยูนิเซฟเปิดเผยกับเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เกาหลีเหนือแจ้งมาว่าไม่ต้องการรับวัคซีนที่ยูนิเซฟจะส่งมอบให้ภายใต้โครงการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก (โคแวกซ์) สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกยูนิเซฟบอกกับเอเอฟพีว่า กระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีเหนือแจ้งว่า วัคซีนซิโนแวค 2.97 ล้านโดสที่โคแวกซ์เสนอมอบให้เกาหลีเหนือ ควรส่งไปให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ในมุมมองที่ว่าการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกมีอย่างจำกัดและการแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นในบางประเทศ แต่เกาหลีเหนือจะติดต่อกับโคแวกซ์ เพื่อรับวัคซีนโควิด-19 ในไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ เคยเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า เกาหลีเหนือปฏิเสธรับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าในโครงการโคแวกซ์ เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียง ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือก็ไม่มีระบบจัดเก็บแบบลูกโซ่ความเย็นเพียงพอสำหรับวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นา นอกจากนี้ยังมีความคลางแคลงต่อประสิทธิภาพของวัคซีนจีนอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115450</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิโนแวค, ยูนิเซฟ, วัคซีนโควิด, เกาหลีเหนือ, แอสตร้าเซนเนก้า, โคแวกซ์, ไม่รับวัคซีนซิโนแวค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_6130e41731ec1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กกำพร้าพุ่ง1.5 ล้านคนใน 21 ประเทศ  ผลกระทบจาก...โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาใหม่คาดการณ์ว่าเด็ก 1.5 ล้านคนทั่วโลก ต้องประสบกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือผู้ดูแลที่เลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากโควิด-19 และข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ซึ่งรวมรวบข้อมูลการตาย และสถิติการเจริญพันธุ์จาก 21 ประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงเมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยทีมวิจัยทั้ง2แห่งพบว่ามีเด็กมากกว่า 1 ล้านคน สูญเสียพ่อแม่ 1คนหรือทั้งคู่ และเด็กอีกครึ่งล้านคนสูญเสียผู้ดูแลหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ซึ่งในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีเด็กมากกว่า 110,000 คน สูญเสียพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;nbsp; ทั้งนี้นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า ควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือย่างเร่งด่วน สำหรับเด็กเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเด็กกำพร้า ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพที่สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดร.เซธ แฟลกซ์แมน&amp;rdquo; 1 ในผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า &amp;quot;การระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ให้ถูกทอดทิ้งอย่างกะทันหันและถาวรตลอดไป เพราะเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ เด็กมีโอกาสน้อยที่จะติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงและเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่ความเสี่ยงที่ลดลงนี้ ได้ปิดบังผลกระทบร้ายแรงที่การระบาดใหญ่มีต่อเด็ก ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิต ที่มากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก นั่นจึงทำให้เด็กจำนวนมาก ต้องสูญเสียพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และผู้ใหญ่ที่สำคัญในชีวิตของพวกเขา เนื่องจากไวรัสโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ &amp;ldquo;ยูนิเซฟ&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;ldquo;เด็กกำพร้าที่เกิดจากการสูญเสียพ่อแม่หนึ่งคนหรือทั้งคู่ อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ เนื่องจากเด็กกำพร้ามีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน ความรุนแรงทางร่างกาย อารมณ์ และทางเพศ พวกเขาอาจมีอาการเรื้อรัง และมีความเสี่ยงสูงต่อเอชไอวี หรือโรคเอดส์และโรคอื่นๆเพิ่มสูงขึ้น&amp;rdquo;ทั้งนี้เด็กที่สูญเสียพี่เลี้ยงหรือคนดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่ เช่น ปู่ย่าตายายหรือญาติคนอื่น ก็มีความเสี่ยงต่อเด็กเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับข้อมูลการวิจัยข้างต้น ที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มวิจัยนักวิทยาศาสตร์จาก CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) รวมถึงมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ได้ถูกตีพิมพ์งานวิจัยไปเมื่อเร็วๆนี้ ในวารสารเกี่ยวกับการเครื่องมือแพทย์เดอะแลนซิต( The Lancet) ทั้งนี้การที่นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินว่า เด็กจำนวนเท่าใดที่กลายเป็นกำพร้านั้น ใช้ข้อมูลการตายจาก 21 ประเทศซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ของการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;ดร.ซูซาน ฮิลส์&amp;rdquo; นักวิจัยของ CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา ระบุว่า &amp;ldquo; ในผู้ใหญ่ทุกๆ 2 คน ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลก จะมีเด็ก 1 คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับการตายของพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ย้อนกลับไปในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีเด็ก 1.5 ล้านคนเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลพวงอันน่าสลดใจ ที่ถูกมองข้ามไปจากการเสียชีวิต ของผู้คนที่ติดโควิด-19 จำนวน 3 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนนี้ จะเพิ่มขึ้นเมื่อการระบาดใหญ่ดำเนินไปเรื่อยๆ และจากการศึกษาข้อมูลใน 21 ประเทศข้างต้น นักวิจัยค้นพบว่าในทุกๆวัน จะมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคิดเป็น 8 คน และเด็กมากกว่า 1 คน ในจำนวนเด็ก 1,000 คนในประเทศดังกล่าว ต้องสูญเสียผู้เลี้ยงดูหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็กไป จากโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศเปรูมีอัตราสูงสุด คือในเด็กจำนวน 1,000 คน ต้องสูญเสียผู้ดูแลเด็กสูงถึง 10 คน ส่วนในแอฟริกาใต้และเม็กซิโกก็มีอัตราที่สูงเช่นกัน ในเด็กจำนวน1,000 คน จะต้องสูญเสียพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูตั้งแต่เล็กอยู่ที่ 3-5 คน ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยคาดการณ์ว่ามีเด็กประมาณ 1.5 คน จากเด็ก 1,000 คนที่ต้อง สูญเสียผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดู คิดเป็นเด็กทั้งหมดประมาณ 114,000 คนที่ต้องเป็นเด็กกำพร้าจากเสียชีวิตของผู้ปกครองช่วงโควิด-19 ระบาด การประมาณนี้สอดคล้องกับเอกสาร ของสาธารณสุขอเมริกา หรือ CDC ซึ่งประมาณการว่าเด็กอเมริกันราว 119,000 คน ต้องสูญเสียผู้ปกครอง อันเนื่องจากการติดเชื้อของไวรัสร้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าอินเดียจะไม่ใช่ 1 ในประเทศ ที่มีอัตราการเสียชีวิตของผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กสูงสุดโดยรวม แต่นักวิจัยก็พบว่าการเสียชีวิตของคนอินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฤดูใบไม้ผลิปี 2021นั่นจึงทำให้จำนวนเด็กกำพร้าใหม่เพิ่มขึ้น 8.5 เท่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน 2564 เนื่องจากตัวแปรของสายพันธ์เดลต้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยเตือนว่าการค้นพบของพวกเขา อาจประเมินค่าต่ำไป หรืออาจพบว่ามีเด็กกำพร้า จากการที่ผู้ปกครองเสียชีวิต ในกลุ่มของเด็กที่มากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีจำนวนสูงมากกว่านี้ และข้อมูลของการประเมินข้างต้น ถือว่าค่อนข้างต่ำไปในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีการตรวจสอบข้อมูลไม่แพร่หลาย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112440</URL_LINK>
                <HASHTAG>CDC, Imperial College London, กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ, ดร.ซูซาน ฮิลส์, ดร.เซธ แฟลกซ์แมน, ผลกระทบ, มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน, ยูนิเซฟ, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกวางโจว, สายพันธุ์เดลต้า, สูญเสียพ่อแม่, เด็กกำพร้าพุ่ง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d229de0540.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าตกใจ!!! เด็กติดโควิดช่วง 1ม.ค.-4ส.ค.มียอดถึง 65,086 ราย  &#039;3องค์กร-ยูนิเซฟ&#039; ต้องจับมือเปิดศูนย์ช่วยเหลือ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ส.ค.64-นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น โดยเป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน มีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม &amp;ndash; 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด สำหรับกรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย&amp;rdquo;อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ ซึ่งเรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง ซึ่ฝผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้ สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112324</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., พม., ยูนิเซฟ, ศูนย์ช่วยเหลือเด็กติดโควิด, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610bbb1cb94d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศธ.&quot; หารือ&quot; ยูนิเซฟ&quot; สร้างความร่วมด้านการจัดการศึกษาเด็กเล็ก เน้นภาษาอังกฤษ ทักษะดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. &amp;nbsp;64 - คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รักษา รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนางคิม คยองซัน ผู้แทนกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติยูนิเซฟ ประเทศไทย ว่า จากการหารือยูนิเซฟมีความสนใจเรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และยูนิเซฟจะมีความร่วมด้านการจัดการศึกษาสำหรับเด็กเล็กมากขึ้น เช่น การดูแลความปลอดภัย การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งตนได้พูดถึงเรื่องที่ ศธ.ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กลุ่มครูได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นกลุ่มแรกๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กนักเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยูนิเซฟยังให้ความสนใจการศึกษาของเด็กชนเผ่าและเด็กด้อยโอกาส &amp;nbsp;รวมถึงได้แสดงความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ครูและนักเรียนได้ยกระดับความรู้เรื่องทักษะดิจิทัลให้มากขึ้น ซึ่งตนได้ชี้แจงว่าขณะนี้ ศธ.ได้เลือกโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลในพื้นที่จังหวัดเลยและจังหวัดกาญจนบุรีอย่างละ 1 แห่ง เพื่อนำมาเป็นโรงเรียนนำร่องในการบริหารจัดการด้านการศึกษาด้วยการเติมทักษะดิจิทัล ห้องเรียนเทคโนโลยี ครูผู้สอนด้านภาษาอังกฤษ ในการเป็นต้นแบบให้เด็กในโรงเรียนเหล่านี้มีความรู้ด้านดิจิทัลและเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีหน่วยงานภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนนุนการดำเนินงานให้ โดยการนำร่องดังกล่าวจะมีการประเมินผล 3-6 เดือนว่าเด็กในโรงเรียนขนาดเล็กมีทักษะการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับความร่วมมือในอนาคตที่จะทำให้การทำงานระหว่างยูนิเซฟและ ศธ.มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าการทำงานของยูนิเซฟด้านการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องส่งผลให้การดำเนินงานมีความกระจัดกระจายไม่เห็นการติดตามผลงานเท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีข้อสรุปว่าอยากให้ยูนิเซฟจัดทำเป็นวารสาร เพื่อรวบรวมกรดำเนินงานของยูนิเซฟในรูปแบบต่างๆ มารวมไว้ที่เดียวกัน ซึ่งจะทำให้สังคมได้รับทราบการทำงานของยูนิเซฟมากขึ้น&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96887</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., คุณหญิงกัลยา, ยูนิเซฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60585e684d181.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดยาวสุขภาพจิตเด็กแย่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยูนิเซฟห่วงเด็กป่วยทางใจ เหตุอยู่แต่บ้านจากโควิด-19 ยาวข้ามปี พบสุดเครียด-วิตกกังวล-เผชิญภาวะซึมเศร้า ชี้มาตรการล็อกดาวน์มีเด็กติดในครอบครัวใช้ความรุนแรง โดนทำร้าย ไร้การช่วยเหลือ ส่วนเด็กเร่ร่อนถูกมองข้าม ระบุบริการด้านสุขภาพจิตชะงักเพราะโรคระบาด สวนทางคนต้องการใช้เพิ่มขึ้น เปิดช่องทางปรึกษาออนไลน์ให้วัยรุ่นไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 4 มี.ค. องค์การยูนิเซฟรายงานว่า นับตั้งแต่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด มีเด็กและเยาวชนทั่วโลกราว 332 ล้านคน หรืออย่างน้อย 1 ใน 7 คน ต้องอยู่แต่ในบ้านมาแล้วอย่างน้อย 9 เดือน ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจิตและสุขภาวะโดยรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลวิเคราะห์ล่าสุดของยูนิเซฟซึ่งใช้ข้อมูลจาก Oxford COVID-19 Government Response Tracker ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งประกาศให้โควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ มีเด็กจำนวน 139 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 9 เดือน เนื่องจากคำสั่งให้ประชาชนทั่วประเทศอยู่แต่ในบ้านที่ประกาศใช้ในหลายประเทศ เช่น ปารากวัย เปรู และไนจีเรีย ขณะที่เด็กอีกจำนวน 193 ล้านคนก็มักใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านเช่นกัน หลังจากที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีมาตราการแนะนำให้ประชาชนทั่วประเทศอยู่ในบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ด้วยมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศและข้อกำหนดต่างๆ ที่จำกัดการเดินทาง ทำให้ปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ไม่ได้พบกับเพื่อนและอยู่ห่างไกลคนที่รัก หรือบางคนอาจต้องอยู่ร่วมกับสมาชิกในบ้านที่ใช้ความรุนแรง ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ จำนวนมากต้องอยู่ในบ้านด้วยความกลัว โดดเดี่ยว กระวนกระวาย และวิตกกังวลต่ออนาคต ดังนั้น เราต้องผ่านวิกฤตินี้พร้อมกับการจัดการปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทย ผลสำรวจของยูนิเซฟและภาคี ซึ่งจัดทำในเดือนเมษายน 2563 พบว่า เด็กและเยาวชนกว่า 7 ใน 10 คน บอกว่าวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ พวกเขามีความเครียด เป็นห่วงและเรื่องกังวลมากที่สุดคือ ปัญหาการเงินของครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เข้าสู่ปีที่สอง และกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะโดยรวมของเด็กและเยาวชน ในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ผลโพลยูรีพอร์ตของยูนิเซฟ สำรวจเยาวชนกว่า 8,000 คน พบว่า เยาวชนกว่า 1 ใน 4 เคยมีภาวะวิตกกังวล ขณะที่ร้อยละ 15 เคยเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาด เด็กและเยาวชนเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว ทั้งนี้ โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางจิตประมาณครึ่งหนึ่งจะก่อตัวขึ้นก่อนอายุ 15 ปี ขณะที่ร้อยละ 75 เกิดขึ้นในช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน การทำร้ายตัวเองยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่สามในกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 15-19 ปี โดยวัยรุ่นหญิงมีอัตราที่สูงกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเด็กที่เผชิญกับความรุนแรง การถูกละเลย หรือการถูกทำร้ายที่บ้าน มาตรการล็อกดาวน์ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่กับสมาชิกในบ้านที่ใช้ความรุนแรงโดยปราศจากการช่วยเหลือจากครู สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ หรือคนในชุมชน ในขณะเดียวกันปัญหาของเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กที่ใช้ชีวิตตามท้องถนน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบถูกมองข้าม ด้านองค์การอนามัยโลกระบุว่า โควิด-19 ทำให้บริการด้านสุขภาพจิตต้องหยุดชะงักทุกประเทศ ทั้งที่ความต้องการบริการด้านนี้เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเฮนเรียตตากล่าวว่า การรับมือในประเทศไทย ยูนิเซฟร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (Path2Health) ให้บริการปรึกษาออนไลน์แก่วัยรุ่นในเรื่องต่างๆ รวมถึงด้านสุขภาพจิต ตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืนฟรีผ่านทางเลิฟแคร์ สเตชั่น www.lovecarestation.com โดยเป็นบริการเฉพาะสำหรับวัยรุ่นที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับวัยรุ่น ปีนี้ ยูนิเซฟจะออกรายงานประจำสองปี ชื่อว่า State of the World&amp;#39;s Children เน้นประเด็นด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น เพื่อสร้างความตระหนักและเสนอแนวทางแก้ไขกระตุ้นให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ตอนนี้เราต้องตระหนักเรื่องสุขภาพจิตเด็กแล้ว ประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มการลงทุนในบริการและการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับวัยรุ่นและผู้ปกครอง ทั้งในชุมชนและในโรงเรียน นอกจากนี้ เราต้องส่งเสริมพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กให้มีความรู้และทักษะมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กในครอบครัวที่เปราะบางจะได้รับการดูแลและปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสมที่บ้าน&amp;quot; นางเฮนเรียตตากล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95028</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยูนิเซฟ, สุขภาพจิตเด็ก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อยู่แต่บ้านจากโควิด-19, เครียด-วิตกกังวล, เด็กป่วยทางใจ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040da1e318b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิว-เจี๊ยบ&#039;ขอบคุณคนไทย ร่วมมอบโอกาสรอดชีวิตให้กับเด็ก ๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามที่ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ร่วมกับเหล่าศิลปินและนักแสดงชื่อดัง อาทิ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ, แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช, หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ และ นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ เปิดตัวแคมเปญ BOX OF LIFE&amp;nbsp; ชวนคนไทยช่วยเหลือเด็ก ๆ ด้วยการเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดให้กับพวกเขาเมื่อช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากคนไทยทั้งประเทศ ร่วมกันสนับสนุนกล่อง BOX OF LIFE ที่บรรจุสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาทิ อาหารบำบัดฉุกเฉิน เม็ดทำน้ำสะอาด ผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาว วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก และกล่องเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ในประเทศไทยให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อส่งต่อไปความช่วยเหลือไปยังเด็ก ๆ ที่กำลังเผชิญความเดือดร้อนอยู่ทั่วโลก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ความช่วยเหลือจะถูกส่งไปยังเด็ก ๆ จำนวนมากและทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีเด็ก ๆ อีกหลายล้านคนทั่วโลกยังรอคอยความช่วยเหลืออยู่ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนับสนุนเพิ่มเติมได้ด้วยการบริจาคในแคมเปญ BOX OF LIFE&amp;nbsp; ผ่านทาง https://www.unicef.or.th/boxoflife หรือค้นหาคำว่า UNICEF BOX OF LIFE&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นิว &amp;nbsp;ฐิติภูมิ กล่าวว่า &amp;ldquo;นิวดีใจที่ได้มาร่วมงานกับยูนิเซฟอีกครั้งครับ หลังจากเปิดตัวแคมเปญ BOX OF LIFE ไป และได้ทราบข่าวว่ามีคนร่วมสนับสนุนกันเยอะมาก ๆ ก็ยิ่งดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก ๆ สำหรับพวกเราอาจจะมีโอกาสที่ดีกว่าเด็ก ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ในการเข้าถึงน้ำสะอาด วัคซีนป้องกันโรค, อุปกรณ์กันหนาว ฯลฯ แต่ยังมีเด็ก ๆ อีกหลายล้านคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมกันสนับสนุนคนละเล็กละน้อย เมื่อรวมกันก็สามารถกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ครับ แล้วเรามาร่วมกันมอบโอกาสเพื่อเป็นของขวัญที่ดีที่สุดให้กับเด็ก ๆ ไปด้วยกันนะครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมอเจี๊ยบ ลลนา กล่าวว่า &amp;ldquo;ยังมีเด็ก ๆ อีกหลายล้านคนทั่วโลกที่เสียชีวิตจากการไม่ได้รับวัคซีนที่จำเป็น รวมถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ บางคนไม่มีโอกาสลืมตาออกมาดูโลกซะด้วยซ้ำ ในฐานะที่เจี๊ยบเป็นหมอ เจี๊ยบรู้สึกว่าเด็กบางคนถ้าเขามีโอกาสได้เข้าถึงการรักษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพพอ เขาอาจจะมีชีวิตรอดและได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่น ๆ&amp;nbsp; เจี๊ยบดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อย่างน้อยเราได้ทำ อย่างน้อยถ้ามีเด็กแม้เพียงสักหนึ่งคนที่มีโอกาสรอดชีวิตจากการร่วมมือกันของพวกเรา นั่นคือสิ่งที่มีค่ามาก ๆ แล้วสำหรับเจี๊ยบ ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนแคมเปญนี้นะคะ ขอบคุณที่มาร่วมกันมอบโอกาสให้กับพวกเขา และอยากเชิญชวนทุกท่านว่ายังสามารถบริจาคเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือพวกเขาร่วมกับยูนิเซฟ ได้ทางเว็บไซด์ https://www.unicef.or.th/boxoflife หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทุกช่องทางของ UNICEF THAILAND ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90752</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิว ฐิติภูมิ, ยูนิเซฟ, หมอเจี๊ยบ-ลลนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210123/image_big_600bbd87ba15b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 23:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 23:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ออฟ-กัน-ไมค์-มีน&#039;ระดมน้ำใจคนไทย ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังเด็กขาดแคลน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรายการเดอะ บลู คาร์เพท โชว์ ฟอร์ ยูนิเซฟ ครั้งที่ 3 ที่องค์การ ยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดขึ้น โดยในปีนี้ยังคงได้รับความร่วมแรงร่วมใจอย่างดีจาก เหล่าคนบันเทิง, ภาคธุรกิจ, พันธมิตร และคนไทยทั่วประเทศ ร่วมกันส่งต่อความช่วยเหลือไปยังเด็ก ๆ ที่ขาดแคลนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อช่วยให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ออกอากาศสดทางช่อง 7HD &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดเวทีด้วย 2 พิธีกรอารมณ์ดี ตุ๊ยตุ่ย &amp;nbsp;พุทธชาติ และ ไก่ &amp;nbsp;สมพล ต้อนรับผู้ชมอย่างเป็นทางการ พร้อมคลิปจากเหล่าศิลปินที่มาตอกย้ำให้ผู้ชมดูแลและป้องกันตนเองในช่วงนี้ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนจะมีการเปิดตัวหนังสั้น โดยเรื่องแรกจาก ต่อง สาวิตรี ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของโครงการโรงเรียนหย่อมบ้าน ซึ่งเป็นโครงการที่ยูนิเซฟสนับสนุนเพื่อให้เด็ก ๆ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมเชิญชวนให้ผู้ชมร่วมมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ เพื่อพวกเขาจะสามารถพัฒนาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นจึงเป็นเวลาของหนังสั้นเรื่องที่ 2 โดยพระเอกหนุ่ม ไมค์ ภัทรเดช ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ เดวิด แฮร์วู้ด ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษ ที่เดินทางไปประเทศเซียร์ราลีโอน ทวีปแอฟริกา ซึ่งหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประชากรที่นั่นหากเจ็บป่วยหรือต้องการได้รับการรักษาพยาบาล จะต้องเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไมค์ ได้เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณผู้บริจาคที่ทำให้ยูนิเซฟสามารถเข้าไปสนับสนุนการสร้างโรงพยาบาล และจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในการช่วยชีวิตเด็กๆ ให้รอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจึงเป็นเรื่องราวหนังสั้นโดย เป๊ก ผลิตโชค ที่เดินทางไปยัง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวน้องลู่ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก และต้องลำบากมากกว่าเดิมเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้าน บ้านที่ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นเล้าไก่ ที่ไม่มีแม้แต่ที่นอนหรืออุปกรณ์ทำครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป๊ก ผลิตโชค เปิดเผยว่า &amp;ldquo;หนังสั้นเพียง 7 นาทีอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ของน้องลู่ น้องอ้อยและครอบครัวได้หมด จากเดิมที่เขาลำบากอยู่แล้ว&amp;nbsp; ไม่มีบ้าน ต้องอาศัยอยู่ในเล้าไก่&amp;nbsp; ใช้กิน นอน ทำอาหาร ยิ่งเจอกับวิกฤตโควิด-19 เขาไม่มีรายได้เลย บางวันต้องทานข้าวกับเกลือ บางวันทานกับน้ำผักดอง หรือถ้าไม่มีก็อาจจะไม่ได้ทานอะไรเลย น้อง ๆ เป็นเด็กดี เรียนเก่ง มีจิตนาการ มีความฝัน แต่พวกเขาขาดโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดี เป๊กอยากขอเชิญชวนทุกคนครับ ใครที่พอจะช่วยได้ อยากให้เราร่วมด้วยช่วยกัน เพราะยังมีเด็ก ๆ และครอบครัวอีกมากมายที่ได้รับผลกระทบและกำลังเดือดร้อนอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานเดินทางมาถึง เมื่อ 4 ศิลปินนักแสดงชื่อดัง อย่าง ออฟ &amp;nbsp;จุมพล, กัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;อรรถพันธ์ , มิน พีชญา และ&amp;nbsp; ไมค์ ภัทรเดช&amp;nbsp; ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง ขอมือเธอหน่อย &amp;nbsp;เพลงประจำแคมเปญ เดอะ บลู คาร์เพท โชว์ ฟอร์ ยูนิเซฟ ในปีนี้ &amp;nbsp;ปิดท้ายรายการด้วยหนังสั้นที่ถ่ายทอดโดย อานันท์ ปันยารชุนทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของเด็ก ๆ ในประเทศเซียร์ราลีโอนที่ต้องทำงานเสี่ยงชีวิตแลกกับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังชีวิต และการศึกษาเป็นเพียงแค่ความฝันของพวกเขา จากนั้นพิธีกรของงานได้กล่าวสรุปและขอบคุณการรวมใจรวมพลังของทุกคนในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าศิลปินดารา พันธมิตร รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ ที่ร่วมกันสนับสนุนรายการเดอะ บลู คาร์เพท โชว์ ทำให้เกิดยอดบริจาค 27,617,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90263</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัน อรรถพันธ์, มีน พิชญา, ยูนิเซฟ, ออฟ จุมพล, ไมค์ ภัทรเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_6005b3f0caf75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
