<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2018 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2018 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;หวานบอกถ้าปชช.รวมใจเป็นหนึ่ง&#039;ผมไม่กลัวใครทั้งสิ้น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย.61- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการ จ.กาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายกฯเข้าสักการะศาลหลักเมืองกาญจนบุรี และถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่บริเวณ ต.ปากแพรก และพบปะกับบรรดานักเรียนจากโรงเรียนเทศบาล5กาญจนบุรี และโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ที่ต่างตะโกนส่งเสียงกรี๊ดต้อนรับ พร้อมกันนี้นายกฯร่วมรำผ้าขาวม้า100ผืนกับตัวแทนผู้สูงอายุ และร่วมร้องเพลง&amp;quot;ความฝันอันสูงสุด&amp;quot; กับเหล่านักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนรู้ความตั้งใจของทุกคน ขอขอบคุณพี่ป้าน้าอา ที่มาพบกันวันนี้ อย่างไรลุงก็รักทุกคน สิ่งที่ลุงทำวันนี้เพื่อคนเหล่านี้ ขอคนปัจจุบันทำเพื่อลูกหลานของเรา หลายอย่างต้องแก้ไขและทำต่อ ซึ่ง
รัฐบาลต้องสานงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียน ต้องหาให้เจอว่าชอบอะไร ลุงสัญญาว่าจะทำให้เต็มที่ และสิ่งที่วางไว้คือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่เปลี่ยนแปลงได้ หากมีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเรารู้ล่วงหน้า เราก็จะรู้อนาคต แต่ถ้าไม่รู้ล่วงหน้าอย่างที่ผ่านมาก็จะมีปัญหาไม่เกิดความต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้มารับฟังปัญหาและอุปสรรค และโครงการต่างๆที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับเรื่องมาจากท้องถิ่นและส่วนภูมิภาค อะไรที่รัฐบาลทำได้ก็จะทำให้ แต่ขอให้เข้าใจว่าการพูดของรัฐบาลต้องพูดอยู่ในกรอบของกฎหมายและระเบียบต่างๆ ถ้าทุกคนอยู่ในกรอบไม่ละเมิดสิทธิ์ซึ่งกันและกันก็จะไปได้หมด และขอให้กำลังใจท้องถิ่น ภูมิภาค เราจะต้องทำให้ศักยภาพของเมืองกาญจนบุรีเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 30 ของจีดีพี ทั้งนี้ขออย่าทิ้งคนรุ่นเก่า ซึ่งระหว่างพูดนายกฯได้ชี้ไปที่ตนเองพร้อมกล่าวว่า เนี่ยคนรุ่นเก่าผู้สูงวัย และชี้กลับไปที่นักเรียน นี่นักเรียนรุ่นใหม่ และงบประมาณที่ลงมาในกลุ่มจังหวัดขอให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดความโปร่งใส อย่าให้มีทุจริต เสียดายงบประมาณ เสียดายเวลา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกล่าวว่า ขอบคุณในกำลังใจ เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายทั้งศาลหลักเมือง ผมมากราบอนุสาวรีย์ขอให้ปกปักรักษาชาวกาญจนบุรี ขอให้บ้านเมืองสงบสุข เราเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ต้องทำใหม่ให้ดี ศึกษาให้ดี สำหรับตัวผมเอง เชื่อว่าอยู่ที่พวกเราจะคุ้มครองผมได้แค่ไหน ผมไม่กลัวใครทั้งสิ้น ขอให้รวมใจเป็นหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายกฯได้นั่งรถรางเพื่อเยี่ยมชมกำแพงเมืองเก่า และไปยังโรงงานกระดาษ โดยกลุ่มนักเรียนและข้าราชการที่มาต้อนรับได้ตะโกนส่งเสียงเชียร์ว่า &amp;quot;ลุงตู่สู้ๆ&amp;quot; จากนั้นนายกฯได้รับฟังเพลง &amp;quot;สู้เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; และกล่าวว่า &amp;quot;หาให้เจอนะ อะไรคือความดี อะไรไม่ดีไม่ต้องไปจำ นี่แหละคือพลังสร้างชาติ หลายคนหลายยุคหลายวัยร่วมมือกันพัฒนาบ้านเมือง มองทุกอย่างด้วยใจ อย่ามองด้วยตา มองด้วยใจที่บริสุทธิ์&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้นนายกฯได้วางอิฐเก่าบนกำแพงเมืองเก่ากาญจนบุรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการฟื้นฟูและการอนุรักษ์เมืองเก่า พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;นายกฯมาในฐานะรัฐบาล มาเพื่อดูแลประชาชน การก่อสร้างของใหม่ไม่จำเป็นต้องทิ้งของเก่า รัฐบาลนี้เข้ามาก็มองว่ารื้อนี่รื้อนั่น แต่ไม่ใช่ว่าจะรื้อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามันจำเป็นต้องทำ ก็ต้องทำ รัฐบาลทำเพื่อทุกคน ใน20 ปีข้างหน้า โดยต้องเดินตามแผนเพื่อให้เท่าเทียมในทุกจังหวัด&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21516</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.กาญจนบุรี, นายกรัฐมนตรี, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รถราง, ศาลหลักเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181107/image_big_5be259df7cf48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  รถรางเสน่ห์แห่งรัตนโกสินทร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนเสียดายรถรางที่เคยวิ่งใน กทม.และตามหัวเมือง เช่น ลพบุรี ที่เลิกให้บริการมาแล้วร่วมกึ่งศตวรรษ อันเนื่องจากถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของระบบการจราจร จากจำนวนรถยนต์ที่ได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ปัจจุบันจะมีการสร้างรถไฟฟ้านับสิบสายเพื่อตอบสนองการเดินทางของชาวกรุง แต่ในแง่ของบริการขนส่งมวลชนเพื่อการท่องเที่ยว ประเทศไทยได้ทำลายโอกาสของตนเอง โดยเฉพาะการยกเลิกการใช้รถรางที่เคยวิ่งรับผู้โดยสารบริเวณโดยรอบเกาะรัตนโกสินทร์ในอดีต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำเนิดของรถราง ภายหลังจากการสร้างถนนเจริญกรุงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๔ และเปิดให้คนใช้สัญจรไปมาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๐๗ ปรากฏว่าถนนสายนี้มีคนสัญจรไปมากันมากเพราะเป็นถนนสายยาวที่มี และถนนสายนี้เชื่อมระหว่างท่าเรือถนนตกกับในเมือง หรือในเขตที่เจริญแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคมนาคมในสมัยนั้น ถ้าเป็นทางน้ำก็ใช้เรือพาย เรือแจว ถ้าเป็นเจ้านาย ขุนนาง ก็ใช้เรือเก๋ง เรือประทุน ถ้าเป็นทางบกก็ใช้เดินมากที่สุด หรืออย่างดีก็ขี่ม้า ถ้ามีเงินหน่อยก็ใช้รถม้า มีรถเจ๊กวิ่งรับจ้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนเจริญกรุงจะมีผู้คนใช้สัญจรไปมามาก พื้นถนนสร้างครั้งแรกไม่มีการลงราง ใช้เพียงอิฐเรียงตะแคงเท่านั้น ในไม่ช้าก็ชำรุดทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ไม่สะดวกแก่รถม้า รถเจ๊ก และแม้แต่คนเดินเท้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฝรั่งชาติเดนมาร์กคนหนึ่ง มีความคิดที่จะมองเห็นผลประโยชน์ที่จะใช้ถนนเจริญกรุง อันเป็นหลุมเป็นบ่อและเต็มไปด้วยโคลนเลนในหน้าฝนนั้น นำเงินจากกระเป๋าคนไทยมาเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝรั่งคนนี้คือ นายจอห์น ลอฟตัล นายจอห์นขออนุญาตรัฐบาลทำสัมปทานการรถรางขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้นายจอห์นดำเนินการได้ ด้วยพระองค์มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเช่นอารยประเทศทั้งหลาย อีกทั้งยังมีพระราชดำริว่าการมีรถรางมากๆ เป็นความสะดวกของอาณาประชาราษฎร์ และประการสำคัญคือ รถของนายจอห์นไม่เป็นอันตรายแก่ถนนหลวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจอห์น ลอฟตัล เริ่มวางรางสำหรับให้รถวิ่งตั้งแต่บางคอแหลม ถนนตก มาตามสายถนนเจริญกรุง จนถึงพระบรมมหาราชวัง ขณะนั้นมีประชาชนสนใจมาดูการสร้างรางเพราะไม่เคยเห็น บางคนก็ไม่รู้ว่านายจอห์นจะทำอะไร จึงเกิดการวิจารณ์กันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนก็ว่าฉวยโอกาสทำการโฆษณาคุณภาพรถว่าวิเศษนัก ดีกว่าเดิน ดีกว่ารถม้า นั่งแล้วไม่สะเทือน บ้างก็ว่าโม้มากไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่วางรางเสร็จ นายจอห์นก็ทำพิธีเปิดรางเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๑ &amp;nbsp;โดยใช้ม้าลากไปตามราง เมื่อเดินรถวันแรกนั้นนายจอห์นไม่เก็บสตางค์ให้นั่งฟรี ผู้คนจึงพากันนั่งรถรางเป็นการใหญ่และได้รู้ว่านั่งรถรางแล้วไม่สะเทือนจริงๆ ดีกว่ารถเจ๊ก สบายกว่ารถม้าเป็นไหนๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเรื่องเล่าว่ารถรางของนายจอห์นอะไรๆ ก็ดีแต่สงสารม้า นายจอห์นอ้วนขึ้นแต่ม้าผอมลงทุกวัน ม้าลากรถรางคันหนึ่งมีสองคู่ คือ ๔ ตัว เรียกว่า พวงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีม้าอะไหล่ไว้สำหรับสับเปลี่ยนเป็นระยะๆ ไปตลอดถนนเจริญกรุง เมื่อม้าลากรถรางมาถึงระยะสับเปลี่ยน ก็เอาม้าพวงที่ลากมาออกให้กินน้ำกินหญ้าพักผ่อน แล้วเปลี่ยนไปเทียมม้าพวงที่รออยู่ลากรถต่อไป ทำอย่างนี้เป็นระยะๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นายจอห์นเดินรถอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ต้องโอนกิจการไปให้บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งดำเนินการต่อไป บริษัทที่รับช่วงงานไปจากนายจอห์น คือบริษัท บางกอกแทรมเวย์ คอมปะนี ลิมิเต็ด บริษัทนี้ปรับปรุงกิจการรถรางให้สะดวกขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ยังใช้ม้าลากอยู่เช่นเดิม ดำเนินการอยู่ได้ไม่นานก็ขาดทุนย่อยยับ เลยต้องโอนกิจการรถรางไปให้บริษัทของชาติ
เดนมาร์กอีกเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยชั่วระยะเวลาเพียง ๔ ปี กิจการรถรางต้องเปลี่ยนมือผู้ดำเนินการมาถึง ๓ ครั้ง สำหรับบริษัทหลังได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงรถราง โดยเปลี่ยนจากการใช้ม้าลากมาใช้กำลังกระแสไฟฟ้าแทน โดยตกลงเช่ากระแสไฟฟ้าจากบริษัท อิเลคทริค ซิตี้ คอมปะนี ลิมิเต็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากวางสายไฟฟ้าและปรับปรุงระบบการเดินรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถรางโดยกำลังกระแสไฟฟ้าก็ได้ทำพิธีเปิดเดินขบวนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๗ ถือได้ว่าการใช้กำลังไฟฟ้าในกิจการรถรางนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้กำลังไฟฟ้าในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่จัดระบบการเดินรถรางที่เจริญก้าวหน้าที่สุดของโลกประเทศหนึ่งในปัจจุบัน ก็เพิ่งเริ่มงานรถรางเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ เป็นเวลาภายหลังจากที่ประเทศไทยใช้กำลังไฟฟ้าเพื่อการรถรางถึง ๙ ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถ้านับรวมถึงเวลาที่นายจอห์นเริ่มงานรถรางในเมืองไทยด้วยแล้ว อังกฤษเริ่มงานรถรางภายหลังประเทศไทยถึง ๑๕ ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถรางโดยกระแสไฟฟ้าของบริษัทชาติเดนมาร์กดำเนินการมาได้ ๖ ปี คือดำเนินงานมาถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๓ บริษัทรถรางก็โอนกิจการเข้าไปรวมเป็นบริษัทเดียวกับบริษัท อิเลคทริค ซิตี้ &amp;nbsp;คอมปะนี ลิมิเต็ด กิจการของบริษัทก็เจริญและเป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปรับปรุงรถรางสายเจริญกรุงแล้ว บริษัทยังได้เปิดรถรางสายสามเสนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๔๔ และในปีนั้นบริษัทยังได้รับโอนสัมปทานการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครซึ่งเดิมเป็นบริษัทของชาวอเมริกัน ชื่อบริษัทบางกอก อิเลคทริคโลม ซินดิเทค เข้ามารวมในกิจการของบริษัทอีกด้วย กิจการของบริษัทนี้เจริญก้าวหน้าต่อมา มีผลกำไรปีละไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๘ เป็นเวลา ๔ ปี ได้มีผู้ตั้งบริษัทรถรางขึ้นอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัทรถรางไทย โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เดินรถรางในกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีฝังนอตรางอันสุดท้าย เพื่อเป็นการแสดงว่าการก่อสร้างรางสำเร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ และได้ประทับรถรางพิเศษซึ่งได้จัดเป็นรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยรถตามเสด็จอีกรวม ๑๖ คัน แต่ละคันตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถรางที่เปิดเดินสายใหม่คือ รถรางสายรอบเมือง หรือที่เรียกว่า &amp;quot;สายดุสิต&amp;quot; ตัวรถทาด้วยสีแดง จึงเรียกว่า &amp;quot;รถรางสายแดง&amp;quot; ส่วนรถของบริษัทเดิมทาสีเหลืองจึงเรียกว่า &amp;quot;รถรางสายเหลือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจการของบริษัทรถรางได้ดำเนินต่อมา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ อันเป็นเวลาภายหลังจากบริษัทเริ่มดำเนินกิจการมาได้เพียง ๔ ปี ก็ได้โอนกิจการไปรวมกับบริษัทรถรางฝรั่ง ซึ่งเดินอยู่แต่เดิมคือสายเจริญกรุงและสายสามเสน เปลี่ยนนามใหม่เป็นบริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นอันว่ารถรางเหลืออยู่เพียงบริษัทเดียว สีแดงของรถรางสายดุสิตได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเพื่อให้เป็นสีเดียวกัน จนถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๐ บริษัทจึงได้เปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งเป็นบริษัท ไฟฟ้าไทย คอปอเรชั่น จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในที่สุดบริษัทนี้ซึ่งดำเนินกิจการทั้งการรถรางและการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ก็ได้โอนมาเป็นของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๓ จนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ ได้ยกเลิกการเดินรถอย่างถาวรเพราะถูกมองว่ากินพื้นที่ถนน และต้นทุนของรถเมล์นั้นถูกกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในต่างจังหวัดนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการคมนาคมแก่ประชาชน รัฐบาลได้ดำริที่จะขอการรถรางออกไปยังต่างจังหวัดด้วย และได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดลพบุรีเป็นจังหวัดแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยเปิดเดินตั้งแต่ศาลพระกาฬตลอดไปจนถึงกองพันทหารที่ ๖&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้ขยายทางต่อจากศาลพระกาฬเข้ามาในเมืองลพบุรี จนถึงโบสถ์พราหมณ์ ส่วนในรูปลักษณะรถรางเมืองลพบุรีและการดำเนินกิจการนั้นก็คงเหมือนกับรถรางในกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่เริ่มมีรถรางในเมืองไทยใหม่ๆ นั้น เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป เพราะยานพาหนะอื่นๆ ยังไม่มี ถึงมีแต่ก็ไม่มาก ผู้โดยสารน้อยการรถรางจึงมีแต่ทรงกับทรุด เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผู้คนในพระนครเริ่มมีมากขึ้น กิจการรถรางจึงค่อยดีขึ้น แต่ก็มีพาหนะอื่นๆ เช่น สามล้อ แท็กซี่ และรถประจำทางก็มีเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถเหล่านั้นจึงแย่งผู้โดยสารรถรางไปเสียมาก เพราะรวดเร็วและสะดวกสบายหลายประการ รถรางจะช้าเมื่อตอนรอหลีก ไม่เหมาะแก่การไปไหนมาไหนหากมีเวลาน้อยหรือรีบด่วน ดังนั้นเมื่อมีรถโดยสารอื่นๆ มาแข่งขัน ความสนใจของประชาชนที่มีต่อรถรางจึงดูเนือยๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยานพาหนะอื่นๆ ส่วนมากต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันส่งมาจากต่างประเทศไม่ได้ก็เลยต้องหยุดวิ่ง รถที่ไม่ได้อาศัยน้ำมันก็ตื่นตัว คือ รถสามล้อ รถเจ๊ก รถม้า เพราะหาเงินได้คล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รถสามล้อในช่วงปลายสงครามขาดแคลน เพราะยางที่มีอยู่ก่อนก็ร่อยหรอ หาซื้อใหม่ไม่ได้ ที่อยู่นานก็คือรถเจ๊กและรถราง แม้รถรางจะช้าไปหน่อย แต่ก็ซื่อสัตย์ยืนหยัดบริการได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนปลายสงครามรถรางก็เริ่มแย่ลง เนื่องจากกระแสไฟฟ้าไม่พอหลายสายต้องหยุดเดิน บางสายก็ลดจำนวนให้น้อยลง นั่งรถรางสมัยไหนก็ไม่ยากลำบากเท่ากับรถรางสมัยสงคราม เพราะคนแน่น ต้องลงทางหน้าต่างก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางทีเวลารถวิ่งต้องห้อยโหนเกาะตัวถังรถเป็นพวง บางครั้งก็พลัดตกลงมาแขนหักคอหักตายไปบ่อยๆ ก็มี อาชีพล้วงกระเป๋าก็เจริญขึ้นไปตอนสงครามนี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือประวัติของรถรางในอดีตของเมืองไทยประเทศแรกในโลกที่นำกระแสไฟฟ้าเข้ามาเป็นแรงผลักดันในการวิ่ง จึงถือได้ว่ารถรางมีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยในอดีตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันรถรางหรือรถแทรมยังมีใช้ในหลายประเทศแถบยุโรป พัฒนาจนมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และโครงการรถแทรมนี้หลายจังหวัดสนใจสร้างเป็นระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เช่น ขอนแก่น, ภูเก็ต, เชียงใหม่, นครราชสีมา, ลพบุรี และพิษณุโลก เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr:วิกิพีเดีย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14421</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ถนนเจริญกรุง, รถราง, รัตนโกสินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180731/image_big_5b5fe6a8cf1be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
