<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครพนมปลื้มยอดหายป่วยทำนิวไฮ164รายแต่ผงะ!เจอคลัสเตอร์ยกครอบครัวอีกแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 &amp;ndash; สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม (สสจ.นครพนม) รายงานมีผู้ติดเชื้อใหม่ 63 ราย รวมสะสม 3,984 ราย หายป่วยกลับบ้าน 164 รายถือว่าเป็นยอดที่สูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มีเสียชีวิตสะสม 15 รายเท่าเดิม โดย สสจ.ระบุว่าผู้ป่วยใหม่ยังเป็นกลุ่มที่กลับจากพื้นที่เสี่ยง ขอมารักษายังภูมิลำเนา จึงไม่มีไทม์ไลน์ในพื้นที่ ในขณะที่ผู้สื่อข่าวทราบว่า มีการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดยกครอบครัวจำนวน 6 รายอยู่บ้านเวินพระบาทหมู่ 1 ต.เวินพระบาท อ.ท่าอุเทน และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงประมาณ 20 คนขณะนี้ถูกกักตัวอยู่ที่ศาลาวัดโพธิ์ชัย หรือวัดพระบาทเวินปลา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง พร้อมกันนี้นายสุขิน สีเพ็ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.เวินพระบาท ได้ประกาศแจ้งลูกบ้านว่าทางจังหวัดจะมีคำสั่งปิดหมู่บ้านบางส่วนของหมู่ที่ 1 ประมาณ 160 หลังคาเรือน ประชากรราว 800 คน เป็นเวลา 7 วัน คาดว่าตั้งแต่วันที่ 18-24 สิงหาคม ซึ่งต้องรอคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าตรวจคัดกรองเชิงรุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านที่ติดโควิดยกครอบครัว พบว่าปลูกเป็นบ้านแฝด 2 หลังชั้นเดียว มีชายวัย 60 ปีเปิดเผยว่ามีอาชีพขับรถบรรทุกของบริษัทแห่งหนึ่ง ขนส่งปูนซิเมนต์จากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านส่งไปตามจังหวัดต่างๆ ปกติทางบริษัทก็ตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิดเป็นประจำทุกสัปดาห์ และได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โชเฟอร์ขับรถบรรทุกปูนเล่าต่อว่า ภรรยาอายุ 59 ปีมักจะขอติดรถไปส่งปูนด้วยในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่จะไม่ได้ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ไปรับปูนกับตนที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนภรรยาจะป่วยได้ไปส่งปูนกับตนที่จังหวัดอุบลฯ จากนั้นก็ไปที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี กลับมาถึงบ้านได้ 2 วันก็มีอาการไข้ ไอ มีเสมหะร่วมด้วย จึงเข้ารับการตรวจที่ รพ.นครพนม พบว่าติดเชื้อโควิด แพทย์ได้นำคนในครอบครัวของบ้านสองหลังรวมทั้งตนด้วยเป็น 7 คน ตรวจค้นหาเชื้อพบว่าได้แพร่สู่คนในครอบครัวเพิ่มอีก 5 คน รวมเป็น 6 คน และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีกกว่า 20 คนที่ตรวจเบื้องต้นผลเป็นลบ แต่ต้องถูกกักตัว 14 วันที่ศาลาวัดดังกล่าว ส่วนตนแม้จะไม่พบเชื้อ แต่เพื่อความปลอดภัยทางสาธารณสุขจะมารับตัวไปเฝ้าดูอาการที่ รพ.นครพนม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนคลัสเตอร์รถบรรทุกขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งชาวบ้านสำราญเหนือหมู่ 2 บ้านห้อมหมู่ 11 ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม ที่ถูกคำสั่งปิดเป็นบางส่วนรวม 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-17 สิงหาคม ปรากฏว่าก่อนจะปลดล็อกได้มีการตรวจคัดกรองชาวบ้านทั้ง 2 หมู่อีกครั้ง ผลออกเป็นลบทั้งหมด จึงได้เปิดให้ใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนสำนักงานรถบรรทุกและอู่ซ่อมรถ ทางจังหวัดสั่งให้ปิดต่อไปอีก 1 สัปดาห์ เพราะยังไม่มั่นใจว่าคนขับและเด็กประจำรถ ตลอดจนลูกน้องที่ทำงานในอู่ที่ถูกกักตัวจะปลอดเชื้อโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหลายบริษัท &amp;nbsp;ทางจังหวัดนครพนมก็ได้มีการเรียกประชุมเป็นการด่วน เพื่อหารือมาตรการให้เข้มงวดมากขึ้นป้องกันไม่ให้เกิดคลัสเตอร์รถบรรทุกขึ้นมาอีก โดยมีบทสรุปว่าจากนี้จะต้องมีการตรวจโควิดซ้ำทั้งจากต้นทางการส่งสินค้า และที่ปลายทางอีกครั้งเมื่อมาถึงเพื่อความแน่ใจ ทั้งคนขับและเด็กประจำรถครับ อาทิ ถ้าตรวจโดยชุด ATK จะต้องมีผลตรวจไม่เกิน 48 ชม. หรือ RT-PCR จะต้องเป็นผลตรวจไม่เกิน 72 ชม.เท่านั้น ผู้ประกอบการทุกรายยินดีให้ความร่วมมือ หวังจะช่วยป้องกันและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวนครพนมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวทางด้าน แขวงคำม่วน สปป.ลาว เปิดเผยรายงานว่าพบผู้ป่วยรายใหม่ทะลุหลักร้อยเป็นครั้งแรกรวม 119 ราย โดยเป็นผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงข้ามจากด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ &amp;nbsp;3 (นครพนม-คำม่วน) จำนวน 111 ราย และอีก 8 รายสัมผัสติดเชื้อจากในศูนย์ &amp;nbsp;ทั้งนี้ชาวลาวที่เข้ามาทำงานฝั่งประเทศไทยทยอยเดินทางข้ามกลับอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล &amp;nbsp;ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนครพนม (ตม.) &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้ตั้งจุดพักคอย และพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับชาวลาวมาพักรอข้ามฝั่งลาว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อใหม่, รถบรรทุก, สสจ.นครพนม, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c935dcd9ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯผุด RFID สแกนจัดระเบียบรถบรรทุก 1ล้านคันทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8ธ.ค.63-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ขบ. ได้ดำเนินการจุดตรวจความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถระหว่างทาง หรือ จุดตรวจรถโดยสารสาธารณะ (เช็คกิ้งพ้อยท์) หรือ Checking Point บนทางหลวงแผ่นดิน 111 เส้นทาง รวมระยะทาง 22,048 กม. ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ จำนวน 245 แห่ง โดยตรวจทุกๆ ระยะทาง 90 กม. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.62 จนปัจจุบันกรมฯยังดำเนินการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมฯพยายามปรับจุดเช็คกิ้งพ้อยท์ให้มีความสมบูรณ์ เหมาะสม และหาที่ตั้งจุดตรวจให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมทั้งได้ขยายระยะทางเพิ่มขึ้น จากเดิมกำหนดตรวจทุก 90 กม. ได้ปรับเพิ่มเป็นตรวจทุก 200 กม. เนื่องจากรถโดยสารคุ้นชินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนำรถเข้าตรวจอย่างต่อเนื่อง จึงขยายระยะทางตรวจ เพื่อไม่ไห้มีความถี่มากเกินไป อำนวยความสะดวก และรวดเร็วในการเดินทาง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างศึกษาที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการจุดตรวจเช็คกิ้งพ้อยท์ให้สะดวกมากขึ้น และรองรับขยายผลจุดตรวจเช็คกิ้งพ้อยท์มาใช้ตรวจรถบรรทุกทุกประเภท เบื้องต้นจะนำรูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ดำเนินการ อาจจะใช้ &amp;nbsp;RFID (Radio Frequency Identification) คือการระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ มีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุ เพื่อตรวจสอบ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย โดยจะติดไว้กับตัวรถเวลารถผ่านจุดตรวจจะสามารถตรวจสอบได้ว่ารถคันนี้ผ่านการตรวจอย่างถูกต้องแล้ว
&amp;nbsp;
นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การตรวจรถบรรทุกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ซึ่งผู้ประกอการกลุ่มนี้ได้ผ่านการประเมินการดำเนินการที่มีคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการ หรือมีประวัติการให้บริการที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งถ้ากลุ่มนี้เข้าจุดเช็คกิ้งพ้อยท์ จากนั้น RFID จะตรวจสอบและแจ้งเตือนในระบบ และรถสามารถผ่านจุดตรวจได้ทันที &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 2.กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกที่ยังมีการบริหารจัดการไม่ดี ยังไม่ผ่านมาตรฐาน Q Mark กระทำผิดบ่อยๆ เช่น ใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด กลุ่มนี้จะเรียกตรวจตามขั้นตอนที่ ขบ. กำหนด หากพบว่าไม่ผ่านต้องนำรถบรรทุกหรือพนักงานขับรถไปปรับปรุงแก้ไขจนกว่าจะผ่านการตรวจ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแบ่งผู้ประกอบการรถบรรทุกที่เป็นกลุ่มน้ำดีและน้ำเสียได้ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเสียเวลาในการตรวจ รวมทั้งลดภาระบทบาทเจ้าหน้าที่เบาบางลง ขณะเดียวกันจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ยังบริหารจัดการไม่ดีให้พัฒนาศักยภาพในการขนส่งให้ดียิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า เมื่อได้ข้อสรุปเทคโนโลยีที่นำมาใช้แล้ว จากนั้นจะหาแนวทางดำเนินการ รวมทั้งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง (ทล.) ที่จะต้องขอใช้พื้นที่ที่จะตั้งจุดเช็คกิ้งพ้อยท์ ซึ่งพิจารณาในพื้นที่ที่เหมาะสม สะดวก ปลอดภัย และไม่กีดขวางจราจรบนท้องถนน เนื่องจากรถบรรทุกมีขนาดใหญ่กว่ารถโดยสาร และต้องใช้พื้นที่มากกว่า เมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะกำหนดจุดที่ชัดเจนต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะหารือกับกระทรวงคมนาคม และผู้ประกอบการรถบรรทุก เพื่อให้ทราบถึงดำเนินการดังกล่าว รวมทั้งเตรียมความพร้อม เพื่อออกกฎระเบียบแนวทางดำเนินการให้ชัดเจนต่อไป ป้องกันผลกระทบตามมา หลังจากการศึกษาแล้วเสร็จคาดว่าในปี 64 จะดำเนินการจุดเช็คกิ้งพ้อยท์รถบรรทุกได้ เพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและสร้างความมั่นใจการเดินทางให้มีความปลอดภัยมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสถิติจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 ต.ค.63 พบว่ามีทั้งหมด 1,167,328 คันทั่วประเทศ แบ่งเป็น รถบรรทุกไม่ประจำทาง 357,256 คัน และ รถบรรทุกส่วนบุคคล 810,072 คัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86258</URL_LINK>
                <HASHTAG>RFID (Radio Frequency Identification), จิรุตม์ วิศาลจิตร, รถบรรทุก, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fceec9104a2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การ์ดราษฎร​ระแวง!รถบรรทุกโผล่หน้าราบ11</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;เมื่อเวลา 14.30 น.ที่รถไฟฟ้าสถานีกรมทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้กรมทหารราบที่11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์​ พบว่ามีรถบรรทุกจำนวน 13 คันทยอยขับมาจอดเรียงคันฝั่งกรมทหารราบที่11 &amp;nbsp;โดยเหล่าการ์ดราษฎรได้เข้าไปสอบถามถึงการมาของรถบรรทุกได้ความว่า คนขับรถแจ้งว่ามีคนโทรศัพท์สั่งให้มาของ แต่ไม่ทราบว่าเป็นของอะไร ทางการ์ดพบความผิดปกติ​ จึงขออนุญาตกั้นรถทั้งหมดไว้ก่อน ซึ่งคนขับก็ได้ให้ความร่วมมือไม่เคลื่อนย้ายรถ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทหารราบที่11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์, กลุ่มราษฎร, รถบรรทุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc35961cae33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2020 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “เอ็ม เอ เอ็น” เปิดตัวรถบรรทุกหัวลากเรือธง TGS 360 400 และ 440 แรงม้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็ม เอ เอ็น ทรัค แอนด์ บัส ประเทศไทย เดินเครื่องลุยตลาดรถบรรทุกไทยส่งท้ายปี เปิดตัวรถบรรทุกเรือธง TGS 3 รุ่น ได้แก่ TGS&amp;nbsp;6x4&amp;nbsp;360&amp;nbsp;แรงม้า&amp;nbsp;TGS&amp;nbsp;6x4&amp;nbsp;400&amp;nbsp;แรงม้า และ&amp;nbsp;TGS&amp;nbsp;6x4 440&amp;nbsp;แรงม้า&amp;nbsp;ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล D2066&amp;nbsp; 6 สูบ ขนาด 10,518 ซีซี ทำงานด้วยระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์เทอร์โบชาร์จให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้าที่ 1,400-1,900 รอบต่อนาที 400 / 440 แรงม้าที่ 1,900 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 1,800 / 1,900 / 2,100 นิวตันเมตร ที่ช่วงรอบการทำงานตั้งแต่ 1,000-1,400 รอบต่อนาที โดยมีมาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ MAN TipMatic อีและในส่วนของระบบความปลอดภัยมาพร้อม MAN BrakeMatic ซึ่งเป็นดิสก์เบรคทุกล้อ ระบบเบรคควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBS) ระบบป้องกันล้อล็อกอัตโนมัติ (ABS) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (MAN EasyStart) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมประสิทธิภาพสูงสุดอีกมากมาย เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างเหมาะสมที่สุดในทุกพื้นที่&amp;nbsp;ตลอดจนสามารถปรับแต่งทั้งอุปกรณ์ภายในและภายนอกให้เหมาะกับความต้องการของประเภทธุรกิจตอบโจทย์ทุกมิติการขนส่งได้อย่างครอบคลุม โดยทั้ง 3 รุ่น สนนราคาเริ่มต้นที่ 4.2 ล้านบาท ทั้งนี้สุดพิเศษรับการเปิดตัว เอ็ม เอ เอ็น มอบข้อเสนอสำหรับผู้ที่สนใจ ข้อเสนอฟรีสัญญาบริการการบำรุงรักษา COMFORT เป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 300,000 กิโลเมตร พร้อมบริการถึงสถานที่ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้อำนวยการ เอ็ม เอ เอ็น ทรัค แอนด์ บัส ประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจาก &amp;ldquo;เอ็ม เอ เอ็น (MAN) ลงมาลุยตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย ล่าสุดเปิดตัวรถบรรทุกไฮไลท์ที่ได้รับการผลิตและนำเข้าทั้งหมดเป็น&amp;nbsp;CBU&amp;nbsp;100% จากประเทศเยอรมนี ได้แก่ รถบรรทุกหัวลาก&amp;nbsp;MAN&amp;nbsp;รุ่น&amp;nbsp;TGS&amp;nbsp;แบบ&amp;nbsp;10 &amp;nbsp;ล้อ ทั้งหมด&amp;nbsp;3&amp;nbsp; รุ่นย่อยประกอบด้วย&amp;nbsp;1.TGS&amp;nbsp;6x4&amp;nbsp;360&amp;nbsp;แรงม้า&amp;nbsp;2.TGS&amp;nbsp;6x4&amp;nbsp;400&amp;nbsp;แรงม้า และ&amp;nbsp;3.TGS&amp;nbsp;6x4 440&amp;nbsp;แรงม้า&amp;nbsp;ที่มาพร้อมความแข็งแรงทนทาน และเทคโนโลยีระดับชั้นนำ โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดประหยัด อีกทั้งมาพร้อมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ด้วยระบบช่วยเหลืออัจฉริยะและระบบความปลอดภัยเพื่อรองรับผู้ขับขี่อย่างเหมาะสมที่สุดในทุกพื้นที่&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งอุปกรณ์ทั้งภายในและภายนอกให้เหมาะกับความต้องการของประเภทธุรกิจได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการบริการของธุรกิจให้ก้าวหน้าได้อย่างราบรื่นน่าเชื่อถือและปลอดภัย&amp;nbsp;ตอบโจทย์ทุกมิติการขนส่งได้อย่างครอบคลุม เช่น&amp;nbsp;การขนส่งระยะทางไกล การใช้งานในไซต์งานก่อสร้าง การขนส่งและบรรทุกอาหาร การขนส่งยานยนต์พิเศษ การขนส่งแก๊ส ของเหลว ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถบรรทุก TGS ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล D2066&amp;nbsp; 6 สูบ ขนาดปริมาตรความจุกระบอกสูบ 10,518 ซีซี ทำงานด้วยระบบหัวฉีดแบบคอมมอนเรล พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์เทอร์โบชาร์จให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้าที่ 1,400-1,900 รอบต่อนาที 400 / 440 แรงม้าที่ 1,900 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 1,800 / 1,900 / 2,100 นิวตันเมตร ที่ช่วงรอบการทำงานตั้งแต่ 1,000-1,400 รอบต่อนาที ด้านระบบเกียร์เป็นเกียร์แบบ 12 เกียร์เดินหน้า 2 เกียร์ ถอยหลัง ทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ (Automated Manually Operated) ด้วยระบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แบบ TipMatic แบบ Smartshifting ที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบการตรวจจับภาระการรับน้ำหนัก (Load Detection) ของตัวรถ เพื่อทำการเลือกเกียร์ที่เหมาะสมในการออกตัว โดยคำนึงถึงน้ำหนักของตัวรถและน้ำหนักบรรทุกขณะขับขี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนล้อทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกระทะล้อเหล็กขนาด 9 นิ้ว &amp;ndash; 22.5 นิ้ว พร้อมยางเรเดียล Tubeless ขนาด 295/80R22.5 มาพร้อมล้อและยางอะไหล่ ด้านไฟส่องสว่าง ด้วยไฟหน้าแบบฮาโลเจน H7 พร้อมไฟ LED Daytime Driving Light ในขณะที่การออกแบบห้องโดยสารเป็นไปตามหลักสรีระศาสตร์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพพลานามัยที่ดี มีความปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด ด้านระบบความปลอดภัยมาพร้อม MAN BrakeMatic เป็นระบบเบรคล้อแบบลมล้วนควบคุมด้วยอิเลคโทรนิค (EBS) แบบดิสค์เบรคทั้งด้านหน้าและด้านหลังติดตั้งมาพร้อมกับระบบป้องกันล้อล็อกอัตโนมัติ (ABS) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (MAN EasyStart) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในส่วนระบบการขับเคลื่อนเป็นเพลาหน้าและหลัง เป็นแบบแหนบ (Parabolic Leaf Spring) พร้อมกันโคลง เพื่อให้การรองรับน้ำหนักและการทรงตัวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพรองรับทุกการใช้งาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อรถบรรทุก TGS ด้วยการรับประกันคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานของประเทศเยอรมนี โดยรถบรรทุกทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทยจะได้รับการรับประกันสินค้าทั้งคุณภาพของตัวรถ ระบบขับเคลื่อน และอะไหล่ ได้แก่ 1.การรับประกันคุณภาพของตัวรถทั้งคัน 12 เดือน โดยไม่จำกัดระยะทาง 2.การรับประกันระบบขับเคลื่อน 24 เดือน โดยไม่จำกัดระยะทางพร้อมกันกับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 24 เดือน โดยไม่จำกัดระยะทาง และ 3.การรับประกันคุณภาพของอะไหล่ 24เดือน โดยไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงมีช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานของเอ็ม เอ เอ็น เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดจนการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทุกด้านพร้อมมอบความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งนี้รถบรรทุกหัวลาก MAN รุ่น TGS แบบ 10 ล้อ ทั้งหมด 3 รุ่นย่อย สนนราคาเริ่มต้นที่ 4.2 ล้านบาท ทั้งนี้สุดพิเศษรับการเปิดตัว เอ็ม เอ เอ็น มอบข้อเสนอสำหรับผู้ที่สนใจ ข้อเสนอฟรีสัญญาบริการการบำรุงรักษา COMFORT เป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 300,000 กิโลเมตร พร้อมบริการถึงสถานที่ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยลูกค้าสามารถสัมผัสรวมถึงทดลองขับได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการเอ็ม เอ เอ็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถบรรทุก, เอ็มเอเอ็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201114/image_big_5fafa59fdb46c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหพันธ์ขนส่งฯค้านกำหนดเวลาวิ่งรถ6ล้อขึ้นไปใน กทม.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้มีมติเห็นชอบร่วมกันในการคัดค้านนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้จัดประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพมหานครและกองบังคับการตำรวจจราจร เตรียมจะออกคำสั่งห้ามรถยนต์ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป วิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงกลางวัน 06.00-21.00 น.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563- ก.พ. 2564 เพื่อลดมลพิษจากควันรถที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ในช่วงเวลาจราจรคับคั่ง โดยมองว่าจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น หากมีผลบังคับใช้นั้น จะส่งผลกระทบกับประชาชนโดยตรง เนื่องจากรถบรรทุกถือเป็นปัจจัยสำคัญด้านการขนส่งจากจังหวัดอื่นๆ ในภูมิภาคมายังกรุงเทพมหานคร เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง ผัก ผลไม้ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สหพันธ์ฯ ได้ทำหนังสือเรียกร้องคัดค้านไปยังกรุงเทพมหานครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หากข้อเรียกร้องไม่เป็นผลสำเร็จ เตรียมออกมาตรการให้รถบรรทุกหยุดวิ่งส่งสินค้าเบื้องต้น 3 วัน และเมื่อครบกำหนด 3 วันแล้วนั้น ถ้ายังไม่มีแนวทางตามข้อเรียก ก็เตรียมหยุดวิ่งขนส่งสินค้าระยะยาวต่อไป&amp;quot;นายอภิชาติ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., รถบรรทุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f8537f727fb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมลุยจำกัดเวลารถบรรทุกชี้หวังแก้วิกฤติจราจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการแปรนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติ ครั้งที่ 3/2563 พิจารณานโยบายเรื่องปรับเวลาการอนุญาตให้รถบรรทุก ขนาดตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เข้าเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ได้ตั้งแต่เวลา 24.00-04.00 น. ว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคม เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรให้ประชาชนในเขต กทม. และปริมณฑล ทั้งนี้ การกำหนดเวลาให้รถขนาดใหญ่ สามารถเข้ามาวิ่งในเขตเมืองได้นั้น ได้มีการดำเนินการและประสบความสำเร็จมาแล้ว ในมหานครต่างๆ ของโลก อาทิ ปักกิ่ง โตเกียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือการประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้าเขตเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจากการเก็บข้อมูลของกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าว ในช่วงเวลาการประกาศเคอร์ฟิวแล้วนั้น มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งจากข้อมูลของผู้ประกอบการประกอบธุรกิจต่างๆ ที่ต้องใช้รถบรรทุก แจ้งว่า การดำเนินการตามประกาศฯ นั้น ส่งผลให้มีต้นทุนในการดำเนินการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำหนดแนวเขตที่จะนำมาใช้ห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้าเขต กทม. นั้น ตามที่การประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมานั้น จะใช้ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก หมายเลข 9 ฝั่งตะวันออก-จะวันตก มากำหนดแนวเขตการดำเนินการ แบ่งเป็น ถนนนอกเขตวงแหวนรอบนอก อนุญาตวิ่งได้ปกติ 24 ชม. ขณะที่บนถนนวงแหวนรอบนอก/ทางพิเศษ อนุญาต 14 ชม. (ตั้งแต่เวลา 00.00-6.00 น., 10.00-15.00 น., 21.00-24.00 น.) และถนนในเขตพื้นที่ชั้นในของวงแหวนรอบนอกฯ อนุญาต 4 ชม. (ตั้งแต่เวลา 00.00-04.00 น.)
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของผู้ที่ได้ผลกระทบ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. การบรรทุกสินค้าผัก ผลไม้ โดยแผนดำเนินการในระยะสั้น 1 ปีนั้น อนุญาตให้รถบรรทุกสามารถเข้ามาได้ถึงบริเวณตลาดไท 24 ชม. ด้านระยะกลาง 3 ปี จะต้องมีการปรับ Supply Chain (ส่วนใหญ่มาจากจีน) ให้สอดคล้องกับการขนส่งสินค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตู้คอนเทนเนอร์ ระยะสั้น 1 ปี โดยในขั้นที่ 1ผ่อนอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าที่เข้ามาส่งสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ 24 ชั่วโมง ขั้นที่ 2 การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ต้องบริหารจัดการกระบวนการในท่าเรือให้เร็วขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี IT NSW ขณะที่ ระยะยาว 5 ปีนั้น จะปิดบริการคอนเทนเนอร์ และเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ท่าเรือกรุงเทพเป็นเรื่องการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วัสดุก่อสร้าง ระยะสั้น 1 ปี โดยในขั้นที่ 1 อนุญาตให้รถบรรทุกคอนกรีตผสมเสร็จ วิ่งได้ในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. ขณะที่ รถบรรทุกวัสดุก่อสร้าง วิ่งได้ในช่วง 22.00-04.00 น. ขั้นที่ 2 ให้เจรจากับผู้ประกอบการคอนกรีตผสมเสร็จรายใหญ่ เพื่อย้ายมาอยู่ในไซด์งานก่อสร้าง สนับสนุนแนวทางการลดระยะทางในการขนส่ง ขณะที่ ระยะกลาง 3 ปี ให้เปลี่ยนรถขนส่งคอนกรีตขนาดใหญ่ มาใช้รถขนส่งขนาดเล็กและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า จากการประชุมของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดแนวทางการรับฟังความเห็นของภาคเอกชนนั้น ได้กำหนดกรอบแนวทางในการรับฟังความคิดเห็นกับภาคเอกชน โดยมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ใช้เป็นแนวทางในการไปหารือ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในขณะนี้ กรมทางหลวง (ทล.) อยู่ระหว่างการพิจารณาใช้พื้นที่ของตนเอง ก่อสร้างจุดจอดรถบรรทุก จำนวน 7 แห่ง พร้อมทั้งไปหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อบูรณาการร่วมลงทุน (PPP) ก่อสร้างจุดจอดรถบรรทุกเพิ่มเติมในบริเวณอื่นด้วย โดยให้พิจารณาการก่อสร้างจุดจอดฯ ให้สอดคล้องกับปริมาณรถบรรทุกที่จะเข้ามาใช้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 1 เดือนก่อนได้ข้อสรุป อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ทั้งนี้ เชื่อว่าเรื่องดังกล่าว จะสามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำนวนรถบรรทุกทั้งหมด 362,398 คัน จากจำนวนรถบรรทุกที่จดทะเบียน 396,296 คัน ในส่วนความถี่ของการวิ่งของรถบรรทุกในพื้นที่ควบคุม โดยพบว่ารถทั้งหมดไม่ได้เข้าพื้นที่กรุงเทพทุกวัน รถบรรทุกที่วิ่งในเวลา 04.00-24.00 น.ส่วนใหญ่มีการเดินทางมายังกรุงเทพ เพียง1-10 วันใน 1 เดือน และมีรถบรรทุกส่วนน้อยที่มีการขับขี่ในพื้นที่ควบคุมมากกว่า 20 คัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63990</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำกัดเวลารถบรรทุก, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, รถบรรทุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200328/image_big_5e7eb8c59825c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2019 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2019 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมชี้แจงรถตู้เช่าเหมาชนรถบรรทุกตัด GPS ไม่เป็นความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคม ชี้แจง เหตุรถตู้เช่าเหมาชนรถบรรทุกตัด GPS ไม่เป็นความจริง สั่งขนส่งสระแก้วตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด &amp;ldquo;ศักดิ์สยาม&amp;rdquo;คุมเข้มงวดมาตรการติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.62-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ชี้แจงว่าได้รับมอบหมายจาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเสนอข่าวคลาดเคลื่อน กรณีอุบัติเหตุรถตู้โดยสารเช่าเหมารับแรงงานต่างด้าว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 04.08 น. &amp;nbsp;ว่าพบการตัด &amp;nbsp;GPS ไม่เป็นความจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS กรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้วแล้ว พบว่ารถตู้เช่าเหมาคันหมายเลขทะเบียน 34-0405 กรุงเทพมหานคร ติดตั้ง GPS กับ บริษัท ไทยจีพีเอส แทรกเกอร์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด มีการส่งข้อมูลต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นทางโดยไม่พบการตัดสัญญาณ GPS ความเร็วก่อนเกิดเหตุ คือ เวลา 04.08.33 น. ความเร็ว 85 กม./ชม. ส่วนความเร็วในระหว่างขับขี่ เวลา 04.08.31 น. ความเร็ว 85 กม./ชม. เวลา 04.07.35 &amp;nbsp;น. ความเร็ว 70 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านรถบรรทุกพ่วง คันหมายเลขทะเบียน &amp;nbsp;70-1234 อุตรดิตถ์ ติดตั้ง GPS กับ บริษัท ฟอร์ทแทร็คกิ้ง ซีสเต็ม จำกัด ความเร็วก่อนเกิดเหตุ คือ ความเร็ว 48 กม./ชม.เวลา 04.06.39 &amp;nbsp;น. ความเร็ว 44 กม./ชม. เวลา 04.04.39 น. ความเร็ว 37 กม./ชม. ไม่พบการตัดสัญญาณ GPS โดยกรมการขนส่งทางบกได้มอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามผลทางคดีอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกจะได้พิจารณาลงโทษ &amp;nbsp;ในทุกกรณีความผิดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเสนอข่าวคลาดเคลื่อนน่าจะมีเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ได้กำชับให้กรมการขนส่งทางบก ซักซ้อมและควบคุมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการติดตามข่าวสารและการรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงาน โดยเฉพาะการรายงานข้อมูลการคาดเดาหรือการสันนิษฐานที่ยังไม่ชัดแจ้ง หรือไม่มีการตรวจพิสูจน์ที่ชัดเจน ต้องตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายศักดิ์สยาม กำชับให้กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดมาตรการติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมพฤติกรรมการขับรถให้มีความปลอดภัยและรายงานให้ผู้ประกอบการได้ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถสาธารณะทุกประเภทและพนักงานขับรถทุกคนปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ โดยห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนด ห้ามเรียกค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด สภาพรถต้องมีความพร้อม มีความปลอดภัยในการใช้งานบนท้องถนน พนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนดพบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี และหากพบมีการใช้อุปกรณ์ตัดสัญญาณทำให้ข้อมูลพิกัดตำแหน่งเคลื่อนที่ของรถไม่สามารถส่งข้อมูลมายังศูนย์ฯ GPS ได้ จะแจ้งความดำเนินคดี ทั้งพนักงานขับรถและผู้ประกอบการ กรณีที่พบว่าผู้ประกอบการขนส่งรายใดมีพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่งทันที&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่ง, คมนาคม, จิรุตม์ วิศาลจิตร, รถตู้โดยสาร, รถบรรทุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a54eae092f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
