<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รพ.ราชวิถี&#039; เผยอาการเยาวชนอายุ 15 ปีถูกยิงจากเหตุปะทะบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 - เมื่อเวลา 15.00 น. โรงพยาบาลราชวิถี ออกประกาศ&amp;nbsp;เรื่อง รายงานความคืบหน้าอาการผู้บาดเจ็บจากเหตุชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 (ฉบับที่ 4) ระบุว่า&amp;nbsp;ความคืบหน้าอาการ ผู้บาดเจ็บชายอายุ 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี จากเหตุปะทะบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 อาการในขณะนี้ ผู้บาดเจ็บยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีอาการอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง สามารถลืมตาได้เองบางครั้ง แต่ไม่ตอบสนองต่อคำสั่ง สัญญาณชีพทั่วไปคงที่ โดยยังคงต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิต เฝ้าระวังภาวะชัก และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้บาดเจ็บยังคงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) โดยหลังจากนี้หากมีอาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114380</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดินแดง, รพ.ราชวิถี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b49f9b080c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีแจ้งงดผ่าตัดและรับผู้ป่วยหลังพบบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.64-โรงพยาบาลราชวิถี ออกประกาศ เรื่อง ตรวจพบบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยบุคลากรดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่อยู่ในส่วนศัลยกรรมทั่วไป ผู้ป่วยใน และคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ดำเนินการสอบสวนโรค พบบุคลากรจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้องกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ ทางโรงพยาบาล จึงกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนี้&amp;nbsp; กลุ่มงานศัลยศาสตร์ทั่วไป ของดให้บริการผ่าตัด และรับผู้ป่วยใน ตั้งแต่วันที่ 5-16 กรกฎาคม 2564&amp;nbsp; ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ศัลยกรรมทั่วไป เปิดให้บริการเฉพาะผู้ป่วยเก่าที่มีนัดเดิมเท่านั้น&amp;nbsp; งดรับผู้ป่วยส่งต่อ และผู้ป่วยใหม่ทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โรงพยาบาลราชวิถี ขอความร่วมมือผู้รับบริการทุกท่าน งดการเดินทาง มายังโรงพยาบาล หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และขอให้ทุกท่านติดตามการรายงานสถานการณ์และประกาศจากทางโรงพยาบาล ซึ่งจะมีประกาศเป็นระยะ ๆ ในลำดับถัดไป ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108601</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.ราชวิถี, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210704/image_big_60e1a19eb26a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 23:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กทม.-ปากนํ้า’พุ่งนิวไฮ ดูแล3มื้อรักษาตัวที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 4,662 ราย เสียชีวิต 36 ราย &amp;quot;กทม.&amp;quot; พุ่งวันเดียว 1,692 ราย &amp;quot;ปากน้ำ&amp;quot; 647 ราย &amp;quot;ศบค.&amp;quot; ชี้ป่วยไม่หนักรักษาที่บ้านต้องมีมาตรการรอบคอบ &amp;quot;สปสช.&amp;quot; แย้มนำร่องแล้วที่ รพ.ราชวิถี เตรียมขยายเพิ่มไปทั่ว ปท. ย้ำคัดผู้ป่วยไม่ใช่ผลักภาระ หวังแก้ปัญหาเตียงวิกฤติ &amp;quot;ครม.&amp;quot; ไฟเขียวปรับเกณฑ์ค่าใช้จ่ายรักษาโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4,662 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อภายในประเทศ 4,624 ราย จากเรือนจำ 10 ราย จากต่างประเทศ 28 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 254,515 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,793 ราย หายป่วยสะสม 177,638 ราย กำลังรักษาอยู่ 47,481 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตรายใหม่ 36 ราย ผู้ป่วยอาการหนัก 1,846 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 527 ราย เสียชีวิตสะสม 1,876 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตในวันนี้แบ่งออกเป็นกรุงเทพมหานคร 19 ราย นนทบุรี 7 ราย นครปฐม เชียงราย จังหวัดละ 2 ราย และสมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี สงขลา ปราจีนบุรี สมุทรสงคราม จังหวัดละ 1 ราย โดยแบ่งออกเป็นเพศชาย 20 ราย และหญิง 16 ราย มีค่ากลางอายุ 67.5 ปี (41-93 ปี) อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นชาวไทย 35 ราย และนิวซีแลนด์ 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวคล้ายเดิม ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องระมัดระวังตัว ส่วนปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นคนในครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ข้อมูลการติดเชื้อรายจังหวัด 10 อันดับแรก กรุงเทพฯ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุด 1,692 ราย สมุทรปราการ 647 ราย สมุทรสาคร 293 ราย นนทบุรี 185 ราย สงขลา 182 ราย ปทุมธานี 180 นครปฐม 168 ราย ชลบุรี 146 ราย ปัตตานี 143 ราย และยะลา 89 ราย โดยแนวโน้มแต่ละจังหวัด กรุงเทพฯ มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ส่วนนนทบุรีส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อเดินทางเข้ามาตรวจในโรงพยาบาล และสมุทรปราการผู้ติดเชื้อพุ่งอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตั้งสมมติฐานพื้นที่แพร่ระบาดประกอบด้วย ชุมชน แคมป์ก่อสร้าง และตลาด โดยจากการเฝ้าระวังแบบสุ่มตรวจแล้ว ปรากฏว่าตลาดมีโอกาสติดเชื้อสูงสุด ซึ่งจากการตรวจตลาด 32 แห่ง พบผู้ติดเชื้อ 6 แห่ง ส่วนคลัสเตอร์ใหม่มาจากโรงงานห้องเย็น อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 9 ราย โรงงานทำสบู่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 46 ราย โรงงานยางรถยนต์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 14 ราย บริษัทผลิตสายไฟ 12 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 12 ราย บริษัทผลิตแผงวงจรไฟฟ้า อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา 11 ราย บริษัทแห่งหนึ่ง (ไม่ระบุ) อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี 25 ราย&amp;quot; โฆษก ศบค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวถึงมาตรการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน โดยแพทย์ให้คำแนะนำผ่านแอปพลิเคชันว่า เริ่มพิจารณาแล้ว แต่แนวทางของเราคือตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติม เวลานี้สถานที่และอุปกรณ์มีเพียงพอ แต่ปัญหาคือบุคลากรทางการแพทย์ ถ้าเราไปดึงจากต่างจังหวัด อาจจะทำให้พื้นที่นั้นขาดความพร้อม&amp;nbsp;
เล็งขยายป่วยรักษาที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวทางการรักษาตัวที่บ้านต้องมีมาตรการที่รอบคอบ ถ้าไม่รอบคอบอาจมีอาการหนักขึ้น กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงตรงนี้ และเวลานี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประกาศหลักเกณฑ์แล้ว เหลือแค่พิจารณาระบบที่จะรองรับ เพราะทุกมาตรการที่จะออกไป ศบค.และ ศบศ.จะต้องทำอย่างรอบด้าน&amp;quot; ผอ.ศปก.ศบค.กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนคนไข้ปริมาณมาก จำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายกับที่เข้ามาใหม่ไม่สมดุลกัน ทำให้เตียงว่างมีไม่พอ การเพิ่มโรงพยาบาลสนามไม่ทันกับการเพิ่มจำนวนของคนไข้ในช่วงนี้ และสิ่งสำคัญคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนักมาหลายเดือนอยู่แล้วมีไม่พอ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดที่บ้าน หรือ Home Isolation เข้ามาใช้เพื่อให้มีจำนวนบุคลากรที่สามารถดูแลผู้ป่วยในปริมาณมากๆ ได้ โดยขณะนี้มีการนำร่องที่โรงพยาบาลราชวิถี และจะมีการประชุมโรงพยาบาลเพื่อเตรียมพร้อมขยายระบบดังกล่าวไปทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จเด็จกล่าวว่า ระบบ Home Isolation ของไทยนี้จะต่างจากของต่างประเทศ ซึ่งต่างประเทศจะให้คนไข้ดูแลตัวเองทุกอย่าง แต่ระบบของไทยจะยังอยู่ในการดูแลของโรงพยาบาล โดยมอบอุปกรณ์วัดไข้และเครื่องวัดออกซิเจนไปที่บ้านเพื่อวัดค่าต่างๆ มีแพทย์โทรศัพท์หรือวิดีโอคอลตรวจสอบอาการทุกวัน มีการส่งอาหารและน้ำให้วันละ 3 มื้อ หากอาการทรุดลงก็จะส่งยาฟ้าทะลายโจรและยาฟาวิพิราเวียร์ไปให้ที่บ้านหรือส่งรถไปรับมานอนที่โรงพยาบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ระบบของไทยไม่ใช่การผลักผู้ป่วยให้ไปเผชิญชะตากรรมเดียวดายอยู่ที่บ้าน แต่ดูแลเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่เป็นที่บ้าน ซึ่งคนไข้ที่จะทำแบบนี้ก็ไม่ได้ทำกับผู้ป่วยทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ และลักษณะบ้านว่ามีความเหมาะสมที่จะกักตัวได้หรือไม่ โดย สปสช.จะสนับสนุนค่าบริการให้แก่โรงพยาบาลตั้งแต่ค่าตรวจหาเชื้อ ค่ารักษา ค่ายา และยังจะสนับสนุนค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 1,100 บาท และค่าดูแลผู้ป่วยรวมอาหาร 3 มื้อ ไม่เกิน 1,000 บาท/วัน เป็นเวลา 14 วัน ให้กับผู้ป่วยด้วย สิ่งที่เรากลัวคือท่านไม่อยู่บ้าน แต่ออกมาข้างนอก แต่คนไข้ที่จะทำแบบนี้ก็ต้องมีการแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวกันระดับหนึ่งเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎและอยู่บ้านจริงๆ&amp;quot; นพ.จเด็จกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ สปสช.กล่าวว่า นอกจากการทำ Home Isolation ในบางสถานที่ที่มีผู้ติดเชื้อหลายคนก็อาจทำเป็นลักษณะ Community Isolation ก็ได้ คือนำผู้ป่วยหลายๆ คนไปดูแลในสถานที่ที่จัดไว้เป็นการเฉพาะในชุมชน เช่น ในโรงงาน ในวัด เป็นต้น มีรถเอกซเรย์ รถแล็บไปตรวจ มีแพทย์ใช้ระบบ teleconference ดูแลสอบถามอาการทุกวัน ทาง สปสช.ก็จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหลักการคือดูแลเสมือนอยู่ในโรงพยาบาล มีอุปกรณ์ให้มีระบบการดูแลติดตามอาการทุกวัน และมีการส่งข้าว ส่งน้ำให้ 3 มื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้หมายความว่าถ้าตรวจพบเชื้อแล้วจะให้ไปอยู่บ้านทันที อาจจะเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อน 7 วัน พอเชื้อในตัวหมดลง อาการดีขึ้นก็กลับไปดูแลตัวเองที่บ้านให้ครบ 14 วันก็ได้ และแนวทางนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำตลอดไป แต่เอามาใช้ในสถานการณ์ที่เตียงเริ่มมีความตึงตัวเท่านั้น&amp;quot; เลขาฯ สปสช.กล่าว
ครม.ปรับค่าใช้จ่ายโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ฉบับที่ 4 ซึ่งเป็นการปรับปรุงรายละเอียดของฉบับก่อนหน้านี้ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดเป็นวงกว้าง รวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น และไม่ครอบคลุมถึงบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายบางรายการที่มีความจำเป็นต้องใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ปรับปรุงใหม่มีรายละเอียดที่สำคัญ ค่าห้องและค่าอาหารทั้งหอผู้ป่วยวิกฤติและห้องแยกโรควันละ 6,250 บาท, ค่าบริการพยาบาลทั่วไปไอซียูวันละ 7,400 บาท, ค่าบริการแพทย์ขณะส่งผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลครั้งละ 2,000 บาท, ค่ารถยนต์รับส่งต่อผู้ป่วยจากบ้านหรือโรงแรมไป-กลับ ครั้งละ 875 บาท, ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดโรคชุดละ 13,750 บาท, ยา Remdesivir 100 mg inj. ให้เบิกจากกระทรวงสาธารณสุข&amp;rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ได้ไปหารือกับนายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดย สธ.ขอขยายพื้นที่เช่าศูนย์แสดงสินค้าเมืองทองในฮอลกลางมาทำเป็นเตียงใน รพ.บุษราคัมเพิ่มอีก 2,000 เตียง รวมทำให้ รพ.บุษราคัมมี 4,000 เตียง ช่วยให้การบริหารเตียงมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยการขยายนี้จะมีระยะเวลาไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังถูกโจมตีและล่าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งหัวหน้าศูนย์นั้น ได้โทรศัพท์ไปให้กำลังใจ ศ.นพ.ยง ซึ่ง ศ.นพ.ยงก็มีจิตใจเข้มแข็ง การทำหน้าที่ของคุณหมอจริงๆ ทำเพื่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภูมิคุ้มกัน หรือการตรวจหาเชื้อไวรัส ข้อมูลที่ให้ล้วนมีประโยชน์&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิดยังพบรายใหม่ 647 ราย เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายอายุ 78 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดผิดปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12 ราย ได้แก่ อ.ลำปลายมาศ 6 ราย อ.โนนสุวรรณ 3 ราย อ.นาโพธิ์ 2 ราย และ อ.เมือง 1 ราย รักษาตัวหายกลับบ้านแล้ว 222 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 57 ราย &amp;nbsp;และเสียชีวิตสะสม 3 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ปัตตานี พบผู้ป่วยรายใหม่ 100 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เพศชายอายุ 55 ปี ชาว ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์แอฟริกา นอกจากนี้พบคลัสเตอร์ใหม่เป็นโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจำกัด มีพนักงานติดเชื้อกว่า 30 คน ทำให้พนักงานอีก 300 คนต้องกักตัวทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สงขลา มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 182 ราย มาจากคลัสเตอร์กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยยืนยันในพื้นที่ เช่น ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อในโรงงาน สัมผัสผู้ป่วยในชุมชน สัมผัสผู้ติดเชื้อในร้านค้า ผู้สัมผัสเสี่ยงจากโรงเรียนสอนศาสนา จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา และผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อกลุ่มอื่นๆ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108092</URL_LINK>
                <HASHTAG>662 ราย, 692 ราย &quot;ปากน้ำ&quot;, ครม., พุ่งวันเดียว 1, ยอดติดเชื้อใหม่เพิ่มอีก 4, รพ.ราชวิถี, ศบค., สปสช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60da6e934cbb0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมช.สธ.เช็กความพร้อมห้อง&#039;ICUโควิด&#039;รพ.ราชวิถี รองรับผู้ป่วยเหลืองเข้ม-ส้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค. 64 - นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยอธิบดีกรมควบคุมโรค เข้าตรวจเยี่ยมห้อง ICU โควิด-19 ส่วนต่อขยาย โรงพยาบาลราชวิถี โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ โดยห้อง ICU โควิด-19 ดังกล่าว ก่อสร้างโดยบริษัท SCG ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้าง 10 วัน มีขนาด 10 เตียง มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก โดยมีการติดตั้งเครื่องโพส​ ซึ่งเป็นอุปกรณ์รักษาผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงช่วยทำหน้าที่หายใจแทนตัวผู้ป่วย และช่วยลดการใช้เครื่องช่วยหายใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ สำหรับ ห้อง ICU โควิด-19 ส่วนต่อขยาย จะใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองเข้ม สีส้ม เป็นกลุ่มที่อาการไม่รุนแรงแต่มีอาการเหนื่อยหอบมีปัจจัยเสี่ยงเข้าสู่ผู้ป่วยขั้นวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากจำนวนผู้ป่วยสีเหลืองเข้มและสีส้มยังมีอัตราตัวเลขไม่ลดลง และมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ห้อง ICU โควิด-19 ส่วนต่อขยาย ก็จำเป็นต้องขยายไปในพื้นที่โรงพยาบาลอื่นๆ พร้อมยืนยันการควบคุมโรคโควิด-19 ให้ได้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชน เพราะการรักษาเป็นปลายทางหรือขั้นตอนสุดท้าย แต่การป้องกันโรคด้วยการสวมใส่แมสก์ การเว้นระยะห่างทางสังคม ลดความใกล้ชิด และปฏิบัติตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุข เป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ขณะเดียวกัน การควบคุมโรคและการเข้าหาผู้ป่วยเชิงรุกรวมถึงการสอบสวนโรคของภาครัฐ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสามารถลดตัวเลขผู้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี&amp;quot; รมช.สาธารณสุข ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ICU, รพ.ราชวิถี, สาธิต ปิตุเตชะ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_6098c9614231a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวปลอม!ราชวิถีแจงอย่าแชร์ข่าวปลอมพบพม่าติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.63- ตามที่มีการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ข้อความว่า &amp;quot;เพื่อนที่เป็นหมอที่ราชวิถี แจ้งมาว่า มีพม่ามาขอตรวจไทรอยด์ที่ รพ.ทำให้พบว่าเป็นโควิดพม่าพวกนี้ลักลอบเข้ามาไทยเมื่อ 4 สัปดาห์ที่แล้ว มาอยู่กับเพื่อนพม่าใน กทม เพื่อหางานทำ ที่เข้ามาลักษณะนี้มีอีกมาก กระจายเป็นแรงงาน&amp;nbsp;ตามที่ต่างๆโดยรัฐยังตามไม่ได้ฉะนั้นแนะนำให้พวกเราใส่หน้ากากกันอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองค่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรแชร์ต่อ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79440</URL_LINK>
                <HASHTAG>พม่า, รพ.ราชวิถี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f796f2ea3965.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เผยประสบการณ์รักษาผู้ป่วยโควิด มาเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;11 พ.ค.63- ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงประสบการณ์การดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน สถาบันการแพทย์สังกัดกระทรวงกลาโหม ราชวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตรวจคัดกรองตามเกณฑ์เฝ้าระวังและสอบสวนโรค ที่ผ่านมาได้ดูแลผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล ปัจจุบันยังนอนรักษาเพียง 12 ราย จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนเตียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอยู่ถึง 2,263 เตียง เป็นเตียงผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) 147 เตียง เป็นของรัฐ 72 เตียง เอกชน 75 เตียง สามารถขยายเพื่อรองรับการระบาดในระยะที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนอย่างเข้มงวด โดยพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้ต่อไปและเป็นที่น่ายินดีว่า ไม่พบบุคลากรติดเชื้อจากการดูแลผู้ป่วยโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโควิด 19 ที่เข้ารับการรักษาอยู่ที่ 69 ราย รักษาหาย 64 ราย คิดเป็นร้อยละ 92.75 ทำให้ได้ประสบการณ์การรักษา โดยผู้ป่วยรายแรกของโรงพยาบาลราชวิถี อายุ 31 ปี เข้ามารับการรักษาเร็ว ได้รับยาฟาวิพิลาเวียร์ เพียง 3 วันพบว่าหายป่วย กรณีนี้สรุปได้ว่าอายุน้อยมารับการรักษาเร็วโอกาสหายสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างที่สอง เป็นผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มีอาการไข้ถึง 13 วัน จึงมารักษา อีก 4 วันต่อมาเสียชีวิต ทำให้เห็นว่าอายุมากแม้ไม่มีโรคประจำตัวหากเข้ารับการรักษาช้าเสี่ยงต่อการเสียชีวิต&amp;nbsp;
ส่วนตัวอย่างที่สามเป็นเพศหญิงอายุ 57 ปี ติดเชื้อจากบุตรสาว 4 วันแรกที่เข้าโรงพยาบาลไม่มีอาการ ในวันที่ 5 เริ่มมีไข้ ปอดอักเสบ ได้รับการรักษาเร็วด้วยยาฟาวิพิลาเวียร์ ต่อมาหายป่วย บทเรียนการรักษาโควิด 19 ทำให้เห็นว่า ยาฟาวิพิลาเวียร์ช่วยในการรักษาปอดอักเสบได้ และเมื่อมีอาการป่วยต้องรีบเข้ารับการรักษาจึงจะมีโอกาสหายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรมปอด สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า สถาบันโรคทรวงอกให้ความสำคัญการป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ จึงเริ่มต้นการแยกพื้นที่การตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด 19 การจัดหอพักผู้ป่วยความดันลบ โดยนำความรู้จากการรักษาผู้ป่วยวัณโรคมาประยุกต์ใช้ ทำให้รับมือการรักษาได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร, ผู้ป่วยโควิด, รพ.ราชวิถี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb929c0b8a12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 นวัตกรรม &quot;Mobile Isolation Unit ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ และห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย. 63- &amp;nbsp;มูลนิธิเอสซีจี ส่งมอบ 2 นวัตกรรมป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ด้วยระบบควบคุมความดันอากาศ ช่วยปกป้องบุคลากรการแพทย์จากความเสี่ยงในการติดเชื้อ ประกอบด้วย นวัตกรรมห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เหมาะสำหรับการใช้ในห้องฉุกเฉิน (ห้องไอซียูโควิด หรือ Ward PUI) และนวัตกรรมห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ สำหรับการตรวจเชื้อที่ปลอดภัยสำหรับทีมแพทย์และผู้ป่วย ชูจุดแข็งติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานตามวัตถุประสงค์ได้ใกล้เคียงกับโครงสร้างถาวร &amp;nbsp; เริ่มใช้แล้วแห่งแรกที่ รพ.ราชวิถี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ รพ.ราชวิถี กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน รพ.ราชวิถี เป็นศูนย์หลักของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการรับดูแลผู้ป่วยโควิด-19 นอกจากนี้ เรายังมีคนไข้ของแผนกต่าง ๆ ที่เข้ารับการรักษาหรือต้องการการผ่าตัดแบบเร่งด่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนไข้เหล่านี้หลายคนมาแบบฉุกเฉินและไม่สามารถให้ประวัติที่ชัดเจนได้ ทางโรงพยาบาลจึงจำเป็นจะต้องแยกผู้ป่วยเหล่านี้เอาไว้อยู่ในกลุ่มที่รอการยืนยันผล เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ นวัตกรรมห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ และห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ ที่รพ.ราชวิถี &amp;nbsp;พัฒนาร่วมกับ เอสซีจี ทำให้สามารถสร้างระบบการดูแลผู้ป่วย &amp;ldquo;แยกโรคและเก็บกักเชื้อ&amp;rdquo; ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสูงในการป้องกันการแพร่เชื้อไปยังบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและขอขอบคุณทีมวิศวกรเอสซีจีที่เข้ามาร่วมกับทีมแพทย์ของราชวิถี พัฒนาในเวลาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้ในเวลาอันสั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เปิดเผยว่า เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมกลุ่ม Mobile Isolation Unit หรืออุปกรณ์ป้องกันเชื้อแบบเคลื่อนที่ ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาล 3 แห่ง เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของแพทย์มากที่สุด โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยง และเสริมความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้ทีมแพทย์รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ การทำงานด้วยระบบควบคุมความดันอากาศ จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอากาศที่ไหลเข้าหรือออกจะถูกดูดหรือเป่าผ่านเครื่องปรับความดันเเละระบบกรองอากาศระดับ HEPA จึงมั่นใจได้ว่าอากาศที่กรองมีความสะอาด ปลอดภัยทั้งภายนอกและภายใน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์และพยาบาลสามารถสอดมือออกมาทำหัตถการ (Swab) ในห้องตรวจเชื้อความดันบวก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังออกแบบโครงสร้างทุกชิ้นให้แข็งแรง มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลักเนื่องจากมีน้ำหนักเบาแต่คงความแข็งแรงทนทาน ติดตั้งรื้อถอนได้ง่าย และเคลื่อนย้ายสะดวก ถือเป็นนวัตกรรมทางเลือกสำหรับโรงพยาบาล เพื่อช่วยปกป้องบุคลากรการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องพวกเรา โดยวันนี้มูลนิธิเอสซีจี และเอสซีจี ได้นำมามอบให้กับโรงพยาบาลราชวิถีเป็นแห่งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคปซูลความดันลบขนาดเล็ก สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อเข้าเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนวัตกรรมกลุ่ม Mobile Isolation Unit ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp;
1.) ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ (Negative Pressure Isolation Room) เป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษที่ออกแบบให้เหมาะกับปฏิบัติการในห้องฉุกเฉิน ห้องไอซียู หรือแม้แต่เป็นห้องพักผู้ป่วย เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถรักษาผู้ป่วยหนักได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น ๆ &amp;nbsp;ทำงานด้วยระบบความดันลบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ภายนอก ซึ่งอากาศที่ไหลออกจากห้องจะถูกดูดผ่านเครื่องปรับความดันเเละระบบกรองอากาศระดับ HEPA ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนชั้นนอก และชั้นในซึ่งเป็นห้องผู้ป่วย ออกแบบเป็นประตู 2 ชั้น (Double Door) และเป็นซิปรูด 2 ทาง เพื่อความสะดวกในการเข้า-ออกของเจ้าหน้าที่ โดยควบคุมความดันของห้องให้คงที่ เพื่อป้องกันการเล็ดลอดของเชื้อ หลังจากปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้พื้นที่บริเวณชั้นนอกสำหรับเปลี่ยนชุดและทิ้งขยะติดเชื้อ โครงสร้างหลักผลิตจากโลหะที่มีความแข็งแรง คลุมด้วยผ้าใบและพลาสติกพีวีซี ใช้เวลาเพียง 30 นาทีในการติดตั้งและรื้อถอน สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามพื้นที่ของห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมแพทย์ช่วยกันติดตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.) ห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ (Negative / Positive Pressure Isolation Chamber) เป็นห้องตรวจที่ช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถสอดมือเข้าไปทำหัตถการ (Swab) โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย ออกแบบเป็นทรงกระบอกแนวตั้ง ทางเข้าเป็นซิปรูดสำหรับเปิด-ปิด เพื่อให้สะดวกในการใช้งาน ด้านหน้าเจาะช่องและปิดด้วยพลาสติกใส เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถมองเห็นผู้ป่วยและสื่อสารกันได้ ภายในห้องควบคุมความดันอากาศให้เป็นได้ทั้งลบหรือบวก ซึ่งอากาศที่ไหลเข้าหรือออกจากห้องจะถูกดูดหรือเป่าผ่านเครื่องปรับความดันเเละระบบกรองอากาศระดับ HEPA เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศที่กรองมีความสะอาดปลอดภัยทั้งภายนอกและภายใน โครงสร้างหลักผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอย และผ้าใบพีวีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออกแบบเป็นประตู 2 ชั้น และเป็นซิปรูด 2 ทาง เพื่อป้องกันเชื้อเเพร่กระจายระหว่างเข้าออก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนวัตกรรมหลักทั้ง 2 ตัวที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ทีมแพทย์และพยาบาล ในการปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉิน และการตรวจหาเชื้อแล้ว เอสซีจียังได้ส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันเชื้อแบบเคลื่อนที่อื่นๆ &amp;nbsp;ได้แก่ แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ (Negative Pressure Isolation Capsule) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แคปซูลความดันลบขนาดเล็ก สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อเข้าเครื่อง CT (Small Isolation Capsule for CT scan) ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าเครื่อง CT และ อุปกรณ์ครอบศีรษะคนไข้เพื่อป้องกันเชื้อสำหรับงานทันตกรรม (DENT Guard) ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสัมผัสละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายในขณะที่ทีมแพทย์ปฏิบัติงาน ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า มูลนิธิเอสซีจี ตระหนักถึงความรุนแรงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;และรู้สึกห่วงใยพี่น้องชาวไทย ที่กำลังเผชิญกันอยู่ขณะนี้ จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ &amp;ldquo;ช่วยกันแคร์ดูแลกัน&amp;rdquo; ให้ประเทศไทยก้าวผ่านภัยครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท &amp;nbsp;สำหรับการพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ใกล้ชิด &amp;nbsp;ที่ผ่านมาได้ส่งมอบความช่วยเหลือให้กับ รพ.ราชวิถีและ รพ.รามาธิบดีไปแล้ว และกำลังเร่งส่งมอบนวัตกรรมต่างๆ ให้แก่ รพ. ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกจำนวนมากที่ต้องการห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบและห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมทั้งหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงมีแนวคิดที่จะช่วยเปิดรับบริจาคเงินเพื่อจัดหานวัตกรรมดังกล่าว เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลที่มีความจำเป็น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คอลเซ็นเตอร์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โทร. 02-586-2888&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62766</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา, มูลนิธิเอสซีจี, รพ.ราชวิถี, ห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่, ห้องตรวจโรคความดันลบ, ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e906b969394f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
