<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ ขานรับนโยบายอีวีเต็มสูบ ออกมาตรฐาน “รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า-ยานยนต์อัจฉริยะ” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นายสุริยะ&amp;nbsp; จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (บอร์ด สมอ.) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมาว่า บอร์ด สมอ.ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 33 มาตรฐาน ทั้งมาตรฐานรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ&amp;nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์อีวี เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และรักษาฐานการผลิต ตลอดจน ความเป็นผู้นำด้านยานยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เปิดเผยว่า การประชุม บอร์ด สมอ. ในครั้งนี้ ได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มอก. 3264-25XX&amp;nbsp; หลังจากที่ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว 2 มาตรฐาน คือ มอก.2952-2561&amp;nbsp;รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และ มอก.&amp;nbsp;3026-2563&amp;nbsp;รถยนต์ไฟฟ้าทั้งรถยนต์นั่ง รถบัส รถปิกอัพ และรถบรรทุก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอีวี ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บอร์ดยังได้เห็นชอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและยานยนต์อัจฉริยะที่เน้นด้านความปลอดภัยในการขับขี่ อาทิ มาตรฐานระบบช่วยตัดสินใจในการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ&amp;nbsp; ระบบตรวจจับคนเดินถนนและลดความรุนแรงจากการชน&amp;nbsp; ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ&amp;nbsp; ระบบจอดรถอัตโนมัติ&amp;nbsp; ระบบไฟเตือนการห้ามล้อฉุกเฉิน&amp;nbsp; และระบบลดความเสียหายจากการชนด้านหน้า&amp;nbsp; รวมทั้ง มาตรฐานสินค้าประเภทอื่นๆ อีกด้วย เช่น

มาตรฐานเคเบิลเส้นใยนำแสง&amp;nbsp; ไดร์เป่าผม&amp;nbsp; เครื่องหนีบผม เครื่องดัดผม เครื่องม้วนผม เครื่องเล่นสนาม และแผ่นฉนวนความร้อน เป็นต้น รวมทั้งสิ้น 46 มาตรฐาน&amp;nbsp; ซึ่งผมได้กำชับให้ สมอ. เร่งดำเนินการประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ไปศึกษาและจัดทำมาตรฐานเรือไฟฟ้า เพื่อเร่งประกาศเป็นมาตรฐานให้เร็วที่สุดต่อไปอีกด้วย

นายวันชัย&amp;nbsp; พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่รัฐบาลได้มีนโยบายเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าออกมา สมอ. ได้ประกาศมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วทั้งสิ้น 82 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างจัดทำอีก 15 เรื่อง&amp;nbsp; คาดว่าทั้งปีนี้น่าจะประกาศได้ 97 เรื่อง&amp;nbsp; โดยในส่วนของมาตรฐานที่เกี่ยวกับยานยนต์อัจฉริยะ เช่น ระบบตรวจจับคนเดินถนน&amp;nbsp; ระบบลดความเสียหายจากการชนด้านหน้า&amp;nbsp; ระบบตรวจจับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ฯลฯ&amp;nbsp; จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถและใช้ถนน&amp;nbsp; สมอ.จะได้พิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดให้รถทุกคันต้องติดตั้งระบบดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, รถอีวี, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf19ba1e49a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะรัฐลดภาษี-หนุนเงินส่วนต่างกระตุ้นยอดใช้รถยนต์ไฟฟ้า-ดันไทยเป็นฐานการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.2564 นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ มีมติเร่งรัดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 100% ในปี 2578 โดยในปี 2573 จะต้องผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 50% ของปริมาณการผลิตรถทุกชนิด ซึ่งสำนักนโยบายและแผนพลังงานคาดว่า จะมีการใช้รถ EV จำนวน 138,918 คันภายในปี 2568&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อที่ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิต EV สำคัญของโลก ทั้งตั้งเป้าเร่งผลิต EV สะสมไว้ที่ 1,051,000 คันภายในปี 2568 และจะเพิ่มการผลิตสะสมที่ 6,224,000 คันภายในปี 2573 นั้น จากภาพรวมตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ายอดจดทะเบียนในแต่ละปีมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับยานยนต์เชื้อเพลง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่กีดขวางการเติบโตของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มาจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งาน ราคาจำหน่ายรถ EV ภายในประเทศค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับยานยนต์ปกติ และที่สำคัญคือความไม่ชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV ส่งผลให้ประชาชนยังไม่มีความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงมาใช้รถ EV จึงยังไม่สามารถกระตุ้นการซื้อรถ EV ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศแผนเส้นทางอนาคตของตลาดรถ EV และจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถ EV ที่สำคัญของโลก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆออกมา จึงอยากเสนอแนะต่อรัฐบาลว่ารัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า โดยอาจจะพิจารณาความเหมาะสมจากแนวทางดำเนินการของประเทศต่างๆ อาทิ การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีการครอบครองรถยนต์ EV ของจีน อุดหนุนเงินส่วนต่างระหว่างราคารถ EV กับรถเบนซิน ของญี่ปุ่น การให้เงินอุดหนุนเพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของอังกฤษ หรือการให้ Tax credit และอุดหนุนการซื้อรถ EV ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ตลาดรถ EV ในยุโรป มีการจดทะเบียนในปี 2020 ไปแล้ว 54% เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2519 โดยประเทศเนเธอร์แลนด์ 82% นอร์เวย์ 73% อังกฤษ 62% และฝรั่งเศส 60% ส่วนสหรัฐอเมริกา ลดลงเหลือ 78% 295,000 คัน เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ 327,000 คัน ขณะที่จีนจดทะเบียนสูงถึง 80% &amp;rdquo;นายคณิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิสสร์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้รัฐควรกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การลงทุนในปัจจัยพื้นฐานสำหรับการใช้งานรถ EV ให้เงินสนับสนุนการซื้อรถเชิงพาณิชย์กับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาต เพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศ รวมทั้งมาตรการและแนวทางในการจัดหารายได้ให้กับภาครัฐ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งมาตรการและแนวทางดังกล่าวนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดรายได้จากการผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศและดุลการค้าระหว่างประเทศในเชิงบวก แล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้รถ EV ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดอัตราขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลงจากต่างประเทศ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตเองได้ภายในประเทศ ทั้งยังเป็นการเพิ่มความสามารถทางด้านเศรษฐกิจในการเป็นผู้นำด้านการผลิตและประกอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110837</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ, บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน), รถอีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa643194bd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความท้าทายของไทยในการใช้รถ EV          </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;quot;รถEV&amp;quot; ที่ย่อมาจากคำว่า Electric Vichicle &amp;nbsp; หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้า กำลังเป็นเทรนด์ของโลก เพราะสอดคล้องกับแนวโน้มกับปัญหาพลังงานฟอสซิล ที่นับว่าจะน้อยลง และอาจจะหมดโลกในที่สุด กับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาก๊าซเรือนกระจก มลภาวะทางอากาศ ปัญหาโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันจะแปรปรวนมากขึ้นทุกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
อย่างในนครลอสแองเจิลลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ตั้่งเป้าที่จะเปลี่ยนรถยนต์ ที่วิ่งกันตามถนนให้เป็นรถEV ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2035&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
สำหรับ ในประเทศไทย รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า อาจจะเป็นสิ่งใหม่ แม้จะเห็นรถยนต์ประเภทนี้ วิ่งประปรายตามท้องถนนกันบ้างแล้ว แต่ด้วยเทรนด์ของรถ อีวี ที่มาแรงมาก ทำให้ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของไทย ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)ก็โดดลงสู่สนามการเป็นผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้า สำหรับรถอีวีกันแล้ว ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถ EV ก็กำลังเป็นที่จับตาของคนทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยเชื่อกันว่า จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำยุค ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างหลากหลายฟังก์ชั่น จะทะยอยออกมาเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ในแง่ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของรถEV &amp;nbsp;ข้อมูลจากนิตยสาร Green Network ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ได้วิเคราะห์สถานการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คือ ประเทศนอร์เวย์ เป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จากข้อมูลหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการจราจรในประเทศนอร์เวย์ เปิดเผยยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้มลพิษมีผู้ซื้อเพิ่มขึ้นจำนวน 46,143 คัน รวม 31.2% จากยอดขายทั้งหมดในยุโรป แซงหน้าประเทศเยอรมนีที่สถิติการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 36,216 คัน และประเทศฝรั่งเศสสถิติ 31,095 คัน นอร์เวย์จึงได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งการติดตั้งระบบชาร์จไฟอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นผลมาจากการส่งเสริมอย่างจริงจังที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ารถทุกคันจะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในปี พ.ศ. 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทย จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อ พ.ค. 64 ที่ผ่านมา สำหรับแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศตามนโยบาย 30/30 เพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยมีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการใช้รถ EV ซึ่งภายในปี 2573 จะมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะทั้งสิ้น 725,000 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์จะมีการผลิตทั้งสิ้น 675,000 คัน และประเภทรถบัส/รถบรรทุกจะมีการผลิตทั้งสิ้น 34,000 คัน และมีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า และเป้าหมายการผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงพิจารณาแนวทางส่งเสริม EV ให้เป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหใายให้ได้ตามกำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
โดยในงานเสวนา Roundtable Talk: How To Make Clean Public Transport Possible? &amp;nbsp;ร่วมระดมกำลังและ &amp;ldquo;นำพาอากาศสะอาดสู่ภาคการขนส่งไทย&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดย Techsauce ร่วมกับ Bosch Thailand &amp;nbsp;บนแฟลตฟอร์มออนไลน์ ก็ได้กล่าวถึงแนวทางการใช้รถ EV เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากศ ยกระดับการใช้ชีวิตของประชากรในประเทศให้กลับมาสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ภาพรวมของปัญหามลพิษในประเทศไทย พันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศมีแหล่งกำเนิดจากหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น โรงงานอุตสาหกรรม , การจราจร , การเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;ดังนั้น สัดส่วนความหนาแน่นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ และเวลา เพราะแต่ละแหล่งกำเนิดนั้นจะเกิดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ส่วนมลพิษทางอากาศที่ประชาชนอาศัยอยู่ในตัวเมืองต้องพบเจอตลอดเวลาจะมาจากการจราจรเป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษได้มีการแจกจ่ายระบบวัดดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) Data ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษกว่า 70 แห่ง ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
พันศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายในการตรวจสอบ อย่างในกรุงเทพฯ กว่า 50 สถานี โดยข้อมูลทุกอย่างจากแต่ละสถานีจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อนำเอามาใช้รายงานให้แก่ผู้ศึกษาวิจัย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใช้ในการประเมินคุณภาพโครงการของการใช้รถ EV รวมทั้งใช้รายสภาพอากาศรายวันให้กับประชาชนทุกคนที่คอยติดตามสภาพอากาศ โดยข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศจะถูกรายงานไปในหลายแพลตฟอร์ม ในแบบรายชั่วโมง หรือ Near Real-time ฉะนั้นก็สามารถพูดได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลของประชาชนด้วยเช่นกัน

ด้าน จักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมยานยนต์ สำนักวิศวกรรมยานยนต์ (สนว.) กรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงบทบาทการจัดการมลพิษทางอากาศ ในภาคการขนส่งทางถนนไม่ว่าจะทางอ้อมหรือทางตรง แบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ มาตรฐานมลพิษรถจดทะเบียนใหม่ เช่น รถจักรยายนต์ ต้องมีมาตรฐานมลพิษระดับ 6 หรือ EURO4 รถยนต์และรถปิคอัพ SI มาตรฐานมลพิษระดับ 8 , CI มาตรฐานมลพิษระดับ 7 หรือ EURO4 ทั้งคู่ เป็นต้นและการตรวจสภาพรถค่าควันดำต้องไม่เกิน 45% ซึ่งข้อมูลการตรวจจับรถบรรทุกควันดำทั่วประเทศล่าสุด พบควันดำเกินมาตรฐาน 46% พักห้ามใช้ จำนวน 1,470 คัน จากการตรวจทั้งหมดกว่า 175,000 คัน โดยรถบรรทุกในประเทศไทยมีกว่า 1 ล้านคัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพประเมินแัจจัยที่สร้างคาร์บอนได้ออกไซด์มากที่สุดในประเทศ

ส่วนการจัดการปัญหาการปล่อยมลพิษควันดำ จักรกฤช กล่าวว่า &amp;nbsp;ในส่วนของรถที่มีอยู่แล้วหากมีการพบเห็น ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย และการสนับสนุนรถ EV โดยมีแผนการดำเนินงาน เช่น ปรับวิธีการคิดอัตราภาษี เดิมมีกฎหมายออกมาตั้งแต่ปี 2550 สำหรับรถไฟฟ้ามีการลดภาษีให้ อย่างรถขนาด 1,800 CC จะเก็บภาษี 1,800 บาท แต่รถไฟฟ้าจะเก็บภาษีที่ &amp;nbsp;1,000 บาท และมีการกำหนดแนวทางมาตรการภาษีใหม่ โดยคิดภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และCC เครื่องยนต์ โดยภาษีตรงนี้จะนำไปใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมถนนส่วนที่มีความเสียหายจากการเดินรถ หรือจะกล่าวโดยง่าย คือ ถ้ารถมีการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือถนน ก็จะมีการเก็บภาษีแพงขึ้นไปตามลำดับ

&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถข้ามขั้นจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาป หรือ Internal Combustion Engine: ICE ไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ได้เลยทันที &amp;nbsp;เนื่องจากมีกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตรถยนต์ที่ยังต้องอาศัยกันและกัน ดังนั้นแผนเบื้องต้น ในช่วง 3-5 ปีแรกของการซื้อรถ EV จะมีการลดภาษีให้กับรถประเภทนี้ (จะต้องมีการจดทะเบียนในช่วงก่อนปี 2573) ซึ่ง ณ ตอนนี้มีการเร่งแก้ไข พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564-2565 ทั้งนี้ เพื่อต้องการสนับสนุน และกระตุ้นให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประชาชนทั่วไป และในภาคของการขนส่งสาธารณะด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; จักรกฤช กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนไปใช้รถ EV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำ AI และ IoT เข้ามาผนวกทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมอย่าง กล่องตรวจสอบสภาพมลภาวะ

&amp;nbsp; วฤต รัตนชื่น ผู้อำนวยการฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ในประเทศไทยภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากที่สุดคือ ส่วนการผลิตไฟฟ้า หากในอนาคตเมื่อมีการปรับเปลี่ยนไป ทางภาคของการขนส่งก็จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะมาเพิ่มที่ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงต้องมีการนำเอาพลังงานทดแทนเข้ามา ซึ่งได้มีการดำเนินการ 3 ส่วน คือ1. เพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยจะเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าบริเวณอ่างเก็บน้ำ 2. สร้าง Ecosystem แบบ Grid Modernization คือ การทำให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น โดยจะมีการตั้งศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน ปรับแหล่งผลิตไฟฟ้าให้พร้อมรับกับความผันผวนต่าง ๆ รวมทั้งพัฒนา Energy Storage และในอนาคตจะมีการศึกษาเรื่องการ Reuse แบตเตอรี่เก่าของรถยนต์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า

และ 3. สร้าง Ecosystem เชิงการบริหารจัดการ โดยจะสร้างกลไกให้กับบริษัทจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในบ้านเราได้ซื้อไฟจากเราไปใช้ เพราะ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศว่าในปี 2050 และจีนประกาศปี 2060 รวมไปถึงนโยบายของสหรัฐอเมริกา ในการลดปล่อยก๊าซ CO2 ลง 55% ซึ่งบริษัทที่มาจากประเทศเหล่านี้ที่กำลังมาลงทุนในประเทศไทย กำลังมองหาพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนให้ได้ 100% ในปี 2025

ชยุตม์ จัตุนวรัตน์ Investment Manager &amp;amp; Venture Lead-Incubation PTT Public Company Limited กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ต้องการจะใช้พลังงานสะอาด แต่ยังหาไม่ได้ จึงมีการทำโครงการ ReAcc - Renewable Energy Acceleration Platform ขึ้นมาเพื่อให้สามารถหาพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ ต้องการให้ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ด้วยตนเองว่าจะซื้อจากแหล่งไหน และเป็นพลังงานสะอาดหรือไม่ โดยมีการทำงาน เช่น แพลตฟอร์มระบบบล็อกเชนที่พัฒนาโดย ปตท.เพื่อรองรับธุรกรรมเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนอย่างครบวงจรรายแรกในประเทศ ระบบอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย คือการซื้อ-ขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน I-REC Standard, การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และการใช้พลังงานหมุนเวียนกับรถยนต์ไฟฟ้า ตัวแทนให้บริการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน การขอใบรับรอง และการซื้อขายใบรับรอง REC One Stop Service เป็นต้น หวังว่าแพลตฟอร์มนี้จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.แผนการดำเนินการเรื่อง EV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

นฤมล นวลปลอด Head of Strategy, Maketing and Sale Bosch Mobility Solutions SEA กล่าวว่า จากการศึกษาและพัฒนาต่างๆเกี่ยวยานยนต์ ได้มีการทำโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับระบบส่งกำลังไฟฟ้ามาแล้วกว่า 90 โครงการ ทำให้ปัจจุบันนี้มีรถยนต์ที่ใช้ระบบส่งกำลังไฟฟ้าของ BOSCH วิ่งอยู่บนถนนกว่า 2.5 ล้านคันทั่วโลก นอกจากนี้ยังศึกษาพบว่าระบบเบรกในรถยนต์ก็ทำให้เกิด PM 2.5 เช่นกัน จากตรงนี้ก็ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี Regenerative Breaking System เข้ามาพัฒนา โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะใช้งานในยานยนต์ที่เป็น Hybrid และ EV ทำให้ระบบเบรกเป็นระบบชาร์จไฟ และช่วยลดค่าการเกิดฝุ่นได้ถึง 95% ในส่วนโปรเจกต์อื่น ๆ ที่มาเป็นตัวช่วยในการลดมลภาวะ ด้วยการนำ AI และ IoT เข้ามาผนวกทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมอย่าง กล่องตรวจสอบสภาพมลภาวะ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประมวล วิเคราะห์และใช้ระบายรถในที่ที่มีมลภาวะสูง จากการศึกษาพบว่าทั่วโลกมีตัวเลขเฉลี่ยการวนหาที่จอดรถประมาณ 30 นาที

นฤมล มองถึงความท้าทายจุดแรกของการเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานไฟฟ้าว่า &amp;nbsp;ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาจากความต้องการการใช้รถใช้ถนนที่หลากหลาย ทั้งรถโดยสารสาธารณะ การใช้รถส่วนตัว หรือการใช้ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ และการเปลี่ยนผ่านในแต่ละภูมิภาคใช้ระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน มาจากปัจจัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย สภาพเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการขอความร่วมมือกับภาคการขนส่งเอกชนให้มีการเปลี่ยนผ่านทันทีเลยอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย &amp;nbsp;ดังนั้น ภาครัฐต้องเตรียมการ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์แผนงานต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความชัดเจนในวงกว้าง เช่น แผนการใช้งานยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือการคาดการณ์ความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้ฝั่งของผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการได้มีการเตรียมตัว และมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ด้วย



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105507</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bosch Thailand, กฟผ., กรมการขนส่งทางบก (ขบ.), จักรกฤช ตั้งใจตรง, ชยุตม์ จัตุนวรัตน์, นฤมล นวลปลอด, บริษัท  บ๊อช ประเทศไทย, พันศักดิ์ ถิรมงคล, รถอีวี, วฤต รัตนชื่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bd740fc26e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.เตรียมแผนลุยธุรกิจใหม่ มุ่งผลิตยา-อีวีตอบโจทย์ตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมาทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเกือบทุกสาขาต้องพัฒนาองค์กรไปในรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้มายิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงผลกระทบของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความขัดแย้งของแต่ละประเทศ การกีดกันทางการค้า ความนิยมของผู้บริโภค การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยีมีอำนาจมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงคนด้วยสื่อใหม่ ๆ หรือโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญมี่เปลี่ยนรูปแบบการค้าขายให้ก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่ถือว่าเป็นองค์กรที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาจึงมีแนวทางที่จะพัฒนาองค์กรไปตามทิศทางของกระแสโลกเสมอ จากเดิมที่ทำเพียงธุรกิจน้ำมันเพื่อดูแลความมั่นคงในประเทศ จนปัจจุบันสามารถพัฒนาองค์กรไปยังรูปแบบอื่น ๆ โดยการตั้งเป็นบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม และด้วยเหตุนี้เองทำให้ ปตท ยังสามารถดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ล่าสุดก็ได้มีการแยกบริษัทเพื่อไปดูแลการขายน้ำมันและการค้าปลีกอย่างสมบูรณ์ในนาม โออาร์ หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) เพื่อจำแนกการบริหารให้เป็นสัดส่วน ขณะเดียวกัน ปตท. บริษัทแม่เองก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาและยังมีโครงการเพื่อดำเนินการงานใหม่ ๆ อยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจใหม่ โดยอนุมัติตั้ง บริษัท อินโนบิก เอเชีย จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสการลงทุนในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;Life Science&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มที่เน้นดำเนินงาน อาทิ ธุรกิจยา ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น โรคมะเร็ง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกส่วนในร่างกาย และสอดคล้องกับสังคมสูงอายุของไทย ซึ่งต้องร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศ และจะพิจารณาการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&amp;amp;A) ด้วย เบื้องต้น ปตท.ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์ ตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ยังเน้นดำเนินงานในธุรกิจอาหารและโภชนาการ หรือ อาหารที่เป็นยาได้ และอาหารที่สร้างความแข็งแกร่งของร่างการ อาหารลดการเกิดโรค ซึ่งไม่เค็มหรือหวานไปแต่มีโปรตีนที่ผู้ป่วยทานได้ ซึ่งจะโฟกัสที่สารตั้งต้นหรือสารสำคัญที่มีคุณสมบัติในการรักษา หรือเพิ่มส่วนที่เป็นโภชนาการที่สำคัญต่อยอดสินค้าเกษตร โดยกำลังเจรจากับพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตอาหารแพลนต์เบส กำลังการผลิต 3 พันตันต่อปี ซึ่งงถือว่าเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ระดับโลกและสามารถจะป้อนวัตถุดิบให้กับห่วงโซ่อุปทานได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท. ยังเตรียมดำเนินการธุรกิจ เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรืออีวี โดยล่าสุดบริษัท อัลฟ่า คอม จำกัด ที่บริษัทย่อยที่ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100% ได้มีมติอนุมัติให้จัดตั้ง บริษัทออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อดำเนินการและพัฒนาเครือข่ายสถานีเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ า (อีวี ชาร์จเจอร์ สเตชั่น) นอกสถานีบริการน้ำมัน เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน เป็นต้น รวมถึงจำหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น จัดจำหน่ายและติดตั้ง อีวี ชาร์จเจอร์ ในที่พักอาศัย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมการลงทุนด้านอีวีนั้นปัจจับันยังมีการติดตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนอีวีอยู่ ซึ่งการดำเนินงานของออน-ไอออนปัจจุบันดำเนินการเพียงพัฒนาอุปกรณ์เพื่ชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีเท่านั้น แต่หากว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนพัฒนารถอีวีในประเทศ และปตท. เห็นว่าจะสามารถเติบโตไปได้ ก็สามารถใช้กลไกการดำเนินงานของออน-ไอออน เพื่อดำเนินการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหากมีการพัฒนาหรือผลิตรถอีวีแล้วก็จะมาหารือในกลุ่ม ปตท. ถึงการร่วมทุนในโครงการพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี ที่ปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้วซึ่งเป็นการตั้งโรงงานในประเทศพัฒนาแบตเตอรี่ขนาด 1 กิกะวัตต์ หรืออาจะเป็นการลงทุนใหม่ร่วมกันซึ่งยังต้องหารือกับพาทเนอร์อยู่ แต่เบื้องต้นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มอีวีคาร์รูปแบบใหม่ เพื่อมาจัดการดูแลรถอีวีทั้งรูปแบบ 2 ล้อ 4 ล้อ หรือรถบรรทุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินงานในธุรกิจใหม่นั้น กลุ่มปตท.ยั้นสามารถทำได้เนื่องจากความเข้มแข็งของธุรกิจปัจจุบันของปตท.ซึ่งในอนาคตอาจจะสามารถรับรู้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ที่อยู่ท่ามกลางปัญหาหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ปตท.ก็จะพยายามดูแลการเติบโตขององค์กรให้ดีกว่าปีก่อนหน้านี้ให้ได้&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว (45)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผลการดำเนินของ ปตท. ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 นี้ สามารถทำรายได้ได้ 477,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 407,174 ล้านบาท แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 483,567 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ มำได้ 32,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงดังกล่าวทุกโรงงานของ ปตท. ไม่ได้ถูกปิดและสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายอรรถพล ยังเปิดเผยถึงประเด็นเรื่องของการนำเข้าวัคซีนว่า ก่อนหน้านี้ ปตท.ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนของภาครัฐ ในการจัดหาและนำเข้าวัคซีนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่ง ปตท. ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าแต่ช่วยเสริมการบริหารการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวโดยเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระด้านงบประมาณให้กับทางภาครัฐบาลอีกด้วย ขณะนี้มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่หลายฝ่ายมาช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ส่วนปตท. จะได้รับวัคซีน หรือได้จำนวนวัคซีนในการบริหารจัดการเท่าไหร่นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนอยู่ระหว่างหารือ ซึ่งในวันที่ 28 พ.ค. 64 นี้ ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะออกมาแถลงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว คาดว่าอาจจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของความกังวลเรื่องวัคซีน นั้น เราไม่ได้มองที่ประเด็นดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ ปตท.พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับพื้นที่ให้บริการโดยเฉพาะต่างจังหวัด เพื่อให้การฉีดวัคซีนกระจายได้อย่างทั่วถึง โดยเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับหอการค้าแห่งประเทศไทยในการรับมือหากมีวัคซีนเข้ามาจำนวนมาก นอกจากจะเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่แล้ว ยังมีการเตรียมความพร้อมเรื่องบุคคลากรทั้งทางการแพทย์ และระบบในการลงทะเบียนไว้ค่อยให้บริการประชาชนแล้วอีกด้วย&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท, ผลิตยา, รถอีวี, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f9ec51b7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;GPSC&#039; ผนึก 9 บริษัทรถอีวีพัฒนาแบตเตอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ 9 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาต้นแบบชุดแบตเตอรี่ และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่นำเทคโนโลยี Semi-Solid ของ GPSC หรือ G-Cell มาพัฒนาต่อยอด เพื่อติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (อีวี) ประเภทจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้า ในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านความปลอดภัย การระบายความร้อน และการลดเวลาการอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฟฟ้าในสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบความร่วมมือครั้งนี้ มีแผนดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาต้นแบบของแบตเตอรี่และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่ครอบคลุมในข้อกำหนดด้านต่างๆ ทั้งในคุณสมบัติการพัฒนาแบตเตอรี่ การออกแบบองค์ประกอบของเซลล์แบตเตอรี่ ระยะที่ 2 ความร่วมมือทางด้านการผลิตชุดแบตเตอรี่ต้นแบบ ที่จะนำไปติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ โดยการใช้ร่วมกับเทคโนโลยี IoT และ ระยะที่ 3 จะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดจำหน่ายชุดแบตเตอรี่ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101250</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), พัฒนาแบต, รถอีวี, วรวัฒน์ พิทยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fd7328402d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้จักเรื่องการชาร์ตไฟ ก่อนซื้อรถยนต์อีวี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรนด์ของการใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า หรือ รถอีวีในประเทศไทยเริ่มกระจายขึ้นเรื่อย ๆ จากความมุ่งมั่นของภาครัฐที่เห็นถึงกระแสของเทคโนโลยีว่าจำเป็นต้องมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจนทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ(บอร์ดอีวี) ขึ้นมาเพื่อกำหนดทิศทางการผลักดันนโยบายสนับสนุนรถอีวีในประเทศไทย โดยจากการประชุมครั้งล่าสุด ที่มี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ทำให้แนวทางการพัฒนานโยบายดังกล่าวชัดเจนมากขึ้น โดยที่ประชุมได้มีการกำหนดเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ประชุมยังวางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1- 5 ปี ไว้อีกด้วยดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นการใช้รถอีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นและ 2.มาตรการกระตุ้นระยะ 1-5 ปี ดำเนินการส่งเสริมการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต การเตรียมการด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์แบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราค่าไฟสำหรับการชาร์จรถอีวี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การวางเป้าหมายตามนโยบายของบอร์ดอีวีนั้นส่งผลให้แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวของกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝั่งเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ กลุ่มผู้ให้บริการ ต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ภายในรถ อุปกรณ์ชาร์จไฟ หรือแม้แต่ผู้ให้บริการด้านไฟฟ้าเองด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศกำกับอัตราค่าไฟฟ้าและการจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า(ปั๊มชาร์จอีวี) ระหว่างปี 63-64 ไว้แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับปั๊มชาร์จ (ขายส่ง) อยู่ที่ 2.63 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นชั่วคราว ที่ทดลองใช้ 2 ปี และอัตราดังกล่าวถือว่าเป็นราคาที่ถูกลงจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 3 บาทกว่าต่อหน่วยอีกด้วย เนื่องจากหักค่าพลังงานไฟฟ้า(ดีมานด์ ชาร์จ) หรือ ค่าลงทุนโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ออกจากสูตรค่าไฟฟ้าฐานที่คิดสำหรับอีวีแล้ว เพื่อต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (ชาร์จจิ้ง สเตชั่น) ประเภทหัวจ่ายเร่งด่วน (ควิก ชาร์จ) กระจายในต่างจังหวัดมากขึ้น และมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยอัตราดังกล่าวในช่วงสิ้นปี 63 ถึงช่วงต้นปี 64 นั้นจึงเริ่มเห็นความสนใจของเอกชนหรือหน่วยงานที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจชาร์จจิ้ง สเตชั่น เริ่มขยับกันมากขึ้นโดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นความร่วมมือกันของหลาย ๆ หน่วยงานทั้งเอกชนกับเอกชนเอง หรือรัฐวิสาหกิจกับเอกชนเพื่อพัฒนาปั๊มชาร์จอีวีขึ้นมาในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นปั๊มชาร์จฯในเส้นทางต่างจังหวัดมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้รถอีวีในประเทศตามเป้าหมายของบอร์ดอีวีที่กำหนดไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอลล์บ๊อกซ์ หนึ่งในตัวเลือกผู้บริโภค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยการซื้อรถอีวีตอนนี้นอกจากเรื่องราคาที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำมาทบทวนเป็นเรื่องแรกแล้วนั้น ในประเทศไทยช่วงที่เหมือนเพิ่งเริ่มจะเดินหน้ารถไฟฟ้า การชาร์จไฟรถก็สำคัญ ตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้วเกี่ยวกับอัตราค่าไฟที่จะต้องจ่ายเมื่อนำไปชาร์จไฟตามปั๊มชาร์จต่าง ๆ ซึ่งในตอนนี้หลายที่ยังเปิดให้บริการฟรีอยู่เพื่อเป็นการทดลองระบบและสร้างการรับรู้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีอย่างทั่วถึงให้กับในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศ และการจะรอให้เกิดการตั้งปั๊มชาร์จให้เพียงพอในเส้นทางการเดินรถนั้น อาจจะต้องรออีกหลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถอีวีในปัจจุบันจึงเป็นเพียงทางเลือกให้กับคนที่ใช้รถภายในพื้นที่ที่มีปั๊มชาร์จไว้รองรับเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ตามหัวเมืองหลัก และในกรุงเทพฯ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมากแล้ว ตัวเลือกใหม่ของผู้ต้องการใช้รถอีวีก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นคือวอลล์บ๊อกซ์(Wallbox) หรืออุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน หรือตามอาคารที่สามารถติดตั้งเพื่อให้รถอีวีชาร์จไฟภายในบ้านได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นเครื่องมือใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานและความสะดวกของผู้ใช้รถยนต์อีวี รวมถึงกระตุ้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในประเทศไทยมีหลายผู้ประกอบการที่นำเครื่องดังกล่าวเข้ามาให้บริการ โดยการทำงานหลัก ๆ คือการติดตั้งเครื่องดังกล่าวเป็นเสมือนตัวแปลงไฟฟ้าภายในบ้านให้สามารถนำมาชาร์จกับรถไฟฟ้าได้ ซึ่งลดโอกาสเกิดเหตุขัดข้องต่าง ๆ ทั้งไฟไหม้ หรือไฟฟ้าขัดข้อง ดีกว่าการชาร์จจากไฟบ้านโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ใช้ไฟในประเทศไทยเองหากต้องการที่จะติดตั้งเครื่องดังกล่าวเพื่อให้สามารถใช้ไฟบ้านชาร์จรถยนต์ได้นั้นจำเป็นจะต้องสำรวจความพร้อมของบ้านตัวเองก่อน อันดับแรกคือความต้องการใช้ไฟที่จะนำมาชาร์จกับรถ โดยแบ่งเป็นรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า 100% แต่เป็นการสลับใช้กับเชื้อเพลิงน้ำมัน ซึ่งรถแบบดังกล่าวจึงไม่จำเป็นต้องใช้ไฟที่มีกำลังสูงมาก ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ในประเทศสามารถติดตั้งเครื่องนี้เพื่อใช้กับรถดังกล่าวได้เลย แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขขนาดมิเตอร์ที่ 15/45 แอมป์ แบบ 1 เฟส หมายถึงมิเตอร์ขนาด 15 แอมป์ และสามารถใช้ไฟได้มากถึง 45 แอมป์ หรือ 30/100 แอมป์ และไม่จำเป็นจำต้องเปลี่ยนระบบไฟเป็น 3 เฟส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ที่ต้องการติดตั้งวอลล์บ๊อกซ์เพื่อนำมาชาร์จไฟกับรถอีวี 100% นั้น แต่มีขนาดมิตเตอร์แบบ 1 เฟสนั้นก็ยังสามารถติดตั้งและใช้ได้อยู่ แต่กำลังไฟฟ้าที่จ่ายไปยังรถยนต์จะน้อยกว่า และใช้เวลาชาร์จไฟมากกว่า จึงอาจจะต้องจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบมาเป็นแบบ 3 เฟส เพื่อให้ชาร์จไฟได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสายเมนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้นทั้งในทั้ง 2 ระบบ คือขั้นต่ำต้องเบอร์ใหญ่ 65 มิลลิเมตร(มม.) และขนาดลูกเซอร์กิต (MCB) ต้องสอดคล้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการติดตั้งวอลล์บ๊อกซ์นั้น จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ต้องการใช้รถอีวีในพื้นที่ที่ปั๊มชาร์จมีจำนวนน้อย เนื่องจากจะใช้ไฟฟ้าภายในบ้านทดแทนได้ แต่อัตราค่าไฟต่อหน่วยก็จะจ่ายเท่ากับที่เรียกเก็บในแต่ละงวดเดือน ซึ่งแพงกว่าราคาที่ไปชาร์จในปั๊มชาร์จแน่นอน แต่ก็ยังถือว่าน่าสนใจเนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศที่เดินหน้าเรื่องรถอีวีแล้ว ไทยมีอัตราค่าไฟต่อหน่วยที่ค่อนข้างถูกที่สุด จึงน่าจะคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เมื่อเทียบกับการใช้รถสันดาปที่หลายคนมองว่าเป็นปัจจัยทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซื้อรถอีวีแถมสายชาร์จ ใช้ไฟบ้านได้จริงหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปในทิศทางที่ประเทศไทยจะมีสังคมการใช้รถอีวีมากขึ้น และแน่นอนว่าหลายคนหันมาสนใจที่จะเปลี่ยนรถใหม่หรือซื้อรถเพิ่มโดยเล็งเป็นรถไฟฟ้า เอกชนผู้ผลิตรถยนต์ก็จำเป็นจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กับผู้บริโภคมากขึ้น โดยปัจจุบันตอนนี้มีหลายค่ายรถเริ่มทำตลาดและโปรโมชั่นในการสนับสนุนการขายมาอยู่ตลอดเวลา หนึ่งในนั้นนอกเหนือจากการลด แลก แจกของต่าง ๆ แล้ว การซื้อรถแถมสายชาร์จไฟฟ้า ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เกือบทุกค่ายนั้นหยิบยกมาใช้กัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งหลายค่ายเคลมว่าสามารถชาร์จกับไฟบ้านได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องจริง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบใด ๆ &amp;nbsp;แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือที่ความต้องการใช้ไฟเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ทั้งนี้การคิดที่จะใช้ไฟบ้านชาร์จรถอีวีตลอดเวลานั้นจะมีแต่สร้างผลกระทบได้ ทั้งนี้ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ขายรถอีวีพร้อมแถมสายชาร์จมาจึงมาการกำชับว่าสายชาร์จดังกล่าวเหมาะสำหรับการชาร์จเพียงชั่วคราวสั้นๆ ในยามฉุกเฉินเท่านั้น&amp;nbsp;อาทิ กรณีที่ ที่แบทรถอีวีหมดกลางทาง แล้วต้องการชาร์จไฟให้เพียงพอที่จะขับกลับบ้าน หรือไปชาร์จไฟเพิ่มที่ปั๊มชาร์จเท่านั้น ไม่ได้ออกแบบสำหรับเสียบชาร์จกับปลั๊กไฟบ้านทิ้งไว้ทั้งคืนเป็นประจำ เนื่องจากอาจเกิดความร้อนสะสมที่เต้าเสียบไฟบ้าน การชาร์จไฟ และยังเอื้อต่อการเกิดเหตุต่าง ๆ อย่างเช่น ไฟไหม้ หรือการเสื่อมของแบตเตอรี่รถเนื่องจากสายไฟบ้านทั่วไปในไทยทนต่อกระแสไฟได้ไม่เพียงพอที่รถอีวีจะดึงไปใช้ซึ่งเกินจากสายไฟบ้านรับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่าถึงเทคโนโลยีหรือเทรนด์การใช้รถอีวีจะเริ่มเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นในประเทศไทยแล้ว พร้อมกับยังมีนโยบายและแนวทางการดำเนินงานชัดเจนอยู่ แต่สำหรับผู้ใช้งานเองก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายด้าน หนึ่งในนั้นคือความพร้อมปั๊มชาร์จไฟ ทั้งนี้ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องศึกษาการเส้นทางการเดินรถให้ดี วางแผนการระยะทางและการชาร์จโดยคำนวนจากรุ่นรถยนต์ที่ใช้อยู่ว่าสามารถวิ่งได้ในระยะทางกี่กิโล และจำเป็นต้องชาร์จไฟในจุดไหน เพื่อที่จะไม่สร้างปัญหาเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99938</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าไฟชาร์ตรถอีวี, ชาร์ตไฟบ้าน, รถอีวี, สถานีชาร์ตไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d0ef8d7d6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถอีวีเริ่มฮิตครึ่งปียอดขายทะลุ4พันคันไฮบริดยอดทะลุ 1.67 แสนคัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2563 &amp;nbsp;นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยภายในงานปิดโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า ถึงแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ของไทย ว่าจากสถิติของกรมการขนส่งทางบก การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563 มีจำนวนการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ทั้งหมด 4,301 คัน และยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (HEV/PHEV) มีจำนวน 167,767 คัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้ามีจำนวนหัวจ่ายไฟฟ้ารวมกว่า 1,854 หัวจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และดำเนินงานโครงการฯ โดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นสถานีนำร่องสำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 68 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 80 หัวจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรูปแบบการส่งข้อมูลด้านพลังงานผ่านระบบ OCPP (Open Charge Point Protocol) และสมาร์ท มิเตอร์รวมถึงรูปแบบการใช้บัตรสำหรับชาร์จประจุไฟฟ้าในโครงการ (RFID) สำหรับการใช้บริการอัดประจุไฟฟ้าโดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปสมัครรับบัตรเพื่อทดลองใช้งานในช่วงเวลาดำเนินโครงการ ทั้งนี้ มีผู้ให้ความสนใจขอรับบัตร RFID กว่า 600 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้ร่วมมือกับ 11 หน่วยงาน เพื่อร่วมพัฒนาโมเดลการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่าย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท กริดวิซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด บริษัท จีแอลทีกรีน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โชเซ่น เอ็นเนอร์จี้ จำกัด และ บริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยในอนาคตผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการอัดประจุไฟฟ้าได้ในทุกเครือข่ายฯ รวมไปถึงการมีระบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือผู้ที่วางแผนอยากปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าไร้มลพิษ เกิดความมั่นใจในการเข้าถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าที่กระจายตัวอยู่ในที่สาธารณะได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80510</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา อุตตโมทย์, นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT), รถอีวี, สถานีอัดประจุไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c807a70924a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
