<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 20:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA แจ้งประชาชนลดเสี่ยง COVID-19 เลี่ยงการติดต่อทุกที่ทำการไฟฟ้า แนะใช้วิธีลงทะเบียนออนไลน์ คืนเงินประกันได้ทุกกรณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (6 พฤษภาคม 2563) นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ในฐานะ โฆษก MEA กล่าวว่า ตามที่ MEA ได้เปิดให้ลงทะเบียนขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ และหมายเลขโทรศัพท์ 0 2256 3333 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา จนถึง ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 2563 มีผู้ได้รับเงินแล้วทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 4,500 ล้านบาท โดยล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเดินทางมาติดต่อ ณ สถานที่ทำการต่างๆ ของ MEA เพื่อขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และเจ้าหน้าที่ MEA จึงขอเชิญชวนให้เจ้าของหลักประกันที่ติดปัญหาเรื่องการยื่นเอกสารในทุกกรณี ใช้วิธียื่นเอกสารเพิ่มเติมผ่านระบบออนไลน์ M easy ซึ่งสามารถอัปโหลดเอกสารหลักฐานตามที่ MEA กำหนดได้สะดวก ไม่ต้องเดินทางมายังที่ทำการการไฟฟ้านครหลวงเขตต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับช่องทางการลงทะเบียนเพิ่มเติม ผ่านระบบออนไลน์ http://measy.mea.or.th ผู้ลงทะเบียนจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานตามที่ MEA กำหนดดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ประเภทบุคคลธรรมดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเปลี่ยนชื่อ-สกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ใบเปลี่ยนชื่อตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ใบเปลี่ยนชื่อนามสกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทะเบียนสมรส (เปลี่ยนนามสกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ใบสำคัญการหย่า (เปลี่ยนนามสกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ทุพพลภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สำเนาใบรับรองแพทย์ หรือสำเนาใบเสร็จโรงพยาบาล (หากไม่มี ใช้รูปถ่ายผู้ป่วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือมอบอำนาจ โดยที่ผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจลงนามรับรองในหนังสือมอบอำนาจ โดยระบุว่า &amp;quot;ดำเนินการขอคืนเงินประกันฯ และขอรับคืนเงินประกัน โดยโอนเข้าบัญชี ................ เข้าธนาคาร ................ เลขที่ ................ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบ และผู้รับมอบ (ลงนามรับรอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สำเนาสมุดเงินฝาก (ลงนามรับรอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ใบเสร็จเงินประกัน (ถ้ามี) หรือหนังสือรับรองใบเสร็จสูญหาย หรือใบแจ้งความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีบุคคลต่างด้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หนังสือเดินทาง : Passport&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว : Certificate of Alien&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ใบมรณบัตร (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนังสือให้ความยินยอม (ดาวน์โหลดจากขั้นตอนการแนบเอกสารออนไลน์) และเอกสารประกอบหนังสือให้ความยินยอม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 สำเนาบัตรประชาชนของทายาททุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 สำเนาทะเบียนบ้านของทายาททุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.3 สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีเป็นคู่สมรสของผู้เสียชีวิต)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 สำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้จัดการมรดก (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สำเนาคดีถึงที่สุด (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ประเภทนิติบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ยังดำเนินการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจ (ไม่เกิน 1 เดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนามทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ใบเสร็จเงินประกัน (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของนิติบุคคล (ธ.กรุงไทย / ธ.กรุงเทพ / ธ.กสิกรไทย / ธ.ไทยพาณิชย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมที่ดิน (ไม่เกิน 1 เดือน) กรณีนิติบุคคลอาคารชุด/หมู่บ้านจัดสรร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. รายงานการประชุมใหญ่ฯ กรณีนิติบุคคลอาคารชุด/หมู่บ้านจัดสรร (ถ้ามี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีอยู่ระหว่างชำระบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หนังสือรับรองบริษัทฯ อายุไม่เกิน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สำเนาบัตรประชาชนผู้ชำระบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของนิติบุคคล (ธ.กรุงไทย / ธ.กรุงเทพ / ธ.กสิกรไทย / ธ.ไทยพาณิชย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*กรณีบริษัทฯ ร้าง จะต้องไปยื่นคำร้องที่ศาลแขวงเพื่อขอให้นิติบุคคลฯ กลับมามีสถานะเป็นบุคคล แล้วไปยื่นเรื่องที่สำนักพัฒนาธุรกิจเพื่อออกหนังสือรับรองบริษัทฯ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเลิกกิจการเสร็จสิ้นการชำระบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หนังสือบริคณห์สนธิ (แผ่นที่มีรายชื่อหุ้นส่วนทุกคน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สำเนาบัตรประชาชนหุ้นส่วนทุกคนรับรองสำเนาถูกต้อง หากมีผู้เสียชีวิตต้องแนบใบมรณบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หนังสือมอบอำนาจที่ระบุชื่อผู้รับเงินว่าเป็นใคร โดยหุ้นส่วนทุกคนตามข้อ 1. ลงนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สำเนาบัตรประชาชนผู้รับเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. หน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของนิติบุคคล (ธ.กรุงไทย / ธ.กรุงเทพ / ธ.กสิกรไทย / ธ.ไทยพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*กรณีบริษัทฯ ร้าง จะต้องไปยื่นคำร้องที่ศาลแขวงเพื่อขอให้นิติบุคคลฯ กลับมามีสถานะเป็นบุคคล แล้วไปยื่นเรื่องที่สำนักพัฒนาธุรกิจเพื่อออกหนังสือรับรองบริษัทฯ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ลงทะเบียนที่ต้องการแนบเอกสารเพิ่มเติม สามารถยื่นเอกสารผ่านได้ผ่านการคลิกฟังก์ชัน &amp;ldquo;ตรวจสอบเรื่อง&amp;rdquo; เพื่อแนบเอกสาร แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนใหม่ สามารถคลิกได้ที่ฟังก์ชัน &amp;ldquo;ขอเพิ่มบัญชีแสดงสัญญา&amp;rdquo; ซึ่งจะสามารถแนบเอกสารได้หลังจากดำเนินการคลิกลงทะเบียนเสร็จสิ้น ซึ่งผู้ลงทะเบียนที่ MEA ตรวจสอบสิทธิ์ถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะมีกรอบระยะเวลาสำหรับการรับคืนเงินผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.พร้อมเพย์ ประมาณ 3 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.โอนบัญชีธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงเทพ ประมาณ 7 วันทำการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.โอนบัญชีธนาคารกสิกรไทย ประมาณ 10 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา ประมาณ 3 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ MEA ยังคงดำเนินการเปิดให้ผู้ลงทะเบียนสามารถยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ ในการลงทะเบียนขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดปิดรับ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการรับบริการ พร้อมทั้งยังช่วยให้เกิดความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่มือลงทะเบียนคืนเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้า แบบแนบไฟล์เอกสาร คลิก https://www.mea.or.th/content/detail/87/5353&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65248</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), รถไฟฟ้า., ลงทะเบียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb2c00852e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็มจี ผนึกกำลัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศจับมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมส่งเสริมให้การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เป็นเรื่อง &amp;ldquo;ง่าย&amp;rdquo; และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ด้วยการเดินหน้าสร้างระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต มั่นใจ NEW MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คือส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจและเข้าถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น หลังมียอดจองสูงกว่า 1,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าของเอ็มจี รวมถึงตู้ชาร์จที่จะติดตั้งที่โชว์รูมรถยนต์ โดย PEA ได้เตรียมความพร้อมรองรับรถ EV และมาตรฐานการติดตั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางไฟฟ้าของระบบอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในรูปแบบสถานีอัดประจุไฟฟ้าและในครัวเรือน และเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเอ็มจีในการตรวจสอบระบบไฟฟ้า การติดตั้งและปรับปรุงระบบไฟฟ้า เพื่อให้รองรับการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่น การเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าตามครัวเรือนที่จำเป็น รวมถึงการเพิ่มขนาดหม้อแปลงให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น PEA จะส่งข้อมูลสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ PEA ที่มีอยู่เดิม 11 แห่งและที่จะติดตั้งเพิ่ม 62 แห่งให้เอ็มจี ดังนั้นผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเอ็มจี ที่มีระบบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;i-SMART จะสามารถค้นหาและนำทางไปสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ PEA ได้ เช่นเดียวกัน เอ็มจี ก็จะให้ข้อมูลตู้ชาร์จของเอ็มจี เพื่อให้ผู้ใช้ PEA VOLTA ซึ่งเป็น Platform ของ PEA จะสามารถค้นหาตู้ชาร์จของเอ็มจี ได้เช่นเดียวกัน และด้านการส่งเสริมและให้คำแนะนำด้านระบบไฟฟ้าทั้งแก่บุคลากรและตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนลูกค้าของเอ็มจี &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่ง PEA เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกันระหว่างภาคพลังงานและภาคยานยนต์ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความตระหนักและกระตุ้นตลาดยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เอ็มจีเปิดตัว NEW MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้คนไทยหันมา&amp;nbsp; ใช้รถยนต์พลังงานทดแทนตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเป็นรถที่โดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพ สมรรถนะ ความอัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ทำให้การใช้งานรถไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ &amp;ldquo;ง่าย&amp;rdquo; ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมียอดจองสะสมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คัน การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนภูมิภาค (PEA) ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญที่จะขยายโอกาส สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และกระตุ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้เกิดกระแสความนิยมใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดเพื่อสร้างระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนและสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมรมยานยนต์ไทยได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้ว &amp;nbsp;ที่ผ่านมาเอ็มจียังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถทั้งการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จที่โชว์รูมของเอ็มจี ทั้ง110 แห่งทั่วประเทศ และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเรายังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ NEW MG ZS EV ได้ง่ายขึ้น ด้วยสิทธิพิเศษทั้งฟรี MG HOME CHARGER พร้อมค่าติดตั้ง และการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44110</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์, รถไฟฟ้า., เอ็มจี, เอ็มจี ผนึกกำลัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สร้างความมั่นใจ พร้อมส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5f6ef2ab6cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบนซ์ จับมือ สวทช. ร่วมพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและสนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า โดยมอบให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. เป็นแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต เช่น การจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ และห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น โดยตั้งเป้าให้เกิดการใช้งานห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ในประเทศไทยและพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงานทดสอบในประเทศ เพื่อสนองนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และพัฒนาฐานการผลิตแบตเตอรี่ให้เกิดในประเทศไทยอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า การพัฒนาลิเธียมแบตเตอรี่ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากสามารถเก็บกักพลังงานได้ดี น้ำหนักเบา และสามารถชาร์จซ้ำๆ ได้หลายครั้ง&amp;nbsp; จนทำให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกค่าย ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน แม้กระทั่งในไทย แข่งขันกันพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตามเนื่องจากลิเธียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่เป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนง่ายและอาจเกิดการติดไฟขึ้นได้&amp;nbsp; ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิต การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; การดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงที่ถูกต้อง หลายประเทศได้กำหนดมาตรฐานแบตเตอรี่ชนิดนี้และบังคับใช้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ขับขี่และผู้สัญจรร่วมทางให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะต้องแสดงความปลอดภัยของแบตเตอรี่จะใช้เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ ซึ่งการได้มาของเครื่องหมายรับรองแบตเตอรี่ มีกระบวนการต่างๆ ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการทดสอบ การตรวจโรงงานผลิต และสุ่มตลาดเพื่อควบคุมคุณภาพ ซึ่งนับเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศ&amp;nbsp; เนื่องจากการส่งแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ เช่น แบตเตอรี่ของรถยนต์ออกไปทดสอบยังห้องปฏิบัติการต่างประเทศ และการส่งจำหน่ายในต่างประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะขนส่งทางถนน ทางเรือ หรือเครื่องบิน นอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดย่อยของตนเอง จนทำให้โรงงานแบตเตอรี่ที่จะตั้งขึ้นในประเทศไทยเกิดอุปสรรคอย่างมากและการลงทุนเครื่องมือทดสอบมีมูลค่ามหาศาล รัฐบาลจึงเล็งเห็นพร้อมให้ความสำคัญในการดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ เพื่อทำให้ประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศที่พร้อมในการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น&amp;nbsp; ตอบสนองผลิตภัณฑ์ new-s curve และ Industry 4.0&amp;nbsp; โดย สวทช. ให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ทั้งในระดับเซลล์ โมดูล และแบตเตอรี่แพ็คและการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์ไร้คนขับแห่งอนาคต แบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่รูปแบบการสัญจรในอนาคต รวมถึงการก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์เทคโนโลยี EQ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 โดยปัจจุบันบริษัทฯ ผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรวม 6 รุ่น ทั้ง C-Class E-Class และ S-Class และนอกจากการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดแล้ว ในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับธนบุรีประกอบรถยนต์ลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ซึ่งนับเป็นแห่งที่หกของโลก ยกระดับการผลิตในไทยเพื่อสนองนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมด้านยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และเพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงงานในประเทศไทยจะมีเทคโนโลยีอันล้ำหน้าไว้พร้อมสำหรับรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนของบริษัทฯ กับการก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลยในอนาคต ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นแห่งแรกในไทย และอาเซียน โดยมอบให้ PTEC สวทช. เป็นแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย เริ่มต้นจากการทดสอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ รวมถึงการจัดตั้งแล็บทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ประเภท BEV เพื่อรองรับการมาถึงของรถยนต์กลุ่มนี้ในอนาคต โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันในด้านการวิจัยพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย มีมาตรฐานเดียวกับศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ระดับโลก รวมถึงการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของผู้ปฏิบัติงานทดสอบในประเทศ เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถคนไทยจากการศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยกว่าชิ้นส่วนทั่วไป ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42740</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถไทยโพสต์, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล, รถไฟฟ้า., อันเดรอัส เลทเนอร์, เบนซ์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47abda574bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2018 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา รณรงค์ระบบขนส่งสาธารณะ และความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เตรียมรับรถไฟฟ้ารางเบาเปิดให้บริการปี 2566</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงคมนาคม โดย สนข. ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา รณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้นโยบาย One Transport, One Family&amp;quot; เดินทางปลอดภัย ใส่ใจเพื่อนร่วมทางในระบบขนส่งทุกรูปแบบของกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในจังหวัดนครราชสีมา รองรับการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) เฟสแรกเปิดใช้ปี 66&amp;nbsp; พร้อมให้บริการประชาชนและนักเดินทางในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเมืองหลวงประตูสู่ภาคอีสาน และรองรับปลายทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ทุกหน่วยงานในสังกัดจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ พร้อมจัดบริการและอำนวยความสะดวกทุกโหมดการเดินทางของประชาชนอย่างเพียงพอ และปลอดภัยผ่านการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงคมนาคมในระบบขนส่งทุกรูปแบบการเดินทางที่ต้องเชื่อมต่อกัน เพื่อความสะดวกและปลอดภัยสูงสุดของประชาชนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทุกพื้นที่ทั่วไทย ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ควบคู่กับการควบคุม กำกับ ดูแล และอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนภายใต้นโยบาย One Transport ,One Family แนวคิด &amp;quot;ขับช้า เปิดไฟหน้า คาดเข็มขัด&amp;quot; และ &amp;ldquo;มอเตอร์ไซด์ เปิดไฟใส่หมวกกันน็อค&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสราวุธฯ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา &amp;ldquo;ประตูสู่อีสาน ดินแดนเมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน&amp;rdquo; เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๑ ของประเทศ มีประชากรมากเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ เป็นประตูสู่อีสานจุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีสานเหนือและอีสานใต้ แต่บริบทและวิถีชีวิตของสังคมเมืองมีการเปลี่ยนแปลง และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดความแออัดของเมือง จนส่งผลให้ความน่าอยู่ของเมืองลดลง ปัญหาการจราจรที่ติดขัดเนื่องจากจำนวนรถที่มากกว่าพื้นที่ถนน มีความล่าช้าในการเดินทาง เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนทําให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนงบประมาณและการลงทุนอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนกระทั่งปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในจังหวัดนครราชสีมาเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร และปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เสริมสร้างศักยภาพให้เป็นเมืองที่มีความพร้อมในการเชื่อมต่อสู่พื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด และเป็นพื้นที่รองรับรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเร่งรัดให้มีการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบาจังหวัดนครราชสีมาสายแรก เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ในปี 2566 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสราวุธฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ในคราวประชุมครั้งที่ 2/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ๒๕๖๑ ได้รับทราบผลการดำเนินโครงการจัดทำแผนแม่บทจราจรและแผนแม่บทพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองนครราชสีมา โดย สนข. ได้ดำเนินการ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นระบบรถไฟฟ้า Light Rail Transit หรือ Tramway)มี 3 เส้นทางหลัก ประกอบด้วย สายสีเขียว มีจำนวนสถานีทั้งหมด 20 สถานี ระยะทาง 11.17 กิโลเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;มูลค่าการลงทุน 8,400 ล้านบาท สายสีส้ม มีจำนวนสถานีทั้งหมด 17 สถานี ระยะทาง 9.81 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน 5,200 ล้านบาท และสายสีม่วง มีจำนวนสถานีทั้งหมด 9 สถานี ระยะทาง 7.14 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน 4,800&amp;nbsp; ล้านบาท รวมระยะทาง 28.12 กิโลเมตร ส่วนต่อขยายมี 3 เส้นทาง ประกอบด้วย สีเขียว สีส้ม และสีม่วง รวมสถานีทั้งหมด 20 สถานี ระยะทางรวม 21.97 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนส่วนต่อขยาย3 เส้นทาง จำนวน 14,200 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการทั้งสิ้น 32,600 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ โดยมีสายสีเขียวเป็นโครงการนำร่อง เส้นทางเริ่มจากตลาดเซฟวัน &amp;ndash; ถนนมุขมนตรี &amp;ndash; สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ ระยะทาง 11.17 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาให้อำนาจ รฟม. ในการดำเนินโครงการในจังหวัดนครราชสีมาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสราวุธฯ กล่าวตอนท้ายว่า ในวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2561 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมาจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ในจังหวัดนครราชสีมาขึ้น ณ บริเวณลานด้านหน้าอนุสวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) โดยมีผู้บริหาร สนข. จังหวัดนครรราชสีมา ส่วนราชการ ส่วนงานท้องถิ่น ดารานักแสดงพร้อมประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมาเข้าร่วมงาน ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมาหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้ยานพาหนะส่วนตัว รวมทั้งให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24505</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครราชสีมา, นายสราวุธ ทรงศิวิไล, รถไฟฟ้า., รถไฟฟ้ารางเบา, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), โคราช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181218/image_big_5c1878a13f97b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2018 23:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริก ประหยัด ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสความต้องการรถไฟฟ้าในบ้านเราเป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้ค่ายรถเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยี ความล้ำหน้าใส่ไปในรถยนต์ของค่ายตนเอง ส่งผลให้มีการแข่งขันทางตลาด ย่อมเกิดผลดีต่อผู้บริโภค อย่างค่ายฮุนไดเองก็ไม่หยุดยั้ง พร้อมที่จะพัฒนาสินค้าของตัวเองให้มีศักยภาพ และมีเทคโนโลยีเพื่อให้รถยนต์ของตนเองเป็นผู้นำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริก ได้มีการเปิดจองตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาซึ่งมียอดจองราว 10 คัน แต่ฮุนไดเองได้โควต้ารถมาเพียง 20 คัน ซึ่งคาดว่าขายหมดตามคาดหวัง โดยถ้าลูกค้าพลาดล็อตในปีนี้ต้องรอกันอีกทีในปีหน้า ซึ่งเมืองไทยนำรุ่นอีวี มาจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวโดยภายในตกแต่งด้วยเบาะหนัง ฮุนได ไอออนิก นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลก ที่มีจำหน่ายในทั้ง 3 รูปแบบระบบขับเคลื่อนใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี จุดประสงค์คือ เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษที่ต่ำที่สุด หรือปราศจากมลพิษ และนอกจากจะเป็นรถยนต์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่มีความสวยงาม ทันสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่, การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายนอกออกแบบเน้นที่ปัจจัยหลัก 2 อย่าง คือ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ มีบุคลิกของความเป็นรถยนต์แห่งอนาคต รูปทรงตัวรถเป็นแบบรถแฮ็ทช์แบ็กทรงสปอร์ต มาพร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบตัวถังส่วนต่างๆเช่น ช่องดักลมที่ล้อคู่หน้า, สปอยเลอร์ด้านหลัง, ดิฟฟิวเซอร์ ชายล่างประตูทั้งสี่บาน แผ่นปิดใต้ท้องรถ รวมถึงล้ออัลลอย ทั้งหมดนี้ ทำให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างสะดวก ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 และยังรวมถึงการลดน้ำหนักตัวรถ ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมในการผลิตฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย ทำให้สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 12.6 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเหล็กทั่วไป&amp;nbsp;โดยเป็รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ดังนั้น กระจังหน้าจึงถูกออกแบบในลักษณะปิดทึบ เพราะไม่ต้องระบายความร้อนเครื่องยนต์ ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน ไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ LED บริเวณชายกันชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บาน ถูกตกแต่งด้วยสีทองแดง ที่สื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในถูกออกแบบโดยเน้นถึงความเป็นรถแห่งอนาคต ด้วยแนวคิด &amp;lsquo;Purified High-Tech&amp;rsquo; เน้นความเรียบง่าย ลื่นไหล แต่มีความปราณีต และใช้งานง่าย เน้นการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด วัสดุภายใน เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าหลังคาและพรมที่มีส่วนผสมจากต้นอ้อย, สีพ่นตัวถังที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง , แผงประตูที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ผสมกับผงไม้และหินจากภูเขาไฟ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและคุณภาพ นอกจากนี้ บริเวณช่องแอร์, คอนโซลกลาง, พวงมาลัย และเบาะนั่ง ถูกตกแต่งด้วยสีส้มทองแดง ซึ่งเป็นสีที่เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรถยนต์ ได้แรงบันดาลใจจากทองแดงที่อยู่ในคอนดักเตอร์ของระบบไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้ขับขี่ปลดล็อกรถด้วยระบบ Smart Entry ระบบ Welcome Function จะทำงาน ด้วยการสั่งให้ไฟหน้าและไฟท้ายส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะจอดรถในที่มืดหรือยามค่ำคืน และเมื่อผู้ขับขี่เปิดประตูรถ เบาะที่นั่งคนขับ จะปรับเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติ เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เบาะที่นั่งคนขับ ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังแบบไฟฟ้า ช่วยลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีระบบระบายอากาศสำหรับเบาะคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้าอีกด้วย ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหน้า มีความโปร่งกว้างขวางเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบเกียร์ ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ shift by wire ติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์เพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ที่ช่วยหยุดรถชั่วขณะในสภาพการจราจรติดขัด และระบบ wireless charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์&amp;nbsp;ส่วนระบบความบันเทิง ควบคุมผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถเลือกฟังก์ชันเพื่อความบันเทิงได้ตามต้องการ เช่น ระบบวิทยุ พร้อมระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, ช่องต่อระบบ USB และ AUX&amp;nbsp;หน้าปัดแสดงการทำงานของระบบต่างๆบริเวณคนขับ เป็นหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว แบบ TFT ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง, ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ รวมถึงข้อมูลอื่นๆของตัวรถที่จำเป็น ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกดูได้ผ่านปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย&amp;nbsp; หน้าปัดนี้ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยผู้ขับขี่ สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ ผ่านปุ่ม &amp;lsquo;drive mode&amp;rsquo; บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport&amp;nbsp;ในโหมด Eco หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบริเวณตัวเลขความเร็ว พร้อมไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว&amp;nbsp;ในโหมด Normal หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ จากแถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นแถบสีเทา และไม่มีไฟแสดงสถานะโหมด Normal&amp;nbsp;ในโหมด Sport หน้าปัดจะถูกเปลี่ยนจากมาตรวัดความเร็ว เป็นมาตรวัดแสดงสถานะกำลังการขับเคลื่อนของรถจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซนต์ ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล ที่จะถูกไล่ลำดับขึ้นไปตามความเร็วของรถยนต์&amp;nbsp;ระบบปรับอากาศภายในรถยนต์เป็นแบบ Dual Zone ที่เลือกปรับอุณหภูมิแยกอิสระสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริก ยังมีระบบปรับอากาศที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกให้ลม ออกจากช่องปรับอากาศเฉพาะผู้ขับขี่อย่างเดียวได้ เพียงกดปุ่ม &amp;lsquo;driver only&amp;rsquo; ที่บริเวณแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระบบขับเคลื่อนของ ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริกนั้น เป็นการขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง และสามารถพารถยนต์ไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง&amp;nbsp;แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการชาร์จไฟที่ดี และมีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย สำหรับในฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริกนั้น เป็นแบตเตอรี่ขนาด 28 kWh ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ quick charge ที่กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW จะใช้เวลา30 นาที และ 23 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 100 kW โดยแบตเตอรี่นี้ ถูกติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลัง แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ที่สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไอออนิค มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับระบบ regenerative braking system ที่สามารถควบคุมได้ด้วยปุ่ม paddle shift บริเวณด้านหลังพวงมาลัย มีทั้งหมด 4 ระดับ โดยแต่ละระดับ จะเป็นระดับการนำพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่จากมากไปน้อย เพียงผู้ขับขี่กดปุ่ม paddle shift รถยนต์จะลดความเร็วโดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อให้ระบบ regenerative braking system ทำงาน และนำกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อช่วยให้มีระยะทางการวิ่งที่ยาวขึ้น&amp;nbsp;ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท ผลิตจากอลูมิเนียม ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีม ถูกปรับแต่งเพื่อให้มีการขับขี่ที่นุ่มนวล มั่นใจ และสะดวกสบาย ทั้งยังปลอดภัยในทุกการเดินทาง ด้วยระบบ Blind Spot Detection ที่จะทำหน้าที่ตรวจจับรถในจุดอับสายตาขณะขับขี่ โดยทำงานควบคู่กันกับระบบ Lane Change Assist ที่จะช่วยตรวจจับรถในเลนด้านข้างในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะเปลี่ยนเลน และยังทำงานร่วมกับระบบ Rear Cross Traffic Alert ในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะถอยรถออกจากที่จอดรถ ระบบจะตรวจจับความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือคนเดินเท้า หากมีวัตถุเคลื่อนไหวบริเวณด้านหลังรถ ระบบจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยขณะถอยรถ&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีระบบ Lane Departure Warning (LDW) โดยระบบ จะใช้กล้องที่อยู่บริเวณด้านบนตรงกลางของกระจกบังลมหน้า ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร หากรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือนผู้ขับขี่ ให้นำรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม ระบบ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ใช้กล้องตัวเดียวกัน ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร เมื่อรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะสั่งการให้หักพวงมาลัยกลับมาในช่องจราจร และระบบ Smart Cruise Control (SCC) หรือระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ โดยระบบจะทำงานโดยใช้เรดาร์ที่อยู่บริเวณโลโก้บนกระจังหน้า ในการรักษาระดับความเร็วแบบแปรผัน ตามความเร็วของรถที่อยู่ด้านหน้า และผู้ขับขี่ ยังเลือกระดับการรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้าได้อีกด้วย เพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยขณะขับขี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบ Forward Collision Warning (FCW) ที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ หากผู้ขับขี่ ขับรถเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป และถ้าระบบตรวจพบว่าผู้ขับขี่ ไม่เหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือนผู้ขับขี่ เพื่อให้ผู้ขับขี่หยุดรถก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ และระบบ Autonomous Emergency Braking System (AEB) ที่จะช่วยเบรกรถอัตโนมัติ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่รถกำลังเข้าใกล้รถคันข้างหน้า หรือในกรณีที่คนเดินถนนเดินตัดผ่านหน้ารถในระยะกระชั้นชิด กล้องบริเวณด้านบนกระจกบังลมหน้า และเรดาร์บริเวณกระจังหน้า จะทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุและคนเดินถนน และจะสั่งการให้รถหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ&amp;nbsp;โดยฮุนได ไอออนิค อิเล็กทริก มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท ซึ่งนับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19510</URL_LINK>
                <HASHTAG>eco., motoring, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รถไฟฟ้า., ฮุนได, ฮุนไดมอเตอร์ส, ฮุนไดไอออนิก, ฮุนไดไอออนิกอิเล็กทริก, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcd34db6539.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
