<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายล็อก บีทีเอส บีอาร์ที และสายสีทอง แจ้งปรับเวลาให้บริการ เริ่ม 16 ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ต.ค.2564-นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;แจ้งว่า ตามมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 &amp;nbsp;(ศบค.) &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ลดเวลากำหนดห้ามให้ประชาชนออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว จากเดิมกำหนดไว้ เวลา 22.00 - 04.00 น. ปรับเป็นเวลา 23.00 &amp;ndash; 03.00 น. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯ ขอปรับเวลาการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งสายสุขุมวิท และสายสีลม รถไฟฟ้าสายสีทอง และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที เพื่อปฏิบัติตามคำประกาศจากทางรัฐบาล โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2564 นี้ เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงโดยมีรายละเอียดดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถไฟฟ้าบีทีเอส ขบวนสุดท้ายออกจากสถานีต้นทางเวลา 22.00 น. ,รถไฟฟ้าสายสีทอง ขบวนสุดท้ายออกจากสถานีต้นทางเวลา 22.30 น. ,รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ให้บริการคันสุดท้ายที่สถานีต้นทางเวลา 22.30 น. และลานจอดแล้วจร ให้บริการจนถึงเวลา 23.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดเผื่อเวลาในการเดินทาง และกลับเข้าถึงเคหสถานก่อนเวลาที่ทางรัฐบาลกำหนดและขอให้ผู้โดยสารทุกท่านไม่ประมาท การ์ดอย่าตก พร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในการใช้บริการอย่างเคร่งครัดผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลา ใช้บริการ ตรวจวัดอุณหภูมิทุกครั้งก่อนเข้าใช้บริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯได้เพิ่มความถี่ ในการเช็ดทำความสะอาด ในขบวนรถไฟฟ้าและจุดสัมผัสร่วมทุก ๆ ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจุดบริการแอลกอฮอล์ ทุกทางเข้า-ออกสถานี รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ให้บริการแอลกอฮอล์เคลื่อนที่ บนชั้นชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส&amp;nbsp;ทุกช่วงเวลา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้กับผู้โดยสารทุกท่าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119792</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้า, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, โควิด-19  (ศบค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110cd7e71f83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมรางฯคลายล็อกผู้โดยสารใช้รถไฟ-รถไฟฟ้าไม่เกิน 75%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2564 รายงานข่าวจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง การควบคุมความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถไฟและรถไฟฟ้า ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลังจากรัฐบาลได้มีการออกประกาศข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 32) ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ผ่อนคลายล็อกดาวน์ 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ซึ่งมีการเปิดให้ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งเรื่องการขนส่งสาธารณะ โดยมีการให้เพิ่มจำนวนผู้โดยสารในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของความจุผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท และต้องจัดให้มีการเว้นระยะห่าง การมีระบบระบายอากาศที่ดี การแวะพักตามช่วงเวลา รวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อให้การกำกับดูแลการให้บริการขนส่งสาธารณะทางรางในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตลอดจนการขนส่งสาธารณะทางรางระหว่างจังหวัด มีความสอดคล้องและเป็นไปตามประกาศข้อกำหนดดังกล่าว กรมการขนส่งทางรางจึงออกประกาศฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ให้ยกเลิกความในข้อ 1 ของประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง มาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 11 ประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่ให้บริการขนส่งทางรางทุกระบบ บริหารจัดการและควบคุมความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถไม่ให้เกิน75% ของความจุสูงสุด ควบคู่กับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมการขนส่งทางราง เรื่อง มาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางราง ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับที่ 10 ประกาศ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ฉบับที่ 11 ประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และฉบับที่ 12 ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไปหรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางราง, กรมการขนส่งทางราง (ขร.), ขบวนรถไฟ, ความหนาแน่นของผู้โดยสาร, รถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612cc95e4e750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าการรฟม.ซวยแล้ว‘พี่ศรี’ยื่นสอบประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้-ส้มตะวันตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าการ รฟม.) และวินิจฉัยกรณีการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังจัดประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกและสายสีม่วงใต้ อันมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ทั้งๆ ที่ทั้งสองสายนี้มีเส้นทางลอดใต้เกาะรัตนโกสินทร์และใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน ซึ่งอาจเป็นนการกำหนดเงื่อนไขและใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเปิดประมูลสายสีส้มและสายสีม่วงใต้มีลักษณะกีดกันผู้ประมูลจากต่างชาติ แม้จะกำหนดว่าเป็นการเปิดประมูลนานาชาติ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้เข้าประมูลจะต้องมีผลงานก่อสร้างอุโมงค์หรือรถไฟฟ้าบนดินหรือลอยฟ้ากับรัฐบาลไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ผลงานในต่างประเทศห้ามนำมาใช้ ซึ่งเงื่อนไขเยี่ยงนี้ ท้ายที่สุดก็คงเหลือผู้รับเหมาไทยขนาดใหญ่เพียง 4-5 รายเท่านั้นที่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ และคงได้งานครบกันทุกราย เนื่องจาก รฟม.แบ่งงานประมูลงานโยธาออกเป็น 6 สัญญาไว้ให้แล้ว แบบนี้จะเรียกว่าล็อกสเป็กหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ที่สำคัญเงื่อนไขในทีโออาร์ที่ผ่านมาในโครงการของรัฐขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง จะมีการกำหนดการพิจารณาคัดเลือกโดยการเปิดซองด้านเทคนิคก่อน แล้วจึงมาเปิดซองด้านราคา ดังกรณีตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย แต่โครงการนี้กลับใช้วิธีการเปิดซองเทคนิคและซองราคาไปพร้อมๆ กัน ทำให้สามารถใช้ดุลยพินิจลำเอียงให้ผู้ประมูลรายหนึ่งรายใดเป็นการเฉพาะได้ จึงอาจมีลักษณะอย่างไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวของ รฟม. อาจขัดต่อ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 มาตรา 8(2) ที่บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน&amp;rdquo; และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ข้อ 45 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า &amp;ldquo;ต้องไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกำหนดทีโออาร์ที่อาจมีลักษณะย้อนแย้งตามความพิใจของผู้มีอำนาจแต่ละยุค แต่ละสมัยเยี่ยงนี้ อาจกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่การร้องเรียนและฟ้องร้องเป็นคดีความกันมากมายไม่จบสิ้น ดังกรณีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ที่มีการฟ้องร้องกันในศาลปกครองและศาลทุจริตฯในขณะนี้ กรณีดังกล่าว จึงเป็นข้อพิรุธที่ส่อไปในทางมิชอบ หรืออาจทุจริตต่อหน้าที่ได้ ที่ก่อสร้างไปด้วยดีและได้เปิดใช้งานแล้ว แต่เมื่อ&amp;nbsp;รฟม.มาเปิดประมูลสายสีส้มและสายสีม่วงใต้ กลับเปลี่ยนการใช้เกณฑ์ประมูลที่แตกต่างจากเดิม จนนำไปสู่การร้องเรียนและฟ้องร้องเป็นคดีความกันอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ รฟม.ได้เปิดการประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ซึ่งต้องก่อสร้างอุโมงค์ใต้พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย แต่ทว่า รฟม.ยังคงมีการกำหนดเงื่อนไขหรือเกณฑ์ของการประมูลใหม่ที่แตกต่างจากการประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ที่เคยประสบผลสำเร็จในการก่อสร้างไปด้วยดีและเปิดใช้งาน จึงไม่น่าจะมีเหตุผลหรือข้ออ้างอื่นใดมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประมูลที่เคยสำเร็จมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีการจับเป็นข้อพิรุธได้หลายประการ ที่ส่อไปในทางมิชอบ หรืออาจทุจริตต่อหน้าที่ได้ สมาคมฯ จึงนำความ พร้อมพยานหลักฐานมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัยการกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ของการประมูลรถไฟฟ้าดังกล่าวว่า เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร หากพบว่าเป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์หรือล็อกสเป็กให้เอกชนรายใดๆ เป็นการเฉพาะ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เอาโทษขั้นสูงสุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113707</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, นายศรีสุวรรณ จรรยา, รถไฟฟ้า, รฟม., สายสีม่วงใต้, สายสีส้มตะวันตก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c8e504e1cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้นแบบรถไฟฟ้าประชารัฐปังหรือพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังจะหมดลงในปี 2572 นี้ ยังคงเป็นปัญหาที่ถกกันไม่จบว่าจะขยายสัญญาแลกหนี้หรือไม่ขยายดี ซึ่งมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ได้ออกมาสะท้อนมุมมองเรื่องของระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า ในหัวข้อ &amp;ldquo;ต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ปังหรือพัง&amp;rdquo; ..ที่กำลังเป็นประเด็นสุดฮอตของคนกรุงอยู่เวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายเกรียงศักดิ์ได้ระบุถึงข้อดี-ข้อเสียของการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ แต่สุดท้ายสรุปว่ารูปแบบที่ดีที่สุดคือ การที่ภาครัฐควรลงทุนเอง และใช้เครื่องมือทางการเงินการคลังเพื่อคลายข้อจำกัดด้านเงินลงทุน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินโครงการเพื่อให้ต้นทุนดำเนินงานต่ำสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังแนะนำให้รัฐบาลควรต้องทบทวนการจะต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะสิ้นสุดใน 8-9 ปีข้างหน้าเสียใหม่ โดยรอให้สัมปทานสิ้นสุดลงแล้วนำมาบริหารจัดการเอง เพราะจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายรถไฟฟ้าได้เอง มีความยืดหยุ่นในเรื่องการกำหนดอัตราค่าโดยสาร สามารถจะนำเอาดอกผลกำไรที่ได้จากการเดินรถ หรือบริการที่เกี่ยวเนื่องมาชดเชยและปรับค่าโดยสารให้ถูกลง ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับที่เครือข่ายของผู้บริโภคเรียกร้อง คือ &amp;quot;โมเดลรถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้คิดถึงโครงการรถไฟฟ้า &amp;ldquo;แอร์พอร์ต เรล ลิงก์&amp;rdquo; ที่รัฐลงทุนเอง ใช้เงินประมาณ 35,000 ล้านบาท และตั้งบริษัทลูก บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ทำการบริหารจัดการเดินรถเองแบบเบ็ดเสร็จ กำหนดค่าโดยสารได้ต่ำ เนื่องจากเป็นบริการของรัฐที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบสนองความต้องการของผู้คน และเป็นบริการเสริมศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นหลัก แต่ดูเหมือนล่าสุดภาครัฐได้ยกให้กลุ่มซีพี พ่วงไปกับโครงการรถไฟความเร็วสูง &amp;ldquo;ไฮสปีดเทรน&amp;rdquo; ไปแล้ว เพราะ รฟท.แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพูดถึง &amp;ldquo;โมเดลรถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;rdquo; จะรอสายสีเขียวก็คงอีกนาน แต่ก็มีอีกสายหนึ่งที่กำลังดำเนินการขณะนี้น่าจะสามารถทำเป็นโมเดลนำร่องได้เลย คือ &amp;ldquo;รถไฟฟ้าสายสีส้ม&amp;rdquo; ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ &amp;ldquo;การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; หรือ รฟม. กำลังดำเนินการอยู่เวลานี้ ไม่ต้องไปเปิดประมูลหาเอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการให้มันยุ่งเป็นยุงตีกันอะไรหรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือเห็นกันจะจะว่าเปิดประมูล แต่วันดีคืนดีตัวผู้บริหาร รฟม.และคณะกรรมการคัดเลือกก็ลุกขึ้นมาแก้ไขเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกกันกลางอากาศ จนทำเอาโครงการประมูลสะดุดกึก เกิดการฟ้องร้องกันนัวเนียอย่างที่เห็น จนเรียกล่าสุดนั้นก็นัยว่ายังถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤตมิชอบมีคำสั่งให้รับคำฟ้องที่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTS ฟ้องเอาผิดผู้ว่า รฟม. และกรรมการคัดเลือก กรณีรื้อเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกและยกเลิกการประมูลโดยไม่ชอบเอาซะอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อยุ่งวุ่นวายกันอย่างนี้แล้วก็จับมาเป็น Model ต้นแบบรถไฟฟ้าให้รัฐ ให้ รฟม.บริหารเดินรถเสียเองให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป เพราะรถไฟฟ้าสายรัฐบาล โดย รฟม.ลงทุนงานโยธา ในส่วนโครงการสายตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) เหลือแค่จัดซื้อระบบรถไฟฟ้ากับขบวนรถไฟฟ้ามาวิ่งก็จบแล้ว ส่วนสายสีส้มตะวันตกก็ทำเป็นเฟส 2 หรืออย่างไรก็ค่อยมาว่ากัน เมื่อรับบริการการเดินรถเองก็สามารถกำหนดค่าโดยสารให้มันถูกเป็น &amp;ldquo;รถไฟฟ้าประชารัฐ&amp;rdquo; เพื่อคนกรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ การให้สัมปทานรถไฟฟ้าอาจไม่ทำให้ราคาค่าโดยสารต่ำกว่า เนื่องจากเอกชนย่อมมีเป้าหมายในการแสวงหากำไร แต่กระนั้นการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าของ BTS หรือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน/สายสีม่วงของ รฟม.นั้น รัฐเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารมาแต่แรก และมีกลไกการปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น หาใช่เอกชนจะกำหนดได้เองตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากจะย้อนไปดูไส้ในโครงการเหล่านี้ก็ล้วนมีการกำหนดทางหนีทีไล่กรณีปริมาณผู้โดยสารในอนาคตไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อย่างกรณีที่ปริมาณผู้โดยสารสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทุกโครงการก็มักจะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดให้เอกชนต้องแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นและเป็นไปนั้น เกือบทุกโครงการต่างมีปริมาณผู้โดยสารต่ำกว่าคาดการณ์ทั้งสิ้น แต่ก็ยังไม่เห็นมีเอกชนรายใดหยุดให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส (BTS) ที่เห็นกำไรทะลักในวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะเดินมาถึงวันนี้ ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ต้อง &amp;ldquo;แฮร์คัตหนี้&amp;rdquo; เจ็บตัวไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในช่วงก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ามาดูในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นนั้น รัฐบาลเขาอุดหนุนบริการสาธารณะ อย่างรถไฟฟ้านี้ในส่วนงานที่เป็นงานโยธา (Civil work) แบบเดียวกับที่รัฐบาลให้ รฟม.นั่นแหละ เพื่อที่บริษัทเอกชน หรือบริษัทมหาชนที่ให้บริการสามารถจัดเก็บค่าโดยสารในราคาที่เหมาะสมหรือราคาถูกลงได้ ก่อนที่ภายหลังจะมีการแปรรูปกิจการเป็นบริษัทมหาชนจนสามารถยืนบนขาตนเองได้ไม่ต้องแบมือขอเงินอุดหนุนใดๆ จากรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่บ้านเรานั้นไม่รู้เป็นไง หลักการนี้ถึงได้บิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น เพราะขนาดเป็นโครงการรถไฟฟ้าที่รัฐบาลจัดงบลงทุนค่าก่อสร้างที่เป็นงานโยธาให้ทั้งหมดไปแล้ว บริษัทเอกชนเพียงจัดหาระบบรถไฟฟ้าและจัดซื้อขบวนรถมาวิ่งให้บริการและรับสัมปทานอันเป็นงาน Long term maintenance หรือการบำรุงรักษาในระยะยาว แต่ก็กลับจัดเก็บค่าโดยสารราวกับว่าเป็นผู้ลงทุนเองซะงั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท็จจริงประการใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องออกมาอธิบายอย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่แจ่มแจ้งและโปร่งใสกับทุกคน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102320</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส (BTS), สายสีส้ม, สายสีเขียว, เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097c29caf020.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2026 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม.รายงานรายได้ปี63ทะลุ1.4หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นางสาวไตรศุลี &amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบผลการดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ในปีงบประมาณ 2563 โดย รฟม.มีผลประกอบการกำไรสุทธิ 1,819.25 ล้านบาท มีรายได้ 14,876.97 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวม 13,057.72 ล้านบาท &amp;nbsp;รฟม.สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 99.99% จากเป้าหมายที่ ครม.กำหนดไว้ที่ 95% นอกจากนี้ยังมีรายได้จากธุรกิจต่อเนื่องจากรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 123.72 ล้านบาท และสายฉลองรัชธรรม 27.51 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2.33 ล้านบาท ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 0.90%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า ในอนาคต รฟม. มีแผนจะหารายได้จากธุรกิจต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 5% ในแต่ละปี โดยในปี 64 จะมีรายได้ประมาณ 169 ล้านบาท &amp;nbsp;และในปี &amp;nbsp;64 และ 65 จะมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 0.72% และ 0.90% ตามลำดับ ส่วนด้านการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมีผลการดำเนินการดังนี้ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ เปิดให้บริการแล้ว ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี(สุวินทวงศ์) ได้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและศึกษาและวิเคราะห์โครงการตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนเสร็จแล้ว ส่วนงานก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้า 69.82% เร็วกว่าแผน 2.77% &amp;nbsp;คาดว่าจะเปิดบริการเดือน ต.ค.ปี 67&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และส่งมอบพื้นที่โครงการแล้วเสร็จ งานก่อสร้างงานโยธา ผลิตและติดตั้งงานระบบรถไฟฟ้าและงานเดินรถ คืบหน้า 62.23% เร็วกว่าแผน 3.08% &amp;nbsp;คาดว่าจะเปิดให้บริการเดือน มิ.ย.65 ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างประกวดราคามี 1 โครงการ คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ(วงแหวนกาญจนาภิเษก) งานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน คืบหน้า 19.20% และงานศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ คืบหน้า 48.80% คาดว่าจะเปิดบริการเดือน มี.ค.70&lt;/p&gt;
bk8
gb69
kubet
faw99
789bat
dafabet
bgame888
188bet
acash888
mk888</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100163</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), รถไฟฟ้า, รายได้ปี 64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c0e95553a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยเมกะโปรเจ็กต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กระทรวงคมนาคมได้เปิดแผนการลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์ที่จะเร่งผลักดันเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แช่แข็งภาคเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีแผนดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563-66 จำนวน 26 โครงการ วงเงินกว่า 1.12 ล้านล้านบาท กำลังก่อสร้าง 12 โครงการ 6.74 แสนล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ และเตรียมเร่งเครื่องประมูล 8 โครงการกว่า 3.69 แสนล้านบาท ที่เหลือจ่อชงคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมกล่าวว่า โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีจำนวน 12 โครงการ วงเงินรวม 6.74 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา กรมทางหลวง (ทล.) วงเงิน 75,965.24 ล้านบาท 2.โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 64,107.93 ล้านบาท 3.โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) วงเงิน 2,943.81 ล้านบาท 4.โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วงเงิน 28,338.86 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วงเงิน 109,135.91 ล้านบาท 6.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 50,970.63 ล้านบาท&amp;nbsp;7.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 48,125.98 ล้านบาท 8.โครงการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) เส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. วงเงิน 21,975.94 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,608.81 ล้านบาท 10.โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 84,101.84 ล้านบาท 11.โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงิน 5,839.79 บาท และ 12.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (เฉพาะค่าเวนคืนที่ รฟท.ได้รับงบประมาณ วงเงิน 3,570.29 ล้านบาท)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการมี 8 โครงการ วงเงินรวม 3.69 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม วงเงิน 1,357.04 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 124,958.62 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ วงเงิน 122,067.27 ล้านบาท 4.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 53,489.58 ล้านบาท
5.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,570.40 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 300 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานโยธา 4,073.23 ล้านบาท ค่างานระบบ 2,197.17 ล้านบาท 6.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 10,202.18 ล้านบาท 7.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 6,645.03 ล้านบาท และ 8.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก วงเงิน 44,157.76 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ โครงการที่เตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP มี 2 โครงการ วงเงินรวม 2,276.75 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา บนมอเตอร์เวย์ สาย 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา วงเงิน 1,683.88 ล้านบาท 2.โครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง บนมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 592 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะนำเสนอ ครม.ในระยะต่อไป จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 81,335.80 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว วงเงิน 33,170.89 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 32,292.40 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 15,818.51 ล้านบาท 4.โครงการศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา ของสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) วงเงิน 54 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนที่สุดแล้ว ก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ชะลอแผนการทั้งหมดที่วางไว้ไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีบ้างในบางโครงการที่ต้องพิจารณาความเหมาะสม ความจำเป็นของโครงการนั้นๆ จึงมองว่าแม้จะเกิดการระบาดของโควิด-19 แต่รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลังจากที่เสียเวลามา 1 ปีจากโควิด-19 ระบาดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เผชิญกับวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดจากโควิด​-19 ด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99859</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, รถไฟฟ้า, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ce0f34323c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่ง &quot;ตั๋วร่วม&quot; รื้อสัมปทาน เว้นค่าแรกเข้าแก้ปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงราคาค่ารถไฟฟ้าในบ้านเรายังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันร้อนแรง ยกตัวอย่างเช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศอัตราค่าโดยสารสูงสุด 104 บาท และมีแผนที่จะจัดเก็บในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ แต่ต้องชะลอออกไปหลังจากมีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าประเทศไทยเท่านั้น แต่ในภายภาคหน้าหากรัฐบาลไม่หาหนทางแก้ไข อนาคตอันใกล้นี้มีรถไฟฟ้ากำลังทยอยแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ก็จะหนีไม่พ้นต้องเผชิญกับปัญหาค่ารถไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความคิดเห็นกรณีการให้สัมปทานรถไฟฟ้าในปัจจุบันว่า โดยส่วนตัวมองว่าสัมปทานรถไฟฟ้าถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตามในการกำหนดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เรื่องสัมปทานถือเป็นปกติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการให้สัมปทานในส่วนของโทรศัพท์มือถือ โทรคมนาคม เป็นต้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าของเราคือรูปแบบการให้สัมปทานเดิม
และปัญหาที่พบคือ การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นรายเส้นทางตามสัญญาสัมปทานแยกกัน จึงทำให้ราคาในแต่ละสายสีต่างๆ แตกต่างกัน เมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ทำให้ผู้โดยสารจำเป็นต้องจ่ายค่าแรกเข้าให้กับรถไฟฟ้าอีก ดังนั้นควรยกเว้นค่าแรกเข้าทุกโครงการ และคิดคำนวณค่าโดยสารสูงสุดของระบบรถไฟฟ้าทั้งระบบ โดยแยกการกำหนดอัตราค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทานเดิม ระหว่าง BTS หรือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่ได้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ&amp;nbsp;BEM หรือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ ผู้กุมสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะถกสัญญาสัมปทานใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเมธ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ภาครัฐ กำลังจัดทำ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อกำกับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เหมือนที่รถเมล์หรือรถทัวร์ถูกกำกับค่าโดยสารตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แต่ปัญหาคือมีหลายเส้นทางที่ทำสัญญาสัมปทานไปแล้ว กฎหมายยังไม่ออกมา ดังนั้นในอนาคตก็ต้องใช้เวลาเจรจาและปรับเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งด้านการเชื่อมต่อและการบริหารจัดการ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบรถไฟฟ้าในต่างประเทศที่มีหลายเส้นทาง แต่ในด้านการเชื่อมต่อและอัตราค่าโดยสารสามารถเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่แยกเป็นเส้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปัจจุบันเรามีข้อจำกัดในเรื่องสัญญาสัมปทานเดิม แต่สัญญาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ควรต้องออกแบบสัญญาให้มีการเชื่อมต่อทั้งในเรื่องการเดินทาง และค่าโดยสารที่ต้องไม่แพงเกินไป และรัฐอาจเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เพราะสัญญาเดิมนั้นปล่อยให้สัญญาสัมปทานเป็นตัวกำหนดค่าโดยสาร &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ภาครัฐและเอกชนต้องคุยกัน และนำรายละเอียดมากางดูว่าค่าเฉลี่ยราคารถไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกือบทุกระบบ และในอนาคตก็จะแพงมากขึ้น หากมีการเชื่อมต่อกันโดยใช้สัญญาสัมปทานแบบเดิมจะต้องดำเนินการอย่างไร&amp;quot; นายสุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยที่บอกว่าแพงหรือไม่แพงนั้น ต้องดูว่าเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเปรียบเทียบกับค่าครองชีพถือว่าแพง และหากเปรียบเทียบกับฐานรถไฟฟ้าจากต่างประเทศ ก็ถือว่าแพงเช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบทั้งค่าครองชีพและฐานต่างประเทศแล้ว เป็นประเทศติดอันดับค่ารถไฟฟ้าราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมเริ่มคิดได้ ทั้งที่ควรจะคิดได้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เริ่มคิดได้ก็ยังดีกว่าไม่ได้คิดเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้อัตราค่าโดยสารจึงเริ่มเห็นภาพว่ามีแนวโน้มที่จะกำหนดเพดานในแต่ละระบบของรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่มีกำหนดจะเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการเชิงพาณิชย์ปลายเดือน พ.ย.2564 จะเริ่มเก็บค่าโดยสารอัตราเริ่มต้น 12-42 บาท ซึ่งลดลงจากเดิมที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสนออัตรา 14-42 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากที่ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. หารือร่วมกับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามหลักสากล ซึ่งอัตราแรกเข้าใช้ตามสูตรที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี กำหนดไว้เมื่อปี 2544 เริ่มต้น 10 บาท ปัจจุบันดัชนีผู้บริโภค (CPI) ปี 2564 พบว่าอัตราแรกเข้าปรับเป็น 11.88 บาท ซึ่งจะปัดขึ้นเป็น 12 บาท และคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เฉลี่ย 1.01 บาท/กม.ถือว่ามีราคาค่าโดยสารที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดีในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งคลอดตั๋วร่วม
ด้าน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่าราคาค่าบริการขนส่งในระบบราง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบันมีราคาที่สูงเกินไป และส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมราคาค่าโดยสารได้ ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการคมนาคมขนส่งทุกระบบเนื่องจากยังมีปัญหาด้านกฎหมาย แต่ก็มีความตั้งใจเข้าไปคุมราคาค่า โดยสารรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบัน รวมถึงโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้โดยสาร บนพื้นฐานราคาที่ใช้บริการจริงตามระยะทาง หรือที่ 14-45 บาทต่อคนต่อเที่ยว แนวทางที่สามารถคุมราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกระบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนำระบบตั๋วร่วมเข้ามาใช้กับการบริการขนส่งสาธารณะในทุกประเภท ซึ่งตามกรอบเวลาการใช้ตั๋วร่วมจะเริ่มขึ้นจริงในสิ้นปี 2564 นี้ ในระยะแรกตั๋วร่วมจะใช้กับระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ก่อน และในอนาคตจะใช้ในระบบขนส่งโลจิสติกส์ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีที่มีคนร้องเรียนผ่านองค์กรผู้บริโภคต่างๆ ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีราคาแพง ผมจะเข้าไปมีบทบาทอย่างไร ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันรถไฟฟ้าที่ให้บริการมีหลายระบบ หลายสัมปทานผู้ให้บริการ เมื่อผู้โดยสารเดินทาง และมีการต่อรถไฟฟ้าระหว่างระบบผู้โดยสารจะเสียค่าแรกเข้าระบบที่ 14-16 บาท แต่หากเมื่อนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ ปัญหาเรื่องค่าแรกเข้าระบบรถไฟฟ้าจะหมดไปทันที การเชื่อมต่อระหว่างระบบก็จะไม่คิด ค่าโดยสารระบบรางจะถูกลงทันทีกว่า 30%&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในอนาคตหากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. ... ของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกมามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ในสิ้นปี 2564 นี้ ขร.จะมีอำนาจโดยตรงที่จะเข้าไปกำกับดูแลการบริการคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมด เช่น การกำหนดและวางหลักเกณฑ์ กำหนดการคำนวณ ราคาค่าโดยสาร ความถี่เที่ยววิ่งที่ให้บริการ และจำนวนตู้ที่ให้บริการเหมาะกับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ทำให้ ขร.สามารถกำกับดูแลค่าโดยสารให้ประชาชนที่ใช้บริการได้ประโยชน์มากที่สุดแบบเบ็ดเสร็จ
ไม่รีบต่อสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวคิดที่จะขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางอ่อนนุช-หมอชิต ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หลังสัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 ต่อไปอีก 30 ปีเพื่อแลกกับการจัดเก็บค่าโดยสารเฉลี่ยรวมส่วนต่อขยายจากช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-คูคต ในราคาเฉลี่ยที่ 65 บาท นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เส้นทางอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ถือว่าไม่ได้เป็นสัญญาสัมปทานเดิม และไม่ได้เป็นสัญญาเดียวกัน หากจะมาบอกว่าเป็นส่วนต่อขยายจากสัญญาเดิมตามความเป็นจริงก็ไม่ใช่ เพราะเป็นคนละสัญญา กรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยต้องดูข้อกฎหมายให้ดี จะมารวมเป็นส่วนต่อขยายจากสัมปทานเดิมไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-หมอชิต จะหมดสัญญาสัมปทานทรัพย์สินจะต้องตกเป็นของรัฐทันที จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งต่อสัญญาสัมปทาน ในเมื่อเส้นทางช่วงดังกล่าวถือเป็นไข่แดง หากภาครัฐเปิดประกาศเชิญชวนเอกชนให้มาลงทุน ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 มั่นใจว่าจะมีเอกชนเข้ามาลงทุนและทำรายได้ให้กับรัฐจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นอย่างมาก ก็ได้อธิบายว่า การคำนวณหากในส่วนของกระทรวง ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการ จะคำนวณราคาที่ 1.45 บาทต่อกิโลเมตร (กม.) ขณะที่กรุงเทพมหานครคำนวณที่ 3 บาทต่อสถานี ทำให้ในส่วนของ รฟม.คำนวณต่ำกว่าก็ยังอยู่ได้ เพียงแต่ต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งแก้ค่าโดยสารแพง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสิ่งที่คำนึงมากที่สุดคือ ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน และรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป ขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพราะหลายเรื่องปัญหามีความซับซ้อน แต่รัฐบาลก็ต้องแก้ไข เมื่อแก้แล้วก็มีปัญหาอื่นตามมา ซึ่งต้องแก้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อรัฐบาลในอนาคตด้วย นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคธุรกิจต่างๆ ด้วย จะทำอย่างไรให้สามารถเดินได้โดยเร็ว และบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เพื่อให้ราคาต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าทุกคนจะเอาคนละอย่างสองอย่าง มันก็เดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีความพร้อมอยู่แล้ว มีการเปิดเดินรถไปแล้วด้วย มีการให้บริการไปแล้วบางระยะ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์ส่วนหนึ่งไปแล้ว ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม แต่ถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน ขัดแย้ง จับผิดจับถูกกันอยู่แบบนี้มันก็ไปไม่ได้สักอย่าง ขอฝากไว้ด้วย รัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในทุกเรื่อง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99858</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ตั๋วร่วม, รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c0e6da2945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
