<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยิ่งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเสียหาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน จึงได้เร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า โดยมีนโยบายที่จะขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อกระจายเส้นทางการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว และขนส่งผู้โดยสารได้ในปริมาณมาก ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและคับคั่งบนถนนที่มีพื้นที่จำกัด รวมไปถึงลดปริมาณการใช้รถยนต์ของประชาชน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณในการนำเข้า และยังช่วยลดมลพิษที่ปัจจุบันภาวะโลกร้อนกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสภาพอากาศของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือชื่ออย่างเป็นทางการ &amp;#39;รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สาย 1&amp;#39; สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช รถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการเมื่อปี 2542 และได้มีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องจนสามารถเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี และขยายในแนวเหนือ-ใต้ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ไม่ว่าจะเชื่อมกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และเตรียมจะเชื่อมรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างใหม่อีก 2 สาย คือ เชื่อมกับสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ และเชื่อมกับสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่สถานีสำโรง ซึ่งช่วยลดปัญหาความคับคั่งของการจราจรลงได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยเฉพาะสายสีเขียว ที่ประสบความสำเร็จเปิดให้บริการครบทุกสถานีตลอดเส้นทางทั้ง 59 สถานี รวมระยะทางกว่า 68 กิโลเมตร มีรถไฟฟ้าให้บริการมากที่สุดถึง 98 ขบวน 392 ตู้ และมีการจัดรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับผู้โดยสารทั้งระบบได้สูงสุดมากกว่า 1.5 ล้านเที่ยวคนต่อวัน ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยรอบเส้นทางรถไฟฟ้า รองรับการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบัน การเดินรถในช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เชื่อมไปหมอชิต ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการนั้น บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC บริษัทในเครือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้รับสัมปทานเดินรถ และจะสิ้นสุดปี 2572 ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินรถจึงมีแนวคิดที่จะต่อสัญญากับผู้รับสัมปทานรายเดิมออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งก็ลุ้นกันตัวโก่งสำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่ตั้งแท่นจะนำเสนอที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้ขาดเกี่ยวกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวในวันที่ 1 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา แต่แล้วก็ต่องวืดไปอีกครั้ง หลังจากที่กระทรวงคมนาคม และเครือข่ายในภาคประชาชนที่นำโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกโรงค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะพิจารณาต่อขยายสัมปทานให้กับ บมจ.บีทีเอส BTS จากเดิมสิ้นสุดปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยให้ข้ออ้างว่า อัตราค่าโดยสารที่กำหนดตามร่างสัญญาที่ 65 บาทตลอดสายนั้นสูงเกินไป ยิ่งในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ด้วยแล้ว ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายยังคงยืนยันเห็นว่าอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมนั้นคือ 25 บาทตลอดสาย ก็ยังทำให้กรุงเทพมหานครมีกำไรกว่า 23,000 ล้านบาทแล้ว และที่สำคัญรัฐควรที่จะนำโครงการมาดำเนินการเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในส่วนของกระทรวงคมนาคม เห็นว่า ภาครัฐจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปจ่ายคืนหนี้ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแทนกรุงเทพมหานคร รวมถึงจ่ายค่าจ้างเดินรถให้กับบีทีเอส และเมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2573 ให้รัฐเปิดประมูลการเดินรถใหม่ โดยนำโครงการเข้าสู่กระบวนการ PPP (รัฐร่วมลงทุนเอกชน) เพื่อกำหนดรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวนั้นจะทำให้รัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวและนโยบายอื่นๆ เพื่อสวัสดิการของประชาชน และสามารถลดค่าโดยสารจาก 65 บาทต่อเที่ยวเหลือ 50 บาทต่อเที่ยว หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นระดับค่าโดยสารที่เหมาะสมที่ทำให้ประชาชนมีกำลังบริโภคเพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะที่ภาครัฐจะมีรายได้จากเงินนำส่งระหว่างปี 2573-2602 เป็นเงิน 380,200 ล้านบาท พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดรายได้สูง รวมทั้งมีโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนี้บีทีเอสจำนวน 33,222 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บีทีเอสอยู่ระหว่างปรึกษาทนายความของบริษัท และรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ตามกฎหมายคาดว่าจะเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมหนี้ระบบรถไฟฟ้า ดอกเบี้ยที่จะทยอยครบดีล และค่าจ้างเดินรถในระยะ 8-9 ปีข้างหน้าก่อนสัญญาสัมปทานหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 อีกกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แน่นอนว่า หนี้มหาศาลก้อนนี้ถึงอย่างไรกรุงเทพมหานครก็ไม่อาจบิดพลิ้วหรือชักดาบคู่สัญญาเอกชนได้ ต่อให้ต้องทอดยาวไป 5 ปี 10 ปี ยังไงเสียก็ต้องได้รับการจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ก็อย่าลืมว่าบีทีเอส (BTS) ที่ว่านี้เคยผ่านบทเรียนที่ต้องแบกหนี้ท่วมจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกลางแบบ &amp;ldquo;การบินไทย&amp;rdquo; มาแล้ว บริษัทต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ต้องยอม &amp;quot;แฮร์คัตหนี้&amp;quot; ไประลอกหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น หากต้องแบกหนี้จากที่รัฐเอาแต่ซื้อเวลาไม่ยอมชดใช้หนี้ให้จนไม่อาจจะให้บริการเดินรถไฟฟ้าได้อีก ถึงเวลานั้นรัฐจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ กระทรวงคมนาคมและเครือข่ายเพื่อผู้บริโภคจะบากหน้าเข้ามารับผิดชอบแทนได้หรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และที่สำคัญ งานนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งให้จบโดยเร็ว เพราะหากโอ้เอ้ ซื้อเวลา-ซุกปัญหาใต้พรม อาจจะกลายเป็นประเด็นการเมืองที่จับเอามาต่อรองหรือโจมตีรัฐบาลโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เหมือนระบบตั๋วร่วม จนแล้วจนรอดผ่านไป 10 ปียังไม่ได้ใช้กันสักที. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105460</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC, บีทีเอส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_608128ca6de8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่ง &quot;ตั๋วร่วม&quot; รื้อสัมปทาน เว้นค่าแรกเข้าแก้ปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงราคาค่ารถไฟฟ้าในบ้านเรายังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันร้อนแรง ยกตัวอย่างเช่น ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศอัตราค่าโดยสารสูงสุด 104 บาท และมีแผนที่จะจัดเก็บในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ แต่ต้องชะลอออกไปหลังจากมีเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าประเทศไทยเท่านั้น แต่ในภายภาคหน้าหากรัฐบาลไม่หาหนทางแก้ไข อนาคตอันใกล้นี้มีรถไฟฟ้ากำลังทยอยแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ก็จะหนีไม่พ้นต้องเผชิญกับปัญหาค่ารถไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความคิดเห็นกรณีการให้สัมปทานรถไฟฟ้าในปัจจุบันว่า โดยส่วนตัวมองว่าสัมปทานรถไฟฟ้าถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตามในการกำหนดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เรื่องสัมปทานถือเป็นปกติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการให้สัมปทานในส่วนของโทรศัพท์มือถือ โทรคมนาคม เป็นต้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าของเราคือรูปแบบการให้สัมปทานเดิม
และปัญหาที่พบคือ การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นรายเส้นทางตามสัญญาสัมปทานแยกกัน จึงทำให้ราคาในแต่ละสายสีต่างๆ แตกต่างกัน เมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ทำให้ผู้โดยสารจำเป็นต้องจ่ายค่าแรกเข้าให้กับรถไฟฟ้าอีก ดังนั้นควรยกเว้นค่าแรกเข้าทุกโครงการ และคิดคำนวณค่าโดยสารสูงสุดของระบบรถไฟฟ้าทั้งระบบ โดยแยกการกำหนดอัตราค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทานเดิม ระหว่าง BTS หรือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่ได้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ&amp;nbsp;BEM หรือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ ผู้กุมสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะถกสัญญาสัมปทานใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเมธ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ภาครัฐ กำลังจัดทำ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อกำกับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เหมือนที่รถเมล์หรือรถทัวร์ถูกกำกับค่าโดยสารตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แต่ปัญหาคือมีหลายเส้นทางที่ทำสัญญาสัมปทานไปแล้ว กฎหมายยังไม่ออกมา ดังนั้นในอนาคตก็ต้องใช้เวลาเจรจาและปรับเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งด้านการเชื่อมต่อและการบริหารจัดการ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบรถไฟฟ้าในต่างประเทศที่มีหลายเส้นทาง แต่ในด้านการเชื่อมต่อและอัตราค่าโดยสารสามารถเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่แยกเป็นเส้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปัจจุบันเรามีข้อจำกัดในเรื่องสัญญาสัมปทานเดิม แต่สัญญาใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ควรต้องออกแบบสัญญาให้มีการเชื่อมต่อทั้งในเรื่องการเดินทาง และค่าโดยสารที่ต้องไม่แพงเกินไป และรัฐอาจเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เพราะสัญญาเดิมนั้นปล่อยให้สัญญาสัมปทานเป็นตัวกำหนดค่าโดยสาร &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ภาครัฐและเอกชนต้องคุยกัน และนำรายละเอียดมากางดูว่าค่าเฉลี่ยราคารถไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกือบทุกระบบ และในอนาคตก็จะแพงมากขึ้น หากมีการเชื่อมต่อกันโดยใช้สัญญาสัมปทานแบบเดิมจะต้องดำเนินการอย่างไร&amp;quot; นายสุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยที่บอกว่าแพงหรือไม่แพงนั้น ต้องดูว่าเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเปรียบเทียบกับค่าครองชีพถือว่าแพง และหากเปรียบเทียบกับฐานรถไฟฟ้าจากต่างประเทศ ก็ถือว่าแพงเช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบทั้งค่าครองชีพและฐานต่างประเทศแล้ว เป็นประเทศติดอันดับค่ารถไฟฟ้าราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมเริ่มคิดได้ ทั้งที่ควรจะคิดได้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เริ่มคิดได้ก็ยังดีกว่าไม่ได้คิดเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้อัตราค่าโดยสารจึงเริ่มเห็นภาพว่ามีแนวโน้มที่จะกำหนดเพดานในแต่ละระบบของรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่มีกำหนดจะเปิดเดินรถอย่างเป็นทางการเชิงพาณิชย์ปลายเดือน พ.ย.2564 จะเริ่มเก็บค่าโดยสารอัตราเริ่มต้น 12-42 บาท ซึ่งลดลงจากเดิมที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสนออัตรา 14-42 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากที่ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. หารือร่วมกับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารตามหลักสากล ซึ่งอัตราแรกเข้าใช้ตามสูตรที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี กำหนดไว้เมื่อปี 2544 เริ่มต้น 10 บาท ปัจจุบันดัชนีผู้บริโภค (CPI) ปี 2564 พบว่าอัตราแรกเข้าปรับเป็น 11.88 บาท ซึ่งจะปัดขึ้นเป็น 12 บาท และคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เฉลี่ย 1.01 บาท/กม.ถือว่ามีราคาค่าโดยสารที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดีในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งคลอดตั๋วร่วม
ด้าน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่าราคาค่าบริการขนส่งในระบบราง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบันมีราคาที่สูงเกินไป และส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมราคาค่าโดยสารได้ ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการคมนาคมขนส่งทุกระบบเนื่องจากยังมีปัญหาด้านกฎหมาย แต่ก็มีความตั้งใจเข้าไปคุมราคาค่า โดยสารรถไฟฟ้าที่ให้บริการในปัจจุบัน รวมถึงโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้โดยสาร บนพื้นฐานราคาที่ใช้บริการจริงตามระยะทาง หรือที่ 14-45 บาทต่อคนต่อเที่ยว แนวทางที่สามารถคุมราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกระบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนำระบบตั๋วร่วมเข้ามาใช้กับการบริการขนส่งสาธารณะในทุกประเภท ซึ่งตามกรอบเวลาการใช้ตั๋วร่วมจะเริ่มขึ้นจริงในสิ้นปี 2564 นี้ ในระยะแรกตั๋วร่วมจะใช้กับระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ก่อน และในอนาคตจะใช้ในระบบขนส่งโลจิสติกส์ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีที่มีคนร้องเรียนผ่านองค์กรผู้บริโภคต่างๆ ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีราคาแพง ผมจะเข้าไปมีบทบาทอย่างไร ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันรถไฟฟ้าที่ให้บริการมีหลายระบบ หลายสัมปทานผู้ให้บริการ เมื่อผู้โดยสารเดินทาง และมีการต่อรถไฟฟ้าระหว่างระบบผู้โดยสารจะเสียค่าแรกเข้าระบบที่ 14-16 บาท แต่หากเมื่อนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ ปัญหาเรื่องค่าแรกเข้าระบบรถไฟฟ้าจะหมดไปทันที การเชื่อมต่อระหว่างระบบก็จะไม่คิด ค่าโดยสารระบบรางจะถูกลงทันทีกว่า 30%&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในอนาคตหากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. ... ของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกมามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ในสิ้นปี 2564 นี้ ขร.จะมีอำนาจโดยตรงที่จะเข้าไปกำกับดูแลการบริการคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมด เช่น การกำหนดและวางหลักเกณฑ์ กำหนดการคำนวณ ราคาค่าโดยสาร ความถี่เที่ยววิ่งที่ให้บริการ และจำนวนตู้ที่ให้บริการเหมาะกับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ทำให้ ขร.สามารถกำกับดูแลค่าโดยสารให้ประชาชนที่ใช้บริการได้ประโยชน์มากที่สุดแบบเบ็ดเสร็จ
ไม่รีบต่อสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแนวคิดที่จะขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางอ่อนนุช-หมอชิต ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หลังสัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดลงในปี 2572 ต่อไปอีก 30 ปีเพื่อแลกกับการจัดเก็บค่าโดยสารเฉลี่ยรวมส่วนต่อขยายจากช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ, หมอชิต-คูคต ในราคาเฉลี่ยที่ 65 บาท นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เส้นทางอ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ถือว่าไม่ได้เป็นสัญญาสัมปทานเดิม และไม่ได้เป็นสัญญาเดียวกัน หากจะมาบอกว่าเป็นส่วนต่อขยายจากสัญญาเดิมตามความเป็นจริงก็ไม่ใช่ เพราะเป็นคนละสัญญา กรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยต้องดูข้อกฎหมายให้ดี จะมารวมเป็นส่วนต่อขยายจากสัมปทานเดิมไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงอ่อนนุช-หมอชิต จะหมดสัญญาสัมปทานทรัพย์สินจะต้องตกเป็นของรัฐทันที จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งต่อสัญญาสัมปทาน ในเมื่อเส้นทางช่วงดังกล่าวถือเป็นไข่แดง หากภาครัฐเปิดประกาศเชิญชวนเอกชนให้มาลงทุน ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 มั่นใจว่าจะมีเอกชนเข้ามาลงทุนและทำรายได้ให้กับรัฐจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเรื่องราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นอย่างมาก ก็ได้อธิบายว่า การคำนวณหากในส่วนของกระทรวง ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการ จะคำนวณราคาที่ 1.45 บาทต่อกิโลเมตร (กม.) ขณะที่กรุงเทพมหานครคำนวณที่ 3 บาทต่อสถานี ทำให้ในส่วนของ รฟม.คำนวณต่ำกว่าก็ยังอยู่ได้ เพียงแต่ต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งแก้ค่าโดยสารแพง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยสิ่งที่คำนึงมากที่สุดคือ ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน และรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป ขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพราะหลายเรื่องปัญหามีความซับซ้อน แต่รัฐบาลก็ต้องแก้ไข เมื่อแก้แล้วก็มีปัญหาอื่นตามมา ซึ่งต้องแก้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อรัฐบาลในอนาคตด้วย นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคธุรกิจต่างๆ ด้วย จะทำอย่างไรให้สามารถเดินได้โดยเร็ว และบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เพื่อให้ราคาต้นทุนที่ไม่สูงจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าทุกคนจะเอาคนละอย่างสองอย่าง มันก็เดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีความพร้อมอยู่แล้ว มีการเปิดเดินรถไปแล้วด้วย มีการให้บริการไปแล้วบางระยะ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์ส่วนหนึ่งไปแล้ว ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม แต่ถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน ขัดแย้ง จับผิดจับถูกกันอยู่แบบนี้มันก็ไปไม่ได้สักอย่าง ขอฝากไว้ด้วย รัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในทุกเรื่อง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99858</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ตั๋วร่วม, รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c0e6da2945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอร์พอร์ตลิงก์ให้ลูกพาพ่อขึ้นรถไฟฟรีวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย.63-นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันพ่อแห่งชาตินั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้มีความสัมพันธ์ และความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมพิเศษเปิดโอกาสให้คุณลูกพาคุณพ่อขึ้นรถไฟฟ้าฟรี! ไม่จำกัดเที่ยว ตลอดวัน ในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. &amp;ndash; 24.00 น.

ทั้งนี้เพียงคุณลูกพาคุณพ่อมาแสดงตัวที่ห้องจำหน่ายตั๋ว (คุณพ่อ และคุณลูกไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลเดียวกัน) เพื่อขอรับคูปองเดินทางฟรีที่ห้องจำหน่ายตั๋วก่อนเดินทาง เพียงเท่านี้คุณพ่อก็สามารถเดินทางได้ฟรี

อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85481</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a887053996.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอร์พอร์ตลิงก์ตรวจเข้มข้นผู้ใช้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.63-นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่กรมการขนส่งทางรางได้ออกประกาศมาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 สำหรับให้ผู้ให้บริการระบบขนส่งทางราง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เพิ่มความเข้มข้น และยกระดับมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงนั้น บริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ พร้อมที่จะดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ โดยเตรียมดำเนินการต่างๆ ดังนี้ จัดเจ้าหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ และเพิ่มความถี่ในการตรวจตราภายในระบบรถไฟฟ้า

ตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้พร้อมใช้งาน เตรียมการอพยพผู้โดยสารในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินตามแผนปฏิบัติที่ได้เตรียมไว้ เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบกระเป๋า หรือสัมภาระของผู้ใช้บริการก่อนเข้าใช้บริการ

นอกจากนี้ได้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบนสถานีอย่างเพียงพอ และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเดินทางพร้อมกับผู้โดยสารในขบวนรถ
ประชาสัมพันธ์ และแนะนำแนวทางการปฏิบัติแก่ผู้โดยสาร

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการพึงปฏิบัติการจัดการระบบขนส่งทางรางภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครของกรมการขนส่งทางราง บริษัทขอความร่วมมือผู้โดยสารให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบกระเป๋า หรือสัมภาระ และหากผู้โดยสารท่านใดพบเห็นสิ่งผิดปกติ สิ่งของ หรือบุคคลต้องสงสัยหรือไม่น่าไว้วางใจในระบบรถไฟฟ้าให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีโดยทันที หรือแจ้งได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80854</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a887053996.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอร์พอร์ตลิงก์เล็งชงบอร์ดรถไฟฯลดค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63-นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้บริการลดลง โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะมีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ประมาณ 24 ล้านคน ลดลงจากปี 2562 ประมาณ 40% ที่มีผู้โดยสารอยู่ที่ 35 ล้านคน ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หลังจากรัฐบาลมีการผ่อนปรนมาตรการมากขึ้น ทำให้ผู้โดยสารเริ่มทยอยกลับมาใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามล่าสุดมีผู้โดยสารทยอยกลับมาใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 57,000 คนต่อวัน หลังจากที่ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดต้นปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารเหลืออยู่ประมาณ 10,000 คนต่อวัน จากปกติในช่วงไม่มีการแพร่ระบาด จะมีผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 90,000-100,000 คนต่อวัน ซึ่งจำนวนผู้โดยสารที่หายไป ส่วนใหญ่จะเป็นผู้โดยสารชาวต่างชาติ ที่ใช้บริการเชื่อมการเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับมาตรการลดค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วน (Off Peak Hour) วันจันทร์-วันศุกร์ ใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ 05.30-07.00 น., 10.00-17.00 น. และ 20.00-24.00 น. ให้แก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรสมาร์ทพาส ประเภทบุคคลทั่วไป จากอัตราค่าโดยสารปกติ 15-45 บาท เหลือ 15-25 บาทนั้น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พิจารณาอนุมัติออกมาตรการดังกล่าวภายใน ก.ย. นี้ ก่อนที่จะมีผลลดค่าโดยสารในช่วง ต.ค.-ธ.ค. 2563 หรือระยะเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดค่าครองชีพให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการลดค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วนนั้น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เคยดำเนินการไปแล้ว เมื่อช่วงวันที่ 30 มี.ค.-30 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราดำเนินการอย่างมีมาตรฐาน และประสิทธิภาพ ทำให้ผู้โดยสารมีความพึงพอใจในการใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ สังเกตได้จากผลสำรวจความพึงพอใจประจำปีที่มีแนวโน้มดีขึ้นมาโดยตลอด รวมไปถึงราคาค่าโดยสารที่เรายังไม่เคยขึ้นค่าโดยสารเลย ยังคงเก็บอยู่ที่ 15-45 บาท โดยปกติแล้ว ทุกๆ 5 ปี จะต้องขึ้นค่าโดยสารตามค่าครองชีพ แต่ 10 ปีแล้ว เรายังไม่เคยขึ้นเลย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพที่ใช้จ่ายประจำวัน&amp;rdquo; นายสุเทพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายสุเทพ กล่าวต่ออีกว่า จากการดำเนินการตลอดระยะเวลา 9 ปี ก้าวสู่ปีที่ 10 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ พร้อมเดินหน้าสานต่อการดำเนินงานต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าตามมาตรฐานสากล โดยคาดว่าจำนวนผู้โดยสารรวมนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 185 ล้านคน และจะทะลุเกิน 200 ล้านคนภายในปีนี้ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 11-12% จากปัจจัยการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สามารถให้บริการได้เต็มความจุขบวนรถที่มีอยู่ 9 ขบวนในปัจจุบัน หรือรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 750 คนต่อขบวน (นั่ง/ยืน)&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับความคืบหน้าการโอนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มซีพี) ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นั้น ในขณะนี้ทางกลุ่มซีพี ได้เข้ามาประเมินระบบต่างๆ ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เพื่อเตรียมเข้ามาบริหารงานใน ต.ค. 2564 ทั้งในส่วนของขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญาณ สถานีรถไฟฟ้า ที่จอดรถไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม โครงสร้างทางวิ่ง ซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ดี นอกจากนี้ ทางกลุ่มซีพี จะต้องเตรียมซ่อมบำรุงใหญ่ขบวนรถไฟฟ้า (Overhaul) ให้แล้วเสร็จภายใน ต.ค. 2563 ด้วย หลังจากได้ส่งแผนการดำเนินการไปให้พิจารณาแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเวลา ต.ค.ปีหน้า เนื่องจากอะไหล่บางชนิดจะต้องใช้ระยะเวลาสั่งซื้อประมาณ 1 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77031</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, ลดราคาค่ารถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181020/image_big_5bca9e0219726.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอร์พอร์ต ลิงก์ ออกมาตรการให้ผู้โดยสารเว้นระยะห่างสกัดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.63-นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่าตามที่บริษัทได้วางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ในระบบรถไฟฟ้า เพื่อสร้างความปลอดภัย และความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสารในการใช้บริการนั้น ล่าสุดได้เพิ่มการรณรงค์ Social Distancing การสร้างระยะห่าง และลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็นในระบบรถไฟฟ้า เพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยขอความร่วมมือผู้โดยสาร ดังนี้

- ขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านเว้นระยะห่าง 2 เมตรขณะรอซื้อตั๋วโดยสาร และตรวจวัดอุณภูมิ
- ขอความร่วมมือผู้โดยสารยืนในระยะห่างที่เหมาะสมขณะใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน
- ขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านสวมใส่หน้ากากอนามัยก่อนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า
- ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเลือกใช้บัตรสมาร์ทพาสแทนการใช้เหรียญโดยสาร

ซึ่งบริษัทได้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับการรณรงค์ดังกล่าว ทั้งการกำหนดจุดยืนบริเวณต่างๆ ทั้งจุดจำหน่ายตั๋วโดยสาร จุดตรวจอุณหภูมิ หรือจุดยืนในลิฟต์ รวมทั้งจัดพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้าให้แก่ สมาคม ชมรม หรือผู้ประกอบการที่มีความสนใจตั้งบูธจำหน่ายหน้ากากผ้าในราคายุติธรรม รวมทั้งมียโยบายปรับลดอัตราค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วนวันจันทร์-ศุกร์ สำหรับผู้โดยสารที่ถือบัตรสมาร์ทพาสประเภทบุคคลทั่วไป ( Adult Card ) ที่จะเริ่มวันที่ 30 มีนาคม 2563 นี้อีกด้วย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60620</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e78641728740.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอร์พอร์ตลิงก์พร้อมลดค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วนดีเดย์ต้นมี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2563 นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ตามที่การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบมาตรการลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (พญาไท-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)นอกช่วงเวลาเร่งด่วน (Off Peak)&amp;nbsp;


สำหรับผู้ที่ใช้บัตรโดยสารรถไฟฟ้าฯ เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายการเดินทางให้กับประชาชน ตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้น โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมทั้งเตรียมออกประกาศ และจัดทำโปรโมชั่นประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารได้รับทราบ ทั้งนี้ จะทดลองใช้มาตรการดังกล่าว 3 เดือน โดยจะเริ่มได้ในช่วงต้น มี.ค. 2563 ก่อนที่ ประเมินผลต่อไป


ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวนั้น จะปรับลดอัตราค่าโดยสารนอกช่วงเวลาเร่งด่วนให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสารรถไฟฟ้าฯ ที่มีอยู่ในระบบประมาณ 3-4 แสนใบ ในส่วนของอัตราค่าโดยสารนั้น ปกติจะอยู่ที่ 15-45 บาทต่อเที่ยว ลดราคาเหลือ 15-25 บาทต่อเที่ยว โดยการเดินทางสถานีแรกจะมีอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 15 บาท สถานีที่ 2 อัตรา 20 บาท และสถานีที่ 3 เป็นต้นไปอยู่ที่ 25 บาท ทั้งนี้ นอกช่วงเวลาเร่งด่วนใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ เวลา 05.30-07.00 น., เวลา 09.00-17.00 น. และ 20.00-24.00 น. ให้บริการระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์&amp;nbsp;


อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการดังกล่าว จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 5-10% จากในปัจจุบันนอกช่วงเวลาเร่งด่วนมีผู้โดยสารประมาณ 3-4 หมื่นคนต่อวัน หรือประมาณ 50-60% จากช่วงเวลาปกติ โดยในเบื้องต้นแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะสูญเสียรายได้ประมาณ 9 แสนบาทต่อเดือน แต่จะไม่กระทบกับการดำเนินการ เนื่องจากมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น จึงสามารถชดเชยรายได้แทนกันได้ ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลดลงประมาณ 7 พันคน จากในปัจจุบันมีผู้โดยสาร 8 หมื่นคนต่อวัน เหลือ 7.3 หมื่นคนต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57491</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์, ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181020/image_big_5bca9e0219726.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
