<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ &#039;เผยรพ.วิชัยยุทธ เตรียมนำ &#039;ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล &#039;มาใช้รักษาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เปิดเผยว่า รพ.วิชัยยุทธ &amp;nbsp;เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.มนูญ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สูงอายุ &amp;nbsp; โรคอ้วน &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด &amp;nbsp;โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 &amp;nbsp;โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต &amp;nbsp;โรคตับเรื้อรัง &amp;nbsp;มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก&amp;rdquo; นพ.มนูญ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115879</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, ยาแอนติบอดิสูตรค็อกเทล, รพ.วิชัยยุทธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136e49b65b7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินน้ำมันกัญชา หามส่งห้องฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุรเพทย์ รพ.วิชัยยุทธโพสต์เตือนอันตรายจากการใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาด เผยพบผู้ป่วยใช้ 40 หยดจนประสาทหลอนต้องส่งห้องฉุกเฉิน เชื่อเคสนี้จะทวีจำนวนมากขึ้น อธิบดีกรมการแพทย์วอนผู้ใช้ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ชี้ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลรักษาได้ทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ และหัวหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.วิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีพบผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากการใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาดจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของ รพ. ว่า ตั้งแต่มีข่าวประโยชน์ของกัญชาในการรักษาสารพัดโรค ซึ่งบางโรคยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลการรักษาทางการแพทย์ เริ่มมีคนไข้เข้าห้องฉุกเฉินในเวลากลางดึก เนื่องจากกินน้ำมันกัญชาเกินขนาดหลายคนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีผู้ป่วยชายไทยอายุ 28 ปี มีปัญหานอนไม่หลับ และดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ไม่เคยใช้กัญชามาก่อนในชีวิต เพิ่งไปรับน้ำมันกัญชาครั้งแรกมา 1 ขวด ขนาด 5 มิลลิลิตร เที่ยงคืนแล้วยังนอนไม่หลับ จึงทดลองหยดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้น 1 หยด รอสักพักไม่หลับ หยดต่ออีก 2 หยด เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย จึงหยดต่อไปเรื่อยๆ รวมแล้วประมาณ 40 หยด ใช้ไปประมาณ 2 มิลลิลิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนตี 3 เริ่มมีประสาทหลอน เห็นนรกมาเอาตัว เห็นภาพภรรยาเป็น 2 คน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แขนขาเกร็ง ลุกยืนเดินไม่ได้ มีคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ภรรยาเรียกรถฉุกเฉินมาส่งโรงพยาบาล ตรวจเลือดเม็ดเลือดขาวในเลือดขึ้นสูง 20, 100 ได้ให้น้ำเกลือและให้นอนพักใน รพ. รักษาแบบประคับประคอง เพราะไม่มียาต้านพิษกัญชาโดยตรง คนไข้อาการดีขึ้นเอง แต่หลังจากนอนตื่นขึ้นมา จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ครบถ้วน คนไข้รายนี้ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับน้ำมันกัญชา ยิ่งทำให้ผลข้างเคียงของน้ำมันกัญชาโดยเฉพาะจากสารเคมี THC เพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ทุกวันจะมีคนไข้หลายคนขอใบรับรองแพทย์จากหมอ เพื่อยืนยันว่าป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับและโรคอื่นๆ เพื่อไปขอรับกัญชา ถึงแม้จะไม่มีรายงานว่ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดทำให้ถึงตาย แต่ก็ทำให้ป่วยถึงขั้นเข้า รพ.ได้ ในอนาคตเชื่อว่าจะมีคนไทยที่กินน้ำมันกัญชาเกินขนาดมาเข้า รพ.แบบฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าถ้ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายมากหากต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร ถ้าจะทดลองใช้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เริ่มวันแรก 1 หยด ค่อยๆ ปรับช้าๆ ใช้เวลาหลายๆ วัน ปรับขึ้นทีละ 1-2 หยด ไม่ใช่ใช้มากตั้งแต่วันแรกอย่างผู้ป่วยรายนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการหยดน้ำมันหลายๆ หยดใต้ลิ้นในเวลาเดียวกัน (ไม่เฉพาะแต่น้ำมันกัญชา) แล้วล้มตัวลงนอน คือการสำลักน้ำมัน เพราะน้ำมันเบากว่าน้ำ น้ำมันอาจเล็ดลอดไหลลงหลอดลมและปอด โดยเฉพาะคนสูงอายุ โดยคนที่สำลักไม่รู้ตัว การสำลักน้ำมันปริมาณน้อยๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดปอดอักเสบจากการสำลักน้ำมัน (Lipoid pneumonia) เมื่อเป็นปอดอักเสบแล้วรักษายาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเห็นด้วยกับข้อบ่งชี้ของโรคที่เมื่อรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล ให้ใช้น้ำมันกัญชาได้ 1.โรคมะเร็งระยะสุดท้าย 2.คลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด 3.ปวดเรื้อรังจากโรคมะเร็ง 4.กล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคเอ็มเอสปลอกปลายประสาทอักเสบ และ 5.โรคลมชักดื้อยาในเด็ก จากประสบการณ์ของผมในการดูแลรักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้น้ำมันกัญชาหลายคน พบว่าน้ำมันกัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนและปวดได้บ้าง แต่ไม่สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายได้ ไม่ควรใช้น้ำมันกัญชากับคนที่ป่วยด้วยโรคที่ปัจจุบันมียารักษาได้ผลอยู่แล้ว อย่างเช่นโรคติดเชื้อเอชไอวี จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยหากหยุดยาต้านไวรัสแล้วเปลี่ยนมากินน้ำมันกัญชาแทน เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย&amp;quot; นพ.มนูญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังเปิดการอบรมกัญชาการแพทย์รุ่น 2 กับแพทย์และเภสัชกร ว่า ได้เน้นย้ำเรื่องการสั่งจ่ายและการใช้กัญชาทางการแพทย์ หลังเกิดปัญหาคนทดลองใช้กัญชาจนเกิดอาการวูบ หัวใจเต้นเร็ว และได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยมีอาการจากพิษของกัญชา ทั้งหัวใจเต้นเร็ว &amp;nbsp;วูบ และอยากทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ผู้ที่ใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ร่วมด้วย เนื่องจากองค์ความรู้ของการใช้กัญชายังไม่แน่ชัดถึงความเหมาะสมในการใช้ ทำให้บางคนมีอาการได้รับผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของกัญชา เพราะกัญชายังจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า การอบรมใช้กัญชาทางการแพทย์เน้นการดูแลใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคลมชักในเด็ก, แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด บรรเทาอาการปวด กรณีที่ไม่สามารถใช้ยาแก้ปวดอื่นได้ และปลอกประสาทเสื่อมเท่านั้น ไม่ได้สามารถรักษาได้ทุกโรค เพราะกัญชาไม่ใช่ยาครอบจักรวาลรักษาได้ทุกอย่าง และไม่ได้รักษาได้ถึง 39 โรคอย่างที่มีการแชร์และส่งต่อในระบบไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ บรมราชชนนี กล่าวว่า กัญชายังเป็นยาเสพติดประเภท 5 แน่นอนว่าย่อมมีฤทธิ์ทั้งกดประสาทและกระตุ้น ทำให้ผู้ได้รับกัญชามีตั้งแต่นอนหลับ สลบไสล ตื่นตัว กังวล หัวใจเต้นเร็ว มีอาการทั้งทางกายและใจครบ การใช้น้ำมันกัญชาเพื่อหยดรักษาในขณะนี้ ควรทำภายใต้กรอบการดูแลของแพทย์ ไม่ใช่ทดลองใช้ตามลำพัง เพราะฤทธิ์ของกัญชาในการใช้ในแต่ละคน การแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนอาจไม่มีอาการมาก บางคนรุนแรง ซึ่งเมื่อมีอาการเกิดขึ้นแล้ว ใจสั่น หวิว วูบ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งแพทย์ด้วยว่าเพิ่งใช้กัญชามา เพื่อให้สามารถถอนพิษกัญชาได้อย่างรวดเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36635</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, รพ.วิชัยยุทธ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce69a84435f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
