<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเออีออก &#039;วีซ่าเขียว&#039; ต่างชาติทำงานได้ไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศออกวีซ่าแบบใหม่ที่จะอนุญาตให้คนต่างชาติทำงานในประเทศได้โดยไม่ต้องมีนายจ้างอุปถัมภ์ เป็นการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านถิ่นที่อยู่ เพื่อพยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(Photo by Artur Widak/NurPhoto via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเออีว่า การออกวีซ่าแบบใหม่ที่เรียกว่า &amp;quot;วีซ่าเขียว&amp;quot; นี้จะทำให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานที่ประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องมีผู้อุปถัมภ์ (sponsor) จากเดิมที่โดยทั่วไปจะได้วีซ่าแบบจำกัดที่เกี่ยวโยงกับการจ้างงาน และการขอถิ่นที่อยู่ระยะยาวเป็นเรื่องยาก ผู้ที่ถือวีซ่ากรีนยังสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในการพาพ่อแม่และลูกที่อายุไม่เกิน 25 ปีเข้าประเทศได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทานี อัลเซยูดี รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การตรวจลงตราแบบใหม่นี้พุ่งเป้าที่บุคคลที่มีทักษะสูง, นักลงทุน, นักธุรกิจ, ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักศึกษาพิเศษและระดับสูงกว่าปริญญาตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศในภูมิภาคอ่าวที่อุดมด้วยทรัพยากร เช่น ยูเออี กำลังพยายามเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาน้ำมัน การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจในประเทศนี้ ซึ่งเศรษฐกิจซบเซาอยู่แล้วเพราะราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2562 ยูเออีเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอ่าวที่ริเริ่ม &amp;quot;วีซ่าทอง&amp;quot; ระยะ 10 ปี เพื่อดึงดูดเศรษฐีและแรงงานทักษะสูง ต่อมาหลายประเทศในภูมิภาคก็ออกโครงการลักษณะคล้ายกัน เช่น ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยูเออี, วีซ่าทอง, วีซ่าเขียว, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_6134d6d9be835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.และพันธมิตรชนะประมูลสัมปทานแหล่งน้ำมันในยูเออี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการขยายการลงทุนในตะวันออกกลางอีกครั้ง โดยชนะการประมูลร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในแปลงสำรวจออฟชอร์ 3 ซึ่งเป็นแปลงสำรวจนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจากที่มีการเปิดประมูลทั้งหมดในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อเสริมสร้างฐานการลงทุนของ ปตท.สผ. ในภูมิภาคตะวันออกกลางให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. โดยบริษัท พีทีทีอีพี มีนา จำกัด (PTTEP MENA Limited) ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท อีเอ็นไอ อาบูดาบี (Eni Abu Dhabi) บริษัทในเครือของอีเอ็นไอ (Eni) ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของประเทศอิตาลี ได้ชนะประมูลในแปลงออฟชอร์ 3 (Block Offshore 3)&amp;nbsp; จากบริษัท อาบูดาบี เนชั่นแนล ออยล์ หรือ แอดนอค (Abu Dhabi National Oil Company หรือ ADNOC) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ ยูเออี โดยมีอายุสัมปทานตั้งแต่ระยะการสำรวจ พัฒนา และผลิต รวม 35 ปี

แปลงออฟชอร์ 3 ตั้งอยู่นอกชายฝั่งยูเออี และอยู่ติดกับแปลงออฟชอร์ 1 และออฟชอร์ 2 ซึ่ง ปตท.สผ. และอีเอ็นไอ ได้ชนะการประมูลร่วมกันเมื่อปี 2562&amp;nbsp; โดยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูงอันดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้ง เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนที่สำคัญของบริษัทด้วย ทั้ง 3 แปลงยังตั้งอยู่ในบริเวณที่โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึง ยังมีตลาดที่พร้อมรองรับการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

&amp;ldquo;การชนะการประมูลร่วมกันอีกครั้งในแปลงออฟชอร์ 3&amp;nbsp; จะเป็นการกระชับความร่วมมือกันระหว่าง ปตท.สผ. อีเอ็นไอ และแอดนอค ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มพันธมิตรจะร่วมกันนำความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถ เข้ามาพัฒนาแปลงสำรวจทั้ง 3 ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจปิโตรเลียมในยูเออี&amp;nbsp; ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างการเติบโตและขยายฐานการลงทุนของบริษัทในภูมิภาคตะวันออกกลางตามกลยุทธ์ Execute &amp;amp; Expand ที่จะสามารถเพิ่มปริมาณสำรองและกำลังการผลิตปิโตรเลียมให้กับบริษัทได้ในอนาคต&amp;rdquo; นายพงศธร กล่าว

ด้าน ดร.สุลต่าน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของยูเออี และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอดนอค กรุ๊ป กล่าวว่า การให้สัมปทานกับอีเอ็นไอและ ปตท.สผ. ในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำการเป็นพันธมิตรที่ดีที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน รวมถึง สะท้อนถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญของยูเออี ซึ่งยูเออียินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดโอกาสให้พันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม และสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

นายเคลาดิโอ เดสคัลซี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเอ็นไอ กล่าวว่า การชนะการประมูลครั้งนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันอีกครั้งของกลุ่มผู้ร่วมทุนที่ชนะการประมูลในแปลงสำรวจออฟชอร์ 1 และออฟชอร์ 2&amp;nbsp; เมื่อปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ร่วมทุนจะนำความเชี่ยวชาญมาใช้ในการสำรวจเพื่อเพิ่มทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้ง ผสานประโยชน์ในการสำรวจปิโตรเลียมร่วมกันในแปลงสำรวจทั้งหมดที่ได้รับมา

ทั้งนี้ แปลงออฟชอร์ 3 มีขนาดพื้นที่ 11,660 ตารางกิโลเมตร เป็นแปลงสำรวจนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจากที่มีการเปิดประมูลทั้งหมดในยูเออี ซึ่งได้มีการวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ (3D seismic survey) ในพื้นที่บางส่วนแล้ว พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเป็นก๊าซธรรมชาติ โดยพีทีทีอีพี มีนา และอีเอ็นไอ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 30 และ 70 ตามลำดับ

สำหรับสัมปทานแปลงสำรวจออฟชอร์ 1 และออฟชอร์ 2 ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการศึกษาทางธรณีวิทยา ประเมินศักยภาพปิโตรเลียม และเตรียมการเจาะหลุมสำรวจในปี 2564&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87560</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท.สผ., ประมูลแหล่งปิโตรเลียม, ยูเออี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fe04f2b8bb84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 21:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์เต็มรูปแบบกับยูเออี-บาห์เรน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และบาห์เรนแล้ว โดยพิธีลงนามจัดที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โวยังมีตามมาอีกหลายชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานพิธีลงนามข้อตกลงอับราฮัม ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร จากซ้าย รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน, นายกฯ อิสราเอล และขวาสุด รัฐมนตรีต่างประเทศยูเออี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิธีลงนามข้อตกลงอับราฮัมเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างอิสราเอลกับยูเออีและบาห์เรน เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน ผู้ลงนามฝ่ายอิสราเอลคือนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ส่วนผู้แทนของยูเออีคืออับดุลลาห์ บิน ซายิด อัล นาห์ยัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และของบาห์เรนคืออับดุลลาติฟ อัลซายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิธีที่จัดขึ้นที่สนามหญ้าทิศใต้ของทำเนียบขาวมีผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคน ประธานาธิบดีทรัมป์หวังว่าอานิสงส์ของผลงานจากการไกล่เกลี่ยของเขาครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์สำหรับสันติภาพ หลังจากการแบ่งแยกและความขัดแย้งมาหลายสิบปี ในวันนี้นับเป็นรุ่งอรุณแห่งตะวันออกกลางใหม่ ที่จะเป็นรากฐานของสันติภาพที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูเออีและบาห์เรนเป็นชาติอาหรับสองชาติแรกที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลนับจากอิยีปต์นำร่องไว้ในปี 2522 และจอร์แดนตามมาในปี 2537 ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาด้วยว่า อิสราเอลจะลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอีก 9 ชาติในอาหรับรวมถึงซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนทันยาฮูกล่าวว่า วันนี้เป็นรุ่งอรุณใหม่ของสันติภาพ ในท้ายที่สุดเราจะสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างอาหรับกับอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างพิธีในวันอังคาร ทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูไม่ได้กล่าวถึงปาเลสไตน์ ด้านประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า หนทางเดียวที่จะนำสันติภาพมาสู่ตะวันออกกลางคืออิสราเอลต้องถอนตัวจากเขตยึดครองในปาเลสไตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มีการลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับยูเออีและบาห์เรนอยู่นั้น มีการยิงจรวดหลายลูกจากฉนวนกาซาเข้าใส่ดินแดนอิสราเอล มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และอิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อฉนวนกาซา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77675</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อตกลงอับราฮัม, บาห์เรน, ยูเออี, อิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f621ac7d7f9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 21:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิสราเอลว่าไง &#039;ทรัมป์&#039;พร้อมขายเอฟ-35 ให้ยูเออี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หางโผล่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า เขา &amp;quot;ไม่มีปัญหา&amp;quot; กับการขายเครื่องบินรบเอฟ-35 ให้แก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นักวิเคราะห์ชี้ชาติอาหรับใช้ดีลนี้เป็นเบี้ยต่อรองในการสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล ซึ่งเป็นชาติเดียวในภูมิภาคที่มีเครื่องบินล่องหนรุ่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เครื่องบินสเตลธ์ เอฟ-35 มาถึงฐานทัพอากาศเนวาทิมของอิสราเอล เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยกับสถานีข่าวฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน ก่อนหน้าพิธีลงนามความตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับยูเออีและบาห์เรน ว่าเขาเต็มใจจะขายระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐแบบเดียวกับที่อิสราเอลมี ให้แก่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ร่ำรวยมาก การขายอาวุธจะเป็นผลดีต่อสหรัฐและช่วยสร้างงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า ยูเออี ซึ่งเพิ่งตกลงสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเมื่อเดือนที่แล้ว ต้องการซื้อเครื่องบินรบของสหรัฐ และโดยส่วนตัวแล้วเขาไม่มีปัญหากับการขายเครื่องบินขับไล่เอฟ-35 ให้แก่ยูเออี เพราะดีลนี้จะเท่ากับการสร้างงานมากมายในสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูเออีหมายตาเครื่องบินรบล่องหนรุ่นนี้ โดยเป็นส่วนประกอบของแผนอันทะเยอทะยานที่จะทำให้ประเทศขนาดเล็กแต่ร่ำรวยชาตินี้เป็นมหาอำนาจทางทหารในภูมิภาค แต่อิสราเอลซึ่งเป็นชาติเดียวในภูมิภาคนี้ที่มีเครื่องบินเอฟ-35 คัดค้าน โดยยืนกรานว่าต้องการคงความได้เปรียบทางเทคนิคเหนือชาติอาหรับไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายรายกล่าวว่า ยูเออีตั้งเงื่อนไขเรื่องการซื้อเอฟ-35 เป็นข้อต่อรองในการลงนามความตกลงสันติภาพกับอิสราเอลที่ทรัมป์เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ซึ่งทำหน้าที่ที่ปรึกษาอาวุโสให้พ่อตา กล่าวว่า ทรัมป์เข้าใจเรื่องความมั่นคงของอิสราเอล บางทีอาจมากกว่าประธานาธิบดีอเมริกันทุกคนในรอบหลายสิบปี &amp;quot;แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ เป็นหุ้นส่วนของอเมริกา เราทำงานร่วมกันมากมายหลายเรื่อง พวกเขามีพรมแดนติดอิหร่านและเผชิญภัยคุกคามของจริง และผมคิดว่า มีโอกาสมากมายที่จะได้จากการทำเรื่องนี้&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายเครื่องบินรบ, ยูเออี, อิสราเอล, เอฟ-35, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60d23f620ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2020 23:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2020 23:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯยิวปูดเอง ลอบคุยกับผู้นำชาติอาหรับอีกหลายราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิสราเอลแอบเจรจาแบบลับๆ กับผู้นำรัฐบาลประเทศอาหรับอีกหลายชาติเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์แบบเดียวกับยูเออี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม เกิดขึ้นก่อนหน้าที่อิสราเอลและสหรับอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จะเปิดเที่ยวบินพาณิชย์ตรงถึงกันเป็นครั้งแรก อันเป็นผลของการทำความตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติที่มีรัฐบาลสหรัฐเป็นคนกลางเจรจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังมีการพบปะแบบลับๆ กับผู้นำชาติอาหรับและมุสลิมอีกหลายชาติเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติกับรัฐอิสราเอล&amp;quot; เนทันยาฮูกล่าวโดยไม่เปิดเผยรายชื่อประเทศเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับยูเออีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ยูเออีเป็นประเทศในภูมิภาคอ่าวชาติแรก และเป็นชาติที่ 3 ของโลกอาหรับ ที่มีความสัมพันธ์กับอิสราเอล ต่อจากอียิปต์และจอร์แดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกจากอิสราเอลไปยูเออีมีกำหนดขึ้นบินเช้าวันจันทร์พร้อมคณะผู้แทนของสหรัฐ-อิสราเอล โดยฝ่ายสหรัฐนำโดยจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาวที่เป็นลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยืนเคียงข้างเนทันยาฮูระหว่างการแถลงเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์กับยูเออีนั้น อิสราเอลตกลงจะระงับการผนวกดินแดนยึดครองในเวสต์แบงก์ แม้เนทันยาฮูจะยืนกรานว่าแผนดังกล่าวยังคงอยู่ในระยะยาว ด้านปาเลสไตน์กล่าวถึงข้อตกลงฉบับนี้ว่าเป็นการแทงข้างหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยืนกรานนโยบายที่ชาติอาหรับเกือบทั้งหมดยึดถือมานานหลายทศวรรษ ว่าซาอุดีอาระเบียจะไม่ทำตามอย่างยูเออีจนกว่าอิสราเอลจะลงนามความตกลงสันติภาพกับปาเลสไตน์เพื่อสถาปนาประเทศปาเลสไตน์ที่เป็นเอกราช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76016</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศอาหรับ, ยูเออี, สถาปนาความสัมพันธ์, อิสราเอล, เบนจามิน เนทันยาฮู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200830/image_big_5f4bd2b9ebc68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 23:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปาเลสไตน์ซัด&#039;ยูเออี&#039;แทงข้างหลัง ลอบคบหาอิสราเอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ได้หน้า ไกล่เกลี่ยข้อตกลงอิสราเอล-ยูเออี เตรียมเปิดทำเนียบขาวจัดพิธีลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติของสองฝ่ายในไม่กี่สัปดาห์ พันธมิตรสหรัฐโลกสวยเชื่ออิสราเอลระงับผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ปูทางสันติภาพ แต่ผู้นำปาเลสไตน์รวมถึงอิหร่านและตุรกีซัดยูเออีทรยศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นคนกลางชักจูงให้ยูเออีสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล เมื่อวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐเป็นผู้ประกาศข่าวการบรรลุความตกลงฉบับประวัติศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) มิตรที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองของสหรัฐ ผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเปิดเผยแถลงการณ์ร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างตัวเขา, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และเชคโมหะเหม็ด บิน ซายิด อัลนาห์ยัน ผู้นำยูเออี ว่าพวกเขาตกลงที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติอย่างเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอล-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตาม &amp;quot;ความตกลงอับราฮัม&amp;quot; ซึ่งทรัมป์ช่วยเป็นคนกลางให้ อิสราเอลรับปากจะระงับแผนการผนวกพื้นที่ยึดครองในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ สอดคล้องกับแผนสันติภาพที่ทรัมป์เคยประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม คาดว่าพิธีลงนามความตกลงระหว่างอิสราเอลกับยูเออีจะจัดที่ทำเนียบขาวภายใน 3 สัปดาห์ และผู้แทนของสองประเทศนี้จะพบเจรจากันเพื่อหารือเรื่องการลงทุน, การท่องเที่ยว, เที่ยวบินตรง, ความมั่นคง และการตั้งสถานทูต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจะทำให้ยูเออีเป็นชาติอาหรับชาติที่ 3 และเป็นชาติจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียชาติแรก ที่คบหากับอิสราเอล ต่อจากอียิปต์ที่สถาปนาความสัมพันธ์เมื่อปี 2522 และจอร์แดน ปี 2537 นายกฯ เนทันยาฮูกล่าวว่า การบรรลุความตกลงครั้งนี้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่จะเปิดศักราชใหม่สำหรับโลกอาหรับและอิสราเอล ส่วนทรัมป์ซึ่งได้โอ่ผลงานความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาเก้าอี้อีกสมัย คุยด้วยว่ากำลังมีการหารือข้อตกลงแบบนี้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้อิสราเอล, ยูเออี และสหรัฐจะยกย่องความสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของความตกลงนี้ แต่พวกผู้นำปาเลสไตน์ทั้งในเวสต์แบงก์และกาซา ซึ่งดูเหมือนจะไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ต่างประณามว่าเป็นการ &amp;quot;แทงข้างหลัง&amp;quot; และประกาศถอนเอกอัครราชทูตออกจากยูเออี ทั้งขอให้สันนิบาตอาหรับประชุมฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ออกแถลงการณ์จากเวสต์แบงก์ โจมตีว่า เป็นการทรยศต่อเยรูซาเลม, ต่อมัสยิดอัลอักซอและต่ออุดมการณ์ของปาเลสไตน์ ซึ่งรวมถึงการตั้งเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศปาเลสไตน์ในอนาคต ส่วนโฆษกของกลุ่มฮามาสที่ควบคุมกาซากล่าวว่า การสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นการแทงข้างหลังและเป็นประโยชน์ต่อการยึดครองของอิสราเอลเท่านั้น อิหร่านและตุรกีซึ่งสนับสนุนฮามาสก็ประณามเช่นกันว่าเป็นการทรยศต่อปาเลสไตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอ่าว ทั้งบาห์เรนและโอมานสนับสนุนความตกลงนี้ แต่ซาอุดีอาระเบียยังนิ่ง ชาติตะวันตกและอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ยินดี โดยหวังว่าการระงับแผนผนวกดินแดนจะช่วยให้ทางออกแบบสองรัฐคู่เป็นจริงได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปาเลสไตน์, ยูเออี, สถาปนาความสัมพันธ์, สหรัฐ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล, แทงข้างหลัง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f36b56071311.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 00:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 00:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิสราเอล-ยูเออีบรรลุข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บรรลุข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ที่มีสหรัฐเป็นคนกลาง เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยยูเออีจะเป็นชาติที่ 3 ของโลกอาหรับที่มีความสัมพันธ์ขั้นปกติกับอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ร่วมที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐนำมาเปิดเผยผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม ระหว่างตัวเขา, นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี กล่าวว่า พวกเขาหวังว่าพัฒนาการครั้งประวัติศาสตร์นี้จะขับเคลื่อนสันติภาพในตะวันออกกลางให้ก้าวหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่ลงนามในความตกลงฉบับประวัติศาสตร์นี้ ยูเออีจะเป็นชาติอาหรับประเทศที่ 3 ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบปรกติกับอิสราเอล ต่อจากอียิปต์ที่ลงนามสันติภาพเมื่อปี 2522 และจอร์แดนในปี 2537&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกลุ่มอิสลามิสต์ฮามาสของปาเลสไตน์ที่ควบคุมดินแดนกาซา คัดค้านความตกลงนี้ทันทีว่าเป็นการตกรางวัลให้การยึดครองและอาชญากรรมของอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแถลงการณ์ร่วมที่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยนั้น ความตกลงฉบับนี้อิสราเอลตกลงจะ &amp;quot;ระงับ&amp;quot; แผนการผนวกที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวและดินแดนอื่นๆ ในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครองไว้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74378</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงสันติภาพ, ยูเออี, สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิสราเอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f3574227fa80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
