<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม้วรอดคดีฮุบทีพีไอ ยกฟ้องหลักฐานอ่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; รอดบ่วงกรรมไปหนึ่งคดี ศาลฎีกามีมติเสียงข้างมากยกฟ้อง ระบุไม่ได้หวังครอบงำ &amp;ldquo;ทีพีไอ&amp;rdquo; ชี้การให้คลังเข้าฟื้นฟูเป็นไปตามมติเจ้าหนี้-ลูกหนี้-ศาลล้มละลาย พร้อมพ่วงดูแลเศรษฐกิจภาพรวม เผยกรณี &amp;ldquo;My boss want it&amp;rdquo; เป็นแค่พยานบอกเล่า ติงประเด็นฟ้อง ป.ป.ช.ไกลเกินกว่าเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษานัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.40/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีระหว่างปี 2546 นายทักษิณขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้นำเสนอให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลได้ส่งหมายแจ้งให้นายทักษิณทราบนัดโดยชอบแล้วจำเลยไม่มาศาล โดยศาลได้ออกหมายจับไว้ แต่ไม่สามารถจับกุมได้ภายในกำหนด ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลย ซึ่งนัดพิจารณาคดีครั้งแรกจำเลยไม่มาศาล ถือว่าให้การปฏิเสธ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังและถือว่าจำเลยรับทราบคำพิพากษา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีปัญหาวินิจฉัยว่า นายทักษิณได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า เมื่อปี 2540 รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธได้ประกาศปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นแบบลอยตัว ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อการเงินและเศรษฐกิจในประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจ และทำให้กลุ่มธุรกิจที่มีเงินกู้จากต่างประเทศมีมูลค่าหนี้สูงขึ้น โดยทีพีไอก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากกรณีดังกล่าวด้วย เพราะมีมูลหนี้กู้เงินในสกุลเงินต่างประเทศ จากเดิมมีมูลหนี้อยู่ 65,211 ล้านบาท แต่เมื่อค่าเงินบาทลอยตัวทำให้หนี้เพิ่มเป็น 130,000 ล้านบาทภายในข้ามคืน โดยเมื่อปี 2543 ทีพีไอได้เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เพราะไม่สามารถบริหารหนี้ได้ ธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลล้มละลายกลาง และตั้งบริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน แต่ภายหลังพบว่าการบริหารไม่โปร่งใส ศาลจึงยกเลิกแผนฟื้นฟูดังกล่าวไป จนปี 2546 ได้มีการเสนอแผนฟื้นฟูใหม่ แต่เมื่อหารือในกลุ่มของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วไม่เห็นด้วย จนมีการเสนอให้กระทรวงการคลังเข้ามาช่วยดูแล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเดือน มี.ค.2546 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอ ซึ่งการจะให้กระทรวงการคลังเข้ามาต้องมีหนังสือยินยอมจากกระทรวงการคลังก่อน ต่อมาปี 2546 ช่วงที่นายทักษิณเป็นนายกฯ ได้เรียกให้ธนาคารกรุงเทพเจ้าหนี้และลูกหนี้มาพูดคุยที่บ้านพิษณุโลกเกี่ยวกับแผนฟื้นฟู โดยให้ฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ส่งตัวแทนแต่ละฝ่ายรวม 14 คน และผู้แทนกระทรวงการคลัง 1 คน จากนั้น พ.ค.2546 ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รมว.การคลัง ได้หารือกับที่ปรึกษากระทรวงการคลังแล้ว จึงได้มีหนังสือยินยอมร่วมกันแต่งตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟู เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยรวม และความมั่นคงของประเทศ และสอดคล้องกับคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง โดยขณะที่เสนอชื่อให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนก็มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานบริหารบริษัททีพีไอ รวมทั้งธนาคารเจ้าหนี้ก็ไม่ได้คัดค้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สหภาพแรงงานโดยพนักงานยังได้เคยยื่นหนังสือต่อรัฐบาลให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ดังนั้น การที่กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผน จึงสืบเนื่องมาจากเจ้าหนี้มีมติพิเศษเลือกให้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นคนกลาง โดยที่ทีพีไอลูกหนี้ก็เป็นผู้เสนอเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงถือว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ให้ความยินยอมในการตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผน กระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแต่งตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ดังนั้นการที่กระทรวงการคลังเข้ามาบริหารแผน จึงเกิดจากความตกลงยินยอมของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ประกอบดุลยพินิจของศาลล้มละลายกลางเฉพาะคดี เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การเข้าไปล่วงสิทธิของเอกชน และไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซงครอบงำกิจการของเอกชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายประชัยเคยไปพบกับ ร.อ.สุชาติเพื่อเข้ามาบริหารบริษัทอีกครั้ง โดยอ้างว่า ร.อ.สุชาติตอบว่าไม่ได้ เพราะ My boss want it. นั้น เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีเอกสารประกอบ แม้จะฟังได้ว่า My boss คือนายทักษิณ แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายทักษิณได้เข้าไปบริหารกิจการของทีพีไอที่เข้าสู่แผนการฟื้นฟู หรือแสดงให้เห็นว่านายทักษิณให้กระทรวงการคลังเข้าไปบริหารแผนเพื่อรับเอาประโยชน์มาเป็นของตนเองและผู้อื่น คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การตั้ง พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เป็นประธานคณะผู้บริหารแผน และนายทนง พิทยะ, นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา และคณะอีก 2 คนเป็นผู้บริหารแผนนั้น แม้นายทักษิณจะเห็นพ้องให้ตั้งคณะผู้บริหารจากกระทรวงการคลังตามที่ ร.อ.สุชาติได้มาหารือ ก็ไม่พบว่าบุคคลทั้ง 5 มีความเกี่ยวพันกับนายทักษิณที่จะได้รับผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการบริหารแผนฟื้นฟู หรือทำให้แผนฟื้นฟูเป็นไปโดยไม่สุจริต ซึ่งการแต่งตั้งอยู่ในดุลยพินิจของ รมว.การคลังที่กำหนดบุคคลได้เอง และเจ้าหนี้-ลูกหนี้ไม่มีใครโต้แย้ง แม้ต่อมา ร.อ.สุชาติจะแจ้งรายชื่อผู้บริหารแผนต่อที่ประชุม ครม.ให้ทราบ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ต้องผ่านการอนุมัติของนายทักษิณ ขณะที่เรื่องค่าตอบแทนเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูในส่วนบริษัท ซินเนอจี โซลูชั่น จำกัด ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งให้คืนเงินค่าตอบแทน 224 ล้านบาทแล้วเมื่อปี 2557 ข้อกล่าวหาในประเด็นฟ้องของ ป.ป.ช.จึงไกลเกินกว่าเหตุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการขายหุ้นเพิ่มทุนของทีพีไอในราคา 3.30 บาท โดยไม่ขายให้นายประชัยและบุคคลทั่วไปนั้น ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาว่าเป็นการขายหุ้นโดยชอบตามแผนฟื้นฟู และศาลล้มละลายกลางได้เห็นชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เช่น ธนาคารออมสิน ปตท. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนวายุภักษ์นั้น ก็ไม่ปรากฏว่านายทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็น หรือได้รับประโยชน์จากองค์กรที่รับซื้อหุ้น หรือกระทำการใดที่เข้าไปครอบงำกิจการ และหากการบริหารเกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นความผิดภายหลัง ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันเป็นคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่านายทักษิณมีเจตนาพิเศษตามที่ ป.ป.ช.กล่าวหา องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเสียงข้างมากพิพากษาให้ยกฟ้อง&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้อำนวยการสำนักคดี สำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวว่า จะรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและข้อกฎหมาย เพื่อให้พิจารณาว่าจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ซึ่งเราต้องดูทั้งพิพากษากลางและคำพิพากษาส่วนบุคคลของแต่ละท่าน ก่อนเสนอ ป.ป.ช.อีกครั้งว่าจะเห็นควรดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยตามขั้นตอนถ้าหาก ป.ป.ช.เห็นสมควรอุทธรณ์ ก็ต้องดำเนินการในกำหนด 30 วัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีของนายทักษิณ ยังเหลืออยู่ในการพิจารณาไต่สวนลับหลังอีก 4 สำนวน ที่อัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องไว้ ประกอบด้วย 1.คดีกล่าวหาแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต 2.คดีกล่าวหาร่วมทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร 3.คดีกล่าวหาให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า และ 4.คดีออกสลากพิเศษ (หวยบนดิน) โดยมิชอบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16453</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86ad812b443.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ&#039;ทักษิณ&#039;อีกใบคดีฮุบทีพีไอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาครั้งแรกคดีหมายเลขดำ อม.44/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.คลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน ถือเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีจึงให้ออกหมายจับ และร่นระยะเวลาการติดตามตัวจากเดิมที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดไว้ 3 เดือน ก่อนที่จะให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีโดยไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยเป็น 1 เดือน ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน มาตรา 19 วรรค 1 ที่กำหนดว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.นี้ หรือในกฎหมายอื่นที่บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.นี้นำมาใช้บังคับ หรือในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาหรือตามที่ศาลกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความมีคำขอ ศาลอาจย่นหรือขยายเวลาได้ตามความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยในการแต่งตั้งทนายความเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีแล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากจำเลยถูกออกหมายจับในหลายคดี โดยให้ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ติดตามตัวจำเลยมาศาลต่อไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยไม่มาศาลถือเป็นการปฏิเสธตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 33 วรรค 3 ที่บัญญัติว่า ในวันพิจารณาครั้งแรกเมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไร คำให้การของจำเลยให้บันทึกไว้ ถ้าจำเลยไม่ให้การก็ให้บันทึกไว้ และถ้าจำเลยให้การปฏิเสธหรือไม่ให้การ ก็ให้ศาลกำหนดวันตรวจพยานหลักฐาน โดยให้โจทก์จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 40 วัน ในกรณีที่จำเลยมิได้มาศาลในวันพิจารณาครั้งแรกไม่ว่าด้วยเหตุใดให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะยังได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้วันที่ 7 ส.ค. 2561 เวลา 13.30 น. นัดไต่สวนในวันที่ 10 ส.ค. 2561 และ 21 ส.ค. 2561 และให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นบัญชีระบุพยานกำหนดแนวทางไต่สวนก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน 14 วัน โดยให้ส่งหมายแจ้ง หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีที่ศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำพิพากษากรณีนางไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินคนเสื้อแดง, อดีตข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และภรรยานายวิสา คัญทัพ ศิลปินคนเสื้อแดง คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 9.30 น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11898</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ ชินวัตร, ทีพีไอ, ปกปิดทรัพย์สิน, ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ, วิสา คัญทัพ, ศาลฎีกานักการเมือง, ศิลปินคนเสื้อแดง, ไพจิตร อักษรณรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180512/image_big_5af6bb8143871.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คดีที่7ศาลรับฟ้องทักษิณ สั่งคลังฟื้นฟูทีพีไอมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีที่ 7! ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; สั่งคลังฟื้นฟู TPI โดยมิชอบ นัดพิจารณาครั้งแรก 22 มิ.ย. เลื่อนฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; กับพวกโกงบ้านเอื้ออาทร 18 มิ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง คดีหมายเลขดำ อม.40/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีนายทักษิณให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.การคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคดีนี้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2553 และได้ยื่นฟ้องคดีเอง เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2561 พร้อมยื่นเอกสารหลักฐาน 21 กล่อง 120 แฟ้ม ที่มีมติชี้มูลความผิดอาญานายทักษิณให้ศาลพร้อมคำฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนพิจารณาคำฟ้อง องค์คณะทั้ง 9 คนได้ประชุมกันภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน 1 คนก่อน แล้วจึงพิจารณาคำฟ้อง ซึ่งเห็นว่า แม้การฟ้องไม่มีตัวจำเลย แต่จำเลยคดีนี้ถูกยื่นฟ้องในคดีของศาลฎีกานี้ซึ่งได้ออกหมายจับไว้แล้ว ขณะที่คำฟ้องคดีถูกต้องตามกฎหมาย และ ป.ป.ช.โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 มาตรา 27 ที่จะประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาได้ จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป โดยให้สำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลยและปิดหมายแจ้งจำเลยทราบตามที่อยู่ในฟ้อง (บ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์) ซึ่งให้การปิดหมายมีผลทันที ตาม วิ อม.มาตรา 19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยองค์คณะฯ กำหนดนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 08.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากวันนัดพิจารณาครั้งแรก นายทักษิณไม่มาศาล ในวันนัดดังกล่าวองค์คณะฯ มีอำนาจพิจารณาออกหมายจับให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี และตามวิ อม. มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า หากออกหมายจับแล้ว 3 เดือน ยังไม่ได้ตัวจำเลย ศาลมีอำนาจพิจารณาได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย (ดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลย) แต่ไม่ตัดสิทธิที่จำเลยจะแต่งตั้งทนายความดำเนินการแทนตนได้ ซึ่งคดีนี้ ถือเป็นสำนวนที่ 7 ที่นายทักษิณถูกยื่นฟ้องนับจากพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2549
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา, นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา, นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา, นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง รองประธานศาลฎีกา, นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว รองประธานศาลฎีกา, นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา, นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา, นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา และนายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. องค์คณะคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 นัดฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง คดีที่นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 60 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 และแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 48-49, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีต ผอ.ฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย,&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง, น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ, บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และบริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เป็นจำเลยที่ 1-9&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ โดยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัยการสูงสุดมอบอำนาจให้อัยการคดีปราบปรามทุจริต 2 ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวันฟ้อง นายวัฒนา จำเลยที่ 1 และนายพรพรหม จำเลยที่ 3 ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตให้ทั้งสองประกันตัวไปโดยตีราคาประกันนายวัฒนา 5 ล้านบาท และนายพรพรหม 3 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วน บจก.เพรซิเดนท์ฯ จำเลยที่ 8 และ บจก.ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำเลยที่ 9 นั้น เป็นการยื่นฟ้องนิติบุคคลที่เป็นบริษัท ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ต้องยื่นหลักทรัพย์ประกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 5, จำเลยที่ 6, จำเลยที่ 7 นั้น ในวันฟ้องไม่ได้มาพบอัยการเพื่อมาศาล จึงต้องรอมาศาลและยื่นประกันภายหลัง ส่วนนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 นั้น ตัวอยู่ในเรือนจำรับโทษคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาปรากฏว่า ศาลฎีกาฯ ได้เลื่อนการนัดฟังคำสั่งในวันนี้ออกไปก่อน เนื่องจากองค์คณะผู้พิพากษาติดภารกิจเร่งด่วน จึงนัดฟังคำสั่งคดีว่าจะรับ-ไม่รับฟ้องอีกครั้งในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เวลา 13.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ที่กระทำผิดในการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ รวม 19 ราย จึงเหลือที่จะยื่นฟ้องอีก 10 ราย ประกอบด้วย 1.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย 2.บริษัท พาสทิญ่า ไทย จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างที่พักอาศัย ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร 3.นายซาร์นน บินยาขอบ 4.นายโมฮ์ด ฮานาเปียร์ บิน อับดุล อาซิล 5.นายอาฮ์มัด บิน ฮารอน 6.นายศักดิ์สิทธิ์ หรือเดชวรกุล อลังการกุล 7.บริษัท นามแฟทท์คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 8.นายลาว ซี ฮุง &amp;nbsp;9.บริษัท พรินซิพเทคไทย จำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง และ 10.น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการและผู้มีอำนาจทำการแทน บจก.ไทยเฉนหยู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์คณะ 9 คนที่รับผิดชอบสำนวนนี้ ประกอบด้วย นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา, นายธีระพงศ์ จิระภาค ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา, นายชัยยุทธ ศรีจำนงค์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, น.ส.บุญมี ฐิตะศิริ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, นายทวี ประจวบลาภ ประธานแผนกคดีพาณิชย์ในศาลฎีกา, นายสุนทร ทรงฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา, นายประยุทธ ณ ระนอง ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาล, นายประทีป ดุลพินิจธรรมา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายนพพร โพธิ์รังสิยากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10838</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ชัยยุทธ ศรีจำนงค์, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ทักษิณ ชินวัตร, ธนสิทธิ์ นิลกำแหง, บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน), พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว, พิศล พิรุณ, ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย เอื้ออังคณากุล, วิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, สุนทร ทรงฤกษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e5666cf66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
