<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 22:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.สุดมั่นใจ ร่างรธน.ฉลุย พท.ผวาแท้ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำ ปชป.การันตีร่างแก้ไข รธน.ของพรรคเปลี่ยนระบบเลือกตั้งไร้ปัญหา หลังโดนท้วงพบข้อไม่สมบูรณ์! &amp;quot;ชินวรณ์&amp;quot; กางข้อบังคับการประชุมสภาสั่งสอนพวกอวดรู้ ชี้ชัดๆ เปิดช่องแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการได้ โดยเสนอแปรญัตติในชั้น กมธ. เพื่อไทยผวาบัตร 2 ใบโดนสอยร่วง อ้าง ส.ว.กำลังสุมหัวเตรียมยื่นศาล รธน.ตีความ &amp;quot;ไพบูลย์-บัญญัติ&amp;quot; เลื่อนชิง ปธ.กมธ.ไปสัปดาห์หน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ที่ขั้นตอนต่อไปเป็นการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ซึ่งเดิมจะประชุมกันวันอังคารที่ 29 มิ.ย.นี้ เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ เช่น ประธานกรรมาธิการที่จะชิงกันระหว่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน จากพรรคพลังประชารัฐ กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ล่าสุดมีรายงานว่ามีการเลื่อนการประชุมออกไปเป็นสัปดาห์หน้าคือวันที่ 6 ก.ค. จากปัญหาโควิดระบาดหนัก และล่าสุดมีข้อกำหนดห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มที่มีบุคคลจำนวนรวมกันเกินกว่า 20 คน ที่ศบค.ประกาศออกมาเมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ทำให้คณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเลื่อนการประชุมออกไปทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบบบัตร 2 ใบ ตามร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการวิจารณ์ว่าอาจยังไม่สมบูรณ์ว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคมีความสมบูรณ์เพียงพอ และมีหลักการเหตุผลที่เสนอต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน ส่วนที่บางฝ่ายกังวลว่าบางมาตราในรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งกับมาตรา 83 และมาตรา 91 ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ก็สามารถดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากพิจารณาผ่านรับหลักการจากที่ประชุมรัฐสภามาแล้ว ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาจนถึงขั้นดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปไม่ได้ เชื่อว่าคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่ายจะสามารถแก้ไขให้สอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาธิปัตย์เสนอได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่างของพรรค เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้ระบบบัตร 2 ใบ ที่ผ่านขั้นรับหลักการของรัฐสภามาแล้ว ประชาธิปัตย์ก็เสนอแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชน บนหลักการสำคัญ 3 ประการคือ 1.เพื่อสนับสนุนการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านการเลือกตั้งเป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง 2. ประชาชนสามารถแสดงออกถึงเจตจำนงของตนในการคัดกรองผู้แทนเข้าสู่อำนาจ ไม่ต้องถูกมัดมือชกว่าต้องเลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคจากบัตรใบเดียว แต่สามารถเลือก ส.ส.เขตและพรรคที่แยกกันจากบัตร 2 ใบ ทำให้ประชาชนมีทางเลือกตามเจตจำนงของตนได้มากขึ้นกว่าระบบบัตรใบเดียว และ &amp;nbsp;3.ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพ ผ่านการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา โควตาพรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นแกนนำพรรคในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจนผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาวาระแรก &amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีการท้วงติงว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาธิปัตย์เป็นร่างที่ไม่สมบูรณ์ว่า มีการพูดคุยชัดเจนแล้วตั้งแต่เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นร่างที่เราต้องการแก้ไขหลักการเรื่องระบบการเลือกตั้งเป็นบัตร 2 ใบ คือ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;100 คน ส่วนกระบวนการเลือกตั้งจะอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนที่หลายคนมีความเป็นห่วง เพราะในร่าง เสนอแก้ไขเพียง 2 มาตรา แต่มีมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเลือกตั้งประมาณ 8-9 มาตรา ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะโดยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 124 ระบุไว้ชัดเจนว่าสามารถแก้ไขเพิ่มเติมมาตราต่างๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับหลักการได้ เพราะฉะนั้นประเด็นใดที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการที่แก้ไข เราจะขอเสนอแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการเพิ่มเข้าไป เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้แทนที่จะตั้งคำถามว่าการเสนอผ่านเพียงร่างเดียว และมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าเราควรมาตั้งคำถามใหม่ดีกว่า โดยอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาร่วมตั้งคำถามใหม่ว่าเราจะแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการตามข้อบังคับข้อ 124 อย่างไร เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งผมได้สรุปไว้ชัดเจนว่าระบบการเลือกตั้งที่เสนอเป็นการเสนอเพียงหลักการ สามารถเพิ่มเติมให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้&amp;quot; นายชินวรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภาเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ &amp;nbsp;นายชินวรณ์กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของแต่ละคน แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว คิดว่าเมื่อรัฐสภารับหลักการก็ควรเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการฯ ที่จะต้องพิจารณา ส่วนสมาชิกที่เห็นว่าประเด็นใดยังไม่สมบูรณ์ สามารถแปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามา หรือคนที่เป็นกรรมาธิการก็สามารถแปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามาให้ครอบคลุมสมบูรณ์ได้ ซึ่งข้อบังคับข้อ 124 ระบุไว้แล้วว่าสามารถแก้ไขเพิ่มเติมมาตราใดๆ ได้ที่เกี่ยวเนื่องด้วยหลักการนั้น จึงสามารถทำได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชินวรณ์ ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา เปิดเผยอีกว่า คณะ กมธ.ได้เลื่อนประชุมจาก 29 มิ.ย. ไปเป็นสัปดาห์หน้า 6 ก.ค. ส่วนเมื่อถามว่ามีรายชื่อนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ถูกเสนอให้เป็นประธาน กมธ. นายชินวรณ์กล่าวว่า เราให้เกียรติพรรคแกนนำรัฐบาล แต่หากที่ประชุมเห็นชอบด้วย ส่วนตัว ก็มองว่านายบัญญัติมีความเหมาะสม และไม่น่าจะขัดข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างของพรรคประชาธิปัตย์เสนอแก้ไขมาตรา 83 และ 91 สาระสำคัญให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แต่วันนี้ปัญหาคือมีสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะล้มไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างมาตรา 86 ซึ่งที่สำคัญคือ (4) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัด ตาม (2) และ (3) ถ้าจำนวนสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบ 350 คน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (3) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีส.ส.เพิ่มอีก 1 คน และให้สภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษจากการคำนวณ รองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน 350 คน ซึ่งมีความย้อนแย้งกันว่า มาตรา 86 (4) กำหนดไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 350 คน เรื่องดังกล่าวต้องช่วยกัน เพราะเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาที่มีการรับร่างให้มีการแก้ไขมาตรา 83 และ 91 ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนเสนอมา เชื่อว่าจะสามารถแก้ได้ในชั้น กมธ.ที่สามารถเขียนเพิ่มให้ยกเว้นข้อความในมาตรา 86 (4) เมื่อเป็นเจตนาร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา เราต้องทำเรื่องนี้ให้ผ่าน ให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นประเด็นเดียวกันนี้ผ่านการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ความเงอะงะของสภาผู้เฒ่าที่หลับหูหลับตาลงมติตามโพย โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า สภาผู้เฒ่าพร้อมใจกันผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ของพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นแก้ไขระบบเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียวเป็นสองใบ ด้วยมติ (เฉพาะ ส.ว. 250 คน) เห็นชอบ 210 ไม่เห็นชอบ 5 งดออกเสียง 11 และไม่มาประชุม 24 ร่างที่ 13 ของ ปชป. กลายเป็นร่างเดียวที่ใช้เป็นหลักในการแปรญัตติในวาระที่สอง ซึ่งมีความไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีแก้ไขเพียงสองมาตราคือ มาตรา 83 และ 91 แต่หลักการที่ต้องแก้ยังต้องมีในมาตราอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5-6 มาตรา ตัวอย่างเช่น มาตรา 86 (1) และ (4) มีการระบุถึงจำนวน ส.ส.เขต เป็น 350 คน หรือ มาตรา 93, 94 ยังคงระบุถึงวิธีได้มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อในรูปแบบบัตรใบเดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การแปรญัตติในวาระที่สอง ต่อให้เทวดามาแปรญัตติจึงถึงทางตันว่า แปรอย่างไรก็ไม่ทำให้ร่างแก้ไขเกิดความสมบูรณ์ เพราะแก้แล้ว ยังขัดกับมาตราที่ไม่ได้แก้ ครั้นจะเอามาตราที่ไม่ได้แก้ เสนอเข้ามาพิจารณาวาระที่หนึ่งใหม่ ก็ต้องรอสมัยประชุมหน้า เพราะร่างญัตติที่ถูกลงมติไม่รับหลักการ จะเสนอใหม่ภายใต้หลักการเดียวกัน ในสมัยประชุมเดียวกันไม่ได้ รอฟังคำตอบ เมื่อผู้สื่อข่าวเอาไมค์จ่อปากวิษณุเทพแห่งกฎหมายในวันจันทร์ดู ว่าจะมีอภินิหารใดได้ในกรณีนี้&amp;quot; อดีต กกต.ระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107847</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินวรณ์, รธน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสนอแปรญัตติในชั้น กมธ., แกนนำ ปชป., ไพบูลย์-บัญญัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1b8484d7a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;แนะแก้มาตราเดียวตั้ง&#039;สสร.&#039;ก่อน เตือนรื้อหลายมาตราปัญหาตามมาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการแก้ไข รธน.ว่า เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไข รธน.แถลงมติให้แก้ไขมาตรา 256 และทุกฝ่ายขานรับ จึงควรใช้ช่องทางนี้เดินไปสู่ความสำเร็จให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า แล้วจบลงที่รัฐประหาร ฉีก รธน.แทน หากจะหลีกเลี่ยงการฉีกรัฐธรรมนูญ แล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดแล้วว่า พร้อมที่จะแก้ไข ดังนั้น นักการเมืองไม่ควรแสดงความเห็นนำเสนอการแก้ไขมาตราอื่นๆ ในขณะนี้ แต่ควรเน้นที่การแก้ไขมาตรา 256 เพียงมาตราเดียว ถ้าชี้นำตั้งประเด็นเนื้อหา รายละเอียดการแก้ไขอื่นๆแล้ว ไม่รู้จะตั้ง สสร. มาทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจะแก้ไขมาตราอื่นๆนั้น ควรแสดงความเห็นหลังจากแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. ได้เป็นที่ยุติก่อน ขอให้จัดจังหวะการดำเนินการ เพราะต้องให้ สสร.ไปฟังประชาชนว่า จะแก้ไขมาตราไหนกันบ้าง ถ้าเสนอรายละเอียดก่อนแก้มาตรา 256 แล้ว อยากถามว่า ต้องการแก้ไขหรืออยากมีเรื่องกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพรกล่าวว่า วันนี้ต้องการความสำเร็จในการแก้ไขรธน. ใช่หรือไม่ ถ้าต้องการก็ต้องเปิดประตูที่แก้ไขมาตรา 256 นอกจากนี้ แต่ละฝ่ายอย่าได้เสนอแก้ไข รธน.เกินเลย หรือนอกเหนือจากมาตรา 256 ซึ่งจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลยเถิดกันไปไกลถึงขั้นจะไม่ได้แก้ไขเลย นอกจากนี้ ทุกฝ่ายควรทำให้ปรากฎกันชัดเจนว่า ความต้องการแก้ไข ไม่ใช่การซื้อเวลา แต่เป็นทางออกเดียวในการแก้ไขปัญหาของชาติไม่ให้ถอยหลังลงไปอีก เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันเปราะบางมาก มีโอกาสเกิดการเผชิญหน้ากัน ดังนั้น ถ้านำปัญหาเปราะบางมาสู่การแก้ไขรธน. จะสามารถชลอโรคแทรกซ้อนไม่ให้เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวของนักศึกษาและคนหนุ่มสาวต้องกุม 3 ข้อเรียกร้องให้มั่นคง ซึ่งจะทำให้เกิดผลสำเร็จ ถ้าออกนอกเส้นทาง 3 ข้อเรียกร้องแล้ว จะเปิดโอกาสให้เรื่องไม่เป็นเรื่องเข้ามาแทรก ทำลายการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องจนหมดสิ้น ผมเป็นห่วงสถานการณ์ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเกิดการเลยเถิดจะทำให้เกิดการสูญเสียมากมายโดยไม่จำเป็น หากยึดตาม 3 ข้อเรียกร้อง ซึ่งเกิดจุดติดแล้ว ผู้มีอำนาจฟังแล้ว การลุกขึ้นมาของคนหนุ่มสาวไม่สูญเปล่าแล้ว ได้รับการตอบสนองแล้ว เหลือเพียงการคุยรายละเอียดกันเท่านั้น พลังคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาเป็นปรากฎการณ์ของยุคสมัย เมื่อการแก้ รธน.เป็นกระแสสังคมเห็นพ้องกันแล้ว จึงเป็นความหวังของประชาชน ของคนหนุ่มสาว ที่ต้องการได้กติกาดี เพื่อจะได้ผู้ปกครองที่ดี และได้ประเทศชาติที่ดี ซึ่งทั้งหมดจะเป็นอนาคตที่ดีของบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อทุกฝ่ายเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ เป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศ หากไม่ต้องการให้ถูกกล่าวหาว่า แก้ไขเพื่อตัวเอง ก็ต้องให้ สสร.มาดำเนินการตามความต้องการของประชาชน ดังนั้น การแก้ไข รธน.ควรเริ่มด้วยแก้มาตรา 256 ตั้ง สสร. ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จะปกป้องการฉีก รธน. หากปล่อยให้เลยเถิดไปแล้วจะยากลำบาก ดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องกันแล้ว ก็อย่าช้า ต้องแก้โดยทันที&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73516</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, รธน, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a969fbe777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
