<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามารถ&#039;ถามดังๆใครต้องรับผิดชอบ?เปิดสายสีส้มช้า ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค. 2564 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;nbsp;ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน! เหตุเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มช้าใครต้องรับผิดชอบ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการที่ รฟม.เปลี่ยนทีโออาร์การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มกลางอากาศ จนในที่สุดได้ล้มการประมูล และนำไปสู่การฟ้องคดี ทำให้ไม่สามารถเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มได้ตามกำหนดการเดิม เป็นเหตุให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซึ่ง รฟม.ได้ประเมินกรณีเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกช้า พบว่าประเทศจะเสียหายสูงถึงปีละ 4.3 หมื่นล้านบาท ถามว่าใครจะต้องรับผิดชอบ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม. เปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดประมูลหาเอกชนเข้าร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร วงเงิน 96,012 ล้านบาท และจัดหารถไฟฟ้ารวมทั้งให้บริหารจัดการเดินรถตลอดเส้นทาง ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร วงเงิน 32,116 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งหมด 128,128 ล้านบาท โดยให้ยื่นข้อเสนอในวันที่ 23 กันยายน 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก่อนถึงวันยื่นข้อเสนอ รฟม.ได้ประกาศเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลจากเดิมที่ต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผู้ยื่นข้อเสนอผ่านเกณฑ์การพิจารณาด้านเทคนิค ก็จะพิจารณาข้อเสนอด้านผลตอบแทนต่อไป ใครเสนอผลตอบแทนสูงสุดก็จะชนะการประมูล เป็น &amp;ldquo;เกณฑ์ใหม่&amp;rdquo; ซึ่งพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านผลตอบแทน โดยให้คะแนนด้านเทคนิค 30% และคะแนนด้านผลตอบแทน 70% ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการที่ รฟม.ได้เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล ทำให้ต้องเลื่อนวันยื่นข้อเสนอออกไปเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีทีเอสฟ้องศาลปกครองขอความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลกลางอากาศดังกล่าว ทำให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ จึงได้ฟ้องต่อศาลปกครอง แต่ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด รฟม.ได้ยกเลิกการประมูลในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นผลให้บีทีเอสฟ้องต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฯ
รถไฟฟ้าสายสีส้มจะล่าช้ากว่าแผนกี่ปี?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงเวลานี้พบว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มล่าช้ากว่าแผนไปแล้วประมาณ 1 ปี เนื่องจากการประมูลครั้งใหม่ยังไม่คืบ ทั้งนี้ การประมูลครั้งใหม่นั้น รฟม.ตัดสินใจใช้เกณฑ์ใหม่ ซึ่งพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านผลตอบแทน ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล ไม่ใช้เกณฑ์เดิมซึ่งต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผู้ยื่นข้อเสนอผ่านเกณฑ์การพิจารณาด้านเทคนิค ก็จะพิจารณาข้อเสนอด้านผลตอบแทนต่อไป ใครเสนอผลตอบแทนสูงสุดก็จะชนะการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของ รฟม. รวมทั้งของหน่วยงานอื่น เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พบว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เลือกใช้เกณฑ์เดิมกันทั้งนั้น กล่าวคือกรณีหาผู้ร่วมลงทุนจะตัดสินด้วยคะแนนด้านผลตอบแทน ส่วนกรณีหาผู้รับเหมาจะตัดสินด้วยคะแนนด้านราคา ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาด้านเทคนิคก่อน เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแคของ รฟม. ซึ่งต้องขุดอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองของ รฟม. ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ไม่เคยมีการก่อสร้างในประเทศไทยมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ของการรถไฟฯ ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และใช้วงเงินลงทุนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) และหมายเลข 81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) ของกรมทางหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ของการทางพิเศษฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ของสำนักงาน EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ รฟม.เลือกใช้เกณฑ์ใหม่ในการประมูลครั้งใหม่ อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน ซึ่งจะทำให้การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มล่าช้าออกไปอีก ประเมินว่าการเปิดให้บริการจะล่าช้ากว่าแผนอย่างน้อย 1 ปี ทั้งนี้ ตามแผนเดิม รฟม.ต้องการจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในเดือนมีนาคม 2567 และจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทาง ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในเดือนกันยายน 2569
รถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร อยู่ในระหว่างการก่อสร้างงานโยธา วงเงิน 82,907 ล้านบาท ซึ่งถึงวันนี้ (8 สิงหาคม 2564) มีความคืบหน้าประมาณ 85% ใกล้จะแล้วเสร็จ แต่ที่สำคัญ แม้จะสร้างเสร็จแล้วก็ไม่สามารถเปิดให้บริการตามแผนได้ คาดว่าจะล่าช้ากว่าแผนอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจาก รฟม.ยังไม่สามารถหาผู้ประกอบการเดินรถได้ เพราะการหาผู้ประกอบการเดินรถถูกผูกรวมอยู่กับการหาผู้ร่วมลงทุน ซึ่งจะต้องมาทำการก่อสร้างส่วนตะวันตก และเดินรถตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มล่าช้า จะทำให้ประเทศเสียหายเท่าไหร่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟม.ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกล่าช้า พบว่าประเทศจะเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาท/ปี &amp;nbsp;ประกอบด้วย
1. ค่าดูแลรักษา (Care of Works) โครงสร้างงานโยธาส่วนตะวันออก 495 ล้านบาท/ปี
รฟม.จะต้องเสียค่าดูแลรักษาโครงสร้างงานโยธาส่วนตะวันออกซึ่งกำลังจะแล้วเสร็จ ประกอบด้วยสถานียกระดับ 7 สถานี เป็นเงิน 103 ล้านบาท/ปี และสถานีใต้ดิน 10 สถานี เป็นเงิน 392 ล้านบาท/ปี รวมเป็นเงิน 495 ล้านบาท/ปี
2. ค่าเสียโอกาสเก็บค่าโดยสารจากรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก 1,764 ล้านบาท/ปี
รฟม.ประเมินว่าจะเก็บค่าโดยสารส่วนตะวันออกในปีแรกที่เปิดให้บริการได้ 1,764 ล้านบาท/ปี ซึ่งถ้าเปิดช้าจะทำให้เสียโอกาสได้รับค่าโดยสารจำนวนนี้
3. ค่าสูญเสียทางเศรษฐกิจ 40,644 ล้านบาท/ปี
การเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกช้าจะทำให้ไม่สามารถบรรเทารถติดในพื้นที่ตามแนวเส้นทางและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องได้ ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเสียเวลาในการเดินทาง รฟม.จึงได้ประเมินเวลาที่ต้องเสียไปเป็นจำนวนเงิน อีกทั้ง ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการใช้รถส่วนบุคคล เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมบำรุงรักษา เหล่านี้ถือว่าเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่ง รฟม.ได้ประเมินพบว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกช้าจะมีมูลค่าสูงถึง 40,644 ล้านบาท/ปี
ใครต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดว่า หาก รฟม.ไม่เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล ก็จะไม่มีการเลื่อนการยื่นข้อเสนอ และในที่สุดจะไม่มีการล้มการประมูล การฟ้องร้องก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ความล่าช้าในการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รฟม.จะโทษคนอื่นไม่ได้ นอกจากตัวเอง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วใครจะต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นครับ?
-------------------
ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112570</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์, รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610f68e95551a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฮสปีดเชื่อมสนามบินชะงัก รอเคาะ‘บอร์ดรฟท.’ชุดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เลื่อนเซ็นไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินไป 25 ต.ค. เหตุบอร์ด รฟท.ลาออกทั้งคณะ เร่งคัดชุดใหม่ชง ครม.ตั้ง 15 ต.ค. พ่วงเคาะรถไฟไทย-จีน 5 หมื่นล้าน &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; หนุนแยกสัญญาสายสีส้มตะวันตก อ้างรัฐกู้เองถูกกว่า สั่งคมนาคมสรุปตัวเลขต้นทุน หลังข้อมูล รฟม.กับ ขร.ไม่ตรงกัน ก่อนถก 10 ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเอกสารแนบท้ายสัญญาโครงการดังกล่าว ขัดกับข้อกำหนดเอกสารคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal : RFP) ว่า ล่าสุดได้เลื่อนวันลงนามในสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) จากเดิมวันที่ 15 ต.ค.2562 เป็นวันที่ 25 ต.ค.นี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ได้ลาออกทั้งคณะ ทำให้การพิจารณายังไม่สมบูรณ์ จึงต้องรอให้มีการแต่งตั้งบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ขึ้นมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ตามที่ รฟท.ได้เสนอ และคาดว่าจะส่งรายชื่อดังกล่าวกลับมายังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้งในวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้นบอร์ด รฟท.ชุดใหม่จะพิจารณาในสัปดาห์นั้น ภายหลังที่ได้รับการแต่งตั้งทันที ก่อนที่จะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 22 ต.ค. และลงนามในสัญญาตามวันที่กำหนด หรือวันที่ 25 ต.ค.2562 ทั้งนี้ ได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว และนายกฯ มีบัญชาว่าโครงการนี้ต้องเดินหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เลื่อนลงนามรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินออกไป 10 วัน บอร์ดใหม่ต้องไปทำให้สมบูรณ์ โดยมีเวลาเพิ่มขึ้น จะทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นเอกสารอย่างละเอียด เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ และเป็นอนาคตของประเทศ โดยหลังจากนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังซีพี ถึงกำหนดการที่เลื่อนนี้&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามระบุ
ชงไฮสปีดไทย-จีน 15 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อได้บอร์ด รฟท.ชุดใหม่แล้ว จะต้องเร่งพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 1.79 แสนล้านบาท ในส่วนของสัญญา 2.3 (งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร) วงเงิน 50,600 ล้านบาท เพื่อเสนอเข้า ครม. ในวันที่ 22 ต.ค. และให้ลงนามได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการจัดงานประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทย ซึ่งจะมีผู้นำรัฐบาลจีนเข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.คมนาคมยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วงเงิน 1.28 แสนล้านบาทว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), &amp;nbsp;กรมการขนส่งทางราง (ขร.) มาประชุมร่วมกันถึงโครงการดังกล่าว เพื่อสรุปหารูปแบบการดำเนินการว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนของงานโยธาเองหรือไม่ หรือจะดำเนินการตามรูปแบบเดิมคือเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) 100%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการในแนวทางใด เนื่องจากตัวเลขวงเงินการลงทุนระหว่าง รฟม.กับ ขร. ที่เสนอมานั้นยังไม่ตรงกัน โดยตัวเลขข้อมูลของ รฟม. ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% ขณะที่ ขร.ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5-1.6% ดังนั้น จึงได้ให้โจทย์ว่าจะต้องพิจารณาอัพเดตให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม (ด้านโครงสร้างพื้นฐาน) เป็นประธานพิจารณาดังกล่าว ในช่วงเช้าวันที่ 10 ต.ค.นี้ ก่อนที่จะรายงานนายอนุทินในช่วงบ่ายวันเดียวกัน และจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันที่ 11 ต.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากรัฐบาลดำเนินการงานโยธาเองนั้น จะไม่ล่าช้า และเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากได้มีการออกแบบไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ที่ได้แบ่งออกเป็นหลายสัญญา และแล้วเสร็จเร็วกว่ากำหนด ทั้งยังมีความเสี่ยงน้อยลงด้วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลงานโยธาได้ภายในปี 2563 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และเปิดให้บริการได้พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรีในปี 2569
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้รับรายงานมาว่าเบื้องต้นโครงการนี้พิจารณาแยกการก่อสร้างกับเดินรถ แต่หลังจากนั้นก็มาพิจารณารวมกัน เพราะว่าในขณะนั้นมีข้อจำกัดเรื่องกรอบวงเงินไม่มี เพดานหนี้เงินกู้ไม่พอ โดยตอนนี้ปี 2563 กรอบวงเงินเราเหลือ 11.5% ของงบประมาณ ซึ่งไม่มีปัญหาแล้ว แต่ต้องไปดูเลขให้ถูกต้องว่าควรเป็นเลขต้นทุนใด ระหว่าง รฟม.กับ ขร. และต้องเป็นปัจจุบัน อย่าไปใช้ตัวเลขที่ไม่อัพเดต ซึ่งต้องบอกว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา ยังไม่ได้อนุมัติให้ดำเนินการ&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีข่าวเอื้อผลประโยชน์ให้กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่นั้น รมว.คมนาคมกล่าวว่า การพิจารณาโครงการนั้นได้เรียงลำดับความสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ 3 กลุ่มหลักที่มีส่วนได้ส่วนเสีย คือลำดับที่ 1 ประชาชนจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด และรับภาระน้อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของอัตราค่าโดยสาร, ลำดับที่ 2 รัฐจะต้องมีการลงทุนน้อย และลำดับที่ 3 เอกชนที่มาลงทุนจากรัฐจะต้องได้รับผลตอบแทน และถ้าหากดำเนินการในรูปแบบพีพีพี 100% จะมีต้นทุนแพงกว่ารัฐบาลดำเนินการในส่วนของงานโยธาเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) ซึ่งได้มีการหารือกันในเรื่องการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2562 ซึ่งโครงการนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดพีพีพี) เมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้มีรัฐบาลใหม่ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีการพิจารณาและมีแนวคิดใหม่ที่นำเสนอ ซึ่งควรมีการทบทวนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินโครงการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ
หนุนแยกสัญญาสายสีส้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแนวคิดที่มีการเสนอคือการแยกสัญญาในการลงทุนงานก่อสร้างกับสัญญาการเดินรถ น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเสนอในที่ประชุมวันนี้ยังมีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน ทางฝ่ายกระทรวงคมนาคมมองว่าการแยกสัญญาการก่อสร้างและการเดินรถดีกว่า ส่วนกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่าในเรื่องนี้มีการเสนอมาแล้วในบอร์ดพีพีพีให้มีการรวมสัญญากัน ดังนั้นต้องมาดูในเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อโครงการที่รัฐจะได้เป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการพิจารณาตัวเลขอัตราผลตอบแทนภายในที่หน่วยงานต่างๆ คิดมา ตนได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการคำนวณยังไม่ตรงกัน จึงให้หน่วยงานต่างๆ ไปปรับตัวเลขให้ตรงกันให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการประชุมพร้อมกันในวันพฤหัสบดีที่ 10 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นการหารือกันในส่วนของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ซึ่ง รฟม.ได้มีการนำเสนอตัวเลขต่างๆ ก่อนหน้านี้ โดยมายืนยันตัวเลขนี้และเอาไปเปรียบเทียบกันในทุกสมมติฐานเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.ตัดสินใจแนวทางในการเปิดประมูลโครงการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า โครงการในลักษณะนี้รัฐต้องเสียเงินในการลงทุนงานโยธาอยู่แล้ว แต่จะดูว่าจะให้เกิดการประมูลในลักษณะใด เงินที่รัฐลงไปต้องเกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจให้มากรอบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยการกู้เงินของภาครัฐมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าภาคเอกชนอยู่แล้ว เช่น โครงการกู้เงินในโครงการสายสีส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) รัฐกู้เงินได้โดยต้นทุนต่ำดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 2% หรือไม่เกิน 2% แต่เอกชนต้นทุนการเงินอยู่ที่ 4-5% จึงทำให้มูลค่าการลงทุนรวมของโครงการต่างกันเป็นหลักหมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ได้จะรื้อโครงการ แต่ต้องการให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด ส่วนตัวผมมองว่าเราแยกสัญญาดีกว่า เพราะก็ทำกันมาแบบนี้ตลอดก็ไม่มีปัญหาอะไร การแยกสัญญายังเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ด้วย ขณะเดียวกันก็มีการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เนื่องจากคนที่จะมารับจ้างการทำงานอยู่ในวงกว้าง ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ช่วยให้เกิดการขยายงานก่อสร้างออกไป แต่ผมไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว ต้องดูข้อมูลและข้อเสนอจากทุกฝ่ายด้วยว่าข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องดูผลตอบแทนที่ภาครัฐจะได้เป็นสำคัญ และไม่ใช่เหตุผลที่รัฐต้องมีการควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่ รฟม.ก็มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมงานก่อสร้างงานในลักษณะนี้ได้อยู่แล้ว การแยกสัญญาจึงไม่มีผลต่อการควบคุมงาน&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสภาที่ 3 จัดงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง บัญญัติกลโกง 10 ประการ อันดับที่ 1 &amp;ldquo;รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน โครงการอีอีซี กระทรวงคมนาคม&amp;rdquo; โดยมีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า การที่อ้างว่าเป็นการประมูลนานาชาติ ที่มีบริษัทต่างชาติร่วมประมูลเยอะแยะไปหมด กลับพบว่าส่วนใหญ่ที่มาซื้อซองนั้นเป็นพวกซัพพลายเออร์ รวมทั้งบอกว่ารัฐได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม แต่ทราบหรือไม่ว่า ที่ดินของการรถไฟฯ แถวมักกะสัน ราคาประเมินตารางวาละประมาณ 2 ล้านบาท กำลังประเคนให้ผู้ชนะประมูลจ่ายปีละ 1,000 ล้านบาท จำนวน 50 ปี &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจำนวนเงินในอนาคต แต่เมื่อทอนเป็นมูลค่าปัจจุบัน จะมีราคาตารางวาละ 2-3 แสนบาทเท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47639</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ด รฟท.ลาออกทั้งคณะ, รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191008/image_big_5d9ca11e241ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งไข่รถไฟฟ้า สีส้มตะวันตก เชื่อมตอ.ปี69</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.เศรษฐกิจสรุปมหาเมกะโปรเจ็กต์รวม 44 โครงการ มูลค่า 1.9 ล้านล้านบาท กระตุ้นการลงทุน พร้อมเริ่มนับหนึ่งรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก มูลค่า 1.2 แสนล้าน หวังเชื่อมฝั่งตะวันออกสมบูรณ์ในปี 2569&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ เวลา 10.30 น. ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2562 โดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมได้สรุปวงเงินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมทั้งหมด 44 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1,947,310 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน 259,791 ล้านบาท, เงินกู้ 1,201,056 ล้านบาท, เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) 338,810 ล้านบาท และเงินจากรายได้และกองทุนเงินได้ 147,654 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์แถลงต่อว่า ใน 44 โครงการมีโครงการที่ ครม.อนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง 17 โครงการ วงเงินรวม 782,329 ล้านบาท, โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการ 12 โครงการ วงเงิน 412,739 ล้านบาท, โครงการที่คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) เห็นชอบแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เตรียมเสนอ ครม. 2 โครงการ วงเงิน 201,073 ล้านบาท และโครงการที่จะนำเสนอ ครม.ในระยะต่อไป 13 โครงการ วงเงินรวม 551,170 ล้านบาท โดยทั้ง 44 โครงการมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนในปี 2561 แล้ว 210,788 ล้านบาท, ปี 2562 เบิกจ่ายแล้ว 90,254 ล้านบาท ส่วนในปี 2563 จะเบิกจ่าย 206,040 ล้านบาท และในปี 2564 จะเบิกจ่ายที่ 1,392,972 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบต่อตัวเลขส่งออก ซึ่งแนวทางแก้ไขคือต้องเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศก่อน รวมถึงการใช้จ่ายและการลงทุนขนาดใหญ่ หากเบิกจ่ายได้เร็วก็จะเกิดการลงทุนและการจ้างงานกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศตามมา ซึ่งนายกฯ เห็นว่าการนำโครงการลงทุนเข้ามาหารือใน ครม.เศรษฐกิจ จะเป็นผลดีทำให้ช่วยกันแก้ปัญหาอุปสรรคให้การลงทุนเดินหน้า&amp;rdquo; นายกอบศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มภาคตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม มูลค่าการลงทุน 122,000 ล้านบาท โดยนายกฯ ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือรายละเอียดกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และเสนอให้ ครม.ชุดใหญ่พิจารณาต่อไป โดยสำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นในเรื่องกรอบวงเงินลงทุนว่าไม่สามารถดำเนินการในปี 2562 ได้ทัน เนื่องจากวงเงินลงทุนเกินเพดานไป 8% ดังนั้นจะให้ใช้กรอบวงเงินในปี 2563 ดำเนินโครงการแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังมีความเห็นว่ารูปแบบการดำเนินงานกรณีให้รัฐลงทุนก่อสร้างงานโยธาเองจะถูกกว่า เพราะรถไฟฟ้าที่ผ่านมามีการดำเนินงานในหลายรูปแบบ ทั้งที่รัฐลงงานโยธาเอง หรือให้เอกชนดำเนินการ ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณารูปแบบที่เหมากับสายสีส้มมากที่สุด&amp;quot; นายกอบศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้มภาคตะวันตก ถือว่ามีมูลค่าโครงการสูง โดยเมื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มภาคตะวันออกที่คาดว่าจะมีผู้โดยวันละ 121,000 คนต่อวัน และเมื่อสายสีส้มภาคตะวันตกสร้างเสร็จ จะเชื่อมต่อสมบูรณ์ในปี 2569 ทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 500,00 ต่อวัน โดยโครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของพีพีพีตั้งแต่รัฐบาลก่อน โดยในวันนี้ได้หารือกันถึงการก่อหนี้ผูกพันในโครงการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินและการคลัง จึงจะเร่งรัดนำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.โดยเร็ว เพื่อให้ก่อสร้างและเปิดบริการได้ตามแผนในปี 2569.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46250</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาเมกะโปรเจ็กต์, รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก, สีส้มตะวันตก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84d4b94fd82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
