<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคมจ่าย6แสนแม่สาวถูกน้ำกรด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประกันสังคมจ่ายร่วม 6 แสนเยียวยาครอบครัวสาวถูกสาดน้ำกรดเสียชีวิต เตรียมทบทวนต่อสัญญา รพ.พระราม 2 หลังปฏิเสธผู้ป่วยทั้งที่รับปีละกว่า 50 ล้านรักษาผู้ประกันตน แม่เผย ขอโทษสักคำ พรีดสักพวงก็ไม่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน มอบเงินช่วยเหลือแก่นางทองอาด ทาระวัน แม่ของ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน ผู้ประกันตนประกันสังคม ที่เสียชีวิตจากการถูกกรอกน้ำกรด เป็นค่าทำศพ 40,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 72,720 บาท เงินชราภาพ 119,455 บาท และเนื่องจากผู้ตายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระราม 2 แล้วถูกปฏิเสธให้กลับไปรักษาตามสิทธิ์ประกันสังคมที่มีอยู่ คือโรงพยาบาลบางมด จนเป็นเหตุให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา เข้าข่ายเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการบริการทางการเเพทย์ของโรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคม จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น หรือเงินค่าเยียวยาทางการแพทย์ จำนวน 360,000 บาท รวมทั้งสิ้น 592,175 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า เนื่องจาก รพ.พระราม 2 เป็นโรงพยาบาลคู่สัญญา สถานพยาบาลรักษาผู้ประกันตนจำนวนกว่า 3 หมื่นราย ได้รับเงินอุดหนุนการรักษาพยาบาลผู้ประกันตนแบบเหมาจ่ายจากสำนักงานประกันสังคมปีละกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งจะมีกำหนดต่อสัญญาประจำปีสิ้นปีนี้ หากผลการสอบสวนของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต จะต้องทบทวนการต่อสัญญาทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางทองอาดกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุจนเผาศพลูกสาวเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ไร้วี่แววของโรงพยาบาลที่ไม่เคยติดต่อสอบถาม กล่าวคำขอโทษ หรือส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย เชื่อว่าลูกสาวจะไม่เสียชีวิตถ้าให้การรักษาอย่างเต็มที่ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยไว้นานกลัวว่าเรื่องจะเงียบ และไม่อยากให้ผู้ป่วยต้องมีชะตากรรมเหมือนลูกสาว ที่ถูกโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาซ้ำอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมกฎหมาย สบส.ได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อให้ดำเนินคดีกับ รพ.พระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;รวมทั้งหมด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;กระทงที่เกี่ยวข้องกับกรณีส่งต่อ น.ส.ช่อลัดดา ผู้ป่วยที่ถูกสามีสาดน้ำกรดไปรักษาที่ รพ.อื่น จนผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนการพิจารณาความผิดของพยาบาล รพ.พระราม&amp;nbsp;2 ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541&amp;nbsp;ฉบับแก้ไข&amp;nbsp;2559 สามารถพิจารณาโทษได้เพียงแค่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลกับผู้ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่หรือพยาบาลนั้นไม่สามารถพิจารณาลงโทษได้ตามกฎหมายนี้ จึงต้องใช้ พ.ร.บ.วิชาชีพแทน แต่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้พิจารณาอีกครั้ง ว่าจะส่งเพียงแค่ความผิดทางจริยธรรมหรือเพิ่มเติมส่วนใด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22849</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันสังคม, รพ.พระราม 2, สาวถูกสาดน้ำกรด, หนังสือพิมพ์, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc039f8b4d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.แจ้งความรพ.พระราม2แล้ว พยาบาลโดนสอบด้วย ส่งต่อสภาพยาบาลดำเนินการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.61-นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางทีมกฎหมายกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อให้ดำเนินคดีกับโรงพยาบาลพระราม 2 รวมทั้งหมด 5 กระทงที่เกี่ยวข้องกับกรณีส่งต่อ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน ผู้ป่วยที่ถูกสามีสาดน้ำกรด ไปรักษาที่รพ.อื่น แต่ต่อมาผู้ป่วยได้เสียชีวิต และในวันพรุ่งนี้(27พ.ย.) จะให้ปากคำเพิ่มเติมกับทางสน.ท่าข้าม ซึ่งหลังจากนี้ การดำเนินการตามกฎหมายก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าหากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่ของสบส.คนที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางสบส.ก็พร้อมที่จะเข้าไปให้ใข้อมูล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาความผิดของพยาบาลโรงพยาบาลพระราม 2 นั้นเรียนว่าตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ฉบับแก้ไข 2559 นั้นสามารถพิจารณาโทษได้เพียงแค่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล กับผู้ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่ หรือพยาบาลนั้นไม่สามารถพิจารณาลงโทษได้ตามกฎหมายนี้ จึงต้องใช้พ.ร.บ.วิชาชีพแทน แต่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อให้พิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งเพียงแค่ความผิดทางจริยธรรม หรือเพิ่มเติมส่วนใด ซึ่งจากการให้การของพยาบาลบอกว่าผู้ดำเนินการสถานพยาบาลได้ให้ผู้ป่วยนอนรักษาในรพ.แล้ว แต่ผู้ป่วยเองเป็นคนขอไปรักษาอีกรพ.หนึ่ง ตัวพยาบาลเลยดำเนินการให้ ก็ต้องดูอีกครั้งว่าผิดมาตราไหนบ้าง ทั้งนี้คาดว่าน่าจะสามารถส่งเรื่องให้สภาการพยาบาลได้เร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส.กล่าวถึงกรณี รพ.พระราม 2 มีการดัดแปลงอาคารจอดรถมาให้บริการผู้ป่วย ว่า ทาง รพ.พระราม 2 ได้มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอเปิดใช้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยสบส.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมาตรฐานแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมาแล้ว พบว่ายังมีจุดที่ยังต้องปรับปรุง และจะมีการนำเรื่องเข้าอนุกรรมการสถานพยาบาลเพื่อให้พิจารณาอีกครั้ง ก่อนส่งเข้าคณะกรรมการสถานพยาบาล ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันที่ 13 ธ.ค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22821</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, รพ.พระราม 2, สบส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfbc63ae67a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขต-โยธาโยนผิด ให้รพ.ฉาวต่อเติม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาการพยาบาลเผย สบส.ยังไม่ส่งข้อมูลพยาบาล รพ.พระราม 2 ผิดจริยธรรม เผยตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงตั้งแต่มีเรื่องร้องเรียนแล้ว โทษแรงสุดเพิกถอนใบอนุญาต องค์กรเอกชนจี้ประกันสังคมจ่าย 4 แสนบาทแก่ทายาทหญิงถูกสาดน้ำกรดเสียชีวิต แล้วค่อยไปไล่เบี้ยผู้กระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ยังไม่ได้ส่งข้อมูลผลการสอบข้อเท็จจริงมาให้กรณี รพ.พระราม 2 ส่งต่อ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน เหยื่อถูกสามีสาดน้ำกรด จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งผลสอบพบว่า พยาบาลผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ส่งต่อเอง ทั้งที่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสั่งให้รับผู้ป่วยไว้เป็นผู้ป่วยใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.อังคณากล่าวว่า ในส่วนของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่ได้พาญาติผู้เสียชีวิตมาร้องเรียน และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งได้มีการทำหนังสือส่งไปยัง รพ.พระราม 2 เพื่อขอทราบรายละเอียดว่า ในวันนั้นใครเป็นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล และมีจำนวนกี่คน สถานการณ์เป็นอย่างไร เพราะการที่เราจะกล่าวโทษใครจำเป็นต้องมีข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งถ้ามีการลงโทษทางจริยธรรมแล้ว จะมีผลต่อชีวิตของเขาอย่างมาก ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่ได้เร่งรีบ แต่คงไม่ล่าช้า หากทำผิดจริงต้องมีการลงโทษทางจริยธรรมแน่นอน โดยการลงโทษมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก คือ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต จะกำหนดระยะเวลาการพักใช้ โดยตลอดระยะเวลาของการพักใช้ใบอนุญาตจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ หรือแรงสุดคือเพิกถอนใบอนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จากข้อมูลของ สบส. ระบุว่าทางพยาบาลที่ดำเนินการเป็นผู้ยอมรับเองว่า ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสั่งให้รับผู้ป่วยใว้นอน รพ.แล้ว แต่พยาบาลทำการส่งต่อเอง ผศ.อังคณากล่าวว่า ยังบอกอะไรไม่ได้ตอนนี้ เรายังไม่เห็นสำนวนข้อมูลสรุปการสอบสวนจาก สบส. ขอไปสอบข้อเท็จจริงก่อน ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และในฐานะคนทำงาน เราตระหนักในหน้าที่ที่ต้องทำให้ถูกต้องตามสิ่งที่ได้เรียนมา อีกด้านหนึ่งต้องทำตามนโยบายของหน่วยงานด้วย หากสิ่งที่ต้องทำเป็นนโยบายของหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบควรมากกว่า 1 คนหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายต่างๆ ที่ที่ทำงานกำหนดขึ้น ก็มาจากผู้มีอำนาจของหน่วยงาน ดังนัน ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทั้งนี้ หากสอบแล้วมีอะไรที่มากกว่านั้นก็จะย้อนกลับไปที่ สบส.อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือเยียวยาแก่หญิงถูกสาดน้ำกรดเข้ารับการรักษาที่ รพ.พระราม 2 และเสียชีวิตขณะเดินทางไปรักษาที่ รพ.แห่งที่ 2 ตามสิทธิ์ประกันสังคม ว่า กรณีนี้เข้าข่ายทายาทของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากการได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ เป็นจำนวน 4 แสนบาท ตามมาตรา 63 (7) พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ที่ระบุว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทํางาน (7) ค่าใช้จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตน ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ เมื่อสํานักงานได้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนไปแล้ว ให้สํานักงานมีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้กระทําผิดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภัทรากล่าวว่า กรณีนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะต้องทำงานเชิงรุกด้วยการนำเงินจำนวน 4 แสนบาทมอบให้กับทายาทของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดและเสียชีวิต แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นว่า สปส.ดำเนินการอะไร และเชื่อว่ายังมีผู้ประกันตนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รับสิทธิ์ในเรื่องนี้ ทั้งที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 แต่ สปส.เพิ่งออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพย์ ที่ลงนามโดย นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานกรรมการการแพทย์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2561 และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ม.ค.2561 แต่ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปี 2558 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน ชี้แจงกรณีนายอัจฉริยะยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและใบอนุญาตเปิดใช้อาคารโรงพยาบาลพระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารโรงพยาบาลพระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;พ.ย.ที่ผ่านมา สำหรับการนำอาคารที่จอดรถมาดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก พบว่าเจ้าของอาคารได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการได้ ส่วนที่มีการต่อเติมอาคารผิดไปจากแบบที่วางไว้หรือไม่นั้น ในเบื้องต้นได้ตรวจสอบเอกสารทางทะเบียนราษฎร พบว่าอาคารโรงพยาบาลพระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ได้ขอเลขหมายประจำบ้าน เมื่อวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ก.ย.2536&amp;nbsp;ซึ่งอาคารหลังดังกล่าวมีการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างที่สำนักการโยธา กทม. นอกจากนี้ สำนักงานเขตบางขุนเทียนยังได้ส่งหนังสือแจ้งเจ้าของหรือผู้ดำเนินการโรงพยาบาลพระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ให้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร มายื่นชี้แจงตามขั้นตอนของกฎหมาย และได้ประสานไปยังสำนักการโยธา กทม.&amp;nbsp;เพื่อขอเบิกแบบแปลนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาลพระราม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ที่ได้ขออนุญาตไว้มาประกอบเอกสารหลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศักดิ์ชัย บุญมา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กล่าวว่า การขอนุญาตก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาลพระราม 2&amp;nbsp;เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักการโยธา ซึ่งได้อนุมัติถูกต้อง แต่ปัญหาการต่อเติมอาคารนั้นเป็นการดำเนินการภายหลัง โดยสำนักงานเขตเป็นผู้รับผิดชอบและตรวจสอบได้เอง ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สนย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22474</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเสริฐ ฉวีอินทร์, รพ.พระราม 2, ศักดิ์ชัย บุญมา, สุภัทรา นาคะผิว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181121/image_big_5bf5637e93f74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันรพ.ฉาว ผิด5ข้อหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สบส. แถลงผลสอบ รพ.พระราม 2 กรณีสาวถูกสามีสาดน้ำกรด พบผิด 5 กระทง สั่งปรับกรณีไม่มีแพทย์ให้การรักษาหญิงถูกสาดน้ำกรด ส่วนอีก 4 กระทงให้ร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีโทษจำคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีการแถลงข่าวสรุปผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน รพ.พระราม 2 ปฏิเสธการรักษา และมีการให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน กรณีสาวถูกสามีสาดน้ำกรดใส่หน้า โดย นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดี สบส. กล่าวว่า สบส.ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ รพ.พระราม 2 เพื่อรวบรวมข้อมูลระหว่างเกิดเหตุ ทั้งเอกสารทางการแพทย์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ประกอบด้วยคณะกรรมการ 15 คน และมีการประชุมสรุปผลเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น. โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการของ รพ.พระราม 2 และ รพ.บางมด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ที่มีความเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง คือวันที่ 9 พ.ย.-19 พ.ย. ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมดเพียง 10 วัน ผลสรุปของคณะกรรมการทางกองกฎหมายได้ส่งมาเพื่อให้ตนพิจารณาในช่วงเช้าที่ผ่านมามี 5 กรณี ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กรณีให้พยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ตรวจประเมินอาการผู้ป่วยและให้การรักษาเบื้องต้นโดยไม่มีการรายงานแพทย์ ซึ่งทางคณะกรรมการมีมติว่าอาจจะเข้าข่ายการกระทำผิดในเรื่องไม่มีการควบคุมและดูแลมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานประกอบวิชาชีพผิดไปจากสาขาที่ขออนุญาต เข้าข่ายผิดมาตรา 34 (1) (2) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท โดยคณะอนุกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยจะมีการดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป โดยผู้ที่จะถูกดำเนินคดีคือ ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.จากการสอบถามพยาบาลที่ให้การตรวจรักษาแล้วได้รายงานผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ผู้ดำเนินการได้สั่งการให้รับผู้ป่วยไว้นอน รพ. แสดงว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนที่จะนำผู้ป่วยไปนอนที่ รพ.ตามข้อสั่งการ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทางคณะกรรมการมีมติว่าอาจจะเข้าข่ายการไม่ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เข้าข่ายหรือน่าจะมีความผิดตามมาตรา 34 (2) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท มติของคณะอนุกรรมการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อนำไปสู่กระบวนยุติธรรม ซึ่งผู้ที่จะถูกดำเนินคดีก็คือผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กรณีไม่มีแพทย์ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย เพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินตามมาตรฐานที่มีการกำหนดไว้ กรณีนี้อาจจะเข้าข่ายทำผิดตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และ พ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 35 (3) และ (4) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท กรณีนี้อนุกรรมการมีมติให้เปรียบเทียบปรับ ผู้ที่จะถูกลงโทษคือ ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล กับผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.กรณีไม่ให้การช่วยเหลือดูแลแก่ผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน อาจจะเข้าข่ายผู้ได้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมิได้ควบคุมดูแลให้การรักษาดูแลแก่ผู้ป่วยตามมาตรา 33/1 อัตราโทษเข้าได้กับมาตรา 36 วรรค 1 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท มติกรรมการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้กระทำความผิดคือผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล กับผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.กรณีเมื่อได้ช่วยเหลือเยียวยาแล้ว และอ้างว่าเป็นความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการไปรักษาตัวใน รพ.แห่งที่ 2 ที่มีสิทธิ์ประกันสังคมอยู่ เข้าข่ายการส่งต่อโดยไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ตามมาตรา 36 (3) คณะกรรมการมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิกล่าวว่า จะเห็นว่ามีการให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ 4 กรณี และมี 1 กรณีที่ให้เปรียบเทียบปรับ ซึ่งเราได้นำมติเข้าสู่คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ เพื่อกำหนดว่าจะปรับเป็นเงินเท่าไร ก่อนส่งให้คณะกรรมการสอบสวนต่อไป ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ พนักงานสอบสวนจะเริ่มเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน และส่งต่อให้พนักงานอัยการมีมติต่อไปว่าจะมีการฟ้องร้องประเด็นใดบ้าง จากนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดที่ศาลยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลคือ กรณีพยาบาลที่ได้ให้การรักษาและยอมรับว่ามิได้รายงานแพทย์ จะเข้าข่ายกรณีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพที่ไม่ได้เป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งทาง สบส.จะได้ส่งเรื่องนี้ไปยังสภาการพยาบาลต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22389</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, รพ.พระราม 2, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf413c48059d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายอัจฉริยะ ลั่นต้องดำเนินคดี3ผู้บริหาร รพ.พระราม 2 เผยถึงวันนี้ยังไม่มีคำขอโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 พ.ย.61- ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทาง พร้อมกับครอบครัวของนางช่อลัดดา เหยื่อหึงโหดโดนสามีสาดน้ำกรดใส่หน้าขณะนอนหลับ และนายสิทธิชัย ชัยเดชกำจร คนขับแท็คซี่ที่รับนางช่อลัดดาจากบ้านมาส่งที่ รพ.เอกชนแห่งแรก และนายสงัด ดัชถุยาวัตร คนขับแท็กซี่คันที่ 2 ที่รับไปส่งที่ รพ.แห่งที่ 2 เพื่อเข้าให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ สบส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ในวันนี้ได้มาเพื่อเข้าให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยมีพยานทั้งหมด 4 พยาน คือ ตน ตัวลูกสาวของนางช่อลัดดาที่อยู่ในระหว่างเกิดเหตุด้วยจนถึงขณะเสียชีวิต พร้อมทั้งคนขับแท็คซี่ทั้ง 2คนที่เป็นคนนำส่งตัวนางช่อลัดดาจากบ้านไป รพ.พระราม 2 และจากรพ.พระราม 2 ไป รพ.บางมด &amp;quot;ซึ่งในวันนี้มีทาง รพ.พระราม 2 เข้ามาให้ถ้อยคำด้วย จะมีการเข้าให้ข้อมูลคนละรอบกัน ทางฝ่ายเราจะเข้าก่อน และทาง รพ.เข้ารอบ 2 และจะมาเจอกันตอนสรุป อีกรอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ทาง รพ.ยังไม่มีการติดต่อญาติผู้เสียชีวิตเข้ามา ซึ่งทาง กระทรวงฯเป็นผู้ประสานไปก่อนจะมีการพูดคุย ซึ่งในวันนี้จะจบได้หรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ แต่อย่างน้อยในวันนี้เราต้องการเห็นการแสดงความรับผิดชอบโดยการขอโทษ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีคำขอโทษนางช่อลัดดา หรือครอบครัวทั้งจาก รพ. ทั้งเจ้าของโรงพยาบาลหรือผู้บริหาร รพ.ซึ่งหากยังไม่ขอโทษ ก็ไม่รู้จะเจรจาได้อย่างไร &amp;nbsp;ส่วนเรื่องการดำเนินคดีก็ได้มีการยื่นดำเนินคดีอาญากับผู้บริหาร รพ. 3คน ในข้อหาประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในมาตรา 291และสถานพยาบาล มาตรา 34 35 และ 36 ซึ่งในวันนี้เรามีหลักฐานทั้งคลิปวิดิโอมาขณะที่รับตัวออกมาจาก รพ.พระราม 2 ด้วย ขึ้นอยู่กับว่า ทางกระทรวงฯจะให้เปิดหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสงัด กล่าวว่า ขณะที่รับตัวนางช่อลัดดาจาก รพ.พระราม 2 ก็พบว่าอาการหนักแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ต้องมีการเข็นรถเข็นเพื่อหามขึ้นรถ ซึ่งก็ยกไม่ไหวมีการร่วงลงพื้น เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้ป่วยโดนสาดน้ำร้อน ให้ไปส่งที่ รพ.บางมด ซึ่งตนไม่เห็นบาดแผลบนใบหน้าเนื่องจากมีการพันแผลไว้หมดแล้ว โดยระหว่างอยู่บนรถนางช่อลัดดาเงียบไม่ได้มีการร้องหรือพูดอะไร&amp;nbsp;
นายสิทธิชัย กล่าวว่า เห็นนางช่อลัดดาและลูกสาวมายืนรอรถที่ถนน.พระราม 2 ซึ่งดูจากอาการหนักมาก มีการร้องครวญครางตลอดเวลา ซึ่งในส่วนบาดแผลนั้นตนไม่ได้สังเกตุเพราะต้องรีบขับรถเพื่อนำส่งให้เร็วที่สุด ซึ่ง รพ.ที่ใกล้ที่สุดคือ รพ.พระราม 2 อีก 4-5 กิโลกว่าจะถึง รพ.บางมด ตนจึงแวะส่งที่ รพ.พระราม 2 เพราะตอนนั้นผู้ป่วยไม่ไหวแล้วและเมื่อไปถึง รพ.พระราม 2 ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ได้วิ่งหาหมอ โดยตัวแม่วิ่งก่อนและลูกวิ่งตาม ซึ่งไม่มีแพทย์ ไม่มีพยาบาล มารับ &amp;nbsp;จึงมีการวิ่งไปชั้นล่างเพื่อเรียกคนให้ขึ้นมาดูอาการ ซึ่งมีคนนั่งอยู่ที่ห้องอาหาร 1คน จึงมีคนมาดู.&amp;nbsp;
--------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22274</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายอัจฉริยะ, รพ.พระราม 2, สบส., เหยื่อสาดน้ำกรด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd50c48f434.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.สั่งปิดรพ.พระราม 2 ส่วนผู้ป่วยนอกพบเอาที่จอดรถมาดัดแปลง ให้เวลาปรับปรุง15วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ย.61- นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเรียกร้องกรณีโรงพยาบางส่งสาวถูกสามีสาดน้ำกรดไปรักษาอีกโรงพยาบาลจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ว่า ขณะนี้ความผิดของโรงพยาบาลดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ที่เห็นชัดๆกรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาตและมีการสั่งปิดไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;เนื่องจากมีความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 2.มีการสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงจึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว 3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลดังกล่าวทำการปรับปรุงโรงพยาบาล ในส่วนที่ไม่ตรงมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยได้ให้ระยะเวลาในการปรับปรุง 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการ จะทำการเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย และ4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงในพ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อทำการพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พ.ย.นี้ ทั้งนี้สำหรับคดีของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียชีวิตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป
ทพ. อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ได้มีการลงไปตรวจสอบแล้ว 2 รอบ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเข้ามาพูดคุยในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ประเด็นทำไมไม่มีแพทย์อยู่เวรเพื่อมาให้บริการ เพื่อรวบรวมข้อมูลสรุปผลอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานจะได้ข้อสรุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21971</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.พระราม 2, สบส., สาวโดนสาดน้ำกรด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bebfa732f092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
