<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73038</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สป.ยธ.&#039;จี้&#039;บิ๊กตู่&#039;เร่งนำร่างพรบ.ตำรวจแห่งชาติ-พรบ.แก้ไขป.วิอาญาเข้าสภาตราเป็นกฎหมายโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.63- เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รับร้องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (ฝั่งสำนักงาน ก.พ.) ร.ต.อ.ดร.วิเชียร&amp;nbsp; ตันศิริคงคล ประธานสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) และคณะ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผ่านนายสาธิต สิทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานงานมวลชน เพื่อขอให้เร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเข้าสู่สภาฯ ตราเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวนคดีอาญาโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ร.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดปัญหาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีที่นายวรยุทธ&amp;nbsp; อยู่วิทยา หรือบอส ซึ่งถูกพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ กล่าวหาว่าขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายแล้วหลบหนีไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานทันที&amp;nbsp; เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ก.ย.55 บริเวณถนนสุขุมวิท ซึ่งกรณีดังกล่าวประชาชนต่างรับรู้พยานหลักฐานต่างๆ หลังเกิดเหตุผ่านสื่อมวลชนพร้อมกันทั้งประเทศ และล้วนแต่เชื่อว่านายวรยุทธ ได้กระทำความผิดตามที่ถูกเจ้าพนักงานแจ้งข้อหาจริงด้วยกันทั้งสิ้น แต่กลับปรากฏว่า การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีนี้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินไปด้วยความล่าช้า และมีการประพฤติมิชอบที่ผิดปกติอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เช่น ไม่ได้มีการทดสอบความเมาทันทีที่ถูกควบคุมตัว และหลายข้อหาได้ถูกปล่อยให้ขาดอายุความ อัยการไม่สามารถฟ้องให้ลงโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รวมทั้งได้มีการสอบสวนในลักษณะของการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานเดิมจนนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เป็นที่วิจารณ์ของประชาชนทั้งชาวไทยและนานาชาติถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีปัญหาและล้าหลัง&amp;nbsp; ไม่เป็นไปตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือความเป็น นิติรัฐ เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปโดยเร็ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานสป.ยธ.กล่าวว่า สป.ยธ. เห็นว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาขึ้นหลายคณะ รวมทั้งได้มีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปที่สำคัญจากหลายฝ่ายซึ่งจะส่งผลให้เกิดการปฏิรูปขึ้นระดับหนึ่งคือ 1.ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจซึ่งนายมีชัย&amp;nbsp; ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และ 2.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในส่วนที่ว่าด้วยการตรวจค้น จับกุม และสอบสวน ที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอต่อท่านตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.63 ซึ่งได้ทราบว่าจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านก็ยังไม่ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปตำรวจและการสอบสวนที่สำคัญทั้งสองฉบับดังกล่าวต่อสภาเพื่อให้พิจารณาตราเป็นกฎหมายแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน คับแค้นใจจากปัญหาตำรวจและการสอบสวนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงยิ่ง อยู่ขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จึงขอความกรุณาให้นายกฯได้เร่งตรวจสอบและดำเนินการเสนอร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายในการปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวนโดยเร็วด้วย และผลการดำเนินการเป็นประการใด ขอความกรุณาแจ้งให้ สป.ยธ.ทราบด้วย&amp;quot; ร.ต.อ.ดร.วิเชียร&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73038</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส อยู่วิทยา, พรบ.ตำรวจแห่งชาติ, พรบ.แก้ไขป.วิอาญา, ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล, สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f23d9d928287.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละ1ปีปฏิรูปตำรวจ ชี้เหลวมุ่งประโยชน์สีกากี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่าย ปชช.ชำแหละ &amp;quot;1 ปี ปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; &amp;nbsp;ล้มเหลว ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไร้ทิศทางการพัฒนา &amp;nbsp;ทำเพื่อผลประโยชน์คนสีกากี ออกแถลงการณ์จี้ยึด 8 แนวทางปฏิรูปของ คป.ตร. พร้อมเร่ง 6 เรื่องด่วน ยุบ บช.ภ.1-9 แยกงานสอบสวน ดึงอัยการช่วยคุมงานสอบสวน &amp;quot;อนุกรรมการฯ ชุดบุญสร้าง&amp;quot; ยอมรับทำงานขัดแย้งกับ กก.ฝ่าย ตร.ตลอด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 เม.ย. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch จัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ตรวจการบ้าน 1 ปี ปฏิรูปตำรวจ แก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่&amp;rdquo; หลังจากคณะปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) สรุปการทำงาน 3 ด้าน คือ ด้านบริหารบุคคล ด้านอำนาจหน้าที่และภารกิจ และด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา จำนวน 18 หน้ากระดาษ เพื่อส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนากล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปตำรวจตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้อะไรเลย งานด้านบริหารบุคคลไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ ศูนย์รวมอำนาจยังอยู่ที่ สตช. อยู่ที่ตัว ผบ.ตร. ไม่มีการกระจายอำนาจ ถึงแม้จะมีการเขียนไว้ให้กระจายอำนาจไปยังกองบัญชาการ แต่ไม่มีการกระจายอำนาจไปยังกองบังคับการจังหวัด เพราะตามจริงแล้ว การปฏิรูปโครงสร้าง สตช.จะต้องลดลง ตำรวจมีประมาณ 220,000 นาย อยู่ที่ สตช.หรือส่วนกลางประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ก็พอ นอกจากนั้นให้ลงไปที่จังหวัดแต่ละพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิรูปครั้งนี้เห็นร่องรอยตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการครึ่งหนึ่ง 15 คน ก็ส่อแววเหลวแล้ว สารพัดคณะกรรมการ สรุปก็อยู่ที่ประธานคนเดียว เพิ่มเงินสารพัดค่าตอบแทน การเพิ่มเงินเดือนผมไม่ได้ว่า แต่ต้องดูที่ผลงานด้วย ถ้าผลงานไม่มี มาขอเพิ่มไร้เหตุผล &amp;nbsp;งานต้องออกมาดีก่อนมาขอเพิ่มค่าตอบแทน พอพูดเรื่องเงินเดือน ไปเอารายงานต่างประเทศมาอ้าง แต่โครงสร้างเอาแบบไทยๆ&amp;quot; ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ไม่เป็นโล้เป็นพาย การสอบสวนขาดการตรวจสอบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นอันตรายมาก คนที่มาเป็นพยานกลับจะถูกแจ้งข้อหาเอาง่ายๆ การสอบสวนพยานบุคคลมีปัญหา การสอบสวนต้องเป็นวิทยาศาสตร์มีการบันทึกภาพและเสียง เมื่อขั้นตอนการสอบสวนนี้เข้ามาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ผกก.จะลดลงครึ่งหนึ่งเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาของตำรวจอยู่ที่ขาดการตรวจสอบทุกมิติ ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้แยกงานสอบสวนออกจาก สตช. สรุปอ้างว่างานสอบสวนและสืบสวนเป็นเนื้อเดียวกันไม่สามารถแยกจากกันได้ งานสอบสวนธรรมชาติแตกต่างจากงานตำรวจ เพราะงานสอบสวนเป็นงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม แต่ตำรวจเอางานรายงานตัวเป็นเรื่องใหญ่กว่า เมื่อนายมาโรงพักต้องเข้ารายงานตัว แต่งานสอบสวนเป็นเรื่องเล็ก การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อตำรวจ จะว่าอะไรขนาดคณะกรรมการคนนอกยังมีลูกหลานเป็นตำรวจที่ยังรอเวลาเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง บางคนยังเป็นที่ปรึกษา ผบ.ตร. แล้วจะปฏิรูปสำเร็จได้อย่างไร&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา&amp;nbsp; กล่าวว่า หลังจากอ่านข้อสรุปจำนวน 18 หน้าของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแล้ว ทุกจุดมีช่องโหว่ตั้งแต่ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการ มีตำรวจถึง 15 คน ต่างประเทศการปฏิรูปแต่ละอย่างคนที่มาเป็นคณะกรรมการต้องมีการสัมภาษณ์ถึงทัศนคติ ไม่ใช่เลือกใครมาเป็นก็ได้ โจทย์การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้เพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อตำรวจ คนที่ได้ก็คือตำรวจ ประชาชนได้น้อยมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการปฏิรูปตำรวจ ยอมรับตอนหนึ่งว่า การทำงานมีการขัดแย้งกับคณะกรรมการฝ่ายตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไทยมีจุดอ่อนผิดตั้งแต่เชิงปรัชญา วิธีคิด การใช้ โดยเฉพาะงานสอบสวน ลิดรอนสิทธิมนุษยชน คดีหนึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายไปตรวจสอบอย่างอิสระ ทั้งอัยการ กองพิสูจน์หลักฐาน ฝ่ายปกครอง หรือแม้กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ แต่บ้านเรามีเพียงตำรวจที่เห็นพยานหลักฐาน เมื่อมีพยานเห็นเหตุการณ์หลายคนหรือหลายส่วน ตำรวจก็ไม่สามารถบิดเบือนพยานหลักฐานได้ จากผิดมากเป็นผิดน้อย หรือทำให้อัยการยกฟ้องเลย การทำสำนวนเป็นไปแบบที่ตำรวจอยากให้เป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเรียกร้องให้อัยการเข้าไปตรวจสอบก็ไม่เป็นผล ฝ่ายที่ค้านก็อ้างสารพัดปัญหา อัยการจะมีเวลาเข้าไปตรวจสอบกับตำรวจหรือ การเข้าร่วมตรวจสอบไม่ใช่ทุกคดี จะเข้าไปร่วมสอบเฉพาะคดีที่มีปัญหาเท่านั้น ก่อนจะมีการแจ้งข้อหาหรือส่งฟ้องอัยการ เพราะต่างประเทศก่อนแจ้งข้อหาอัยการต้องเข้าไปตรวจสอบก่อน ผู้ต้องหาถูกข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายหรือไม่ แต่บ้านเราเมื่อได้ตัวที่คิดว่าเป็นคนร้ายมาแจ้งข้อหาหนักไว้ก่อน เมื่อส่งอัยการ อัยการไม่ฟ้อง บางคนติดคุกฟรี สรุปกระบวนการยุติธรรมบ้านเราต้องไม่ให้มีการบิดเบือนพยานหลักฐาน&amp;quot; หนึ่งในคณะอนุกรรมการปฏิรูปตำรวจระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ออกแถลงการณ์ &amp;quot;ผลการตรวจการบ้าน 1 ปี&amp;quot; ว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจยังไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน เป็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ผิวเผิน ไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนได้ประโยชน์แต่อย่างใด คป.ตร.จึงมีความเห็นร่วมกันคือ ด้านบริหารงานบุคคล &amp;nbsp;วิธีแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ตัดอำนาจ ก.ต.ช. โดยให้ ผบ.ตร. เสนอชื่อให้ ก.ตร.พิจารณาคัดเลือกนั้น เป็นการลดทอนอำนาจของประชาชน การปฏิรูประบบบริหารงานที่แท้จริงคือการกระจายอำนาจสู่จังหวัด หรือการปรับโครงสร้างเป็นตำรวจจังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอำนาจหน้าที่และภารกิจตำรวจ ยังไม่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการให้โอนตำรวจ 11 หน่วย ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา มีแนวทางเพียงให้มีสายงานสอบสวนเช่นเดิม แต่ไม่ได้มีการกำหนดหลักประกันความเป็นอิสระในการหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากการแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยจากผู้บังคับบัญชาฝ่ายตำรวจ ไม่ได้แยกงานสอบสวนเป็นอิสระตามเสียงเรียกร้องของพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายแถลงการณ์ คป.ตร. ยืนยันแนวทางการปฏิรูป 8 ข้อ ที่เครือข่ายประชาชน 102 องค์กร เคยยื่นเรื่องให้นายกฯ และเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน คือ 1.ยุบกองบัญชาการตำรวจภาค 1-9 เพื่อลดสายการบังคับบัญชาที่ซ้ำซ้อนสร้างปัญหาให้สถานีตำรวจ 2.โอนสำนักงานจเรตำรวจไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่อยู่ในระบบยศเช่นเดียวกับทหาร มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องร้องเรียนต่างๆ ด้วยความยุติธรรมอย่างแท้จริง 3.แยกงานนิติวิทยาศาสตร์และงานพิสูจน์หลักฐานและงานสอบสวนออกจากตำรวจให้เป็นสายงานเฉพาะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกินห้าปี คดีสำคัญหรือคดีที่มีการร้องเรียนทุกคดี &amp;nbsp;5.การสอบสวนต้องกระทำในห้องที่จัดเฉพาะ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้อัยการและศาลเรียกตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี 6.ยกเลิกเงินรางวัลนำจับคดีจราจร และการสั่งปรับต้องกระทำโดยศาลเพื่อความยุติธรรมเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญทั่วโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6241</URL_LINK>
                <HASHTAG>คป.ตร., คสช., ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ปชช., พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล, สตช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac0e35359b2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
