<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.อาทิตย์&#039;แนะย้ายเมืองหลวง เพราะกรุงเทพฯแออัดยัดเยียดมากเกินไปแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.62-ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ว่า เมียนม่าร์ มาเลเซียเขาก็เปลี่ยนแล้ว อินโดนีเซียซึ่งเป็นเกาะมากมายใหญ่โตห่างไกลก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ประเทศไทยก็น่าคิดอย่างมาก ที่จะย้ายเมืองราชการออกจากกรุงเทพมหานคร เพราะกรุงเทพแออัดยัดเยียดมากแล้ว ทุกอย่างมากระจุกรวมตัวที่กรุงเทพ ความเจริญต่างๆก็ไม่กระจายออกไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44377</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์, ย้ายเมืองหลวง, อดีตประธานรัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd274c6d9a71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 20:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินโดนีเซียประกาศแผนย้ายเมืองหลวงไป &#039;บอร์เนียว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย เผยแผนสร้างเมืองหลวงใหม่ที่จังหวัดกาลีมันตันตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว เตรียมใช้งบ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (กลาง) แถลงร่วมกับรองประธานาธิบดียูซุฟ คัลลา (ขวา) และรัฐมนตรีเกษตรและวางแผนที่ดิน ซอฟยาน จาลิล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตาถึงที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่ว่า จะอยู่ที่จังหวัดกาลีมันตันตะวันออก บนฝั่งตะวันออกเกาะบอร์เนียว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติน้อยที่สุด ที่ตั้งเมืองหลวงใหม่นี้อยู่ใกล้กับเมืองบาลิกปาปันและเมืองซามารินดา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของอินโดนีเซีย รัฐบาลมีที่ดินอยู่แล้วราว 1,125,000 ไร่ ตั้งเป้าว่าจะเริ่มย้ายเมืองหลวงในปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิโดโดกล่าวว่า แม้อินโดนีเซียจะมีเอกราชมา 74 ปี แต่ไม่เคยได้เลือกเมืองหลวงของตัวเองเลย และขณะนี้กรุงจาการ์ตาแบกภาระหนักเกินไปแล้วในฐานะที่เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครอง, ธุรกิจ, การเงิน, การค้าและการบริการ รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายย้ายเมืองหลวงเพื่อเสนอให้รัฐสภาอนุมัติ โครงการนี้ใช้งบราว 466 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) โดยเป็นงบจากรัฐบาล 19% งบที่เหลือเป็นการร่วมลงทุนของภาคเอกชนและรัฐบาลและการลงทุนจากเอกชน รวมถึงการสร้างอาคารหน่วยงานราชการและบ้านพักของข้าราชการพลเรือนราว 1.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเสนอต่อรัฐสภาว่าต้องการย้ายศูนย์ราชการไปอยู่ที่กาลิมันตันหรือฝั่งตะวันออกของเกาะบอร์เนียวที่เป็นดินแดนของอินโดนีเซีย ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าฝน, เหมืองแร่ถ่านหิน แต่นักอนุรักษ์กลัวว่าการย้ายเมืองหลวงมาตั้งบนเกาะบอร์เนียวจะกระทบต่อถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงลิงอุรังอุตัง, หมีหมาและลิงจมูกยาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลีมันตันตะวันออก, บอร์เนียว, ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด, ย้ายเมืองหลวง, อินโดนีเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63df41324fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเตรียมการย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงปี พ.ศ.2485 และ พ.ศ.2486 ปลายมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้วางแผนจะย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เพชรบูรณ์ เพราะประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม กรุงเทพฯ ถูกโจมตีจากการทิ้งระเบิดอย่างหนักจากฝ่ายสัมพันธมิตร และเห็นว่าเพชรบูรณ์มีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ เพราะมีชัยภูมิเหมาะสม มีภูเขาล้อมรอบ มีเส้นทางคมนาคมเข้าออกเพียงทางเดียว มีภูมิประเทศสวยงาม อากาศดี อยู่ตรงกลางของประเทศ เป็นศูนย์กลางภาคเหนือกับภาคอีสานและกรุงเทพฯ ทั้งยังต้องการสร้างเพชรบูรณ์ให้เป็นฐานทัพลับเพื่อซ่องสุมกำลังไว้เพื่อรบขับไล่ญี่ปุ่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการดำเนินการก่อสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกคำสั่งเป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่ โดยคำสั่งครั้งแรกในวันที่ 13 มีนาคม 2486 และดำเนินการร่างพระราชกำหนดจัดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ฯ&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์ กำหนดให้ราชการบริหารส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นนครบาลเพชรบูรณ์ และดำเนินการอพยพราษฎรมาตั้งหลักแหล่งที่เพชรบูรณ์ พร้อมกับย้ายที่ทำการรัฐบาลตลอดจนสถานที่ราชการมาตั้งที่เพชรบูรณ์ มีการทำพิธีสร้างหลักเมืองนครบาลฯ ที่ บ้านบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก ส่วนที่ทำการราชการต่างๆ จะสร้างเป็นลักษณะชั่วคราวซึ่งได้เสื่อมสภาพไปหมดแล้ว ในปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเสาหลักเมืองนครบาลฯ เท่านั้น จึงจำลองมาสร้างเป็นอนุสรณ์นครบาลเพชรบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลในขณะนั้นได้เกณฑ์คนมาสร้างเมืองหลวงใหม่ และสร้างถนนสายตะพานหิน-เพชรบูรณ์ อันเป็นเส้นทางคมนาคมเพียงทางเดียวในสมัยนั้น ได้มีการเกณฑ์แรงงานราษฎรมาจาก 29 จังหวัด จำนวนนับแสนคน ได้ประสบความยากลำบาก เจ็บป่วยล้มตายด้วยไข้มาลาเรียจำนวนมาก และเพื่อประโยชน์ในการสงครามจำเป็นต้องเพิ่มพลเมืองในเพชรบูรณ์ให้มากขึ้นโดยเร็ว จึงใช้วิธีอพยพราษฎรจากจังหวัดต่างๆ มากมายมาตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินที่เพชรบูรณ์ เพื่ออาศัยให้เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารแก่หน่วยทหารและอาศัยแรงงาน การอพยพนี้เป็นการชักชวนให้มาทำมาหากิน ทางราชการจัดการขนส่งและจัดแบ่งที่ทำกินให้ฝั่งตะวันออกแม่น้ำป่าสักและให้ทุนเริ่มแรกตามสมควร&amp;nbsp;


แทงสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มีการย้ายส่วนราชการสำคัญต่างๆ ไปที่เพชรบูรณ์ เช่น กระทรวงการคลัง ตั้งที่ถ้ำฤๅษี ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก ได้ขนย้ายพระคลังสมบัติ ทรัพย์ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเก็บไว้ ณ ที่นั้นด้วย มีการก่อสร้างตึกทำการ นอกจากนั้นยังมีการสร้างกระทรวงยุติธรรมที่บ้านห้วยลาน ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก กระทรวงมหาดไทย ที่บ้านบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก กระทรวงอุตสาหกรรม ที่บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการทหาร ได้ย้ายโรงเรียนนายร้อย จปร.มาตั้งที่บ้านป่าแดง (รร.นายร้อยป่าแดง) ตำบลป่าเลา อำเภอเมืองฯ มีการตั้งค่ายทหาร &amp;quot;พิบูลศักดิ์&amp;quot; ที่ตำบลหนองไขว่ อำเภอหล่มสัก ตั้งกระทรวงกลาโหมที่บ้านป่าม่วง ตำบลท่าพล อำเภอเมืองฯ ย้ายกองทัพอากาศมาที่บ้านสักหลง อำเภอหล่มสัก &amp;nbsp;ซึ่งเดิมวางแผนจะย้ายมาอำเภอท่าโรง (อำเภอวิเชียรบุรี) กรมยุทธโยธา คลังแสง และโรงงานช่างแสง &amp;nbsp;กรมพลาธิการ กรมยุทธศึกษา กรมเสนาธิการทหารบก กรมเสนารักษ์ทหารบก กรมเชื้อเพลิง (โรงบ่มใบยาบ้านไร่)่ฯลฯ ต่างก็มีการโยกย้ายมาอยู่ที่เพชรบูรณ์ และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเมืองหลวงใหม่ตามนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มอบหมายให้พลตรีอุดมโยธา รัตนวดี เป็นผู้อำนวยการสร้างเมืองหลวงใหม่ มีหน้าที่สำคัญ คือ กำหนดผังเมืองและอำนวยการสร้าง มีการสร้างถนนชัยวิบูรณ์ จากอำเภอชัยบาดาล ผ่านวิเชียรบุรี มาบรรจบสายตะพานหิน-เพชรบูรณ์ที่วังชมภู ถนนชมฐีระเวช จากชนแดนถึงเขารัง ถนนสามัคคีชัยจากเขารังถึงหล่มสัก โดยมีถนนขนานทั้งฝั่งตะวันออกคือถนนสุวินทวงศ์ และฝั่งตะวันตกคือ ถนนปฐมคชเสนีย์และถนนรัฐวัฒนา มีการตั้งกระทรวงเกษตรฯ ที่บ้านน้ำคำ ตำบลปากช่อง &amp;nbsp;อำเภอหล่มสัก ตั้งกองชลประทาน มีหน้าที่จัดสร้างทำนบกั้นน้ำ สร้างเขื่อนเหมือง ฝายบำรุงรักษาคลอง และลำห้วยให้สะอาดมีน้ำใช้ตลอดปี ให้มีการลอกห้วยป่าไม้แดง ห้วยน้ำก้อ ทำนบเหมือง ฝายห้วยท่าพล ห้วยน้ำชุน ลำห้วยนา ลำน้ำพุงที่หินอาว อำเภอหล่มเก่า ทำการกักน้ำที่หนองนารี ตลอดจนให้รักษาความสะอาดของแม่น้ำป่าสัก&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้วาดผังเมืองใหญ่ 2 แห่ง คือ 1.บริเวณเพชรบูรณ์ 2.บริเวณหล่มสักและหล่มเก่า มีการกำหนดให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ได้กระจายตั้งกันอยู่ทั่วจังหวัด โดยมิให้กระจุกตัวกันอยู่ในเมืองเหมือนกรุงเทพฯ มีการสร้างสำนักนายกรัฐมนตรี และศาลารัฐบาล ณ บริเวณน้ำตกห้วยใหญ่ หลังที่ตั้งกระทรวงพาณิชย์ ปลายห้วยป่าไม้แดง โดยให้ พ.ต.ล้อม บูรกรรมโกวิท เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง (ถนนบุรกรรมโกวิทเป็นอนุสรณ์) นอกจากนั้นยังสร้างทำเนียบ &amp;quot;บ้านสุขใจ&amp;quot; ติดแม่น้ำป่าสัก เป็นที่พักอาศัยของจอมพล ป. พิบูลสงครามและครอบครัว (บริเวณโรงน้ำแข็งเพชรเจริญเดิม) ทำเนียบ &amp;nbsp;&amp;quot;สามัคคีชัย&amp;quot; ที่เขารัง และทำเนียบที่บ้านน้ำก้อใหญ่ไว้เป็นที่พักแรมมีถนนเข้าชื่อ เชิดบุญชาติ มีการวางแผนสร้างบ้านบัญชาการสำนักนายกฯ ที่บริเวณบึงสามพันด้วย การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ได้ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในขณะนั้น ได้มีการจัดงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสร้างศาลากลางเพชรบูรณ์ (บริเวณเดียวกับที่ตั้งศาลากลางจังหวัดปัจจุบัน) และการเตรียมย้ายรัฐบาลมายังเพชรบูรณ์ จนกระทั่งมีการแต่งตั้ง พ.อ.ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม เป็นรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลกิจการทั้งสิ้นที่เพชรบูรณ์แทนนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจอย่างนายกฯ เรียกว่ารองนายกฯ ประจำเพชรบูรณ์ และเมื่อเดือนตุลาคม 2486 &amp;nbsp;ได้มีการปรับปรุงเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ให้เป็นเทศบาลนครเพชรบูรณ์ เพื่อรองรับการก่อสร้างและการขยายตัวของเมืองหลวงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มีคำสั่งย้ายกรมโยธาเทศบาล (กรมโยธาธิการ) ไปอยู่บ้านยาวี อำเภอเมืองฯ จัดการวางผังสร้างกรมไปรษณีย์ กรมทาง และกรมขนส่ง ที่บ้านท่าพล อำเภอเมืองฯ มีการวางแผนสร้างทางรถไฟจากอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนถึงจังหวัดเลย มีการสร้างบำรุงถนนสายหลักเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เชิงเขาวังชมภูถึงค่ายทหาร บ้านหินอาว อำเภอหล่มเก่า ตั้งกระทรวงศึกษาที่บ้านหนองแส ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก แม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังมีแผนที่จะต้องอพยพมาเปิดสอนที่เพชรบูรณ์ด้วย โดยจะสร้างที่บ้านไร่ ตำบลสะเดียง แต่ขณะนั้นโรงเรียนเตรียมจุฬาฯ ได้อาศัยเรียนที่โรงเรียนเมืองเพชรบูรณ์ (เดิมเป็นโรงเรียนเพชรพิทยาคม)&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การก่อสร้างและติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกนั้น จอมพล ป. พิบูลสงครามได้สั่งการให้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไว้หลายแห่งทั้งในเมืองและหน่วยราชการ มีการเพิ่มโทรศัพท์ให้เพียงพอแก่ความต้องการของราชการ ปรับปรุงการโทรเลข มีการสร้างโรงหนังไทยเพ็ชรบูล สโมสรรัตนโกสินทร์และโรงแรมขึ้นในเขตเมืองเพชรบูรณ์ เพื่อให้ข้าราชการได้ใช้เวลามาตรวจราชการ มีการสั่งการให้สร้างตลาดสดและอาคารเช่า 3 แห่ง คือ ตลาดเพชรบูรณ์ ตลาดวังชมภู และตลาดหล่มสัก ซึ่งทุกแห่งต้องมีโรงมโหรสพด้วย มีการออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในนครบาลเพชรบูรณ์ชื่อ เพชรบูลชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มีการสั่งย้ายโรงพิมพ์ทุกประเภทไปที่เพชรบูรณ์ เพื่อเวลากรุงเทพฯ ถูกโจมตีทางอากาศไม่สามารถทำงานได้ จะได้ใช้โรงพิมพ์ตั้งใหม่ที่เพชรบูรณ์ พิมพ์หนังสือราชการ (ตั้งอยู่บ้านป่าแดง) และโรงพิมพ์ธนบัตร (อยู่ที่หนองนายั้ง) จัดตั้งโรงเลื่อยที่วังชมภูโดยกรมยุทธโยธา (โรงเลื่อย ยย.) สร้างกระทรวงสาธารณสุขที่บ้านวังซอง ตำบลท่าพล อำเภอเมืองฯ และโรงพยาบาลที่ร่องแคน้อย ตำบลสะเดียง (บริเวณสถาบันราชภัฏเพชรบูรณ์ปัจจุบัน) ให้ชักชวนผู้รับเหมางานที่เพชรบูรณ์ เพราะมีการก่อสร้างทั้งส่วนราชการและเอกชนจำนวนมาก หากไม่มีใครมาก็ต้องเกณฑ์ให้มาจนพอแก่งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ได้ดำเนินการโดยเร่งด่วน และถือเป็นความลับของราชการยุทธของชาติตลอดมา เพื่อมิให้ข้าศึกรู้แผนการณ์ กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2487 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม &amp;nbsp;ได้เสนอพระราชกำหนดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ฯ พ.ศ.2487 ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออนุมัติเป็นพระราชบัญญัติ มีผลดำเนินการอย่างถาวรตลอดไป แต่ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่อนุมัติด้วยคะแนนเสียง 48 ต่อ 36 ด้วยเหตุผลว่า &amp;quot;เพชรบูรณ์เป็นแดนกันดารภูมิประเทศเป็นป่าเขาและมีไข้ชุกชุม เมื่อเริ่มสร้างเมืองนั้นผู้ที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานล้มตายลงนับเป็นพันๆ คน....&amp;quot;.
-------------------------
ข้อมูล: สถาบันพระปกเกล้า, จุฑามาศ ประมูลมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41621</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จังหวัดเพชรบูรณ์, ย้ายเมืองหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d3585ba07efc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
