<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พุทธะอิสระ&#039;สารภาพ ซ้อมสันติบาลเวทีกปปส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อดีตพุทธะอิสระ&amp;quot; นั่งรถเข็นขึ้นศาล รับสารภาพคดีทำร้ายตำรวจสันติบาลเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ ศาลสั่งสืบเสาะประวัติ-พฤติการณ์ ก่อนนัดฟังคำพิพากษา 29 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 12 กันยายน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีทำร้ายตำรวจสันติบาลในที่ชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) &amp;nbsp; เวทีแจ้งวัฒนะ หมายเลขดำ อ.2498/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ ให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 83
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2557 เวลากลางวัน ขณะนั้นมีการตั้งเวทีปราศรัยของกลุ่ม กปปส.ที่ ถ.แจ้งวัฒนะ บริเวณหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีจำเลยเป็นหัวหน้าผู้นำกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเวทีดังกล่าวทั้งหมด โดยจำเลยกับกลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อจำนวนมากกว่า 5 คนขึ้นไป ซึ่งทำหน้าที่เป็นการ์ดคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณเวทีปราศรัยที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ ผู้เสียหายที่ 1-2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าไปทำหน้าที่สืบสวนหาข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยกับพวกได้ใช้กำลังจับผู้เสียหายทั้งสองปิดตา มัดมือไพล่หลัง ใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกซี่โครงหักและตับฉีกขาด บาดแผลใช้เวลารักษาตัวประมาณ 6 สัปดาห์ ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำหลายแห่ง ฟันซ้ายล่างหัก ใช้เวลารักษาตัวประมาณ 10 วัน และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองถูกประทุษร้ายสูญหายมูลค่ารวม 60,900 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จำเลยกับพวกยังร่วมกันข่มขู่ให้ผู้เสียหายทั้งสองบอกรหัสปลดล็อกโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย ให้บอกว่าตนเป็นผู้ใด เข้ามาบริเวณที่ชุมนุมเพื่ออะไร เมื่อไม่ยอมบอกพวกของจำเลยจึงใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขู่จนผู้เสียหายทั้งสองต่างจำยอมตามที่พวกของจำเลยข่มขู่ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ควบคุมการชุมนุมมีอำนาจสั่งการให้พวกของจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้ จำเลยทราบว่าพวกของจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้ แต่กลับเพิกเฉยไม่สั่งให้ปล่อยตัวไป และสั่งการพวกของจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้อัยการได้ขอให้ศาลนับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 (คดีกบฏ กปปส.) ด้วย ซึ่งจำเลยได้รับการประกันตัวในภายหลัง โดยศาลตีราคาประกัน 200,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อดีตพระพุทธะอิสระเดินทางมาศาลด้วยรถตู้สีขาว เข้ามาจอดบริเวณด้านหลังอาคารศาล ระหว่างลงจากรถต้องให้ลูกศิษย์ช่วยพยุงลงมาก่อนนั่งรถเข็น พร้อมถือร่มกางให้ เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแรง มีผ้าปิดตาข้างขวา ก่อนเข้าไปยังห้องเวรชี้ใต้ถุนศาลอาญาเพื่อสอบคำให้การ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เผยว่า อดีตพระพุทธะอิสระมีอาการป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังจากถูกปล่อยชั่วคราว โดยแพทย์วินิจฉัยระบุว่าอาการป่วยหมอนรองกระดูกรุนแรง และต้องทำการรักษาและพักฟื้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลออกนั่งบัลลังก์พร้อมทั้งอ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลย พร้อมทนายความจำเลยฟังจนเข้าใจ พร้อมถามคำให้การจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ โดยปรากฏว่า อดีตพระพุทธะอิสระให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติและพฤติการณ์ของอดีตพระพุทธะอิสระประกอบทำคำพิพากษา และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ต.ค. นี้ เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่จึงได้ให้อดีตพระพุทธะอิสระ ซึ่งนั่งรถเข็นเนื่องจากปัญหาข้อเข่าเสื่อม และเพิ่งผ่าตัดดวงตาข้างขวา ไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วิทยารัตน์ ชาติปรีชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 เปิดเผยว่า คดีนี้ศาลสอบคำให้การจำเลยแล้วให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการสืบเสาะและพินิจ โดยให้สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ทำหน้าที่สืบเสาะดูรายละเอียดทุกอย่างตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ทั้งประวัติ สุขภาพ และพฤติการณ์ทางคดี แล้วรายงานเพื่อประกอบการพิพากษาของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ภายหลังเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติแล้ว อดีตพระพุทธะอิสระได้แถลงเป็นเอกสารต่อสื่อมวลชนว่า เนื่องด้วยอาตมภาพในฐานะผู้นำการชุมนุมของประชาชนเวทีแจ้งวัฒนะ ขอแถลงต่อศาลว่า การที่มีชาย 2 คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลถูกการ์ดจิตอาสารุมทำร้ายจนบาดเจ็บ แม้อาตมาจะไม่รู้เห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ผู้อื่นจะเป็นผู้กระทำก็ตาม อาตมาจึงขอแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดทั้งมวลที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นผู้กระทำก็ตามและพร้อมที่จะช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายตามกำลังความสามารถที่ตนมี จึงกราบเรียนข้อความข้างต้นต่อศาลที่เคารพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษานั้น ทางสำนักงานคุมประพฤติจะทำการสืบเสาะจำเลยที่ให้การรับสารภาพถึงประวัติการกระทำผิด พฤติการณ์กระทำผิด อายุ อาชีพ นำมาเพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบคำวินิจฉัยในการเขียนคำพิพากษาว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรกับจำเลย ซึ่งกรณีการสืบเสาะจะมีด้วยกัน 2 แบบ คือคู่ความร้องขอ หรือผู้พิพากษาเห็นควรสืบเสาะเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าควรมีการสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษา เนื่องด้วยคดีของอดีตพระพุทธะอิสระไม่ได้มีการสืบพยานในชั้นศาล การที่จะรู้รายละเอียดในพฤติการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีข้อเท็จจริงจากการคุมประพฤติไปสืบเสาะด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17436</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์, ธีรยุทธ สุวรรณเกษร, ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล, วิทยารัตน์ ชาติปรีชากุล, สุวิทย์ ทองประเสริฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b9925be2c3b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉากพุทธะอิสระ ผิดม.112-ซ่องโจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดตำนาน &amp;quot;พุทธะอิสระ&amp;quot; ตำรวจคอมมานโดกว่า 200 บุกรวบคาวัดอ้อน้อย นิมนต์ 2 ข้อหาหนัก! ผิด ม.112 ฐานปลอมพระปรมาภิไธยประดิษฐานหลังองค์พระเครื่อง และปล้นทรัพย์ อั้งยี่ ซ่องโจร ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยวตำรวจสันติบาล 3 นายขณะเข้าไปหาข่าวม็อบ กปปส.แจ้งวัฒนะ ศาลยกคำร้องปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนทำการสึกถอดผ้าเหลืองให้สวมชุดขาว คุมตัวเข้าห้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 24 พ.ค. ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมคณะ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดกว่า 200 นาย อาวุธครบมือ นำหมายจับศาลเพื่อนิมนต์พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม &amp;nbsp;หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ ในข้อหาสนับสนุนให้มีการปล้นทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ ทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่พังประตูเข้าไป ในขณะที่พระพุทธะอิสระกำลังจำวัด จึงได้แสดงหมายศาลก่อนนำนิมนต์มาสอบสวนที่กองปราบปราม
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่รู้ เดี๋ยวคงรู้รายละเอียด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 14.30 น. พนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ควบคุมตัวพระพุทธะอิสระตามหมายจับศาลอาญา คดีอั้งยี่ซ่องโจร และคดีปลอมพระปรมาภิไธย มาฝากขังผลัดแรกต่อศาลอาญาเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.-4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น&amp;nbsp;
โดยคำร้องฝากขังคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2557 ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ และ ร.ต.ต.สงวน คมขาว ผู้กล่าวหาที่ 1-3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ประจำ จ.นนทบุรี ได้รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนา จึงได้ปลอมตัวเป็นม็อบชาวนา แต่เมื่อมาถึงศูนย์ราชการ ซึ่งพระพุทธะอิสระกับพวกได้ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่ ซึ่งกลุ่มการ์ดของพระพุทธะอิสระได้เข้ามาขอดูโทรศัพท์ และทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแล้ว แต่ยังร่วมกันทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือ, นาฬิกา และสร้อยคอพร้อมพระไป รวมทั้งพาทั้งสองไปข้างเวที กปปส. ก่อนบังคับขืนใจให้ตอบคำถาม และทำร้ายร่างกาย ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้ง 3 นายได้ประสานขอตัวกลับมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561 โดยศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหา เลขที่ 1115/2561 ลงวันที่ 23 พ.ค.2561 กระทั่งวันที่ 24 พ.ค. พนักงานสอบสวนได้รับผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ พร้อมแจ้งข้อหาฐานใช้ผู้อื่นให้ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จิตใจ อันทำให้ได้รับอันตรายสาหัส, เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังให้เจ้าหน้าที่พนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส, เป็นผู้ใช้ผู้อื่นร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด หรือจำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร, เป็นผู้อื่นให้ปล้นทรัพย์ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นหัวหน้าผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 298, 310 วรรคสอง, 309 วรรคสองและวรรคสาม, 339 วรรคสอง, 340 วรรคแรกและวรรคสาม, 213 ประกอบมาตรา 84 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะเข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำร้องฝากขังคดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2560 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ได้เข้าทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับพระพุทธะอิสระที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. และอักษรพระนามาภิไธย &amp;nbsp;ส.ก. มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนายวิชัยกล่าวหา ได้ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2554 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 250, 252
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการสอบสวนพยานบุคคล พร้อมทั้งตรวจสอบไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนายืนยันตรงกันว่า พระพุทธะอิสระไม่ได้รายงานขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามกฎระเบียบของ มส. และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่าพระพุทธะอิสระไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระนามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน จึงยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพีเป็นปัญหาในคดีนี้จริง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย และอักษรพระนามาภิไธยย่อ ไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างปี 2554-15 ส.ค.2554
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาฐานปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250, 252 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ขณะที่การฝากขังคดีนี้ พนักงานสอบสวน ระบุว่าหากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวในชั้นศาล ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของศาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาคำร้องฝากขังทั้ง 2 คดีแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขังได้ทั้ง 2 สำนวน ขณะที่ทนายความของพระพุทธะอิสระได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 150,000 บาท ในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และเงินสด 850,000 บาท ในคดีปลอมพระปรมาภิไธยฯ เพื่อขอปล่อยชั่วคราว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบรรยากาศระหว่างที่นำตัวพระพุทธะอิสระมาฝากขังที่ศาลอาญา มีประชาชนที่มาให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้งโห่ร้องและตะโกนด่า โดยตัวพระพุทธะอิสระมีสีหน้าเรียบเฉย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 18.00 น. ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพระพุทธะอิสระทั้ง 2 สำนวน โดยศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก-เบาของข้อหาในส่วนคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงและหลายข้อหา อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย และผู้ต้องหาก็ยังเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาในคดีปลอมพระปรมาภิไธยฯ (พ.1107/2561) ประกอบกับพนักงานสอบสวน ก็คัดค้านการประกันตัวด้วย เพราะหากปล่อยชั่วคราว ก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้ยกคำร้อง ส่วนคดี พ.1107/2561 ปลอมพระปรมาภิไธยฯ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดร้ายแรง และเกี่ยวพันกับคดีอั้งยี่ซ่องโจร (พ.1106/2561) หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว มีการนิมนต์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปจากวัดเสมียนนารี และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจาก พศ. มาทำการสึกจากความเป็นพระ โดยถอดพระเหลือง แล้วให้สวมชุดขาว ซึ่งได้ทำการสึกภายในห้องควบคุมผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ บริเวณใต้ถุนศาลที่มีสภาพมิดชิดบุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้ โดยเป็นส่วนเฉพาะของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเมื่อทำการสึกจากความเป็นสงฆ์แล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำรถกระบะของเรือนจำมาจอดรอที่ทางออกห้องคุมขังดังกล่าว ก่อนคุมตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ขึ้นรถกระบะของเรือนจำทันทีเพื่อนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ฝากขังนี้ต่อไป ซึ่งระหว่างถูกนำตัวขึ้นรถเรือนจำ มีประชาชนที่ศรัทธาถึงกับร้องไห้ พร้อมกับร้องโวยวายคร่ำครวญว่า ทำไมคนดีที่ต่อสู้เพื่อชาติและศาสนาต้องโดนอย่างนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวว่า นายสุวิทย์เข้ามาในฐานะฆราวาส เพราะได้สึกจากความเป็นพระแล้ว หลังการรับตัวเข้าเรือนจำ จึงถือเป็นผู้ต้องขังชาย โดยจะได้รับการดูแลเหมือนกับผู้ต้องขังอื่นทั่วไป โดยหลังรับตัวเข้าเรือนจำ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะเข้าไปพูดคุยเพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติตัวในเรือนจำ ตลอดจนตอบข้อสงสัยต่างๆ และจะดำเนินการตรวจสุขภาพและทำประวัติ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในการรับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ สำหรับการเยี่ยมญาติจะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ต้องขังอื่นๆ ทั่วไป โดยทนายความสามารถเข้าพบเพื่อปรึกษาคดีได้ตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9986</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., คดีอั้งยี่ซ่องโจร, ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์, พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พุทธะอิสระ, ภ.ป.ร, ม.112, ร.ต.ต.สงวน คมขาว, ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล, ส.ก., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อักษรพระปรมาภิไธย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07d405ec231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
