<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 08:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;BOI&#039; เร่งเครื่องอุตสาหกรรมรถ&#039;อีวี&#039; รุกหนักส่งเสริมการลงทุนครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2564 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นทิศทางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจยุคโก กรีน และจัดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการขับเคลื่อนเพื่อรักษาสถานะการเป็นฐานผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคเอาไว้ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายผลิต EV ให้ได้อย่างน้อย 30% ของปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในแต่ละปี หรือ 7.5 แสนคัน ภายในปี 2573 ซึ่งมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิต EV จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายการผลิตดังกล่าว โดย บีโอไอ ได้เปิดให้การส่งเสริมการลงทุนผลิตยานพาหนะไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2560 และได้ปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันบีโอไอมีการให้การส่งเสริม ดังนี้ การประกอบยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แบบไฮบริดผสมผสาน (PHEV) และแบบผสมเสียบปลั๊ก (HEV) จักรยานยนต์ไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า เรือไฟฟ้า รวมถึงล่าสุดที่ประชุมบอร์ดบีโอไอเมื่อ 6 ก.ย. 64 ได้เพิ่มเติมกิจการรถจักรยานไฟฟ้า (E-BIKE) เข้ามาให้การส่งเสริมด้วย เนื่องจากการเดินทางด้วยรถจักรยานไฟฟ้าเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น คาดว่ามูลค่าตลาดรถจักรยานไฟฟ้าทั่วโลกจะขยายตัวจาก 24,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564 เป็น 42,270 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยที่มีพื้นฐานอุตสาหกรรมสนับสนุนสามารถรองรับการผลิตรถจักรยานไฟฟ้าได้ดีอยู่แล้ว และการผลิตรถจักรยานไฟฟ้ายังจะช่วยเพิ่มขนาดของตลาดแบตเตอรี่ในประเทศ เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าและเพื่อการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าของไทยเติบโตได้เร็วขึ้น ด้านกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า โดยได้มีการปรับปรุงเพิ่มประเภทชิ้นส่วนที่สำคัญ และกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า(ชาร์จจิ้ง สเตชั่น) ซึ่งช่วยสร้างอีโคซิสเต็มที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายดาย และมีความเชื่อมั่นในการใช้งานมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงแพลตฟอร์มสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ซึ่งบอร์ดบีโอไอเพิ่งอนุมัติให้แพลตฟอร์ม EV ได้รับการส่งเสริมด้วย เพื่อให้การผลิตมีความยืดหยุ่น เป็นแนวคิดการผลิตแพลตฟอร์มร่วมที่สามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้ระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์และรุ่นที่แตกต่างกัน และมูลค่าของแพลตฟอร์ม (รวมแบตเตอรี่) ก็สูงถึง 74% ของมูลค่ายานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตลักษณะแพลตฟอร์มร่วมจะช่วยลดปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดอันจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ไฟฟ้า, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ), โก กรีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf19ba1e49a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. จับมือโทรคมนาคมแห่งชาติ พัฒนาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 สิงหาคม 2564 หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่จัดขึ้นในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual MOU Signing Ceremony)&amp;nbsp; โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; นายนพดล ปิ่นสุภา&amp;nbsp; รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก สมศักดิ์&amp;nbsp; ขาวสุวรรณ์&amp;nbsp; กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และ นางสาวจันทนา เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี&amp;nbsp; บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามเพื่อวางกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน รวมถึงต่อยอดเทคโนโลยีการสื่อสารและดิจิทัลสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ส่งเสริมและสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากลมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า รูปแบบการใช้พลังงานของสังคมในปัจจุบัน มุ่งไปด้านพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ปตท.&amp;nbsp; จึงพัฒนาและปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางพลังงานในอนาคต อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ได้วางแผนลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน และแพลตฟอร์ม โดยจับมือพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และรองรับกลุ่มผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบสนองนโยบายและทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดที่จะช่วยประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้&amp;nbsp; ปตท. นำเอาความแข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงาน ตลอดจนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการสื่อสารและดิจิทัลของโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ในรูปแบบที่มีจุดแข็งและมีความโดดเด่น ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ด้วยทางเลือกของบริการที่หลากหลาย &amp;nbsp; อันจะนำไปสู่การสร้างอนาคตแห่งการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สนับสนุนได้ทั้งความมั่นคงทางพลังงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน&amp;rdquo; นายอรรถพลกล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก สมศักดิ์&amp;nbsp; ขาวสุวรรณ์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่งเสริมการใช้และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า ของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ มีการทดสอบตลาดและศึกษาความต้องการของลูกค้า การออกแบบทางธุรกิจ การศึกษาความคุ้มทุนในการลงทุน การพัฒนาด้าน IoT และ Application ต่าง ๆ ระบบการให้บริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการติดตาม การจัดเก็บข้อมูล การชำระค่าบริการ และเพื่อสร้างความร่วมมือด้านธุรกิจร่วมกันต่อไป ซึ่ง NT&amp;nbsp; มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านสื่อสาร เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึง การนำเทคโนโลยี 5G ที่ NT มีคลื่นความถี่ที่พร้อมตอบสนองความต้องการใช้ในทุกรูปแบบมาประยุกต์ใช้ด้วย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในด้านต่าง ๆ ของ ปตท. และ NT ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่&amp;nbsp; โอกาสในการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของ NT ในธุรกิจสื่อสารและดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนารูปแบบการใช้บริการยานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นด้าน Charger และด้านการบริหารจัดการระบบรถส่วนกลาง (Fleet Management) ซึ่งระบบบริหารจัดการของยานพาหนะในธุรกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างจุดแข็งทางธุรกิจที่ช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงาน ทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านความปลอดภัย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดในการสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงด้านการสื่อสารและดิจิทัลและอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ในอนาคตให้กับทั้งสององค์กรร่วมกันและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และประเทศชาติเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจด้านพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112877</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT), ปตท, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112737e08fa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EA - กฟผ. จับมือพัฒนารถยนต์อีวีและสถานีชาร์จไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ได้ลงนาม MOU โครงการความร่วมมือด้านพลังงานอัจฉริยะ &amp;ldquo;Smart Energy EGAT X EA&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานใหม่ ๆ&amp;nbsp; ในอนาคต ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ โดยบริษัท EA ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทย ทั้งทางด้านการผลิตพลังงานสะอาด ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ และระบบ Platform ซื้อขายพลังงานไฟฟ้า จึงนับได้ว่าเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่จะนำเอาจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายมาร่วมมือกัน ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ตอบสนองต่อเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ภายในปี 2564 บริษัท EA และ กฟผ. ตั้งเป้าที่จะมีโครงการนำร่องในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยร่วมกันอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับความร่วมมือมีรายละเอียด ดังนี้ ด้านยานยนต์ไฟฟ้า บริษัท EA จะศึกษาและพัฒนาโครงการปรับเปลี่ยนกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุกขนส่งเชิงพาณิชย์ต่างๆ ในส่วนของ กฟผ. จะร่วมศึกษาและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบรวดเร็ว (Ultra Fast Charging Station) ภายใต้ EleX by EGAT เพื่อรองรับการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าในลักษณะ Fleet ซึ่งสถานีอัดประจุไฟฟ้าถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ในการสนับสนุนให้โครงการปรับเปลี่ยนกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของประเทศไทย สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และ ด้านการพัฒนาระบบซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Energy Trading Platform) ทั้ง EA และ กฟผ. จะร่วมกันศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบดังกล่าว ที่เป็นประโยชน์กับโครงสร้าง บริบทและระบบไฟฟ้าของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท EA กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าของประเทศ ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทางด้านเทคโนโลยี รวมทั้งช่วยส่งเสริมการเติบโตของการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการสถานีอัดประจุแล้วกว่า 400 สถานี รวมทั้งสิ้นกว่า 1,600 หัวชาร์จ ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบธรรมดา หรือ AC Charger ไปจนถึงระบบชาร์จเร็วและทันสมัยที่สุด หรือ DC Super-Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 15-20 นาที รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการด้วยการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันระบบออนไลน์ที่ในการจอง จ่าย และชาร์จในคราวเดียวกัน เตรียมพร้อมรองรับกับโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่กำลังเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า 100 % และบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท EA ก็มีความพร้อมรองรับการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยสามารถทำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ได้หลายประเภท เช่น รถบัส รถบรรทุก รถตู้ กำลังผลิตประมาณ 3,000-5,000 คันต่อปี &amp;nbsp;คาดว่าแล้วเสร็จและเริ่มดําเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางปี 2564 โดยนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในการควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน พร้อมทั้งมีกระบวนการทดสอบที่ได้มาตรฐานการขับเคลื่อนที่ทันสมัยและครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนั้นบริษัท EA ยังดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงานหมุนเวียน จึงมีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า ด้วยการพัฒนาระบบ Trading Platform มาใช้ทำการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานที่ลูกค้าสามารถซื้อพลังงานจากผู้ผลิตได้โดยตรง มี AI ช่วยในการทำนายและเทรดได้แบบอัตโนมัติ และใช้เทคโนโลยี Block Chain เข้ามาจัดการ จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยสูง ซึ่งในระยะถัดไปบริษัทมีแผนที่จะนำระบบนี้มาใช้กับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และมิเตอร์ไฟฟ้า เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ อันจะช่วยนำไปสู่การมีระบบการผลิต จำหน่าย และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105772</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA), รถยนต์ไฟฟ้า, สถานีชาร์จไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0590ec7f6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี อินเตอร์ฯ เอาจริงรุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 นายอบิจิต ดัดต้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าปัจจุบันภาคธุรกิจที่ผู้ประกอบการต่างสนใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ยังมีความกังวลเรื่องความคุ้มค่า เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษาหลังการขาย ทางบริษัทฯ จึงเตรียมพร้อมตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็นระบบนิเวศธุรกิจของยานยนต์ไฟฟ้า(รถอีวี)แบบครบวงจร ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;สมาร์ท คลีน โมบิลิตี้&amp;rdquo; โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ครอบคลุมตั้งแต่ 1.การคัดสรรผู้ผลิต ยานยนต์ไฟฟ้าโดยเน้นที่คุณภาพและความปลอดภัยของแบตเตอรี่

&amp;nbsp;2.บริการจัดหา อุปกรณ์ชาร์จเจอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับพลังงานทางเลือก เช่นโซลาร์ รูฟท็อป อีกทั้งสรรหาเทคโนโลยีในการนำแบตเตอรี่ที่ครบอายุการใช้งานมาแปรสภาพให้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงจัดหาพนักงานขับรถ 3.การจัดเตรียมศูนย์กระจายชิ้นส่วนอะไหล่ ของยานยนต์ไฟฟ้า 4.การประกอบรถยนต์ ได้แก่ การนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่จากมาจากต่างประเทศ เพื่อประกอบรวมกับชิ้นส่วนอะไหล่ภายในประเทศ หรือการแปลงสภาพจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 5.การซ่อมบำรุง ด้วยเครือข่ายทั้งที่เป็นรูปแบบศูนย์บริการ และทีมบริการเคลื่อนที่

&amp;nbsp;รวมถึง 6.การพัฒนาระบบไอโอที ในรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ด้านการบำรุงรักษายานยนต์ไฟฟ้า ความสามารถในการติดตามสถานะการทำงานของยานยนต์ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของรถให้มากยิ่งขึ้น 7.สถานีชาร์จ (ชาร์จจิ้วืสเตชั่น) ด้วยการสร้างเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการ 8.การเงิน นำเสนอรูปแบบทางการเงินที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบสัญญาเช่าซื้อและอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า

&amp;quot;ปัจจุบันเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล มีบริการจัดหายานยนต์พลังงานไฟฟ้า สำหรับลูกค้าธุรกิจและองค์กร เช่น รถยก รถบรรทุก รถบัส รวมถึงรถตู้ขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมและการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน(ESG)&amp;quot;นายอบิจิต กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100039</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถยนต์ไฟฟ้า, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d0ec39aa8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTT Station - EVLOMO ร่วมนำร่องสร้างเครือข่าย EV Station ใน อีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เมษายน 2564 นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นางสาวนิโคล หวู่ กรรมการบริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด หรือ EVLOMO ร่วมเยี่ยมชมการดำเนินงาน EV Station ณ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) โดยมี นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม นายอำเภอบ้านฉาง ร่วมงาน โดย EV Station แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง OR และ EVLOMO ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้าน EV Charging Solution ครบวงจร เพื่อร่วมสร้างเครือข่าย EV Station รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคขนส่งและภาคประชาชน สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง เพื่อให้ อีอีซี ก้าวสู่พื้นที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของภาคอุตสาหกรรมแห่งแรกในภูมิภาค ส่งเสริมการลดมลพิษในเขตอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยได้ทดลองติดตั้งเครื่องชาร์จความเร็วสูง (Quick Charge) ขนาด 75 กิโลวัตต์ (kW) ที่ PTT Station 2 แห่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมการให้บริการ ได้แก่ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) และ PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียนซึ่งเป็นการติดตั้งเพิ่มอีก 1 ตัวจากที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน OR เปิดให้บริการ EV Station ใน PTT Station รวมทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ และได้พัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;EV Station&amp;rdquo; เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ อาทิ การค้นหาและนำทางสถานีชาร์จไฟฟ้า การจองช่วงเวลาชาร์จ และการสั่งเปิดปิดการชาร์จ เป็นต้น อีกทั้งยังมุ่งมั่นขยายเครือข่าย EV Station ให้ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมแสวงหาและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99279</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญมา พนธนกรกุล, ปั้มอีวี, รถยนต์ไฟฟ้า, สถานีชาร์จรถ EV, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_607403dd19cf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ลั่นค่ายรถในไทยพร้อมลุยตลาดอีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค. 2563 &amp;nbsp;นายสุรพงษ์ &amp;nbsp;ไพสิฐพัฒนพงษ์ &amp;nbsp;รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าว่าสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศยังมีแนวโน้มดีขึ้น ถ้าไม่มีการแพร่ระบาดของโควิดรอบ 2 ก็จะสามารถกระตุ้นการซื้อให้กลับมาได้ ส่วนด้านนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าที่รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนอยู่นั้นหลังจากได้หารือร่วมกับค่ายรถหลัก ๆ ของประเทศก็เห็นว่าหลายบริษัทก็มีเทคโนโลยีในการพัฒนาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการที่จะดูความพร้อมของทั้งด้านนโยบายและความต้องการของตลาดในประเทศอยู่ ถ้าถึงจุดที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ก็พร้อมที่จะขายรถไฟฟ้าในประเทศทันที เนื่องจากปัจจุบันหลายอย่างยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่ทั้งด้านราคาและการใช้งาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพ.ย. 2563 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพ.ย. มีทั้งสิ้น 172,455 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.92% และเพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค. 63 ที่ 15.46% เป็นเดือนแรกที่เพิ่มขึ้นในรอบ 19 เดือน หลังจากเกิดสงครามการค้า(เทรดวอร์)เมื่อปีที่แล้วและการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากประเทศคู่ค้าเริ่มคลายการล็อคดาวน์และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์รวม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,283,963 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31.69% โดยเมื่อแบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออกในเดือนพ.ย. ผลิตได้ได้ 75,014 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน4.25% และยอดรวม 11 เดือนนั้น ผลิตได้ 649,893 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33.04% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ช่วงเดือนพ.ย. ผลิตได้ &amp;nbsp;97,441 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.64% และและยอดรวม 11 เดือนนั้นผลิตได้ 634,070 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.24%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ &amp;nbsp;กล่าวถึงยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพ.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 79,177 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 2.7% &amp;nbsp;และเพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.63 ที่ 6.83% โดยรถกระบะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกันแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นจากการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากรัฐบาลรวมถึงการประกันรายได้เกษตรกร การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการออกรถยนต์รุ่นใหม่รวมทั้งการลดแลกแจกแถมของผู้จำหน่ายรถยนต์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออกนั้นยังลดลงอยู่โดยในเดือนพ.ย. ส่งออกได้ 74,532 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.87% แต่มูลค่าการส่งออกนั้นเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 42,674.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.40% เป็นเดือนแรกในรอบ 17 เดือนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเติบโตของตลาดเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ส่วนตลาดอื่น ๆ การส่งออกยังลดลงอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87169</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f641fe986afe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;สั่งเร่งแยกประเภทโครงสร้างค่าไฟฟ้ารองรับรถอีวี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานและประธานคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(บอร์ดกฟผ.) เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน &amp;ldquo;E Trans E&amp;rdquo; (Electric Transportation of EGAT) นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของกฟผ. ว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)หารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ให้แยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ขึ้นมาโดยเฉพาะเนื่องจากมีแนวโน้มรถอีวีจะเกิดเร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อัตราค่าไฟสำหรับรถอีวีเป็นอัตราทีโอยู และยังเป็นอัตราชั่วคราวอยู่ก็คงต้องมาดูให้ถาวร และแยกให้ชัดเจนว่าจะมีอัตราเท่าไหร่ ซึ่งขณะนี้รถไฟฟ้าสายสีต่างๆที่เปิดบริการก็มีการใช้ไฟมากขึ้นก็จะต้องนำการใช้ส่วนนี้ และรถอีวีอื่น ๆ ที่จะตามมาคำนวณ เพื่อพยากรณ์การใช้ไฟและบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่ด้วย&amp;quot;นายกุลิศ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยานยนต์อีวีมาเร็วบทบาทของกฟผ.จะต้องเร่งวิจัยและพัฒนาไว้รองรับเพื่อให้ก้าวไทย โดยบทบาทของกฟผ.จะปักหมุดเป็นแหล่งพลังงานสำหรับขนส่งสาธารณะด้วยการมุ่งพัฒนาวิจัยแบตเตอรี่ และสถานีอัดประจุไฟฟ้าซึ่งการพัฒนาสถานีชาร์จจะร่วมมือกับ บมจ.ปตท.ในการติดตั้งที่สถานีบริการน้ำมันของปตท.และแผนยุทธศาสตร์ของกฟผ.การพัฒนานวัตกรรมพลังงานในรูปแบบธุรกิจจะดำเนินงานภายใต้บริษัท อีแกท อินโนเวชั่น โฮลดิ้งส์ คัมปานีส์ จำกัด ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า งาน &amp;ldquo;E Trans E&amp;rdquo; &amp;nbsp; นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ กฟผ. พร้อมปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเปิดตัวเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบ ซึ่งกฟผ.ได้นำร่องวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าในพื้นที่ อ.บางกรวย จำนวน 51 คัน วิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร โดยผู้ขับขี่สามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำรองได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในธ.ค.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78323</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถยนต์ไฟฟ้า, อีวี, แยกโครงสร้างค่าไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69bb5de52c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
