<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งฉีดวัคซีนครอบคลุม ใช้รพ.สต.,พื้นที่นอก รพ. เคาะประตูบ้าน หวังลดผู้เสียชีวิตที่มากสุดในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 64 &amp;nbsp;- ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงข่าว สถานการณ์โรคโควิด 19 และวัคซีนโควิด 19 ว่า ในวันนี้รายงานผู้ติดเชื้อกว่า 2 หมื่นคน หายป่วยกลับบ้านกว่า 2 หมื่นคน ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบกว่า 5,000 คน ใส่ท่อช่วยหายใจกว่า 1,000 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 362 คน &amp;nbsp;ยอดเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 209 ราย รวมยอดสะสมกว่า 7,400 คน คิดเป็น 0.85% อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก &amp;nbsp;โดยเฉลี่ยผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 7,552 คน และผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 9 แสนคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวถึงการเสียชีวิตวันที่ &amp;nbsp;15 ส.ค.จำนวน 209 รายว่า &amp;nbsp;อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 83 คน &amp;nbsp;และ 5 จังหวัดปริมณฑล อาทิ สมุทรสาคร นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ปทุมธานี จำนวน 58 คน รวม 2 พื้นที่ 141 คน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ของทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตเพศชาย 117 คน เพศหญิง 92 คน โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 68 ปี ผู้สูงอายุจึงเป็นกลุ่มสำคัญ เพราะในกลุ่มผู้เสียชีวิตมีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 137 คน คิดเป็น 66% ส่วนอายุน้อยกว่า 60 ปี แบ่งเป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 48 คน คิดเป็น 23% ไม่มีโรคเรื้อรัง 22 คน คิดเป็น 11% &amp;nbsp;เป็นเหตุผลสำคัญในการเน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีน &amp;nbsp; เพราะมีผลในการป้องกันการเสียชีวิตและป่วยรุนแรง อีกส่วนที่สำคัญคือ การเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ 2 ราย ในพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงในภาพรวม พบว่ามีโรคประจำตัวจะพบความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมไปถึงภาวะอ้วน และโรคประจำตัวอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า จากที่ได้รวบรวมข้อมูลกลุ่มอายุของผู้เสียชีวิตมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 พ.ค.-14 ส.ค.64 จำนวน 6,758 คน โดยในแผนภูมิที่แสดงกลุ่มอายุของผู้เสียชีวิต สีน้ำเงินเข้มอายุ 60-69 ปี มีประมาณ 24% และสีน้ำตาลอายุ 70 ปีขึ้นไป 42% โดยเฉลี่ยกลุ่มอายุทั้งสองสีนี้อยู่ที่ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 68% ดังนั้นการฉีดวัคซีนก็จะช่วยป้องกันความรุนแรงและการเสียชีวิต ในภาพรวมสถานการณ์ของประเทศไทยยังมีรายการติดเชื้ออยู่ในระดับสูงและคงตัวอยู่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีมาตรการต่างๆที่เข้มข้นมากขึ้นต่อเนื่องในเดือน ส.ค. โดยพื้นที่ต่างจังหวัดเมื่อก่อนยอดรวมผู้ติดเชื้ออาจจะน้อยกว่าในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีการส่งผู้ติดเชื้อกลับภูมิลำเนาทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เยอะขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนในไทยเพิ่มจากเมื่อวานจำนวน 2.8 แสนคน สะสมแล้วกว่า 23.4 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 17.8 ล้่านคน คิดเป็น 24% &amp;nbsp;และในเข็มที่ 2 จำนวน 5.07 ล้านคน &amp;nbsp;คิดเป็น 7% โดยแยกตามยี่ห้อ ซิโนแวคฉีดไปจำนวน 11 ล้านคน แอสตร้าเซนเนก้า &amp;nbsp;10 ล้านคน ซิโนฟาร์ม 1.8 ล้านคน และไฟเซอร์ 3.6 แสนคน โดยครอบคลุมในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับเข็มที่ 1 แล้วจำนวน 8.5 แสนคน เจ้าหน้าที่ด่านหน้าอื่นๆจำนวน &amp;nbsp;9.7 แสนคน อสม. จำนวน 5.6 แสนคน 7 กลุ่มโรคเรื้อรังจำนวน 1.9 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีข่าวการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) นพ.เฉวตสรร &amp;nbsp;ชี้แจงว่าตามมติที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อวันที่ 14 ส.ค.64 ว่า ในข้อนะนำการให้วัคซีน เพื่อทำให้การเข้าถึงการฉีดวัคซีนกว้างขวางและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;จากการฉีดที่มีคนมารับการฉีดมากกว่า 23 ล้านโดส แสดงถึงความมั่นใจในความปลอดภัย และประสิทธิผลวัคซีน &amp;nbsp;ดังนั้นการฉีดที่รพ.สต. เป็นการจัดบริการให้ใกล้บ้าน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย &amp;nbsp; ซึ่งในรายละเอียดคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ก็จะมีการประกาศข้อกำหนดและข้อแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบว่า &amp;nbsp;จะเข้าถึงการฉีดได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังมีแนวทางในการฉีดนอกสถานพยาบาลที่จะทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปฉีด ณ จุดให้บริการ เช่น วัด โรงเรียน หรืออาคารที่คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย หรือการฉีดตามบ้าน รถโมบาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมและบริบทของพื้นที่เพราะต้องมีการจัดบริการที่มีมาตรฐานและครอบคลุม ทั้งอุปกรณ์การฉีดและอุปกรณ์กู้ชีพ ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีน ขึ้นอยู่กับนโยบายและดุลยพินิจของกลุ่มอายุที่จะได้รับวัคซีน รวมไปถึงกลุ่มโรคเรื้อรัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงในกรณีที่คนในชุมชนหายหน้าไปรักษาโควิดประมาณ 10 วันและ 14 วัน กลับมาใช้ชีวิตปกติในชุมชนจะได้หรือไม่ นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิดในปัจจุบันจะยึดการรักษาผู้ป่วยให้ครบ 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วยวันแรก และมีการไปรักษาในโรงพยาบาล หรืออาจจะออกจากโรงพยาบาลมาก่อน 14 วัน ต้องกลับมาแยกกักตัวอยู่ที่บ้านให้ครบ 14 วัน เมื่อครบตามกำหนดแล้วก็ถือว่าหาย เพราะองค์ความรู้สำคัญ คือ ในระยะการรักษา 14 วันจะพ้นระยะของการแพร่เชื้อโรค หรือต้องตรวจให้เจอว่าไม่มีเชื้อหรือไม่นั้น มีแนวทางเขียนชัดเจน ไม่แนะนำให้มีการตรวจ เนื่องจากการตรวจไม่เจอเชื้ออาจจะมีซากเชื้อปริมาณน้อยๆ ที่อาจจะตรวจเจอได้หากนานเกินกว่า 14 วัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะแพร่สู่คนอื่น เพราะไปซากเชื้อที่ไม่สามารถแพร่เชื้อต่อได้ แต่ก็ยังคงมาตรการสาธารณสุขที่เข้มข้นเช่นเดิม หวังว่าพี่น้องในชุมชนจะเข้าใจ มั่นใจ และอย่างได้รังเกียจ เพราะทุกคนก็ต้องกลับไปดำเนินชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวถึงภาพรวมของโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 207 ล้านคน มีรายงานเพิ่มจากเมื่อวานจำนวน 5.5 แสนคน &amp;nbsp;โดยรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดยังคงเป็นสหรัฐอเมริกากว่า 37 ล้านคน โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวานกว่า 4.4 หมื่นคน &amp;nbsp;รองลงมาคือ ประเทศอินเดียอยู่ที่ 32 ล้านคน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวานจำนวน &amp;nbsp;3.6 หมื่นคน &amp;nbsp;ซึ่งหลายประเทศที่มีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางก็ยังพบการติดเชื้อรายใหม่ในจำนวนที่มาก แต่จำนวนการเสียชีวิตมีจำนวนที่น้อยลง &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามการระบาดครั้งนี้จะต้องมีการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องโดยตลอด เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเปรียบเทียบประชากรในอัตราการป่วยต่อประชากร 1 ล้านคน พบสหรัฐอเมริกามากสุดในจำนวน 1.1 แสนคน รองลงมาคืออังกฤษจำนวน 9.1 หมื่นคน มาเลเซีย 4.2 หมื่นคน ส่วนไทยอยู่ที่ 1.2 หมื่นคน &amp;nbsp; และอัตราการตายต่อประชากร 1 ล้านคน พบสูงสุดในอังกฤษ 1,917 คน รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา 1,913 คน ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 108 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างจากประเทศที่เจอการระบาดในระลอกแรกและสองอย่างมาก&amp;nbsp;
จากการคำนวนจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโควิดรายใหม่เฉลี่ยรายวัน โดยการเฉลี่ยยอดหลัง 7 วัน ในกราฟพบว่าสหรัฐมีการติดเชื้อรายใหม่ต่อวันเกินแสนคน ในจำนวนนี้การเสียชีวิตไม่สูงมาก โดยทางศูนย์ควบคุมโรค สหรัฐอเมริกาก็ได้มีการมาตรการแนวทางในการสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกัน จะเห็นว่าแม้มีการฉีดวัคซีน mRNA ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงก็ยังมีโอกาสการติดเชื้อโควิด สายพันธุ์เดลต้าได้ &amp;nbsp;รองลงมาคืออังกฤษที่เฉลี่ยรายวันเกินหมื่นคน ใกล้เคียงกับฝรั่งเศส และเยอรมันนีที่ต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณวันละ 5 พันคน ใกล้เคียงกับประเทศอิสราเอลที่มีการฉีดวัคซีนในวงกว้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคืบหน้าการฉีดวัคซีนในอาเซียนรวมฉีดไปแล้วกว่า 203 ล้านโดส โดยอันดับที่ 1 คือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดมีการฉีดวัคซีนไปจำนวน 82 ล้านโดส คิดเป็นเป็นเข็มที่ 1อัตรา 19.6% อันดับที่ 2 คือ มาเลเซียฉีดไปทั้งสิน 26.8 ล้านโดส ครอบคลุมเข็มที่ 1จำนวน 51% อันดับ 3 ประเทศฟิลิปปินส์ 26.1 ล้านโดส ครอบคลุมเข็มที่ 1 เท่ากับ 12.7% และอันดับที่ 4 ประเทศไทยรวม 23 ล้านโดส ครอบคลุมเข็มที่ 1 เท่ากับ 26.7% ซึ่งตัวหาร ณ ขณะนั้น อาจจะแตกต่างจากยอดรวมวัคซีนสะสมของประเทศ ซึ่งห่างจากอันดับรองลงคือประเทศกัมพูชามากพอสมควร ซึ่ง 10 ประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในปริมาณที่สูงที่สุด คือ ประเทศจีนจำนวน 1.8 พันล้านโดส รองลงมาคือประเทศอินเดียจำนวน &amp;nbsp;529 ล้านโดส สหรัฐอเมริกาจำนวน 354 ล้านโดส บราซิลจำนวน 160 ล้านโดส ญี่ปุ่นจำนวน 108 ล้านโดส เยอรมันนีจำนวน 96 ล้านโดส อังกฤษจำนวน 87 ล้านโดส ตุรกีจำนวน 82.77 ล้านโดส อินโดนีเซียจำนวน 82.22 ล้านโดส และฝรั่งเศสจำนวน 80 ล้านโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอย้ำว่า การจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์ในส่วนของการบริจาคจำนวน 1.5 ล้านโดส มีการกำหนดปริมาณการจัดสรรตามกลุ่มเป้าหมายชัดเจน สามารถติดตามได้ ไม่มีวัคซีนส่วนไหนจะสูญหาย และไม่มีการฉีดวีไอพี เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตรงกัน หากประชาชนพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยสามารถรายงานมาได้ที่ สธ. เพื่อทำการตรวจสอบ รวมถึงได้มีการย้ำไปทุกจุดที่ให้บริการวัคซีนว่า ต้องฉีดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ บุคลากรด่านหน้า จากการติดตามเมื่อเช้าวันนี้ก็พบว่าในจังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ก็เริ่มมีการฉีดไฟเซอร์ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว และย้ำอีกทีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง และมีการเสียชีวิตเกิน 200 คนต่อวัน จึงมีการเพิ่มมาตรการดูแลและการตรวจหาเชื้อด้วย ATK รวมไปถึงการระดมการฉีดวัคซีนให้ถึงเป้าหมาย 100 ล้านโดสภายในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113375</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฉีดวัคซีน, นพ.เฉวตสรร นามวาท, รพ.สต., อัตราผู้เสียชีวิตโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118df9064b34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมแพทย์แผนไทยเห็นชอบให้ 16 ตำรับยาที่มี&quot;กัญชา&quot;ปรุงผสม ใช้ได้ใน 152 รพ.สต.รวมทั้งสนับสนุนการปลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.ค.63- &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีประชาชนที่สนใจเข้ารับรักษาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทั้ง 291 แห่งทั่วประเทศ กว่า 60,000 ครั้ง และเพื่อเป็นการเพิ่มการเข้าถึง และให้ประชาชนได้รักษาด้วยยากัญชาแผนไทยที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มาตรฐาน ถูกกฎหมาย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้ให้ รพ.สต. ที่มีแพทย์แผนไทยปฏิบัติงานประจำใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ 16 ตำรับ โดยคัดเลือกตำรับที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.มรุต กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการส่งเสริม พัฒนาองค์ความรู้ด้านการปลูกและใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์แผนไทย นำผลผลิตที่ได้ปรุงเป็นยาน้ำมันสนั่นไตรภพ และผลิตเป็นยากัญชา ในระบบโรงงาน WHO-GMP สำหรับสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ จึงได้ให้ รพ.สต.ที่มีความพร้อม 152 แห่ง ร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ขยายการปลูกพืชกัญชาสำหรับใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งได้ตั้งเป้าจำนวนผู้รับบริการประมาณ 15,200 คน ขณะนี้นำร่องไปแล้ว 4 แห่ง คือ รพ.สต.คลองม่วง จ.นครราชสีมา รพ.สต.เชียงพิณ จ.อุดรธานี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รพ.สต. บ้านนายอเหนือ จ.สกลนคร และ รพ.สต.บ้านนาปะขอ จ.พัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีแหล่งปลูกกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์แผนไทย 6 แห่ง คือ วิสาหกิจชุมชนฯ เพชรสานนา จ.ลำปาง, วิสาหกิจชุมชนฯ บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน จ.สกลนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีแหล่งผลิตตำรับยากัญชา 6 แห่ง คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่, กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร, โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร, โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์, โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลดอนตูม จ.นครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม, นพ.มรุต   จิรเศรษฐสิริ, รพ.สต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d158a7af82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 17:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จัดแพคเก็จ&quot; กำลังใจ  เที่ยวทั่วไทย&quot;ตอบแทน อสม.-อสส.จนท.รพ.สต.ช่วยต้านโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.63 - ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนพ. บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ที่ปรึกษา รมช.สธ. &amp;nbsp;นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ( สบส.) ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ นพ.สาธารณสุขจังหวัด ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพภาคประชาชนทุกจังหวัด ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการเที่ยวปันสุข แพ็คเกจกำลังใจ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.สาธิตกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมภาคการท่องเที่ยว จัดทำ โครงการเที่ยวปันสุข แพ็คเกจกำลังใจ เพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นการตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.)และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทีมแพทย์ พยาบาล &amp;nbsp;ทำงานเชิงรุกควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นการกระตุ้นการเดินทางจากภาครัฐโดยตรง ซึ่งจะ เป็นส่วนหนึ่งในการเยียวยาผู้ประกอบการและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบให้สามารถ ประคองธุรกิจและประกอบอาชีพได้ โดยสนับสนุนงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน 2 วัน 1 คืน คนละ 2,000 บาท โดยมีเป้าหมายจำนวน 1.2 ล้านคน เดินทางโดยใช้บริการของบริษัทนำเที่ยวในประเทศที่มีการจดทะเบียน ถูกต้องตามกฎหมายกับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลต้องการตอบแทน อสม. / อสส. และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่ทำงานหนักในสถานการณ์ที่ผ่านมาจึงอยากให้ได้ใช้สิทธิ และขอความร่วมมือ ถ้าไม่ไป หรือไปไม่ได้ &amp;ldquo;ไม่ต้องลงทะเบียน&amp;rdquo; ค่อยๆ ทยอยไปเที่ยว มีเวลาถึง &amp;nbsp;31 ตุลาคม 2563 แนะนำให้เลือกเดินทางในวันธรรมดา ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้บริการบริษัททัวร์นำเที่ยวภายในจังหวัดก่อน และเดินทางเป็นหมู่คณะ ไม่สามารถให้บุคคลอื่นใช้สิทธิแทนได้ ขอให้ทุกท่านเที่ยวอย่างมีความสุข ช่วยกันไม่ให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ&amp;rdquo; ดร.สาธิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพี่น้อง อสม. อสส.และเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติงานดูแลประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด 19 อย่างเข้มแข็ง ลงพื้นที่ให้ความรู้ เฝ้าระวังคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เยี่ยมติดตามกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน รวมถึงปฏิบัติงาน ณ จุดคัดกรองชุมชน เคาะประตูบ้านกว่า 14,027,310 หลังคาเรือน โครงการนี้จึงตั้งใจตอบแทนทุกท่านที่ได้เสียสละปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ อสม. อสส. และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่สนใจลงทะเบียนและเลือกรายการนำเที่ยวได้ที่เว็บไซต์ www.เที่ยวปันสุข.ไทย และติดตั้งแอพพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; กดรับสิทธิ &amp;ldquo;โครงการกำลังใจ&amp;rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 - วันที่ 29 ตุลาคม 2563 (เริ่มเดินทางได้ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 31 ตุลาคม 2563)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72214</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อสม., รพ.สต., สาธิต ปิดุเตชะ, อสส., เที่ยวทั่วไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f181476c450b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>25ก.ค.ดีเดย์ให้บุคลากรทางแพทย์ลงทะเบียนโครงการ &#039;กำลังใจ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.2563 - &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการกำลังใจของเจ้าหน้าที่ อสม. อสส.และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. จะเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 25 ก.ค.2563 &amp;nbsp;โดยผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมี 1.2 ล้านราย โดยลงทะเบียนผ่านโทรศัพท์มือถือ Smartphone พร้อมบัตรประชาชน โดยมือถือ 1เครื่องสามารถลงทะเบียนได้ 1 คนเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนนั้น เมื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยแล้ว ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและเบอร์มือถือเพื่อรับ OTP &amp;nbsp;กรอกรหัส OTP และตั้งค่า PIN ถ่ายบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน &amp;nbsp;เมื่อระบบยืนยันความถูกต้องจะปรากฏไอคอนรูปหัวใจฝากข้อความกำลังใจ &amp;nbsp;ซึ่งผู้ได้รับสิทธิต้องนำมือถือที่ได้ลงทะเบียนไว้ ติดตัวตลอดการเดินทาง เพื่อสแกน QR Code ยืนยันตัวตนในวันเดินทางวันแรกและวันที่สองตามโปรแกรมท่องเที่ยวที่ได้เลือกไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังแนะผู้ที่ได้รับสิทธิค้นหาโปรแกรมท่องเที่ยวได้จากเว็บไซต์ www.เที่ยวปันสุขไทย หรือบริษัทนำเที่ยวที่ผ่านเกณฑ์จากสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและจดทะเบียนเป็นบริษัทนำเที่ยวก่อนวันที่ 1 ม.ค.2563 ซึ่งจะมีโปรแกรมทัวร์ที่ได้รับการอนุมัติจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกบริษัทนำเที่ยวนอกเขตพื้นที่ตนเองได้ โดยเริ่มเดินทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ 30 ก.ค. - &amp;nbsp;31 ต.ค. 63 นี้ ทั้งนี้​ ขอเชิญชวนเจ้าหน้าที่ อสม. &amp;nbsp;อสส. และ รพ.สต. ใช้สิทธิในโครงการ &amp;nbsp;ซึ่งหากต้องการเดินทางมากกว่า 2 วัน 1 คืน ก็สามารถทำได้เพียงแต่ค่าใช้จ่ายจะไม่ถูกรวมอยู่ในโครงการนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72157</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังใจ, รพ.สต., สำนักนายกรัฐมนตรี, อสม., อสส., ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f16dd83dacea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
