<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเปิดทางแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก ติดตั้งอุปกรณ์ป้ายโฆษณา เพิ่มรายได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดให้มีโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะและรถยนต์บริการ พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับผู้ให้บริการรถยนต์สาธารณะ (รถแท็กซี่) รถยนต์บริการ และรถยนต์รับจ้างสามล้อ (รถตุ๊กตุ๊ก) สามารถใช้ประโยชน์จากตัวรถติดตั้งสื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการ ในบริเวณที่กำหนดทั้งหมด 4 ลักษณะ ดังนี้ บนหลังคารถ ด้านข้างภายนอกตัวถังรถ บริเวณกระโปรงรถด้านท้าย และภายในตัวรถ

อย่างไรก็ตาม โดยวัสดุที่ใช้ในการโฆษณาต้องเป็นวัสดุที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ และต้องเป็นเครื่องมือสื่อที่กรมการขนส่งทางบกเห็นชอบ ตลอดจนรูป ภาพ คำบรรยายและการสื่อความหมายในการโฆษณาจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมอันดีงามและไม่ขัดต่อประกาศของกรมการขนส่งทางบก และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการกำหนดบริเวณที่ติดตั้งสื่อโฆษณา ยังต้องคำนึงถึง ความมั่นคงแข็งแรงในการติดตั้ง ทั้งลักษณะ ขนาด สัดส่วน และน้ำหนัก อาทิ การติดตั้งบนหลังคารถ ต้องมีขนาดไม่เกินกว่าความกว้างและความยาวของหลังคารถ และไม่บดบังเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงการเป็นรถยนต์สาธารณะ เช่น เครื่องหมาย &amp;ldquo;TAXI&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;TAXI METER&amp;rdquo; หรือเครื่องหมายอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้ง และเมื่อติดตั้งแล้วต้องสามารถมองเห็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงการเป็นรถยนต์สาธารณะได้อย่างชัดเจนจากด้านหน้าของตัวรถ การติดตั้งด้านข้างภายนอกตัวถังรถ สามารถติดตั้งได้ตั้งแต่บริเวณประตูด้านหลังทั้งสองด้าน ยกเว้นตำแหน่งตั้งแต่ประตูด้านหน้าไปจนถึงบริเวณแก้มหน้ารถทั้งสองด้าน ส่วนของตัวถังที่เป็นกระจก และบานหน้าต่างที่ทำด้วยวัสดุโปร่งแสง

ทั้งนี้ การติดตั้งต้องไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งยื่นพ้นจากตัวรถ และต้องไม่บดบังเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้ง การติดตั้งบริเวณกระโปรงรถด้านท้าย ต้องไม่เกินตัวถังรถ และสูงไม่เกิน 5 เซนติเมตร จากขอบฝากระโปรงรถด้านท้ายหรือขอบล่างของกระจกกันลมหลัง กรณีเครื่องมือสื่อมีลักษณะนูนออกมาต้องไม่เกินกันชนรถด้านท้าย และต้องไม่มีส่วนที่แหลมคมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น ส่วนการติดตั้งภายในตัวรถ ให้ติดตั้งได้เฉพาะบริเวณด้านหลังของเบาะรถคู่หน้า โดยเครื่องมือสื่อต้องติดแนบไปกับเบาะรถ และต้องไม่มีส่วนที่แหลมคมอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร กรณี ใช้เครื่องมือสื่อที่มีแสงหรือเสียง ต้องจัดให้มีระบบให้ผู้โดยสารสามารถปิด &amp;ndash; เปิดแสงหรือเสียงได้

นายกจิรุตม์ กล่าวว่า หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบหรือที่กฎหมายกำหนด กรมการขนส่งทางบกสามารถเพิกถอนการให้ความเห็นชอบได้ทันที ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเครื่องมือสื่อที่ใช้ในการโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะ ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกแล้วหลายแบบ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้ขับรถยนต์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีรถแท็กซี่อยู่ประมาณ 80,000 กว่าคัน มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการติดตั้งโฆษณาบนเครื่องมือสื่อดังกล่าว สำหรับผู้สนใจจัดทำเครื่องมือสื่อที่ใช้สำหรับโฆษณาบนรถยนต์สาธารณะหรือรถยนต์บริการที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอความเห็นชอบพร้อมเอกสารหลักฐาน ที่สำนักการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ส่วนต่างจังหวัดมีให้ยื่นได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, จิรุตม์  วิศาลจิตร, ป่ายโฆษณา, รถตุ๊กๆ, รถแท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5cb387495a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2020 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มมาตรการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะและรถแท็กซี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย.2563 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)เปิดเผยว่า เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดำเนินการอย่างเคร่งครัด แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วก็ตาม กรมการขนส่งทางบกจึงออกประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง มาตรการปฏิบัติเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์สาธารณะ สถานีขนส่งผู้โดยสาร พนักงานขับรถ ผู้บริการ และผู้โดยสาร โดยเฉพาะการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ผู้โดยสารต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่จังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามลงจากรถระหว่างทางหรือในสถานที่ซึ่งมิใช่ที่หยุดหรือจอดตามที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ผู้โดยสารทุกคนต้องกรอกแบบคำถามสุขภาพ (แบบ ต.8-คค) เพื่อประโยชน์ต่อการควบคุมโรคติดต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนส่งจะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการการจำกัดการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ และมาตรการป้องกันโรคตามที่จังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดให้ผู้โดยสารได้รับทราบในเวลาการจำหน่ายตั๋วโดยสารและก่อนขึ้นรถโดยสาร ในกรณีที่ผู้โดยสารไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามมาตรการของจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดดังกล่าว สามารถเลื่อนเวลาการเดินทางหรือคืนเงินค่าโดยสารให้แก่ผู้โดยสารได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวว่าขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง และห้ามรับประทานอาหารบนรถ เว้นแต่กรณีจำเป็น เพื่อป้องกันการถอดหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าระหว่างเดินทาง รวมถึงให้ปฏิบัติตามมาตรการ Social Distancing เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตรอย่างเคร่งครัด ทั้งภายในรถโดยสาร และสถานีขนส่งผู้โดยสาร และเข้ารับการคัดกรองเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเดินทาง กรณีพบผู้โดยสารที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส หรือไม่ให้ความร่วมมือในการคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิเสธการให้บริการได้ เช่นเดียวกับ การให้บริการของผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานประจำรถ หากละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด กรมการขนส่งทางบกจะพิจารณาลงโทษตามกฎหมายในสถานหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของมาตรการด้านความสะอาด ขอให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสภายในรถ และอาคารสำนักงาน ช่องจำหน่ายตั๋ว ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร เช่น ราวจับ ที่จับบริเวณประตูรถ ที่นั่ง ราวจับบันได บันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์ และห้องน้ำ เป็นต้น จัดให้มีแอลกอฮอล์เจลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบริการประชาชน จัดสถานที่นั่งรอ และการเข้าแถวซื้อตั๋ว หรือเดินขึ้นรถโดยสาร ให้เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัสหรือแพร่เชื้อโรคทางฝอยละอองน้ำลาย เมื่อหยุดพักรถให้เปิดประตูหรือหน้าต่าง และเปิดเครื่องระบายอากาศภายในรถ ขอความร่วมมือตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะคลี่คลายหรือมีการประกาศเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65017</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19), จิรุตม์ วิศาลจิตร, รถยนต์สาธารณะ, รถแท็กซี่, รถโดยสารสาธารณะ, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a54eae092f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯตรวจพบรถสาธารณะทำผิดกฎระเบียบ 607 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯเข้มตรวจการให้บริการรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล พบการกระทำความผิด 607 ราย เข้มแท็กซี่หมดอายุมาวิ่งให้บริการพบเห็นยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกจัดชุดผู้ตรวจการลงพื้นที่ตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อควบคุมกำกับดูแลการให้บริการให้มีมาตรฐานคุณภาพ ป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายหรือฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนผู้ใช้บริการ กรณีพบรถโดยสารสาธารณะกระทำความผิดดำเนินการลงโทษตามกฎหมายสูงสุดทุกกรณี สำหรับผลการดำเนินการตรวจสอบและจับกุมรถโดยสารสาธารณะกระทำความผิด ในเดือนพฤษภาคม 2562 ดำเนินการตรวจสอบรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้างทั้งสิ้น 16,154 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม พบการกระทำความผิดจำนวน 607 ราย ดังนี้ ตรวจสอบการให้บริการรถแท็กซี่ จำนวน 7,763 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 322 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จำนวน 135 ราย ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 45 ราย ฝ่าฝืนใช้รถไม่จดทะเบียน (รถแท็กซี่ป้ายแดง) จำนวน 32 ราย นำรถแท็กซี่หมดอายุมาให้บริการ จำนวน 25 ราย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการตรวจสอบการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ จำนวน 5,887 ราย พบการกระทำความผิด 215 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนควบของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรง จำนวน 52 ราย บรรทุกผู้โดยสารเกิน จำนวน 21 ราย นำรถออกนอกเส้นทาง จำนวน 20 ราย เป็นต้น สำหรับการตรวจสอบการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 945 ราย พบฝ่าฝืนใช้รถไม่ชำระภาษี จำนวน 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ดำเนินการสุ่มตรวจสอบรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารอย่างผิดกฎหมาย จำนวน 1,559 ราย พบการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างรับส่งผู้โดยสาร จำนวน 61 ราย นอกนั้นเป็นความผิดอื่นๆ จำนวน 8 ราย รวมพบการกระทำผิดเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์จำนวน 70 ราย โดยได้ดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดตามข้อหาความผิดทุกราย และส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการ บันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ สำหรับตรวจสอบหากพบการกระทำความผิดซ้ำซากพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฝ่าฝืนใช้รถแท็กซี่ครบอายุการใช้งาน มารับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสาร ส่งผลต่อความปลอดภัยและทำให้คุณภาพการให้บริการต่ำกว่ามาตรฐาน กรมการขนส่งทางบกจัดผู้ตรวจการลงพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมผู้ฝ่าฝืนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หากพบดำเนินการตามกฎหมายและยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ ให้สังเกตหมวดอักษรบนแผ่นป้ายทะเบียน กรณีรถแท็กซี่นิติบุคคล หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว ประกอบด้วย ทฉ, ทต, ทท, ทธ, ทน, ทพ, ทม, ทย, ทร, ทล, ทว และ ทศ บางส่วน กรณีรถแท็กซี่ส่วนบุคคลสีเขียวเหลือง หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว ประกอบด้วย ทจ, มก, มข, มค, มง, มจ และ มฉ บางส่วน หากพบเห็นรถแท็กซี่หมวดเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการใช้บริการและแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก ผ่านทางสายด่วน 1584 หรือ facebook &amp;ldquo;1584 ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ&amp;rdquo; ทาง E-mail: dlt_1584complain@hotmail.com ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38367</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่ง, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถตู้สาธารณะ, รถแท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d00a93230fac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอบของขวัญปีใหม่&quot;ทีมเผือก&quot; เดินทางอุ่นใจ-ไร้คุกคามทางเพศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแพร่หลายผ่านรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า เรือ รถทัวร์ รถตู้ รถสองแถว รถแท็กซี่ แม้กระทั่งเครื่องบิน ซึ่งล้วนกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อ และถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมปลอดภัยและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องรณรงค์ช่วยกันหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หมอชิต (จตุจักร) เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง ร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวประกาศความร่วมมือครั้งแรกของไทย ในการยกระดับรถทัวร์ไทยให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;บขส.มอบของขวัญปีใหม่ ยกขบวนชวนพนักงานเผือก เพื่อรถทัวร์ปลอดภัยไร้การคุกคามทางเพศ&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;ทีมพนักงานเผือก&amp;rdquo; จากพนักงาน บขส. ที่ผ่านการอบรมการสอดส่องป้องกันและแก้ไขปัญหาเมื่อมีผู้โดยสารถูกคุกคามทางเพศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์กรแอคชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะของ บขส. 8-9 หมื่นคน/วัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีผู้หญิงไม่น้อยตกเป็นเป้าการถูกคุกคามทางเพศ แต่ไม่กล้าตอบโต้ ซึ่งหากตกเป็นผู้ถูกคุกคามทางเพศหรือเห็นผู้อื่นถูกคุกคาม ทั้งผู้โดยสารและพนักงานของ บขส.ช่วยยุติการคุกคามทางเพศได้ โดยการ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; หรือเข้าไปแทรกแซงเพื่อหยุดการคุกคาม เครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงร่วมกับ บขส. เสนอมาตรการลดการคุกคามทางเพศบนรถสาธารณะ 3 แนวทาง คือ จัดอบรมพนักงาน ติดกล้องวงจรปิดภายในรถ และพัฒนาระบบการแจ้งเหตุถ้ามีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้น และทำคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์วิธีรับมือสถานการณ์สำหรับผู้ที่ตกเป็นเป้าการคุกคามทางเพศด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปี 2560 สำรวจพบว่า 45% ของผู้หญิงที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะเคยถูกคุกคามทางเพศในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มีประชาชนเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัดโดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก&amp;nbsp;


แทงสล็อต&amp;nbsp; เชื่อว่าผู้โดยสารจะเดินทางด้วยความอุ่นใจมากขึ้น เพราะพนักงานบริการบนรถ มีองค์ความรู้ทั้งในเชิงการประเมินสถานการณ์ การเข้าแทรกแซง รวมทั้งหากผู้โดยสารที่ถูกคุกคามสามารถดำเนินการทางกฎหมาย สามารถแจ้งส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ตั้งเป้าว่าจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานขนส่งสาธารณะหรือหน่วยงานกำกับดูแลการขนส่งภายใต้กระทรวงคมนาคม เช่น กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก&amp;quot; น.ส.รุ่งทิพย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นบ่อยบนระบบขนส่งสาธารณะถือเป็นความรุนแรงทางเพศรูปแบบหนึ่ง โดยกว่า 1 ใน 3 ของผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพศต่างๆ เคยถูกคุกคามทางเพศ ทั้งนี้ ผู้ที่เคยถูกคุกคามทางเพศบนขนส่งสาธารณะ อายุมากสุดคือ 74 ปี และอายุน้อยสุดคือ 12 ปี โดยเป็นเพศหญิงทั้งสองกรณี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การคุกคามทางเพศทำให้สังคมไม่ปลอดภัยและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเป็นภารกิจของ สสส.ที่จะสนับสนุนให้การพัฒนาและเสริมศักยภาพกลไกปัญหาการคุกคามทางเพศ รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง เพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและคนทุกเพศวัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งการสื่อสารรณรงค์ในแคมเปญ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปค่อนข้างมาก มีการเสนอแนวทางและวิธีการง่ายๆ ในการเข้าช่วยเหลือ แทรกแซกการคุกคามทางเพศ เช่น ตะโกนส่งเสียง หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย แจ้งพนักงานรถโดยสาร ทำเป็นทีว่ารู้จักผู้ถูกกระทำ เป็นต้น ตนจึงเห็นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างกระแสให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศไม่เฉพาะบนระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงทุกๆ พื้นที่ในสังคมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาคีเครือข่าย และ บขส. ประกอบด้วย ข้อ 1 การเสริมศักยภาพพนักงานประจำรถ บขส.ด้านความรู้ความเข้าใจและทักษะเบื้องต้นในการป้องกันการคุกคามทางเพศ ข้อ 2 พัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของพนักงาน บขส. และข้อ 3 สื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ปัญหาการคุกคามทางเพศรูปแบบต่างๆ พร้อมข้อมูลแหล่งความช่วยเหลือหรือแจ้งเรื่องร้องเรียนทั้งบนรถ‬บขส. และช่องทางออนไลน์อื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า นอกจากเครือข่ายจะจัดอบรมพนักงาน บขส. แล้งยังเปิดเว็บไซต์ E-learning เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเรียนรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับแนวทางการ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; หรือเข้าแทรกแซงเมื่อพบเจอเหตุการณ์การคุกคามทางเพศ เพราะพนักงานของ บขส.มีจำนวนมาก และมีพนักงานเข้า-ออกในตำแหน่งงานต่างๆ อยู่ตลอด&amp;nbsp;&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมพนักงานทั้งหมด ขณะเดียวกัน บริการขนส่งสาธารณประเภทอื่นก็มีปัญหาการคุกคามทางเพศ การมีช่องทาง E-learning จึงเปิดโอกาสให้พนักงานของหน่วยงานขนส่งสาธารณะอื่นสามารถเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยตนเองได้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมสื่อการเรียนรู้ได้ที่เว็บไซต์ teampueak.org แล้วคลิกเลือก &amp;ldquo;พนักงานเผือก&amp;rdquo; ก็จะพบสื่อการเรียนรู้รูปแบบและตัวอย่างการคุกคามทางเพศที่พบบ่อยบนขนส่งสาธารณะ การช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามและแหล่งช่วยเหลือที่เป็นตัวช่วยสำหรับพนักงานในการระงับเหตุ นอกจากนี้ยังมีแบบทดสอบให้ทดลองทำด้วยตัวเอง พร้อมเฉลยและคำอธิบาย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะของพนักงานในการรับมือกับปัญหาการคุกคามทางเพศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ในการออกมาตรการและวิธีการที่หลากหลายและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศที่อาจเกิดขึ้นบนรถในระบบของ บขส. โดยมาตรการเหล่านี้ถือเป็นของขวัญจาก บขส.ที่มอบให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในช่วงปีใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยส่งพนักงานชุดแรกเข้ารับการอบรมแนวทางการรับมือและให้การช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกคุกคามทางเพศ การฉายวิดีโอประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารของ บขส.ทุกคัน เพื่อให้ผู้โดยสารตระหนักและรับรู้แนวทางการรับมือกับปัญหาและแหล่งให้ความช่วยเหลือ ปัจจุบัน บขส.มีรถโดยสารจำนวน 480 คัน และรถร่วมของบริษัทเอกชนที่อยู่ในความดูแลของ บขส.กว่า 4,000 คัน มีเจ้าหน้าที่ 2,800 คน โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2562 พนักงานและรถในระบบของ บขส.จะเข้าร่วมกับโครงการนี้ทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิธีแก้ปัญหาในส่วนของพนักงาน บขส.ที่ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศต่อเพื่อนพนักงานมี 2 ขั้นตอน คือ ถูกร้องเรียนครั้งแรกจะถูกตักเตือนและภาคทัณฑ์ ถูกร้องเรียนครั้งที่ 2 จะถูกไล่ออกสถานเดียว โดย 3-4 ปีที่ผ่านมามีเพียง 1 กรณีเท่านั้นที่ถูกไล่ออก จึงย้ำกับพนักงานผู้หญิงว่า หากประสบเหตุสามารถร้องเรียนได้ตลอดเวลา ส่วนกรณีการคุกคามทางเพศระหว่างผู้โดยสารกับผู้โดยสารนั้น บขส.ได้จัดให้มี Save Zone สำหรับผู้โดยสารหญิงนั่งคู่กับผู้หญิง หลีกเลี่ยง และป้องกันเหตุการณ์ที่ผู้โดยสารผู้หญิงอาจถูกผู้โดยสารชายลวนลาม ทำให้ที่ผ่านมายังไม่ค่อยได้รับเรื่องร้องเรียนเช่นกัน&amp;rdquo; นายจิรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บขส.เตรียมออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารใน 3 ด้าน คือ ข้อ 1 การป้องปราม โดยอยู่ระหว่างการเสนอขอติดตั้งกล้อง CCTV ทั้งภายในรถและหน้ารถ ข้อ 2 ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการรับมือ และมีเทคนิควิธีการในการดูแลผู้โดยสารและดูแลตนเอง และข้อ 3 พัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้มีความสะดวกมากขึ้น จากเดิมร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของ บขส. &amp;ldquo;‮transport.co.th&amp;rdquo;‬ และฮอตไลน์ 1490 จะเพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่านคิวอาร์โค้ดซึ่งจะติดไว้บนรถทุกคัน‬‬‬
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การฉายวิดีโอรณรงค์ให้ผู้โดยสารตระหนักและรับรู้แนวทางการรับมือปัญหาการคุกคามทางเพศ การสาธิตวิธีการใช้เว็บไซต์ E-learning และการขึ้นรถโดยสารของ บขส. เพื่อชมการสาธิต &amp;ldquo;วิธีเผือก&amp;rdquo; ของพนักงาน โดยตัวแทนพนักงาน บขส.ที่ผ่านการอบรมแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวังว่า &amp;ldquo;ทีมเผือก&amp;rdquo; จะนำไปสู่การสร้างความปลอดภัยและลดการคุกคามทางเพศ สำหรับผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะได้อย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23182</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถตู้, รถทัวร์, รถสองแถว, รถเมล์, รถแท็กซี่, รถไฟ, รถไฟฟ้า, สุขภาวะสร้างได้, เครื่องบิน, เรือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181130/image_big_5c012da00ab15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!แท็กซี่พิษณุโลกฝ่าฝนเสียหลักพุ่งชนเสาไฟโชเฟอร์สาวดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.61 - เวลา 00.30&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ร.ต.อ.คนึง พรหมใจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งเสียหลักชนเสาไฟฟ้าพลิกคว่ำ แล้วมีไฟลุกไหม้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บริเวณใกล้เคียงห้างโลตัส ถนนพิษณุโลก &amp;ndash; วังทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงประสานขอรถน้ำจากเทศบาลนครพิษณุโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp;และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน เข้าทำการควบคุมเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่สีเหลืองน้ำเงิน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส หมายเลขทะเบียน นข&amp;nbsp;140&amp;nbsp;พิษณุโลก มีไฟลุกไหม้ท่วมรถ และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการระเบิด เนื่องจากตัวรถได้ติดตั้งแก๊ส&amp;nbsp;LPG&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องรีบนำรถมาฉีดสกัดเพลิงอย่างเร่งด่วน ใช้เวลา&amp;nbsp;15&amp;nbsp;นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากตรวจสอบภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ราย ทราบชื่อต่อมา คือ น.ส.สุภัคชญา โตเชื้อ อายุ&amp;nbsp;32&amp;nbsp;ปี อาศัยบ้านเลขที่678/87&amp;nbsp;หมู่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สภาพศพถูกไฟไหม้ตั้งแต่ท่อนล่างและแขนข้างซ้ายจนเกรียม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันนำร่างออกมาจากตัวรถเพื่อนำมาชันสูติเบื้องต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนกระทั่งเวลาต่อมาแม่ของผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุถึงกับปล่อยโฮออกมาเนื่องจากตกใจที่ลูกของตนมาเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถาม น.ส.ศิริพร หาสิงทอง ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ตนได้ขับรถผ่านมาเห็นว่ารถคันดังกล่าวได้พลิกคว่ำตกลงในคลองน้ำข้างทาง ตนจึงได้ลงเข้าไปช่วยเหลือทันที แต่ไม่สามารถช่วยผู้ตายออกมาจากตัวรถได้ เนื่องจากผู้ตายไม่มีการตอบสนองแล้ว ประกอบกับในเวลานั้นได้มีประกายไฟลุกขึ้นบริเวณด้านหลังรถซึ่งมีแก๊สรั่ว ตนจึงได้ถอยออกมา เพราะกลัวว่ารถคันดังกล่าวจะระเบิด ตนรู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยผู้เสียออกมาจากตัวรถได้ก่อนที่ไฟจะลุกไหม้อย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้เสียชีวิตอาจขับรถมาด้วยความเร็วและระหว่างเกิดเหตุมีฝนตกลงมาอย่างหนัก คาดว่ารถของผู้เสียชีวิตอาจจะเสียหลักลื่นทำให้รถหมุนพุ่งไปชนกับไฟฟ้าข้างทางหักไป&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต้น ก่อนจะพลิกคว่ำและมีไฟลุกไหม้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนศพผู้เสียชีวิตเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูติอย่างละเอียด ก่อนจะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15190</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษณุโลก, ร.ต.อ.คนึง พรหมใจ, รถแท็กซี่, สภ.เมืองพิษณุโลก, สุภัคชญา โตเชื้อ, อุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180811/image_big_5b6e95a4abe4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯสั่งลงโทษแท็กซี่ไล่ผู้โดยสารลงกลางทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯเข้ม ลงโทษแล้ว แท็กซี่พูดจาไม่ดี และให้ผู้โดยสารลงกลางทางส่งไม่ถึงจุดหมายปลายทาง &amp;nbsp;อ้างตกลงเส้นทางไม่ได้ เตือน ผิดซ้ำพักใช้ใบอนุญาตขับรถทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5มิ.ย.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Pawit Nueangdithi &amp;nbsp;ได้โพสคลิปภาพร้องเรียนว่า ถูกผู้ขับรถแท็กซี่คันหมายเลขทะเบียน ทษ-8146 กทม. แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพและไล่ลงจากรถไม่ไปส่งให้ถึงจุดหมาย นั้น กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) โดยกองตรวจการขนส่งทางบก ดำเนินการติดตามตัวผู้กระทำความผิดทันที พบว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวเป็นของ สหกรณ์สหมิตรแท็กซี่ จำกัด มี นายอาจ อรศรี เป็นผู้ขับรถ ซึ่งมีใบอนุญาตขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 เลขที่ 00067/60 วันสิ้นอายุ 27 มีนาคม 2563 โดยผู้ขับรถยอมรับว่ากระทำการตามที่ปรากฏในคลิปจริง สาเหตุเกิดจากการตกลงเรื่องเส้นทางไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวของผู้ขับรถแท็กซี่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 57ฉ ฐานแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และมาตรา 57 &amp;nbsp;ฐานไม่ส่งผู้โดยสารให้ถึงจุดหมายปลายทาง &amp;nbsp;ดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ 1.เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 1,000 บาท&amp;nbsp;
2.ส่งตัวเข้ารับการอบรมกฎ ระเบียบและการให้บริการที่ดีจำนวน 3 ชั่วโมง 3.บันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ หากตรวจพบว่า มีการกระทำผิดซ้ำอีกจะพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตขับรถต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10748</URL_LINK>
                <HASHTAG>จนส่ง, ผู้โดยสาร, รถแท็กซี่, แท็กซี่, ใบอนุญาตขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b168095e192c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2018 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2018 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลฟุ้งคนกรุงขานรับแท็กซี่โอเค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:https://www.it24hrs.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.61-ร.ต.หญิง พรชนก อ่ำพันธุ์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานว่า ที่ประชุมรับทราบการรายงานโครงการ TAXI OK เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการแท็กซี่ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการที่มีคุณภาพ เบื้องต้นพบว่าประชาชนให้การตอบรับโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้บริการแล้ว 69,684 ครั้ง ประชาชนเรียกใช้บริการเฉลี่ยวันละ 2,000 ครั้ง มีแท็กซี่มาจดทะเบียนเป็นแท็กซี่โอเคแล้ว 2,824 คัน คาดว่าจะมีการจะทะเบียนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบก รายงานสถิติว่าประชาชนเรียกใช้บริการรถแท็กซี่มากที่สุดในพื้นที่บริเวณสวนจตุจักร , 5 แยกลาดพร้าว ตามด้วย ถนนสุขุมวิทช่วงห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21, บีทีเอสอโศก โดยรัฐบาลจะเสริมการให้บริการใช้พื้นที่เหล่านี้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ใช้บริการแท็กซี่โอเค มีพฤติกรรมกดปุ่มฉุกเฉิน หรือ SOS โดยไม่มีเหตุจำเป็นเฉลี่ย 70-100 ครั้งต่อวัน จึงขอประชาสัมพันธ์ว่า กด SOS ควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4785</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., คนกรุง, ทำเนียบรัฐบาล, ร.ต.หญิง พรชนก อ่ำพันธุ์, รถแท็กซี่, รัฐบาล, แท็กซี่โอเค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa60e72bb265.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
