<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่ร้องป.รับทำคดี พลทหารดับปริศนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายรณณรงค์พาแม่พลทหารที่ผูกคอตายในค่ายทหารเข้าร้องกองปราบฯ ขอให้ไขคดีนี้ ข้องใจหลายข้อพิรุธที่อาจเป็นฆาตกรรมเพราะลูกเคยบอกถูกซ้อม เหยียบคอ โรยพริกเกลือ ตีหลัง ขณะที่ทหารนายหนึ่งโทรหาแม่คนตายให้หยุด ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ &amp;ldquo;บิ๊กบี้&amp;rdquo; ย้ำกองทัพไม่ปกป้องคนผิด เผยลงทัณฑ์ทางวินัย &amp;ldquo;ผบ.-รอง ผบ.กองรักษาการณ์&amp;rdquo; หลังบกพร่องหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองปราบปราม เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พานางหนูไกร บุญวิเศษ อายุ 44 ปี แม่ของพลทหารพิชวัฒน์ เวียงนนท์ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 27 จ.ร้อยเอ็ด ผูกคอตัวเองเสียชีวิตภายในคุกทหาร กองรักษาการณ์ ค่ายประเสริฐสงคราม จ.ร้อยเอ็ด เข้าพบ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้ช่วยรับโอนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังมีเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่งโทรศัพท์มาข่มขู่ทางครอบครัวให้หยุดสืบหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย ที่ทางครอบครัวไม่เชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณณรงค์กล่าวว่า ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังเกิดความสงสัยกับสาเหตุการตายของพลฯ พิชวัฒน์ เพราะผู้ตายได้ออกจากค่ายแล้วถูกตามตัวกลับไป ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเสียชีวิตจากการแขวนคอ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายจริง หรือเป็นการอำพรางศพหรือไม่ ส่วนที่มีข่าวผู้ตายมีอาการซึมเศร้า ก็น่าจะมีสัญญาณหรืออาการผิดปกติบ้าง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มี อีกทั้งก่อนหน้าเสียชีวิตยังบอกให้แฟนสาวนำโทรศัพท์มาให้ จึงไม่น่าจะเป็นการฆ่าตัวตายเพราะอาการซึมเศร้าแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมามีแรงกดดันจากทหารทำให้ตำรวจท้องที่ไม่สามารถทำคดีได้ และญาติยังถูกห้ามไม่ให้เข้าไปดูที่เกิดเหตุ จึงร้องขอให้โอนคดีมายังกองปราบฯ พร้อมกันนี้ หากคุกทหารมีกล้องวงจรปิดก็ขอให้ใช้กฎหมายไปนำหลักฐานมา และอยากให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เข้ามาชันสูตรพลิกศพ รวมถึงตรวจสอบร่องรอยต่างๆ บนเชือกที่ใช้ผูกคอด้วยตามขั้นตอนทางนิติวิทยาศาสตร์ใหม่ เนื่องจากผลการตรวจเบื้องต้นมีรอยช้ำที่หูจากการผูกรัด และศพเกิดการเน่าเนื่องจากไม่แช่โลงเย็นทำให้เสื่อมสภาพ แต่ยังต้องตรวจสอบชิ้นเนื้อตามซอกเล็บและอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังถูกเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่งโทรศัพท์เข้ามากดดันว่าให้หยุด ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ เลย&amp;quot; นายรณณรงค์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางหนูไกรกล่าวว่า อยากรู้ความจริงว่าใครทำอะไรลูก ให้พูดมาจะได้จบๆ ไป เพราะตนมีที่พึ่งคือลูกเท่านั้น เมื่อสัปดาห์ก่อนมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาบอกให้ลูกชายกลับมารายงานตัวที่ค่าย ซึ่งก่อนจะกลับลูกชายบอกกับตนว่าไม่อยากกลับไปอีก ไม่อย่างนั้นคงตายแน่ๆ เพราะที่ผ่านมาถูกเหยียบคอ โรยพริกเกลือ ตัดผมและตีหลังจนช้ำ กระทั่งมาเสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนี้หลังเสียชีวิต พบว่ามีตำรวจและพยาบาลเซ็นส่งศพไป รพ.ร้อยเอ็ด ทั้งที่ยังไม่แกะเชือกออกจากศพ และครอบครัวก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปดูศพ ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางหนูไกรกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าลูกชายป่วยเป็นวัณโรคที่ปอดจึงเหนื่อยง่าย ทำให้ต้องเข้าออกค่ายเพื่อรักษาอาการป่วยอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำเรื่องขอออกมาอย่างถูกต้องทุกครั้ง และล่าสุดก่อนเสียชีวิตก็มีใบแพทย์สั่งให้ออกมาพักฟื้น 6 เดือน แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมักถูกลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณณรงค์ยังได้นำพริกป่นมาโรยใส่รูปถ่ายของผู้ตาย เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วย เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ ก่อนรวบรวมข้อมูลส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริงและตามข้อกฎหมาย กองทัพบกไม่มีการปกป้องคนกระทำความผิด หากใครทำผิดก็ต้องรับผิดผลของการกระทำความผิด ทั้งนี้ ทหารปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะพลฯ พิชวัฒน์เสียชีวิตในพื้นที่ควบคุมความรับผิดชอบของกองทัพ ดังนั้นใครที่รับผิดชอบพื้นที่ตรงนั้นต้องรับผิดชอบ ถือเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนั้นคือ ผบ.กองรักษาการณ์ และรอง ผบ.กองรักษาการณ์ ที่ต้องถูกลงทัณฑ์ทางวินัย แต่เรื่องสาเหตุทางส่วนที่เกี่ยวข้องต้องไปสืบสวนสอบสวนตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ของกองทัพมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายและทางวินัย อย่างไรก็ตาม กองทัพบกขอแสดงความเสียใจ เพราะไม่มีใครอยากให้ทหารเสียชีวิต กองทัพพร้อมให้การดูแลช่วยเหลือครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวมีการทำร้ายร่างกายกันในเรือนจำทหารจนเสียชีวิตนั้น แม้จะเป็นนโยบายกองทัพบกห้ามทำร้ายร่างกาย แต่ก็ยังเกิดเหตุอีก ดังนั้นคนเหล่านี้ต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายทหาร คือขึ้นศาลทหาร ขณะเดียวกันตนได้สั่งการให้ผู้บังคับหน่วยว่าต้องพาญาติพี่น้องไปแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพราะคนพวกนี้จะต้องรับโทษทัณฑ์ในฐานะที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น กองทัพบกจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเหตุเกิดในพื้นที่ของเรา และกองทัพบกจะดำเนินการช่วยเหลือทางครอบครัวต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83308</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายทหาร, พลทหารผูกคอตายในค่าย, รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แม่พลทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa9390901e8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครูจุ๋มเข้ามอบตัว แจ้งเพิ่มทุบ2ขวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูจุ๋มมอบตัวรับทราบ 2 ข้อหา ทำร้ายร่างกาย และความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ครู อยู่ระหว่างสอบสวน ด้านครูอิ้วโพสต์ขอโทษทำรุนแรงเด็ก อ้างไม่มีเจตนา ทนายรณณรงค์พาผู้ปกครองแจ้งความเพิ่มครูทุบ 2 ขวบ กช.สั่งสารสาสน์คืนเงินค่าเทอมที่เก็บเกินเพดาน พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโรงเรียนในเครือทั้งหมด 34 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 กันยายนนี้ ที่ สภ.ชัยพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชระมงคล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี, พ.ต.อ.ดิเรก ยศนันท์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี, พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์ ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ ประชุมติดตามความคืบหน้าในคดี น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือครูจุ๋ม ผู้ช่วยครูประจำชั้นอนุบาล โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ที่ถูกแจ้งความทำร้ายเด็กอนุบาลด้วยการจิกผม หยอดยาหม่องใส่ตา ขังในห้องน้ำ ตามที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างนั้นเอง น.ส.อรอุมา หรือครูจุ๋ม ได้เดินทางเข้าพบ ผบช.ภ.1 โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดห้องเพื่อสอบปากคำครูจุ๋มอย่างละเอียดโดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกภพเปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายมาจาก ผบช.ภ.1 ให้มาดูแลและสอบสวนคดีนี้ ซึ่งวันนี้ได้ประชุมเรียบร้อยแล้วและกำหนดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด ประการที่ 1 คือ ให้ย้อนดูกล้อง CCTC ทุกกล้อง ดูให้ครบทุกห้องเรียนว่ามีการกระทำความผิดอะไรที่เกี่ยวข้องกับเด็กบ้าง หากมีการกระทำเกี่ยวกับเด็กไม่ว่าครูคนใด จะดำเนินคดีตามความผิด เบื้องต้นได้ตั้งไว้ 2 ข้อหา คือ การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เด็กได้รับอันตรายทั้งกายและจิตใจ และฐานกระทำหรือละเว้นการกระทำที่ส่งผลต่อเด็ก ส่วนจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ไพศาลกล่าวว่า ได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหากับ น.ส.อรอุมา หรือครูจุ๋ม ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ครูฯ ยังต้องรอสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งจึงจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหานี้ได้ ซึ่งในวันนี้นอกจากจะแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อกับครูจุ๋มแล้ว ยังต้องแยกดำเนินคดีกับครูจุ๋มอีก 8 คดี ตามที่มีหลักฐานชัดเจนจากผู้ปกครองที่ได้เดินทางมาเข้าความให้ดำเนินคดีกับครูจุ๋มทั้ง 8 ราย เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังสอบปากคำครูจุ๋ม ตำรวจได้นำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดนนทบุรีฝากขังแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม ได้โพสต์กลุ่มแช้ตไลน์ของผู้ปกครองและครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ที่มีข้อความแช้ตจากครูอิ้ว ครูประจำชั้นอนุบาล 1 ที่มีพฤติกรรมทำร้ายนักเรียนด้วยเช่นกัน ระบุว่า เธออยากขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเด็กจริงๆ เสียใจและยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับครูอีกคนหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวทำร้ายเด็ก คือครูมาวิน หรือนายมาร์วิน ลิวานัก โอเรโฮลา ชาวฟิลิปปินส์ นอกจากจะถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานทำร้ายเด็กแล้ว ยังถูก ตม.นนทบุรีจับกุมดำเนินคดีในข้อหาเป็นต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และนำตัวส่งฟ้องศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งปรับ 1 หมื่นบาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5 พันบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 14.30 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์&amp;nbsp;พร้อมพ่อแม่เด็กระดับเนิร์สเซอรี่ (เด็กเล็กก่อนวัยเรียนและอนุบาล)&amp;nbsp;เข้าแจ้งความตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.อรอุมา หรือครูจุ๋ม&amp;nbsp;รวมทั้งครูคนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากครูทั้ง 4 คนที่ถูกไล่ออกไปก่อนหน้านี้&amp;nbsp;โดยปรากฏในคลิปต่อมาว่ามีเด็กนักเรียนอนุบาลและระดับเนิร์สเซอรี่ถูกครูทำร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณณรงค์กล่าวว่า นอกจากเด็กอนุบาลจะถูกครูทำร้ายแล้ว ยังพบว่ามีเด็กที่เรียนเนิร์สเซอรี่ อายุ 2 ขวบ ถูกครูทำร้ายทุบตีเช่นกัน อีกทั้งยังมีครูโทร.มาขอผู้ปกครองว่าไม่ให้แจ้งความ ทั้งนี้ทาง ผกก.ได้เก็บรวบรวมหลักฐานกล้องวงจรปิดเนิร์สเซอรี่ ชั้น A และจะแจ้งทางผู้ปกครอง เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนกว่า 100 คน ได้เดินทางมารอฟังคำชี้แจงจากทางโรงเรียน แต่ปรากฏว่าผู้บริหารของโรงเรียนปิดห้องประชุมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ และตำรวจ ในห้องประชุมเล็ก มีการเคาะประตูให้เปิด จนเกิดการชุลมุนวุ่นวายกันพักใหญ่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของทางโรงเรียนจะยอมเปิดประตูและออกมาเจรจาให้กลุ่มผู้ปกครองไปฟังคำชี้แจงที่ห้องประชุมใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) แถลงว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงเรียนมีปัญหาต้องแก้ไขหลายอย่าง เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน ตามระเบียบที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำหนด โดยในระดับอนุบาลกำหนดอัตราการเก็บเงินต่อปีไม่เกิน 80,000 บาท ดังนั้นแต่ละภาคเรียน โรงเรียนสามารถเก็บได้ไม่เกิน 40,000 บาท รวมทั้งค่าใช้จ่าย ค่าอาหารกลางวัน ค่าตรวจสุขภาพนักเรียน ค่าตรวจสารเสพติด ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าเรียนว่ายน้ำ ค่าเรียนดนตรี ค่าห้องเรียนปรับอากาศ ค่าเรียนเสริมนอกตำราเรียน ค่าเรียนเสริมพิเศษ เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่าโรงเรียนแห่งนี้เรียกเก็บเกิน แต่โรงเรียนรับปากว่าจะคืนเงินส่วนเกินให้ผู้ปกครอง นอกจากนี้ สช.กำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 25 คน แต่โรงเรียนกลับเปิดรับ 34 คนต่อห้อง จะต้องแก้ไขภายใน 15 วัน หากไม่แก้ไขก็จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 กำหนดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 12 คน ตรวจสอบโรงเรียนเครือสารสาสน์ทั้ง 34 แห่ง ที่ สช.ได้รับการร้องเรียนด้วย โดยเริ่มจากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์เป็นแห่งแรก และต่อไปนี้ สช.จะปิดช่องว่างทั้งหมด โดยมีมาตรการบังคับให้โรงเรียนเอกชนทุกแห่งติดประกาศพร้อมกับภาพถ่าย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู วันหมดอายุ หน้าห้องเรียนทุกห้อง เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจในโรงเรียนเอกชนต่อไป และถ้าโรงเรียนจ้างคนที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมาทำหน้าที่ครู มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท&amp;rdquo; นายอรรถพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงครูทำร้ายเด็กอนุบาลว่า ขณะนี้กำลังเป็นกระแส ก็ขอฝากให้ครูที่มีอยู่กว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ อย่าให้กรณีการลงโทษเด็กกลายมาเป็นปัญหา เป็นเงื่อนไขกลับมาที่รัฐบาล ฝากไปยังองค์กรครู จะทำโทษ ตีแรงๆ ทำโทษหนักไม่ได้แล้วในปัจจุบันนี้ หวังความร่วมมือจากเหล่าคุณครูทั้งหมด เพราะเดี๋ยวนี้มีกล้อง มีคลิป มีโซเชียลมีเดีย ก็เห็นหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเป็นห่วงว่าจะไปเป็นการขยายความขัดแย้งให้มากขึ้น ขอกระทรวง สถานศึกษาทุกแห่ง ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ การลงโทษ การบูลลี่ทั้งหมด ขอให้อยู่ในกฎในระเบียบที่เหมาะสม&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79010</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ดิเรก ยศนันท์, พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์, พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชระมงคล, พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาร์วิน ลิวานัก โอเรโฮลา, รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรถพล ตรึกตรอง, อรอุมา ปลอดโปร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f732a925b323.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ตำรวจจัดการ 200เน็ตไอดอล ชักชวนเล่นพนัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สสส.ผนึกเครือข่ายเยาวชนต้านพนัน บุกจี้ ผบ.ตร.ฟัน 200 เน็ตไอดอลโฆษณาชักชวนเล่นพนันออนไลน์ พร้อมตั้งคณะทำงานปราบปรามเว็บพนัน เผยฉวยโอกาสหยุดเชื้อเพื่อชาติ ผุดอีกเกือบเท่าตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมตัวแทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน, เครือข่ายลมหายใจไร้มลทิน รวมกว่า 30 คน ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอให้ดำเนินการกับเน็ตไอดอลชื่อดังจำนวนกว่า 200 คน ในข้อหาโฆษณาชักชวนเล่นการพนัน พร้อมขอให้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานเพื่อปราบปรามขบวนการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยต่อเยาวชนและความมั่นคงของชาติ โดยมี พ.ต.อ.วิชัย ศรีศีลศิริกุล รอง ผบก.กช. นายตำรวจเวรอำนวยการ เป็นผู้รับหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณณรงค์กล่าวว่า การพนันออนไลน์มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งเจ้าของธุรกิจ กราฟฟิกดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ นักกลยุทธ์การตลาดฝ่ายโฆษณา คอลเซ็นเตอร์ ผู้รับจ้างเปิดบัญชี ฯลฯ ส่วนใหญ่มีการดำเนินงานแบบเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งล้วนทำผิดกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (แก้ไข พ.ศ.2560) โดยทางเพจทนายคู่ใจได้รวบรวมข้อมูลเน็ตไอดอลที่โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนและเยาวชนเล่นพนันออนไลน์กว่า 200 คน จากการเปิดให้แจ้งเบาะแสผ่านแฟนเพจ ซึ่งมีผู้ส่งมาเป็นจํานวนมาก จึงนำหลักฐานมามอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.กาญจนา วิจิตรบูรพา หัวหน้าสำนักสนับสนุนการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมาได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ 4,677 คน พบว่า ร้อยละ 42.38 ของเด็กและเยาวชนเข้าสู่วงจรการพนัน สำหรับปีนี้มีผลสำรวจพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนจำนวน 1,089 คน กับการใช้สื่อออนไลน์ในช่วงอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เด็กพบเห็นโฆษณาชวนให้เล่นพนันหรือเสี่ยงโชค เช่น เล่นเกมได้เงิน ลงทุนง่าย ได้เงินไว หรือกักตัวไม่กลัวจน มากถึงร้อยละ 70.06 นอกจากนี้ผลจากการเฝ้าระวังของเครือข่ายเยาวชนยังพบว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค.-15 มี.ค.2563 มีเว็บพนันจำนวน 240 เว็บไซต์ แต่ในช่วงโควิด-19 ที่เก็บข้อมูลระหว่าง 16 มี.ค.-31 พ.ค.63 มีเว็บพนันเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกมากมายถึง 200 เว็บไซต์ รวมเป็น 440 เว็บไซต์ หรือเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 167 ยูสเซอร์ที่เป็นเน็ตไอดอล, อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลอาชีพต่างๆ รวมถึงเฟซบุ๊กแฟนเพจกว่า 100 เพจ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเด็กและเยาวชน รับโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ด้วยข้อความลักษณะเดียวกัน และมีรูปแบบในการโพสต์คล้ายกัน โดยใช้กลยุทธ์หลอกล่อให้คนกดเข้ามาดูโพสต์ และจูงใจให้เล่นพนันออนไลน์ด้วยกลอุบายต่างๆ ทั้งยังมีการว่าจ้างให้เยาวชนรีวิวเว็บไซต์พนัน เพื่อแนะนำบอกต่อเชิญชวนกันเองด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีนักพนันหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ พบว่ามีเยาวชนหลายรายที่รับจ้างรีวิวด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะต้องการหารายได้ในช่วงโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพัฒน์ จินดารัตน์ รองประธานชมรมลมหายใจไร้มลทิน กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้ 1.ขอให้กวดขัน เร่งรัดดำเนินการปราบปรามการพนันออนไลน์ในทุกพื้นที่ และดำเนินคดีกับผู้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์อย่างเข้มงวดจริงจัง 2.ขอให้ประชาสัมพันธ์สายด่วน 1155 อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแจ้งเบาะแสเมื่อพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ 3.ขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เพื่อพัฒนากลไกและมาตรการในการแก้ปัญหาการพนันออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และ 4.ขอให้ร่วมผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งมีความล้าหลัง ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงปัญหาการพนันออนไลน์และการพนันรูปแบบใหม่ๆ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75744</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาญจนา วิจิตรบูรพา, ชยพัฒน์ จินดารัตน์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f47a3c11cbfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่พริตตี้สาวเผยเคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวกำมะลอครั้งเดียว เชื่อเจตนาหลอกแต่งงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่พริตตี้สาวชาวบุรีรัมย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เรียกร้องให้เจ้าบ่าวกำมะลออ้างเป็นเสี่ยหมื่นล้าน หลอกแต่งงานจนเป็นหนี้กว่า&amp;nbsp;3.5&amp;nbsp;ล้านบาท ออกมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายจัดงานทั้งหมด&amp;nbsp;เชื่อมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก&amp;nbsp;เผยเคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวก่อนขอลูกแต่งงานครั้งเดียว&amp;nbsp;ยันครอบครัวไม่มีใครรู้รายละเอียดจัดงานแค่ไปร่วมงานแต่งในฐานะญาติเจ้าสาวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.62 - จากกรณีที่ น.ส.ไก่ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี พริตตี้สาวชาวบุรีรัมย์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ว่าถูกนายเรือง(นามสมมติ) อ้างว่าเป็นเสี่ยหมื่นล้าน หลอกให้แต่งงานจดทะเบียนสมรส โดยมีการจัดงานแต่งใหญ่โตที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ มีการจ้างออร์แกนไนซ์ มีค่าใช้จ่ายต่างๆในการจัดงานรวมเป็นเงินกว่า 3.5 ล้านบาท จากนั้นเบี้ยวไม่จ่ายเงินทำให้ฝ่ายหญิงต้องเป็นผู้มาชดใช้หนี้แทน อีกทั้งเช็คที่ฝ่ายชายให้เป็นค่าสินสอดจำนวน 1.6 ล้านบาท ก็หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของ น.ส.ไก่ ผู้เสียหาย ที่ ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ก็ได้พบกับนางเพชร (นามสมมุติ) แม่ของน้องไก่ พริตตี้สาวคนดังกล่าว ซึ่งกำลังดูแลยายที่ป่วยติดเตียง เล่าให้ฟังว่า มีการจัดงานแต่งงานลูกสาวจริงที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา แต่พ่อแม่และครอบครัวไม่ทราบละเอียดของการจัดงานเลย ถึงวันก็ไปร่วมงานในฐานะครอบครัวของเจ้าสาวเท่านั้น และในวันแต่งงานทางฝั่งเจ้าบ่าวก็ได้วางสินสอดใส่ในพานเป็นเช็คเงินสด จำนวน 1.6 ล้านบาท ก็มีญาติพี่น้องเห็นกันหลายคน แต่หลังเสร็จงานก็ไม่รู้ว่าเช็คเงินสดอยู่กับใครหรือหายไปไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งมาทราบภายหลังว่า ทางฝั่งเจ้าบ่าวไม่ยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งที่มียอดสูงถึง 3.5 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่เห็นฝั่งเจ้าบ่ายออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ ก็สงสารลูกสาวที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็เชื่อว่าน่าจะมีเจตนามาหลอกให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่แรก เพราะไม่งั้นคงจะไม่เบี้ยวค่าจัดงานแต่งแบบนี้ และหากเจ้าบ่าวไม่รับผิดชอบ ก็ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าจัดงานแต่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้องไก่ ยังบอกอีกว่าก่อนที่ฝ่ายชายจะมาขอลูกสาวแต่งงานทางครอบครัวเคยเห็นหน้าฝ่ายชายเพียงครั้งเดียว คือวันที่มางานศพของตา หลังจากนั้นลูกสาวก็มาบอกว่าฝ่ายชายขอแต่งงาน ทำให้คนในครอบครัวไม่มีใครรู้ประวัติของฝ่ายชายเลยว่าเป็นใครมาจากไหน แค่ลูกสาวมาเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนมีฐานะก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงก็ไม่ได้ไปซักไซ้อะไรมาก ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ดีใจที่ลูกได้แต่งงานแต่ไม่คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็เสียใจและสงสารลูกสาวมาก ก็อยากให้ฝ่ายชายออกมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47127</URL_LINK>
                <HASHTAG>รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, สาวพริตตี้บุรีรัมย์, หลอกเป็นหนี้งานแต่ง, หลอกแต่งงาน, เบี้ยวค่าจัดงานแต่ง, เสี่ยกำมะลอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d943c875aff4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้างถูกที่1-18ล. สงสัยพี่จะขโมย หายตัวจากบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หนุ่มยโสธรเข้าแจ้งความตำรวจ สงสัยพี่ชายแท้ๆ ขโมยลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 รวม 3 ใบหายออกไปจากบ้าน ได้ข่าวกินหรูอยู่ดี แถมคุยฟุ้งจะซื้อที่ ขอให้นำตัวมาสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อบ่ายวันที่ 1 กันยายนนี้ นายศรีอนนท์ แสงอรุณ อายุ 34 ปี และนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เดินทางเข้าพบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ร.ต.อ.สุภทร์&amp;nbsp;ชัยธัมมะปกรณ์&amp;nbsp;รองสารวัตรสอบสวน&amp;nbsp;สน.คลองตัน เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข&amp;nbsp;147055 งวดประจำวันที่? 16 มิถุนายน 62 จำนวน 3 ใบ ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 เป็นเงิน 18 ล้านบาทหายไป และสงสัยว่าพี่ชายจะเป็นคนลักทรัพย์ โดยขณะนี้ก็หายตัวไปด้วย นายศรีอนันต์จึงได้เข้าแจ้งความไว้แล้วที่ สน.คลองตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอนนท์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี จากนั้นก็กลับมาที่บ้านในซอยสุขุมวิท 48 โดยวางสลากไว้บนหลังตู้เย็นและมีกล่องกระดาษทิชชูทับไว้ กระทั่งผลการออกรางวัลเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ทราบว่าตนเองถูกรางวัลที่ 1 จึงกลับมาบ้านเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ปรากฏว่าสลากได้หายไป สอบถามพี่ชายแท้ๆ และน้าสาว อ้างไม่รู้เรื่อง แต่ต่อมาพี่ชายแสดงพิรุธ หายออกจากบ้าน ปิดช่องทางการสื่อสารทุกทาง จึงตัดสินใจมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ สน.คลองตัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอนนท์กล่าวว่า เคยถามพี่ชายว่าเห็นลอตเตอรี่ที่หายไปหรือไม่ ปรากฏพี่ชายกลับมีท่าทางโมโห ก่อนจะปฏิเสธว่าไม่เห็น ต่อมาก็อ้างว่าจะกลับบ้านที่ จ.ยโสธร แต่ภายหลังทราบว่าไม่ได้กลับ และยังคงวนเวียนอยู่แถวพระโขนง&amp;nbsp;แต่ไม่ยอมติดต่อกลับมา? นอกจากนี้พบว่าพี่ชายใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากขึ้น? มีโพสต์เฟซบุ๊กกินอาหารทะเล??? มีการพูดกับญาติว่าจะซื้อที่ดิน? ทั้งที่ปกติพี่ชายไม่มีเงินมากขนาดนั้น? ส่วนที่มีข่าวว่าพี่สาวที่อยู่ประเทศอังกฤษ? ได้โพสต์เฟซบุ๊ก?ระบุว่า?ตนมีอาการทางประสาท? ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีประวัติการรักษาหรือกินยาระงับประสาทแต่อย่างใด? ยินดีให้แพทย์ตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายรณณรงค์ ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ได้นำหลักฐานเพิ่มเติมคือ? รูปภาพเฟซบุ๊ก? และกล่องกระดาษทิชชูที่นำสลากใส่ไว้มาให้ตำรวจตรวจสอบลายนิ้วมือ? โดยขณะนี้ได้แจ้งความของหายเท่านั้น? เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัด? และยังไม่ทราบว่าถูกรางวัลจริงหรือไม่ อย่างไร? จึงอยากให้ตำรวจติดตามสืบสวนคดีนี้ให้ทราบข้อเท็จจริง เบื้องต้นตำรวจรับไว้เป็นคดีเรียบร้อยแล้ว? และจะตรวจสอบก่อนสรุปข้อเท็จจริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44757</URL_LINK>
                <HASHTAG>รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, รางวัลที่1, ล็อตเตอรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวย 18 ล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6bc6569c4f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอ.สั่งสอบครูฝึก รุมตื้บทหารเกณฑ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทหารเกณฑ์เข้าร้องกองปราบฯ ถูก 3 ครูฝึกกรมสารวัตรทหารอากาศรุมทำร้ายเหตุเพราะใช้โทรศัพท์เกินเวลา ตบหน้า ไม้ไผ่ฟาด กระทืบ เตะ ต่อย ตั้งแต่ 6 โมงเช้ายัน 4 โมงเย็น จนคิดว่าขืนอยู่ต่อก็คงตาย หนีออกจากกรมบ่ายหน้าพึ่งทนายพาเข้าแจ้งความ ผบ.ทอ.เต้น สั่งตั้งกรรมการสอบ จ่อฟันวินัย บิ๊กป้อมชี้เป็นเรื่องตัวบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาพลทหารเอ (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี ทหารเกณฑ์ สังกัดกรมสารวัตรทหารอากาศดอนเมือง พร้อมด้วยบิดาวัย 51 ปี บิดา มารดาวัย 43 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิงบุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สารวัตรสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ระบุว่า พลทหารเอถูกครูฝึกในค่ายทหารทำโทษจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนำเอกสารผลตรวจร่างกายและภาพถ่ายร่องรอยฟกช้ำตามร่างกายมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลทหารเอกล่าวว่า ได้สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ในสังกัดดังกล่าว และเข้ารับการฝึกอยู่ภายในค่ายมาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มครูฝึกได้เรียกตนไปพบ เพราะจับได้ว่าตนฝ่าฝืนกฎระเบียบของค่ายฝึก แอบใช้โทรศัพท์มือถือนอกเหนือเวลาที่ทางค่ายกำหนด เมื่อไปถึงทางครูฝึกก็ได้ทำโทษด้วยการตบหน้า ใช้ไม้ไผ่ฟาดตามร่างกาย รวมถึงใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทั้งกระทืบ ชกต่อย ทุบตี นานร่วม 20 นาที ก่อนจะปล่อยตนไปเข้าฝึกอบรมที่ฐานอื่นๆ ตามปกติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาช่วงเที่ยงวันเดียวกัน ครูฝึกกลุ่มเดิมก็ได้เรียกตนไปพบอีกครั้ง เมื่อไปถึงก็ให้นั่งแล้วใช้มือกดหัวตนคว่ำหน้ากระแทกลงไปกับจานข้าวที่วางอยู่ ก่อนจะนำแกลลอนน้ำมาวางบนหัวแล้วเทน้ำใส่ รวมถึงนำฝาหม้อมาโขกหัว โดยระหว่างที่กำลังถูกทำโทษนั้น ทางกลุ่มครูฝึกก็ได้ถือมีดขู่ด้วยการทำท่าทางเหมือนจะแทงที่หน้าอก ก่อนจะวางมีดลงแล้วทำร้ายร่างกายตนอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลทหารเอระบุว่า ถูกครูฝึกทำร้ายร่างกายตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ตลอดทั้งวันถูกเรียกไปทำโทษมากถึง 6 ครั้ง และเพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ นอกจากนี้ในช่วง 5 ทุ่มวันเดียวกัน ครูฝึกยังได้เรียกตนไปพบอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาข่มขู่ถ้าหากหนีตายแน่นอน แต่เพราะความหวาดกลัวว่าหากอยู่ต่อก็คงถูกทำร้ายอีก จึงตัดสินใจหนีออกจากค่ายเพื่อรักษาชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ขอยอมรับที่ทำผิดกฎระเบียบเรื่องโทรศัพท์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกทำร้ายถึงขนาดนี้ เพราะตนเองก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับครูฝึกมาก่อน ทั้งนี้ ผู้ที่ทำร้ายตนนั้น จำได้ว่ามี 3 คน เป็นจ่าเวร 1 คน และผู้ช่วยจ่าเวรอีก 2 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรณณรงค์กล่าวว่า ที่พาผู้เสียหายมาร้องกองปราบฯ ก็เพื่อต้องการให้ทางกองปราบฯ เป็นหน่วยงานรับทำคดีแทนตำรวจท้องที่ ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจการทำงานของตำรวจท้องที่ แต่เกรงว่าหากปล่อยไว้นาน ทางเจ้าหน้าที่ทหารคู่กรณีจะมานำตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรมไปอีก จนทำให้ไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกัน เพราะหลังจากที่ผู้เสียหายหนีออกมา ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารไปเฝ้าดักรอที่บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียหาย พร้อมกับบอกคนในบ้านว่าหากพบเจอก็ให้รีบพาตัวผู้เสียหายกลับเข้ากรม รวมถึงเมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะเดินทางมากองปราบฯ ก็ได้มีรถทหารขับมาจอดบริเวณหน้าบ้านอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนสภาพจิตใจของผู้เสียหาย ขณะนี้ยังมีอาการหวาดกลัว แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร แต่ในส่วนของสภาพร่างกาย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ก็ได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ซึ่งทางแพทย์แจ้งว่าจะต้องรักษาอาการอีก 1 สัปดาห์ เพราะอาการตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหรือนั่งได้เหมือนคนปกติ ส่วนการดำเนินคดี เบื้องต้นจะแจ้งในข้อหาทำร้ายร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ่อพลทหารเอกล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูกชาย ซึ่งหากวันนั้นลูกไม่หนีมา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้มายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น พ.ต.ท.หญิงบุญทิวาได้สอบปากคำผู้เสียหายเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเข้าแจ้งความที่กองปราบฯ ตำรวจได้ส่งตัวพลหทารเอเข้าตรวจร่ายกายที่ รพ.ตำรวจซ้ำ หลังจากได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่ รพ.พระนั่งเกล้ามาแล้ว เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการประกอบสำนวนคดีเพิ่มเติม โดยพลทหารเอมีท่าทางเคร่งเครียด และไม่ยอมให้สัมภาษณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีทหารเกณฑ์สังกัดทหารอากาศ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมถูกครูฝึกทหารทำโทษจนได้รับบาดเจ็บทนไม่ไหว หนีออกมาจากค่ายทหาร ว่าเรื่องทั้งหมดยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เกิดภายในกองทัพอากาศจริง ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ซึ่ง พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ทราบเรื่องแล้ว และได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และจะมีการลงโทษทางด้านวินัยต่อไป ส่วนทางอาญาต้องดูว่าคู่กรณีไปแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า กรณีนี้ ผบ.ทอ.ได้สั่งลงโทษไปแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน ที่ผ่านมาทางกระทรวงกลาโหมได้กำชับตลอดในเรื่องการไม่ให้กระทำรุนแรงต่อทหารเกณฑ์ แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล และเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็มีการเปิดเผย เพราะไม่ใช่เป็นความลับหรือต้องปิดบัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40550</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d2496729d109.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องกองปราบ ตร.ถีบรถลูกดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผัวเมียร้องกองปราบฯ รับทำคดีลูกชายตายมีเงื่อนงำ เผยลูกวัย 16 ปีพาญาติวัย 14 ซ้อนจักรยานยนต์จะไปซื้อน้ำปั่นหน้าโรงเรียน เจอตำรวจขอตรวจท่อดัง เลยซิ่งหนีก่อนที่จะถูกถีบรถเสียหลักพุ่งชนกำแพง คนขี่เสียชีวิต คนซ้อนสาหัส ไปแจ้งความ คู่กรณีแค่สาบานไม่ได้ทำ ทุกอย่างก็จบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปราม วันที่ 29 มกราคมนี้ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พานายลำไพ บัวสิม อายุ 62 ปี และ น.ส.จารีย์ มูลมะณี อายุ 41 ปี ภรรยา พร้อมด้วย ด.ช.เอ อายุ 14 ปี เข้าพบ พ.ต.ท.สมนึก สันติภาตะนันท์ รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม โดยนำภาพจากกล้องวงจรปิดมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา กรณีเมื่อวันที่ 19 ก.ย.61 ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปฏิบัติหน้าที่กวดขันวินัยจราจรอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนวัดบ้านโป่ง ได้พบเห็นนายอนุชา มูลมะณี หรือน้องวิ อายุ 16 ปี กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีท่อเสียงดัง โดยมี ด.ช.เอนั่งซ้อนท้ายผ่านมาบริเวณดังกล่าว จึงเรียกตรวจสอบ แต่นายอนุชาพยายามเร่งเครื่องเพื่อหลบหนี ตำรวจจึงขี่รถไล่ตาม ถึงบริเวณสุสานบ้วนฮกหงี่ซัว รถจักรยานยนต์ของนายอนุชาเกิดเสียหลักพุ่งชนกำแพงสุสานเต็มแรง เป็นเหตุให้นายอนุชาเสียชีวิตคาที่ ส่วน ด.ช.เอได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยญาติของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บมองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกินกว่าเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณณรงค์กล่าวว่า อยากให้กองปราบฯ ช่วยรับทำคดีนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมานานกว่า 5 เดือน ขณะนี้ทางตำรวจท้องที่คือ สภ.บ้านโป่ง กลับยังไม่มีการรับทำคดีหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่ทางครอบครัวของผู้ตายและผู้บาดเจ็บพยายามร้องขอ เนื่องจากมีการยืนยันชัดเจนจาก ด.ช.เอ ผู้บาดเจ็บ ว่าในช่วงการไล่ติดตามจับกุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่งมีการใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย จนรถเสียหลักประสบอุบัติเหตุดังกล่าว รวมถึงภายหลังจากเกิดเรื่อง ทาง สภ.บ้านโป่งก็ไม่ได้ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีเพียงพาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องมาสาบานว่าไม่ได้ใช้เท้าถีบรถของผู้ตายแต่อย่างใด ทางครอบครัวจึงติดใจ และยังคงเก็บศพนายอนุชาไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.จารีย์กล่าวว่า ภายหลังเกิดเรื่อง ทางตำรวจ สภ.บ้านโป่งทำเพียงแค่ลงบันทึกว่าเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุ และยังคงยืนยันว่าไม่ได้ใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของลูกชาย อีกทั้งยังเคยมาเจรจาไกล่เกลี่ยให้ยุติเรื่องราว 1 ครั้ง ก่อนจะเงียบหายไป ซึ่งนับจากเกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ทางครอบครัวของตนก็ยังไม่เคยได้ยินแม้แต่คำว่าขอโทษ หรือมารับผิดชอบดูแลคนเจ็บแต่อย่างใด มีเพียงแค่เข้ามาแนะนำให้ไปทำเรื่องขอเงินชดเชยจากทาง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยให้อ้างว่าผู้บาดเจ็บเป็นคนขับ ส่วนผู้ตายเป็นคนนั่งซ้อนท้าย เพื่อที่จะได้รับเงินชดเชยมากกว่าเดิม จาก 3 หมื่นบาท เป็นสามแสนบาท แต่ตนไม่เห็นด้วย อีกทั้งลูกชายของตนก็ทำผิดเพียงแค่ดัดแปลงสภาพรถแต่งท่อเสียงดัง ไม่น่าจะทำเกินกว่าเหตุจนถึงขั้นเสียชีวิตเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ด.ช.เอกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ซ้อนรถจักรยานยนต์ที่นายอนุชาขับไปซื้อน้ำปั่นที่บริเวณหน้าโรงเรียนวัดบ้านโป่ง ก่อนจะเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงพยายามหลบหนี เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับเรื่องท่อดัง จนมาถึงจุดเกิดเหตุ ตำรวจก็ได้ใช้เท้าถีบไปที่บังโคลนหลังของรถจนเสียหลักพุ่งชนกำแพง ก่อนที่ตนจะหมดสติสลบไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ก่อนรวบรวมเรื่องส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27813</URL_LINK>
                <HASHTAG>รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c505d42e41bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
