<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2021 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. การันตีแบงก์ไทยเข้มแข็ง แจงปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) จะปรับลดการคุ้มครองเงินฝากที่ผู้ฝากแต่ละรายมีอยู่ในสถาบันการเงิน (สง.) แต่ละแห่งเหลือ 1 ล้านบาท โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น การปรับลดวงเงินคุ้มครองฯ ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบการดำเนินการที่กำหนดไว้ โดยจะยังสามารถคุ้มครองผู้ฝากเงินได้ถึงร้อยละ 98 ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ สง. ขณะที่สถาบันการเงินในปัจจุบันมีความเข้มแข็ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเลื่อนเวลาการปรับลดวงเงินดังกล่าวออกไปอีก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ขอเรียนข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับลดวงเงินดังกล่าว เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ที่ทยอยปรับลดวงเงินจากการคุ้มครองเต็มจำนวนเป็นขั้นบันไดลงมา เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาปรับตัว ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ฝากแต่ละรายจะได้รับการคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทสำหรับการฝากเงินที่ สง. แต่ละแห่ง และนับตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป การคุ้มครองดังกล่าว จะลดลงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดระดับวงเงินความคุ้มครองเงินฝากข้างต้น สอดคล้องกับหลักการของระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิผล ซึ่งช่วยให้ทั้งผู้ฝากเงินและสถาบันการเงินไม่ละเลยการบริหารความเสี่ยง จากเดิมที่อาศัยระบบคุ้มครองเงินฝากในการทำหน้าที่ดูแลความเสี่ยงทั้งหมดแทน นอกจากนี้ การจำกัดวงเงินคุ้มครองที่ได้ครอบคลุมผู้ฝากเงินรายย่อยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 98 ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ สง.) จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและลดภาระงบประมาณของภาครัฐไม่ให้สูงเกินจำเป็น ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณไปสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ธปท. มีการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด โดยสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ระดับร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112749</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), รณดล นุ่มนนท์, ลดคุ้มครองเงินฝาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6111274c87c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;แจงพักหนี้2เดือนช่วยเหลือเฉพาะหน้าไม่บีบแบงก์ลดดอกเบี้ยย้ำต้องหารือรอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ค. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค.2564) เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เร่งด่วน ไม่ใช่การดูแลลูกหนี้ในระยะยาว ที่ต้องดูแลการปรับโครงสร้างหนี้ ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งเร่งสร้างรายได้ และเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และเร่งฉีดวัคซีนซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลับมาสร้างรายได้โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การพักชำระหนี้ 2 เดือน เป็นเพียงการเลื่อนการชำระออกไป หมดเวลา ก็ต้องจ่าย ลูกหนี้ยังต้องจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ยในงวดท้าย หรือ เกลี่ยชำระในเงินงวดที่เหลือ ดังนั้นลูกหนี้รายที่ไม่ได้รับผลกระทบเดือดร้อน ยังมีกำลังจ่ายไหว ก็ขอให้ชำระตามปกติ ส่วนจะขยายเวลามากกว่า 2 เดือนหรือไม่ หากสถานการณ์ระบาดยังไม่คลี่คลาย ธปท.ขอประเมินสถานการณ์โดยรวมอย่างใกล้ชิด&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนแนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการให้ลดภาระดอกเบี้ย โดยการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยลง ในประเด็นนี้ ธปท.มองว่า ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย การลดดอกเบี้ย ไม่ได้ตอบโจทย์การลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ และไม่ใช่เพียงแนวทางเดียวที่จะดูแลลูกหนี้ได้ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน และอาจจะต้องไปกู้นอกระบบ จึงต้องพิจารณาข้อดีข้อเสีย ให้รอบคอบ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ธปท.ได้กำชับไปยังสถาบันการเงินด้วยว่า หากเป็นลูกหนี้ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ของทางการ ขอให้สถาบันการเงินพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว และลดขั้นตอนในการพิจารณาเอกสารต่าง ๆ ลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศของทางการดังกล่าว ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 10 จังหวัด หรือนอกพื้นที่ควบคุม รวมทั้งลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม จะต้องเข้าไปลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นของสถาบันการเงินที่จะขอรับความช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. - 15 ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยการที่สถาบันการเงินพักชำระหนี้ให้เป็นเวลา 2 เดือนในงวด ก.ค. - ส.ค.2564 นั้น เป็นการให้ลูกหนี้ไม่ต้องชำระเงินต้น และดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งสถาบันการเงินต้องห้ามไปเรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในเดือนที่ 3 ทันที แต่ให้ทยอยเรียกเก็บ หรือเรียกเก็บในช่วงท้ายของสัญญา พร้อมยืนยันว่า การพักชำระหนี้ 2 เดือนนี้ จะไม่ถือว่าลูกหนี้มีสถานะผิดนัดชำระหนี้ และไม่เป็นหนี้ค้างชำระในเครดิตบูโรแต่อย่างใด ซึ่งสถาบันการเงินจะไม่สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยในการผิดนัดชำระหนี้ได้ เพราะยังถือว่าเป็นหนี้ดีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110041</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน, รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d53bbd68b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.สั่งแบงก์ลุยมาตรการอุ้มเอสเอ็มอีขยายพักหนี้ยาวถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ได้เห็นชอบมาตรการที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 โดยส่งผ่านแนวทางที่เกี่ยวกับการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 1. ขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอี ที่จะครบกำหนดในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดระลอกใหม่ เช่น กิจการที่ยังไม่เปิดทำการตามปกติ จนไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ เพราะยังไม่เห็นกระแสเงินสด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการนี้จะเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่การชะลอการชำระหนี้เป็นวงกว้าง พร้อมทั้งขยายขอบเขตถึงลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบตามนิยามที่แต่ละสถาบันการเงินใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเอสเอ็มอีที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ทำให้มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการให้ความช่วยเหลือได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับกระบวนการปฏิบัติงานด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ต้องปรับระบบงานในการส่งผ่านความช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ เพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน โดยสถาบันการเงินสามารถคงการจัดชั้นหนี้เดิมได้จนถึงวันที่31 ธ.ค. 2564 และในระหว่างนี้ ให้สถาบันการเงินเข้าไปดูแลลูกหนี้เพื่อเร่งหาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กำหนดกลไกเพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระคืนหนี้ ระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ ให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ของลูกหนี้ที่จะได้รับในอนาคต โดย ธปท. จะคงความยืดหยุ่นของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง หากสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจากการขยายระยะเวลาชำระหนี้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งที่จูงใจให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย แฮร์คัตเงินต้น ขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งจะเป็นคำตอบที่ช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างยั่งยืน ส่วนการขยายเวลาการชำระหนี้ คือการผักเงินต้น พักดอกเบี้ย เป็นแค่การประวิงเวลาเท่านั้น เพราะเมื่อครบกำหนดแล้วลูกหนี้จะยังต้องจ่ายหนี้อยู่&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ ไม่เกินอัตราจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ของแต่ละสถาบันการเงินในปี 2563 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2564 รวมถึงให้งดซื้อหุ้นคืน และห้ามไถ่ถอนหรือซื้อคืนตราสารเงินกองทุนก่อนครบกำหนด เว้นแต่มีแผนการออกทดแทน เพื่อคงมาตรการเชิงป้องกันในการดูแลความมั่นคงของระบบสถาบันการนเงิน รองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ธปท. เห็นว่าสถาบันการเงินมีเงินกองทุน และเงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากการระบาดได้ โดยปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงถึง 20% มีสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 150% และมีสินทรัพย์สภาพคล่อง 187% จากเกณฑ์ปกติกำหนดไว้ที่ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. จะประเมินสถานการณ์การระบาดและแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ในช่วงไตรมาส 4/2564 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็นในการนขยายอายุมาตรการในการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.23% ต่อปี จากเดิมที่ 0.46% ต่อปี ซึ่งจะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2564 โดยโจทย์ที่สำคัญของการลดอัตราเงินนำส่ง คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เงินนำส่งที่ลดลงได้ส่งผ่านไปถึงลูกหนี้เป็นสำคัญ คงต้องมาดูมาตรการและกลไกต่าง ๆ ว่าเมื่อมีการลดอัตราเงินนำส่งแล้วสถาบันการเงินจะมีแนวทาง กลไกอย่างไรที่จะส่งผ่านเงินที่ได้ลดลงให้กับลูกหนี้ ความสำคัญอยู่ตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมNPL ในระบบ ปัจจุบันยังไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอมรับว่าอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง โดยเฉพาะลูกหนี้ในกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ แต่หากทั้งหมดได้รับมาตรการช่วยเหลือ มีการเสริมสภาพคล่องให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพตามมาตรการต่าง ๆ ก็จะเป็นการนช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ ดังนั้นระดับ NPL ในระบบส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ด้วย รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การฉีดวัคซีน และการเปิดประเทศ ซึ่งหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว เชื่อว่าระดับ NPL ก็จะไม่ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรณดล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันฐานะของสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญค่อนข้างเยอะกว่าสิ่งที่เป็น สภาพคล่องมีเพียงพอ แต่ประเด็นที่จะต้องเร่งดำเนินการตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้สถาบันการเงินผ่านความช่วยเหลือให้ลูกหนี้อย่างมีคุณภาพ ช่วยเหลือลูกหนี้ให้อยู่รอดหลังโควิด-19 นั่นหมายถึงมาตรการพักต้น พักดอกเบี้ย จะเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว ซึ่งไม่เพียงพอ สิ่งที่ ธปท. อยากเห็นและกระตุ้นให้สถาบันการเงินดำเนินการ คือการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้และสอดรับกับรายได้ของลูกหนี้ในอนาคต ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า มาตรการชะลอการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้เอสเอ็มอีไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น กว่า 65% กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ และอีก 30% มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ยังเหลืออีก 2% เท่านั้นที่ยืนยันว่าจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ภายใน มิ.ย. นี้ แต่เมื่อเดือน มี.ค. 2564 เกิดโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้มีความไม่แน่นอนสูง การควบคุมการระบาดยังทำได้ไม่เต็มที่ ธปท. จึงตัดสินใจขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้ออกไป และให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มที่เกิน 100 ล้านบาทด้วย เพื่อรองรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ไม่สามารถประเมินกระแสเงินสดได้
ส่วนข้อเสนอที่ให้มีการปรับลดเงินนำส่งกองทุน FIDF เหลือ 0% นั้น คิดว่าคงไม่สามารถทำได้ เพราะกระทรวงการคลังยังมีภาระที่ต้องนำเงินไปจ่ายดอกเบี้ย โดยส่วนที่มีการปรับลดให้ก่อนหน้านี้คือการลดเงินต้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106029</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), พักหนี้ SME, รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d53bbd68b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;จี้แบงก์เร่งปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูอวดยอดอนุมัติกระเตือง1.6หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ได้หารือร่วมกันเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด -19 ให้เร็วขึ้นและกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น หลังจากที่มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อฟื้นฟู (มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ) และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่ 26 เม.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย คำนึงถึงปัญหาและความเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือลูกหนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะลูกหนี้เอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ยังพอมีศักยภาพและต้องการสภาพคล่องไปประคับประคองกิจการที่ได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากการระบาดระลอกนี้ ธปท. จึงได้ให้สถาบันการเงินเร่งรัดกระบวนการพิจารณา และหาข้อสรุปกับลูกหนี้โดยเร็ว รวมถึงสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานสาขาในการให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เพียงพอ และตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูลล่าสุด พบว่า ยอดการให้ความช่วยเหลือจากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ มีทั้งสิ้น 1.6 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ 6.7 พันราย คิดเป็นยอดสินเชื่อเฉลี่ย 2.1 ล้านบาทต่อราย โดย 63% กระจายลงไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ส่วนโครงการพักทรัพย์พักหนี้ มีมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับโอน 753.12 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 2 ราย และอยู่ระหว่างยื่นขอความช่วยเหลือเพิ่มอีก 2 ราย โดยจากการสอบถามไปยังสมาคมโรงแรม พบว่า มีลูกหนี้จำนวนมากที่ให้ความสนใจ และอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้สถาบันการเงินกับลูกหนี้ จึงคาดว่าจะทยอยเข้ามายื่นเพื่อเข้าโครงการพักทรัพย์พักหนี้เพิ่มเติมในระยะถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงที่ผ่านมา การดำเนินมาตรการอาจยังไม่ทันต่อความคาดหวังของผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนหนึ่งเกิดจากแนวโน้มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังซบเซา เนื่องจากมาตรการด้านสาธารณสุขที่ยังเข้มงวดเพราะการแพร่ระบาดระลอก 3 ทำให้ความต้องการสำหรับสินเชื่อฟื้นฟูอาจยังไม่มากนัก ประกอบกับโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ เป็นโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ อีกทั้งยังคงมีรายละเอียดและเงื่อนไขเฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินและลูกหนี้จะต้องเจรจาหารือเพิ่มเติม ทำให้การให้ความช่วยเหลือในช่วงต้นจึงอาจจะยังไม่สูงนัก&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีลูกหนี้เอสเอ็มอีอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อนำสินเชื่อฟื้นฟูไปเป็นสภาพคล่องเยียวยากิจการ ธปท. จึงขอให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือถูกกลุ่มเป้าหมายทั่วถึงและทันเวลาสำหรับประคับประคองกิจการที่ถูกซ้ำเติมในการระบาดระลอก 3 จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แล้วจึงค่อยทยอยปรับสู่การให้สินเชื่อที่มีขนาดวงเงินต่อรายที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาที่ยาวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และพักทรัพย์พักนี้ เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในระดับหนึ่ง เป็นการตอบโจทย์ลูกหนี้ให้ได้รับสภาพคล่อง แต่การตอบโจทย์หลังสถานการณ์โควิดก็เป็นอีกประเด็นที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการ ทั้งการปรับตัว การพัฒนาปรับปรุงธุรกิจซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สอดรับกับโลกหลังโควิด-19&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการพักหนี้เอสเอ็มอีที่จะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย. 2564 นั้น อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คาดว่าจะได้ข้อสรุปต้นเดือน มิ.ย. นี้ โดย ธปท. มองว่าการปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้ลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), รณดล นุ่มนนท์, สินเชื่อฟื้นฟู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d53bbd68b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ช่วยลูกหนี้รายย่อยเฟส3เปิดช่องผ่อนไม่ไหวคืนรถได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค. 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงิน ผ่านสมาคมและชมรมต่าง ๆ รวม 8 แห่ง ในการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยยกระดับมาตรการเดิมให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นช่วยลดภาระหนี้ในระยะยาว มีทางเลือก มีความยืดหยุ่น และมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง การระบาดระลอกใหม่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้น โดยจากการประเมินของสถาบันการเงิน พบว่า ลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการเดิมยังคงต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่องและมีลูกหนี้ใหม่ที่ต้องการรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ซึ่งเป็นความเปราะบางที่สะสมมาตั้งแต่การระบาดของโควิด -19 ในระลอกแรก จำเป็นจะต้องช่วยเหลือในเรื่องภาระหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูล พบว่า ในช่วงเดือน ก.พ.- มี.ค. 2564 มียอดขอรับความช่วยเหลือจากลูกหนี้รายย่อยแล้ว 1 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และมียอดค้างชำระเกิน 1 วัน อยู่ที่ 10% ของพอร์ตลูกหนี้รายย่อย ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยอมรับว่าปัจจุบันภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เชื่อมั่นว่าการดูแลลูกหนี้เชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ และหากเหตุการณ์โควิด-19 ควบคุมได้ และมีการเปิดกิจกรรรมเศรษฐกิจ ลูกหนี้มีศักยภาพจะผ่านพ้นไปได้ ส่วนภาพรวมแม้ว่าหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่กังวลใจ ณ ขณะนี้ เพราะได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นจึงอยากสนับสนุนในกลุ่มลูกหนี้ที่มีศักยภาพให้ทยอยชำระหนี้ต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าจะมีมาตรการพักเงินต้น จ่ายดอกเบี้ยบางส่วน ก็เป็นเพียงการชะลอเท่านั้น แต่ดอกเบี้ยจะเดินหลังครบกำหนดมาตรการ จึงอยากให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพชำระหนี้ต่อเนื่องไป เป็นการช่วยไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้เพิ่มเติมในระยะยาวกับลูกหนี้รายย่อย&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยที่เข้าร่วมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเดิม ประมาณ 1.9 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะยังมีลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือต่อ หรือลูกหนี้ที่เดิมไม่เคยขอความช่วยเหลืออาจเข้ามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 30 มิ.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3จะครอบคลุมสินเชื่อ 4 ประเภท ดังนี้ 1. บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (Revolving &amp;amp; Installment Loan) โดยขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น โดยหากขยายระยะเวลาเกิน 48 งวด ให้ทบทวนอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยจะเพิ่มทางเลือกการพักชำระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ให้มีทางเลือกในการคืนรถ หากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล เพื่อลดการฟ้องร้องและผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้ เช่น ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ หรือลดค่างวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยช่วงที่พักบนค่างวดที่พักชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้ โดยห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสัญญาเดิม และ 4.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน จะเพิ่มทางเลือกด้วยการพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน พักค่างวด และกรณีหมดมาตรการช่วยเหลือให้ลูกหนี้สามารถทยอยชำระคืนเป็นขั้นบันได (step up) ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลูกหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล สามารถรวมหนี้กับสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้ลงมาอยู่ในระดับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ได้ โดยการรวมหนี้ที่สะดวกที่สุด คือการรวมหนี้ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงิน ยังไม่สามารถรวมหนี้ข้ามผู้ประกอบธุรกิจได้ ยังเป็นประเด็นที่พิจารณาอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ดำเนินการรวมหนี้ดังกล่าวแล้ว ประมาณ 2-3 พันราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 4 พันล้านบาท&amp;rdquo; นางวิเรขา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยลูกหนี้ที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 นั้น ต้องไม่เป็นลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน ก่อนวันที่ 1 มี.ค. 2563สามารถแจ้งความประสงค์รับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.- 31 ธ.ค.2564 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของผู้ให้บริการทางการเงิน โดย ธปท. ขอให้ผู้ให้บริการทางการเงินให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสถานะของลูกหนี้ตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามนโยบายของผู้ให้บริการทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาในเดือน มิ.ย. 2564 นั้น ขณะนี้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป แต่มองว่าการพักชำระหนี้เอสเอ็มอี เป็นปลายเหตุ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ย้ำกับสถาบันการเงินทั้งหมดว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ คือการเอากระแสรายรับของลูกหนี้มาดูให้สอดรับกับการชำระหนี้ระยะยาว แต่การพักหนี้เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อมาตรการจบปัญหาก็ยังมีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกหนี้เอสเอ็มอีส่วนน้อยมากที่ไม่สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ เนื่องจากยังติดปัญหาเรื่องการพิสูจน์กระแสเงินสด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102928</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3, ธปท, รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e5d18d44e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 26เม.ย.ไฟเขียวยื่นกู้สินเชื่อฟื้นฟูฯช่วยเหลือโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เมษายน 2564 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ) ซึ่งประกอบด้วย 2 มาตรการช่วยเหลือ ได้แก่ 1. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) และ 2. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ (โครงการพักทรัพย์ พักหนี้) ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท. จึงได้ออกประกาศจำนวน 2 ฉบับ เพื่อกำหนดขอบเขตคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจที่สามารถเข้าร่วมโครงการ หลักการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าว โดยสถาบันการเงินสามารถยื่นคำขอกู้เงินจาก ธปท. ตามมาตรการสนับสนุนให้สินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรณดล กล่าวว่า กระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้เตรียมความพร้อมกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถกระจายเม็ดเงินไปสู่ลูกหนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยขอให้สถาบันการเงินรับคำขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ได้ตั้งแต่ พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ มีผลบังคบใช้ โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ธปท. www.bot.or.th และติดต่อสถาบันการเงินให้ใช้บริการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง และยังคงแพร่ระบาดเป็นวงกว้างนั้น ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบในด้านต่าง ๆ โดยพร้อมที่จะออกมาตรการช่วยเหลือที่จำเป็นเพิ่มเติมจากมาตรการฟื้นฟูฯ ในครั้งนี้&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหารือกับผู้ให้บริการทางการเงิน สมาคม ชมรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลลูกหนี้รายย่อยผ่านมาตรการการให้ความช่วยเหลือ และมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99982</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ, มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู), รณดล นุ่มนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d53bbd68b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ธปท.&#039;ไฟเขียวแบงก์จ่ายปันผลปี63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย. 2563 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้กำหนดแนวทางการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 โดยพิจารณาจากแผนบริหารจัดการเงินกองทุนและประเมินผล strees test ของสถาบันการเงิน ในช่วงปี 2563-2565 พบว่า สถาบันการเงินยังคงมีเงินกองทุนและเงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังได้เพิ่มความระมัดระวังด้วยการทยอยตั้งสำรองและสะสมเงินกองทุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการกันเงินสำรองถึง 1.5 เท่าของสินเชื่อด้อยคุณภาพ และมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ 19.8% ณ ไตรมาส 3/2563 เพิ่มขึ้นจาก 19.2% ในไตรมาส 2/2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่อัตราเงินสำรองที่มีอยู่ ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ 149.7% จากไตรมาส 1/2563 ที่ 143% อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจจะไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) 184.9% จากเป้าหมาย 100% และ อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D ratio) 93%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ธปท. จึงเห็นควรมีมาตรการเชิงป้องกัน โดยให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานของปี 2563 ได้ ไม่เกินอัตราการจ่ายในปี 2562 และต้องไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิของปี 2563 สอดคล้องกับแนวทางของผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และลูกหนี้ของสถาบันการเงินในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นโยบายดังกล่าวจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินของไทยเข้มแข็ง รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง มีกันชนรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง&amp;rdquo; นายรณดล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนการจ่ายปันผลในปี 2564-2565 สถาบันการเงินจะต้องให้ ธปท. พิจารณาและวางหลักเกณฑ์ อีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83703</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), รณดล นุ่มนนท์, อนุมัติธนาคารจ่ายปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190622/image_big_5d0df87d8264b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
