<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ศรีธัญญา ก้าวสู่“สมาร์ท ฮอสปีตอล”เต็มรูปแบบ มีแค่บัตรประชาชนใบเดียวไม่ต้องใช้บัตร พ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3 ก.ย.61 - นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง &amp;nbsp;ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และคณะตรวจเยี่ยมโรงพยาบาล(รพ.)ศรีธัญญา จ.นนทบุรี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการประชาชนประจำปีงบประมาณ 2561และกล่าวว่า หลังจากที่รพ.ศรีธัญญาได้ปรับโฉมบริการประชาชนที่แผนกผู้ป่วยนอกหรือโอพีดี มีบรรยากาศที่เป็นมิตร ให้เกียรติ &amp;nbsp;ให้บริการดูแลเหมือนเป็นบุคคลในครอบครัวในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา &amp;nbsp;จากการสอบถามประชาชนพบว่ามีความประทับใจในบริการมากขึ้น &amp;nbsp;และขณะนี้ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้งโรงพยาบาล &amp;nbsp;เป็นสมาร์ท ฮอสปิตอล ( Smart Hospital ) ยุค4.0 เต็มรูปแบบแห่งแรกของกรมสุขภาพจิต &amp;nbsp;โดยเชื่อมโยงข้อมูลจุดบริการทุกแผนกทางระบบออนไลน์ เช่น ห้องตรวจของแพทย์กับห้องยา &amp;nbsp;ห้องแล็บ &amp;nbsp;เอ็กซเรย์ และใช้หุ่นยนต์ช่วยจัดยาให้ผู้ป่วย ลดความผิดพลาดได้ดี &amp;nbsp;ช่วยให้บุคลากรให้บริการผู้ป่วยได้รวดเร็ว &amp;nbsp;คล่องตัว &amp;nbsp;โดยผู้ป่วยทุกสิทธิ์หลักประกันสุขภาพใช้แค่บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ใช้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ &amp;nbsp;ไม่ต้องพกบัตรผู้ป่วยของโรงพยาบาลเหมือนในอดีต &amp;nbsp;เป็นการลดการสร้างบาดแผลทางใจให้ผู้ป่วยได้วิธีหนึ่ง &amp;nbsp; ขณะเดียวกันได้ใช้ระบบคิวอัตโนมัติ ผู้ป่วยสามารถใช้เวลาช่วงที่รอคิวตรวจ ไปทำกิจกรรมอื่นๆได้ &amp;nbsp;ลดความแออัดผู้ป่วยได้เป็นอันมาก โดยผู้ป่วยใหม่จะได้พบแพทย์ใน 20 นาที ส่วนผู้ป่วยเก่าและวิกฤติฉุกเฉินได้พบแพทย์ในเวลา 15 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 4 ที่มีอาการป่วยทางจิตในขั้นรุนแรง ยุ่งยาก ซับซ้อนหลังจากให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งกาย จิต สังคม และวิญญาณ &amp;nbsp;อาการดีและปลอดภัยแล้ว เพื่อส่งกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน โดยเชื่อมโยงระบบออนไลน์กับสถานพยาบาลปลายทางในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และนครนายกอย่างไร้รอยต่อเช่นเดียวกันผู้ป่วยโรคทางกาย ซึ่งที่ผ่านมาต้องใช้การส่งเอกสารทางไปรษณีย์หรือให้ญาติถือไป &amp;nbsp;เชื่อมั่นระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชนในอนาคตจะดีขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง สามารถอยู่กับครอบครัวได้อย่างปกติสุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนพ. ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ. รพ.ศรีธัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ป่วยจิตเวชมีการเจ็บป่วยที่หลากหลาย ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น ที่น่าสังเกตุพบว่าแนวโน้มป่วยทางจิตอย่างเดียวลดลง &amp;nbsp;จะพบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ40 มีปัญหาแทรกซ้อนทางกายร่วมด้วย บางคนมีถึง 5 โรคต้องรักษาไปพร้อมๆกัน &amp;nbsp;เช่นในผู้ป่วยจิตเภทซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยทางจิตกลุ่มใหญ่ที่สุด จะมีปัญหาผลกระทบจากการดื่มเหล้า ใช้ยาบ้า น้ำตาลในเลือดสูง มีความดันโลหิตสูง และปัญหาระดับเกลือแร่ในร่างกายหรืออิเล็คโทรไลท์ ( Electrolyte) ไม่สมดุล &amp;nbsp; ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดการใส่ใจดูแลสุขภาพเพราะมีอาการทางจิต &amp;nbsp;ในระยะยาวอาจมีผลกระทบการทำงานของหัวใจ ไต ผิดปกติ &amp;nbsp;ในปีที่ผ่านมาพบ 932 คน &amp;nbsp;ในช่วง 10 เดือนปีนี้พบจำนวน 602 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โรงพยาบาลฯได้จัดระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้ได้รับความปลอดภัย &amp;nbsp;โดยเปิดห้องแล็บ( Laboratory)หรือห้องตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจากสภาเทคนิคการแพทย์แล้ว &amp;nbsp;สามารถตรวจแล็บที่เร่งด่วนเช่น การตรวจปริมาณเม็ดเลือดขาว เกลือแร่ในเลือด ตรวจสารเอ็มไซม์(Enzyme)ของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด &amp;nbsp;ตรวจการทำงานของไต สารยาบ้าในเลือด &amp;nbsp;และรายงานผลเข้าที่ห้องตรวจแผนกผู้ป่วยนอกหรือที่ห้องจิตเวชฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วภายใน 15-20 นาที รวมทั้งมีเครื่องเอ็กซเรย์ระบบดิจิตอล &amp;nbsp; เพื่อใช้ประกอบการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ &amp;nbsp;ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงทีและปลอดภัย &amp;nbsp;ในรายที่มีอาการทางกายอยู่ในขั้นรุนแรง &amp;nbsp;จะมีระบบการส่งต่อให้โรงพยาบาลใกล้เคียงด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกันยังได้ปรับระบบการจัดอาหารให้ผู้ป่วย ซึ่งต่อวันมีผู้ป่วยพักรักษาเฉลี่ย 630 คน &amp;nbsp;จะเน้นจัดให้เหมาะสมกับรายบุคคล เฉพาะโรคหรือตามศาสนา &amp;nbsp;เพื่อให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย เช่นจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน &amp;nbsp;โรคความดันโลหิตสูง &amp;nbsp;อาหารย่อยง่าย เป็นต้น &amp;nbsp;และได้จัดอบรมพัฒนาความรู้บุคลากรทุกวิชาชีพ ให้เป็นระดับมืออาชีพในการดูแลผู้ป่วยทางจิตที่อาการยุ่งยากซับซ้อน &amp;quot;นพ.ศิริศักดิ์กล่าว .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16716</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, รพ.ศรีธัญญา, สมาร์ท ฮอสปิตอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8d0049f3cbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกความเป็นแม่...ไม่เคยล้มป่วย เสียงสะท้อนจาก...ศรีธัญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(กิจกรรมบำบัดของ รพ.ศรีธัญญา เพื่อถ่ายโอนความรู้สึก ปัญหา ตลอดจนสิ่งที่ต้องการ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่แต่ละคนได้พบเจอในผู้ป่วยจิตเวช ที่อาศัยการแชร์ข้อมูลระหว่างกันและกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อน หนึ่งในการรักษาควบคู่กับการให้ยาปรับสารเคมีในสมองผู้ป่วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คนเป็นแม่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน หรือต่อให้ต้องป่วยร้ายแรงเพียงใด ทว่าการเลี้ยงดูบุตรย่อมมาก่อนเสมอ แม้ว่าบ่อยครั้งเราจะเห็นภาพของคุณแม่วัยรุ่นที่อยู่ในภาวะไม่พร้อมแล้วทำแท้ง หรือทิ้งลูกน้อยไว้ในถังขยะ ..บ้างก็เสียชีวิต บ้างก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นส่วนน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในเทศกาลวันแม่ ที่เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่จะถือโอกาสนี้แสดงถึงความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นกรณีพิเศษ ตามวิถีและค่านิยมครอบครัวของตัวเองนั้น เราพาเข้าไปคุยกับอีกโลกหนึ่งที่แตกต่าง นั่นคือ สังคมมุมหนึ่งของผู้ป่วยจิตเวช ที่บางคนก็เป็นทั้งแม่ และบางคนก็เป็นลูก ...ว่าพวกเขากับความรู้สึกของความเป็นแม่นั้น...ป่วยด้วยหรือเปล่า???&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทวีรัตน์ ทองดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากคำบอกเล่าของ พี่นก-ทวีรัตน์ ทองดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.ศรีธัญญา ให้ความรู้เกี่ยวกับ &amp;ldquo;ผู้ป่วยโรคจิตเวช&amp;rdquo; ที่หลายคนมองว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย และบางรายก็ไล่ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ป่วยโรคนี้เกิดจากภาวะสารเคมีในสมองมีความบกพร่องในด้านต่างๆ จึงทำให้อาการของโรคจิตเวชแตกต่างกันออกไป เช่น หากผู้ป่วยมีภาวะก้าวร้าว นั่นแปลว่าสารเคมีในสมองส่วนดังกล่าวทำงานผิดปกติหรือบกพร่อง เป็นต้น กล่าวโดยสรุป สาเหตุของอาการป่วยด้านจิตเวชสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 ประเด็น 1.กรรมพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ 2.ความเครียดจากการเลี้ยงดูของครอบครัว 3.สารเสพติด, การดื่มแอลกอฮอล์ที่ไปกระตุ้นให้สมองยิ่งทำงานผิดปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยจิตเวชจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1.&amp;ldquo;โรคจิตเภท&amp;rdquo; ที่พบได้สูงถึงร้อยละ 55-60% ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติด้านความคิดและพฤติกรรม เช่น การที่ผู้ป่วยชอบสะสมสิ่งของแปลกๆ หรือชอบแปะรูปข้างผนัง โดยรูปดังกล่าวจะบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน อีกทั้งมีภาวะหูแว่วและภาพหลอน 2.&amp;ldquo;โรคไบโพลาร์&amp;rdquo; หรืออารมณ์ 2 ขั้ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และมักจะมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย แต่พอดี ผู้ป่วยจะรู้ตัวเอง ทั้งนี้ การรักษาโรคจิตเวช แพทย์จะให้ยาปรับสมดุลสารเคมีในสมองเพื่อให้ทำงานได้ปกติในส่วนที่ผู้ป่วยบกพร่อง ประกอบการใช้กิจกรรมกลุ่มเข้ามาบำบัด ในลักษณะของการสะท้อนปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพ กระทั่งสามารถที่จะกลับใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยทั่วไปเมื่อผู้ป่วยได้รับยา 3-4 สัปดาห์ ก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ หรือบางรายต้องกลับมาพบแพทย์ตามนัด
แม่..ป่วยจิตเวชก็ขึ้นชื่อว่าแม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไล่มาถึงประเด็นคนเป็นแม่ป่วยจิตเวชที่มารักษาใน รพ.ศรีธัญญา พี่นก พยาบาลชำนาญการ ระบุว่า เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมามีด้วยกัน 2 ราย ที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ไม่ได้คลอดใน รพ.ศรีธัญญา เนื่องจากรักษาอาการภาวะซึมเศร้าและดีขึ้น ทั้งนี้ เจ้าตัวเล่าว่า คนไข้เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็จะมักจะ &amp;ldquo;ห่วงลูกในท้อง&amp;rdquo; มากกว่าเรื่องอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้ป่วยจิตเวชสามารถเลี้ยงดูลูกได้เหมือนคุณแม่ปกติ หากดูแลตัวเองโดยการรับประทานยาและพบแพทย์โดยสม่ำเสมอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เข้ามารักษาซึ่งตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2-3 เดือน แม้แต่ญาติที่พามารักษาเขาก็จะไม่รู้ แต่ เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองท้องก็จะเป็นห่วงลูกก่อนเลย เพราะเขาจะบอกกับพยาบาลว่า &amp;ldquo;พี่ หนูท้องนะ!!!&amp;rdquo; ถ้ากินยาตัวนั้นตัวนี้ มันจะมีผลอะไรกับลูกไหม?? หรือบางครั้งอยากกินอาหารรสจัดก็จะไม่กล้ากิน นอกจากว่าเขาจะแพ้ท้องและอยากกินจริงๆ ก็จะขอกินกับเพื่อนคำสองคำเพื่อให้รู้รสเท่านั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกได้เลยว่า ผู้ป่วยที่มีความสุขและมีพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีจากครอบครัว กระทั่งผู้ป่วยที่ถูกสามีทำร้ายร่างกายขณะที่ยังท้อง เขาก็จะแสดงความรักและเป็นห่วงลูกก่อนเสมอ เมื่อเขาเริ่มจำความรู้สึกเดิมได้ ก็นึกถึงเรื่องท้องก่อนเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คนเป็นพ่อและแม่ส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งลูก ขอยกตัวอย่างพ่อแม่อายุเยอะที่มาเยี่ยมลูกสาวป่วยโรคจิตเวช บางรายซื้อของมาให้ลูกกิน และเอามือลูบหลังลูก ดังนั้นต่อให้ลูกเอะอะโวยวาย หรือแสดงอารมณ์หลุดโลกแค่ไหน คนเป็นพ่อแม่ย่อมรับได้ทุกอย่างค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการเลี้ยงดูลูกของคุณแม่ป่วยจิตเวชจะเหมือนกับคุณแม่ทั่วไปหรือไม่นั้น หากว่าแม่ป่วยมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่เป็นปกติ รับประทานยาติดต่อกันตลอด หรือหากสามารถคอนโทรลตัวเองได้ ก็จะสามารถเลี้ยงดูลูกได้เหมือนคุณแม่ปกติ คิดง่ายๆ ว่าถ้าแม่ป่วย 3 วันดี 4 วันไข้ หรือมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวใส่ลูก ก็จะส่งผลต่อลูก หรือเกิดการเลียนแบบคุณแม่ได้ ดังนั้นหากแม่ป่วยที่รักลูกก็ต้องรักษาตัวเองให้เป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติ หรือหาจุดตัดของปัญหา หรืออาการป่วยของตัวเองได้ และแก้ไขได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เช่น คุณแม่เริ่มมีอาการเครียดง่าย ก็ต้องหาวิธีสร้างความผ่อนคลายโดยการคิดบวก, หากิจกรรมทำ เป็นต้นว่าออกกำลังกาย หรือไปเที่ยวร่วมกับครอบครัว หรือเกิดภาวะเครียดจากการที่หายใจแรง ก็อาจต้องผ่อนลมหายใจให้ช้าลง ขณะเดียวกันให้ตั้งสติ และรีบบอกญาติให้พามาโรงพยาบาลค่ะ หรือจะใช้การฝึกสมาธิและสวดมนต์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ถ้าเรื่องไหนที่ทำให้เราสบายใจ สร้างความผ่อนคลายได้ ก็ให้รีบทำ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้ป่วยโรคจิตเวชตั้งครรภ์เข้ารับการรักษาที่ค่อนข้างน้อย ทว่าก็พบปัญหาหลักๆ คือ นอกจากเรื่องสุขภาพ โดยคุณแม่อาจมีโรคประจำตัว อาทิ โรคเบาหวาน และโรคความดัน ตลอดจนโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องดูแลร่วมด้วย ขณะมีบุตรแล้ว การดูแลและเลี้ยงดูหลังคลอดก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย กระทั่งบางรายปฏิเสธไม่มีบุตรต่อ พี่ทวีรัตน์ บอกให้ฟังถึงคำแนะนำดังกล่าวไปยังผู้ป่วย ตลอดจนญาติที่ดูแลไว้น่าสนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาในรอบหลายปีมีคุณแม่ป่วยจิตเวชที่พบว่าไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์กับใคร ที่สำคัญพ่อแม่หรือญาติที่พามารักษาก็ไม่รู้ว่าลูกตั้งครรภ์ ประกอบกับบางครั้ง ตัวผู้ป่วยหญิงเองก็ปฏิเสธที่จะมีบุตร เพราะอาจจะส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกหลังคลอด เนื่องจากมีฐานะยากจน ในส่วนนี้เราจะไม่ตัดสินใจให้เขา แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้คอยรับฟัง และ แนะนำให้เขาทิ้งเวลาไว้สักพัก โดยอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ เพราะอาจจะทำให้ความคิดเปลี่ยน ขณะเดียวกันก็จะบอกให้พ่อแม่พาลูกที่ป่วยซึ่งมีอาการดีขึ้นไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์เด็ก ตรงนั้นจะทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและอยากเลี้ยงลูกต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มของผู้ป่วยจิตเวชตั้งครรภ์ในอนาคตมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากคนมีความรู้มากขึ้น อีกทั้งญาติผู้ป่วยก็มักจะไม่สนับสนุนเรื่องการมีบุตร ส่วนนี้ในฐานะพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย เราก็จะให้คำแนะนำโดยการชี้ให้เห็นถึงผลดี-ผลเสียของการตั้งครรภ์ขณะป่วย เพื่อให้คุณแม่และครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคนไข้อาการดีขึ้น และมาปรึกษาเราเรื่องการมีบุตร ทางทีมพยาบาลของเราก็จะให้คำแนะนำในเชิงว่า ถ้ามีลูกต้องคิดให้รอบคอบ ต้องหมั่นดูแลตัวเองสม่ำเสมอ และอย่างที่บอกไปว่า ผู้ป่วยจิตเวชสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราเป็นแม่และเห็นลูกป่วยเหมือนตัวเองก็คงรู้สึกไม่ดี จึงจำเป็นต้องให้ครอบครัวมีส่วนตัดสินใจร่วมกันเอง แต่ถ้ารายไหนที่ตั้งครรภ์แล้ว เราก็จะแนะนำให้ทิ้งเวลาไว้ เพื่อเปลี่ยนความคิดในการเอาเด็กไว้ค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์ พยาบาลวิสัญญี ศูนย์บำบัดรักษาด้วยไฟฟ้า รพ.ศรีธัญญา กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชมา 18 ปี มองว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ ถ้ากินยาปกติก็แทบแยกไม่ออกว่าเขาเป็นผู้ป่วย ดังนั้นเขาสามารถเลี้ยงดูลูกได้ค่ะ แต่ถ้าหากขาดยา เขาก็จะเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะเราไม่สามารถไปควบคุมสมองได้ ดังนั้นที่เขาทำจึงไม่ใช่ตัวตนของเขา แต่เป็นความผิดปกติของสารในสมอง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าจะท้อง หรืออยากมีลูก ก็ต้องวางแผนการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ที่สำคัญญาติเองก็ต้องดูแลให้คนไข้กินยา เพราะเมื่อใดที่เขาปกติ เขาก็จะดูแลตัวเองและลูกได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์, ทวีรัตน์ ทองดี, รพ.ศรีธัญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคจิตเภท, โรคไบโพลาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6d77665725e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
